<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 10:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังอาเซียนเคาะจีดีพีไทยโต2.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 พ.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 (ASEAN+3 Finance Ministers&amp;rsquo; and Central Bank Governors&amp;rsquo; Meeting: AFMGM+3) ครั้งที่ 24 ในรูปแบบการประชุมทางไกล โดยมี รมว.การคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางสาธารณรัฐเกาหลีและบรูไนดารุสซาลาม เป็นประธานร่วม ซึ่งในที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ซึ่งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งเห็นตรงกันว่าทิศทางเศรษฐกิจของโลกและของภูมิภาคจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะขยายตัวที่ 6% และในปี 2565 จะขยายตัวที่ 4% ขณะที่ AMRO คาดการณ์ว่าภูมิภาคอาเซียน+3 จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยขยายตัวที่ 6.7% ในปีนี้ และขยายตัวที่ 4.9% ในปี 2565 ขณะที่คาดว่าประเทศไทยจะเติบโตที่ 2.3% ในปี 2564 และ 4.8% ในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยทั้ง 3 องค์กรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในทิศทางเดียวกัน คือ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ควรมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม มีเสถียรภาพและยั่งยืนเป็นสำคัญ อาทิ สร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงวัคซีนทั่วถึงโดยเร็ว สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) สนับสนุนการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ (Domestic Resources) ปรับปรุงระบบภาษีและความร่วมมือทางภาษี และส่งเสริมการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เลขาธิการอาเซียนได้กล่าวเน้นให้ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 พัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (ASEAN Single Window) ให้ครอบคลุมและไร้รอยต่อ เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค ควบคู่กับความเชื่อมโยงของระบบการชำระเงินในอาเซียน (ASEAN Payment Connectivity) เพื่อเปิดประตูสู่โลกใหม่ของการชำระเงิน ลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงิน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายอาคม ได้กล่าวในที่ประชุม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมและยั่งยืน และสนับสนุนการพัฒนาพันธบัตรของภูมิภาคอาเซียน+3 โดยการส่งเสริมการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อเป็นการระดมทุนสำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนในเดือน ส.ค. 2563 ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการออกพันธบัตรดังกล่าว ทั้งสิ้น 1 แสนล้านบาท โดยจะนำเงินที่ได้จากพันธบัตรไปใช้เป็นเงินทุนในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของประเทศจากโควิด-19 ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงการคลังมีแผนที่จะออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนเพิ่มเติมอีกในระยะต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, จีดีพีไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608ac1bb7abdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังฟันธงจีดีพีปี63ติดลบน้อยลงเหลือ 7.7%เชื่อการเมืองไม่กระทบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค. 2563 นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังได้ปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2563 จะขยายตัวดีขึ้น ที่ระดับ ติดลบ 7.7% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ ติดลบ 8.2% ถึง ติดลบ 7.2% ต่อปี ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ ติดลบ 8.5% ต่อปี ซึ่งมาจากปัจจัยหนุน จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;และการเริ่มเปิดประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2563 จะปรับตัวดีขึ้น ที่ติดลบ 7.8%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงเดินหน้าได้ตามปกติ แม้จะมีกิจการบางส่วนปิดบ้าง แต่ก็เป็นช่วงสั้น ๆ เท่านั้น อีกทั้งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงจุดยืน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความชัดเจนทางการเมือง ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะยังเดินหน้าได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงครึ่งหลังของปี 2563 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีกว่าช่วงครึ่งแรกของปี โดยภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการทางการคลังอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมีการประเมินว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคในประเทศ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4/2563 ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีขยายตัวดีขึ้น 0.54% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2./2563 ไปแล้ว&amp;rdquo; นายพรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2564 ประเมินว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น ที่ระดับ 4.5% ต่อปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการส่งออก กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นที่ 6% ตามทิศทางเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญที่มีแนวโน้มขยายตัว การบริโภคภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82168</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีปี 63, จีดีพีไทย, พรชัย ฐีระเวช, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201029/image_big_5f9a5056d6c7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19ฉุดเศรษฐกิจร่วง เอดีบีหั่นจีดีพีโตติดลบ8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เอดีบี&amp;rdquo; หั่นจีดีพีไทยปีนี้โตติดลบ 8% หลังโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจหนัก ลุ้นปี 2564 กลับมาฟื้นตัวที่ 4.5% แนะจับตาปัจจัยเสี่ยงของไวรัสระบาดรอบ 2 การกีดกันทางการค้าและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่ &amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; จ่อถกคลังปรับเป้าหายจัดเก็บรายได้ปีงบ 2564 ลงจาก 2.08 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้เปิดเผยในรายงาน Asian Development Outlook 2020 Update โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ (จีดีพี) จะติดลบ 8% ซึ่งหดตัวมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ 4.8%&amp;nbsp; เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้จะมีแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังและการเงินก็ตาม แม้ว่าผลจากความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ผลจากการระบาดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวที่ 4.5% ปรับเพิ่มจากคาดการณ์เดิมที่ 2.5% โดยอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะติดลบในปีนี้อยู่ที่ 1.6% จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน การหดตัวสูงของราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ รวมถึงมาตรการรัฐบาลที่ช่วยลดค่าสาธารณูปโภคด้วย ก่อนจะปรับตัวเป็นบวกที่ 0.8% ในปีหน้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังคงเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในทั่วโลก การกีดกันทางการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายใน ได้แก่ การกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19 ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เอดีบียังคาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียในปีนี้จะหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 6 ทศวรรษที่ 0.7% แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2564 ที่ 6.8% เนื่องจากภูมิภาคเริ่มฟื้นตัวจากหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจที่อ่อนแอในปี 2563 แต่ผลผลิตในปีหน้ายังคงต่ำกว่าประมาณการก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยในรายงานได้แนะนำการฟื้นตัวแบบรูปตัว &amp;quot;L&amp;quot; แทนที่จะเป็นตัว &amp;quot;V&amp;quot; และคาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคจะติดลบถึง 3 ไตรมาสในปี 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบ 2564 ที่ 2.08 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีการหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในเร็วๆ นี้ เพื่อปรับเป้าหมายการจัดเก็บลง เนื่องจากเป้าหมายเดิมตั้งไว้ก่อนมีการระบาดของโควิด-19 ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบกับการเก็บภาษีของกรมสรรพากรอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรจริงๆ ในปีงบประมาณ 2564 จะเหลือเท่าไร ต้องรอหารือกับ สศค.ในเร็วๆ นี้ โดยรอให้จบปีงบประมาณ 2563 เพื่อดูภาษีที่เก็บได้ที่แท้จริง และประเมินภาวะเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด ส่วนในปีงบประมาณ 2563 กรมเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่จะต่ำกว่าเป้าหมายกี่แสนล้านบาท ขอดูตัวเลขเดือนสุดท้าย (เดือน ก.ย.) ก่อน เพราะเป็นเดือนที่นิติบุคคลต้องยื่นแบบและเสียภาษีรอบครึ่งปีของปี 2563&amp;quot; นายเอกนิติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกนิติกล่าวอีกว่า การเก็บภาษีในเดือน ส.ค.2563 ของกรมสรรพากร เกินเป้าหมายกว่า 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการเลื่อนการเก็บภาษีมาจากเดือนก่อนหน้า เพื่อช่วยลดภาระผู้เสียภาษี โดยกรมสรรพากรได้เร่งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจ มีการคืนภาษีไปได้แล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังรายงานการเก็บรายได้รัฐบาลล่าสุด 8 เดือนของปีงบประมาณ 2563 (ต.ค.2562-พ.ค.2563) รัฐบาลเก็บรายได้สุทธิ 1.5 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.89 แสนล้านบาท โดย 3 กรมภาษีเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 2.18 แสนล้านบาท เป็นกรมสรรพากรเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.39 แสนล้านบาท กรมสรรพสามิตต่ำกว่าเป้าหมาย 7.09 หมื่นล้านบาท และกรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 8,516 ล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77573</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบเศรษฐกิจ, จีดีพี, จีดีพีไทย, ติดลบ 8%, ธนาคารพัฒนาเอเชีย, พิษโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอดีบี, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f60d58843055.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตกงาน8.3ล้านคน! ศก.ไทยเซ่นโควิด‘ไตรมาส2’ทรุดหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;เวิลด์แบงก์&amp;quot; คาดพิษโควิดฉุดจีดีพีไทยปีนี้ติดลบไม่ต่ำกว่า 5% ชี้ตกงานกว่า 8.3 ล้านคน แนะอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; เน้นฝึกอบรม เพื่อสร้างโอกาสหารายได้ ขณะที่ &amp;ldquo;ธปท.&amp;rdquo; ระบุไตรมาส 2/2563 ทรุดหนัก ผ่านจุดนี้ไปเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น&amp;nbsp; อานิสงส์มาตรการคลายล็อก หนุนคนเริ่มใช้จ่าย ท่องเที่ยวเริ่มขยับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย&amp;nbsp; (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ได้ออกรายงานเศรษฐกิจไทย คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้จะติดลบกว่า 5% จากเดิมที่เคยคาดติดลบ 3% และน่าจะใช้เวลามากกว่า 2 ปีที่จะกลับไปสู่จีดีพีระดับก่อนที่จะประสบปัญหาโควิด-19 เนื่องจากผลกระทบของการระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีคนตกงานกระจายไปทั่ว และกระทบต่อครัวเรือนชนชั้นกลางและครัวเรือนที่ยากจน ก่อนเศรษฐกิจไทยจะฟื้นขยายตัวที่ 4.1% ในปี 64 และ 3.6% ในปี 65 แต่ยังขึ้นอยู่ปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ การท่องเที่ยวที่เปราะบาง รวมถึงการค้าและห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังประเมินว่าจะมีคนตกงานหรือสูญเสียรายได้จากโควิด-19 กว่า 8.3 ล้านคน ซึ่งจะทำให้งานมากมายโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการมีความเสี่ยง โดยยังพบว่าจำนวนผู้ที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือผู้ที่มีรายได้ต่อวันต่ำกว่า 5.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือ 170 บาทต่อวัน จะสูงขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยเพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านคนในไตรมาสแรก เป็น 9.7 ล้านคนในไตรมาสที่ 2 ของปี 63 โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนชนชั้นกลางในภาคการผลิตและภาคบริการจะเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จาก 6% เป็น 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้เสนอแนะภาครัฐควรขยายความคุ้มครองทางสังคมเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มผู้สูงอายุและแรงงานข้ามชาติไม่ได้ถูกมองข้าม และควรให้เงินอุดหนุนแก่กลุ่มที่เปราะบางต่อไป รวมทั้งถ้าเป็นไปได้ ควรเชื่อมโยงการให้เงินอุดหนุนไปกับการฝึกอบรม การให้คำแนะนำ และความสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่จะช่วยสร้างโอกาสในการหารายได้ ขณะที่ระยะปานกลางประเทศไทยควรมีโครงการที่จะให้ประโยชน์ครอบคลุมทั่วทุกด้านเพื่อรองรับการแพร่ระบาดของโรคและวิกฤตการณ์อื่นๆ เช่น ควรเสริมด้วยการมุ่งเป้าโครงการไปที่กลุ่มคนยากจน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการชะลอการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจนั้นรุนแรง ภาคการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของจีดีพี ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการที่ประเทศไทยเกือบจะห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือน มี.ค.63 ซึ่งพลังของการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับนโยบายในการรับมือวิกฤติที่มีประสิทธิภาพ เช่น การสนับสนุนครัวเรือนและผู้ประกอบการที่เปราะบาง หรือทำอย่างไรที่จะช่วยให้ผู้ที่ตกงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง&amp;rdquo; ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2563 จะขยายต่ำที่สุดในปีนี้ โดย ธปท.คาดว่าจะหดตัวในระดับ 2 หลัก หรือมากกว่า -10% แต่ไม่เกิน -20% และคาดว่าทั้งปีจะหดตัว -8.1 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากเครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือน มิ.ย. เริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจในเดือน พ.ค.น่าจะอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว โดย ธปท.คาดว่าไตรมาส 3/2563 เศรษฐกิจไทยฟื้น ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวแรงพอสมควร และมาตรการคลายล็อกในไทย ทำให้คนเริ่มใช้จ่าย การท่องเที่ยวเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2563 มีโอกาสหดตัว 2 หลัก หรือมากกว่า -10% แต่ไม่รุนแรงถึงขนาดขึ้นต้นด้วยเลข 2 และจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3/2563 และต่อเนื่องในทุกไตรมาส แต่เป็นการหดตัวลดลง&amp;quot; นายดอนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ในด้านต่างประเทศ ทุกประเทศก็มองตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2563 หลังจากนั้นจะเริ่มฟื้นตัว ถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เช่น การระบาดรอบ 2 ทำให้ต้องปิดประเทศหลายที่ กรณีระหว่างจีนกับสหรัฐ และเสถียรภาพระบบการเงินของโลก ที่ในหลายประเทศ ตราสารหนี้เอกชนเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการใช้งบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะนำไปใช้อย่างไร แต่ก็เป็นทิศทางที่ ธปท.สนับสนุนให้มีการใช้เงินกู้ไปในการจ้างงาน สร้างงาน ซึ่งเม็ดเงินที่มีนั้นมากพอแล้ว แต่ขอให้ใช้ให้ตรงจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ธปท.ยอมรับว่าการแข็งค่าของค่าเงินเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ติดตามดูแลใกล้ชิด ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะเป็นบวกเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอนกล่าวว่า ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินตลอดทั้งปีนี้จะมีทิศทางปรับขึ้น เพราะวิกฤตินี้เพิ่งเริ่ม แต่ยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่กระทบกับเสถียรภาพธนาคารพาณิชย์ ซึ่งระบบสถาบันการเงินไทย มีความเข้มแข็งลำดับต้นๆ ของโลก สามารถรองรับการหดตัวทางเศรษฐกิจได้ รวมทั้ง ธปท.ก็มีแนวนโยบายดูแลปรับโครงสร้างลูกหนี้อย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. ยังหดตัวสูงต่อเนื่อง จากอุปสงค์ต่างประเทศ ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวจากการจำกัดการเดินทาง ส่งออกสินค้าหดตัว -23.6% ตามอุปสงค์ต่างประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอ การลงทุนและการผลิตภาคเอกชนหดตัว แต่การใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการเยียวยา ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวน้อยลง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70185</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จีดีพี, จีดีพีไทย, พิษโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิลด์แบงก์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb47f1e0530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 07:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 07:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บล.ภัทรหั่นตัวเลขจีดีพีไทยปี63ไม่โตแถมติดลบ 0.4% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.2563 บริษัทหลักทรัพย์ภัทร บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ปรับประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลงอีกครั้งจาก 1.4% เป็นติดลบ 0.4% หลังการที่การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ที่ระบาดในภูมิภาคหนึ่ง ได้กลายเป็นการระบาดครั้งใหญ่ของโลกหรือ Pandemic โดยสำหรับกรณีฐาน ประเมินว่าการกักกันและการสกัดการระบาดจะจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเศรษฐกิจหลัก ในไตรมาสสองและไตรมาสสามของปีนี้ แต่ผลกระทบต่อไทยนั้นจะรุนแรง เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นหลักที่มีผลต่อการประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจได้แก่ การท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วน 12% ในจีดีพีของประเทศในปี 2019 โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะลดลง 50% ในไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวอย่างช้าๆในครึ่งหลังของปี ตลอดทั้งปีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะลดลง 25% ซึ่งจะมีผลต่อแนวโน้มศรษฐกิจมากกว่าที่คาดไว้ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่นจะยังไม่เติบโตนัก จากความท้าทายที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่วนราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอาจจะให้ทางบวกเล็กน้อยต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การท่องเที่ยวจะยังคงได้รับผลกระทบหนักในไตรมาสสอง ดังนั้นการคาดการณ์ในกรณีฐานจึงประเมินว่า เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ซึ่งหมายถึงการหดตัวสองไตรมาสติดต่อกัน อีกทั้งคาดการฟื้นตัวจะอยู่ในรูปตัวยู (U Shape) ขณะที่กิจกรรมทางการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติในครึ่งหลังของปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเศรษฐกิจที่ตกต่ำและจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะลดลงดอกเบี้ยนโยบายลงที่ระดับ 0% จึงคาดว่าในการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 25 มีนาคม 2563 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ลงไปที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแนวทางการดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังของ กนง. จึงไม่คาดว่าหลังจากนั้น กนง.จะลดดอกเบี้ยอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการใช้มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อแบบเฉพาะกลุ่มและการเสริมสภาพคล่องเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามไปสู่ปัญหาการล้มละลายของธุรกิจ โดยภาครัฐควรจะมีการออกมาตรการทางการคลังแบบตรงเป้าหมายมากขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ข้อสมมุติกรณีที่เศรษฐกิจโลก &amp;ldquo;ถดถอยเล็กน้อย&amp;rdquo; คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวเหลือ +1.4% และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบ 2% ในปี 2020 เพราะคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว การส่งออก ซึ่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆและความเชื่อมั่นในประเทศ โดยคาดว่าทั้งปีการท่องเที่ยวจะหดตัว 40% (นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจำนวนลดลง 16 ล้านราย) เพราะความเชื่อมั่นยังไม่ดีขึ้น ในกรณีดังกล่าวกนง.จะลดดอกเบี้ยลงสองครั้ง ครั้งละ 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสิ้นปีอยู่ที่ 0.50%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจหดตัวมากกว่าที่คาด หากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสยาวนานกว่าที่คาด และการปรับลดคาดการณ์นี้ไม่ได้นำการระบาดของไวรัสในประเทศมาร่วมประเมินด้วย ซึ่งก็มีความเป็นได้ โดยในกรณีเช่นนั้น การบริโภคในประเทศจะชะลอตัวมากกว่าที่คาด ในทางตรงกันข้าม หากมาตรการกักกันได้ผลและมีการคิดค้นยาสำเร็จ ก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความกังวลของประชาชนและนักท่องเที่ยวและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วกว่าคาด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59629</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีไทย, บล. ภัทร, โตติดลบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9af9907649a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
