<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภูมิธรรมจี้รบ.เยียวยา‘ปู’ ปชป.ย้ำจีทูเจี๊ยะยังไม่จบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ราเมศ&amp;rdquo; ย้ำคดีจำนำข้าวยังไม่จบ ชี้ถ้า &amp;ldquo;ยิ่งลักษณ์&amp;rdquo; มั่นใจไม่ผิดจริงก็กลับมารื้อฟื้นคดีอาญาด้วย &amp;ldquo;สหายอ้วน&amp;rdquo; ซัดรัฐบาลต้องเร่งเยียวยา &amp;ldquo;นารีปู&amp;rdquo; ยอมรับความผิดพลาด อย่าดันทุรังอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน ยังคงมีความต่อเนื่องกรณีศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 35,717,273,028 บาท ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่าเป็นดุลพินิจของตุลาการที่ทุกคนต้องน้อมรับ แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ยังต้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งต้องรอฟังกันต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งหนึ่งที่กระทรวงการคลังต้องเพิ่มเติมชี้ประเด็นเพื่อให้ศาลปกครองสูงสุดได้เห็น คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ อันเป็นที่มาของความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน คือรู้อยู่แล้วว่าไม่มีการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีจริง ต้องชี้ประเด็นให้ชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์รับรู้รับทราบข้อมูลการซื้อขายแบบจีทูจีหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นต่อไปฝ่ายการเมืองคิดจะทำอะไรก็ได้ กรณีนี้ถึงย้ำว่าคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ในชั้นอุทธรณ์ต้องติดตามกันต่อไป และถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์คิดว่าไม่มีความผิด ก็กลับมาสู้คดีได้ในคดีอาญา หากคิดว่ามีพยานหลักฐานใหม่ก็กลับมาขอรื้อฟื้นคดีดู&amp;rdquo; นายราเมศกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และเลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;ศาลปกครองกลางวินิจฉัย อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นมลทินจำนำข้าว ไม่ได้เป็นอย่างที่โฆษณา&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า ศาลปกครองกลางคืนความยุติธรรมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งศาลชี้ว่า คำสั่งที่เอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง อดีตนายกฯ ไม่ต้องรับผิดในคดีรับจำนำข้าว คำสั่งกระทรวงการคลังไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรมแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายในโครงการ อีกทั้งโครงการเป็นโครงการที่ได้ดำเนินการตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ได้ดำเนินการภายในกรอบวงเงินที่ขอไว้อย่างถูกต้อง อีกทั้งถือเป็นการดำเนินการในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ที่ได้รับการสนับสนุนผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชน
&amp;ldquo;เห็นได้ชัดเจนว่า การพยายามเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์เรื่องดังกล่าว เป็นการกระทำที่พยายามใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเข้ามายึดอำนาจในปี 2557 โดยมุ่งหวังทำลายรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การดำเนินการเอาผิดและยึดอายัดทรัพย์สินนั้น เป็นการกระทำที่เร่งรัด เร่งรีบ ถึงขนาดใช้มาตรา 44 ออกมาคุ้มครองเจ้าหน้าที่โดยเหตุที่ฝ่ายราชการประจำ ซึ่งไม่เคยมีแนวทางแนวปฏิบัติให้กระทำเช่นนี้มาก่อน กรณีนี้จึงถือเป็นการกระทำที่มิชอบของผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง เป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบ และขาดสำนึกทางจริยธรรม&amp;rdquo;
นายภูมิธรรมโพสต์อีกว่า ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบควรต้องทำสิ่งผิดพลาดที่ผ่านมาแล้วให้ถูกต้อง เพราะความยุติธรรมในบ้านเมืองเราถูกตั้งคำถามเรื่องสองมาตรฐานที่ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่มีการรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการกระทำต่อผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงต้องคืนความยุติธรรมให้ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว ดีกว่าพยายามจะดันทุรังและคิดหาเหตุผลแก้เกี้ยวไม่รู้จบ เพื่อพยายามอธิบายการกระทำที่ผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา คิดผิดคิดใหม่ได้ สง่างามกว่าการดันทุรัง หาแง่มุมทางกฎหมายมาอธิบายเพื่อปกป้องการกระทำที่บิดเบือนหลักการที่ถูกต้อง หยุดบิดเบือนกฎหมายเพื่อกลบเกลื่อนความผิดที่เคยกระทำ ประเทศเราเสียหายด้วยการกระทำเช่นนี้มามากพอแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98331</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีจำนำข้าว, คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว, คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด, จีทูเจี๊ยะ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_6069d6dc27e69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดทรัพย์‘ปู’สะดุด! ศาลปค.เพิกถอนชดใช้3.5หมื่นล./คลังจ่ออุทธรณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองกลางพิพากษาชี้คดี &amp;ldquo;ยิ่งลักษณ์ จีทูเจี๊ยะ&amp;rdquo; ไม่ผิด ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้าน และห้ามอายัดทรัพย์ขายทอดตลาด ชี้นายกฯ แค่คุมนโยบายมหภาค ไม่มีอำนาจลงนามจีทูจี ไม่ได้เพิกเฉยเมื่อเจอทุจริต &amp;ldquo;นรวิชญ์&amp;rdquo; ตะครุบทันควันบอกถือเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในอนาคต &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; ชี้ให้คลังเป็นเจ้าภาพอุทธรณ์ใน 30 วัน รับรู้สึกแย้งคำพิพากษาศาลฎีกา กวักมือเรียก &amp;ldquo;ปู&amp;rdquo; กลับไทยหากมั่นใจไม่ผิดจริง &amp;ldquo;หมอวรงค์&amp;rdquo; แนะใช้คลิปสัมภาษณ์สู้คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่ 2 เมษายน ตุลาการศาลปกครองกลางได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 กระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 อธิบดีกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 6 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 9 ซึ่งศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้ง 4 คดี เข้าด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฟ้องคดีว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 ได้มีคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท ให้แก่กระทรวงการคลัง ในฐานะนายกฯ และในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยรวม 4 ประเด็น คือ 1.คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 เรื่องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การดำเนินการตามนโยบายจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ และประธาน กขช. ต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบาย ลำพังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวได้ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์มีอำนาจหน้าที่เพียงกำกับดูแลนโยบายโดยทั่วไประดับมหภาคของโครงการ ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ไม่อาจที่จะรับรู้รับทราบข้อมูลการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้กระทำผิดในระดับปฏิบัติ อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติในฐานะเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่างๆ ในการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี และไม่ได้เป็นคณะอนุกรรมการตามที่ กขช.แต่งตั้งแต่อย่างใด
&amp;ldquo;ยิ่งลักษณ์&amp;rdquo;ไม่ได้เพิกเฉย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์อีกว่า เมื่อมีการกระทำการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลปริมาณข้าวคงเหลือของ อคส. และ อ.ต.ก. รวมทั้งมีการใช้มาตรการทางอาญากับผู้ทุจริตหรือผู้กระทำผิดควบคู่กับการใช้มาตรการทางปกครองตัดสิทธิ์ผู้สวมสิทธิ์เกษตรกร จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 มิได้เพิกเฉยละเลย แต่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์เพื่อป้องกันยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ส่วนกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือแจ้ง 3 ฉบับ เป็นเพียงข้อเสนอแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป เช่นเดียวกับกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือแจ้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก่อนเปิดโครงการ 2 วัน เป็นการเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต ก็มีลักษณะเป็นเพียงคำแนะนำ และเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับหนังสือแจ้งจาก สตง.และ ป.ป.ช. ก็ได้สั่งการตามอำนาจหน้าที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาป้องกันดูแลการทุจริตตามอำนาจหน้าที่แล้ว
&amp;ldquo;ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายกฯ มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลเชิงนโยบาย มีข้อราชการที่ต้องบริหารกำกับดูแลมากมาย ไม่จำต้องถึงขนาดที่ต้องติดตามหนังสือสั่งการทุกฉบับและตรวจสอบการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานทุกหน่วยงานดังกล่าวด้วยตนเองทุกกรณี อีกทั้งหนังสือ สตง.และ ป.ป.ช.มิใช่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยังคงละเว้น เพิกเฉย ละเลย ไม่ติดตามหรือสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการตรวจสอบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลระบุอีกว่า การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เห็นว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคนในมูลละเมิดกรณีโครงการรับจำนำข้าว ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่ต้องสอบสวนหาตัวผู้รับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอีกหลายคนต้องชดใช้ มิใช่พิจารณาเพียงเสนอความเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้เดียวเป็นผู้กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริต กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อเท็จจริงยังปรากฏในคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ลงวันที่ 5 มิ.ย.2563 ซึ่งสรุปว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดในชั้นการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำละเมิด การกำหนดสัดส่วนให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดจึงมิได้เป็นไป พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และไม่เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.2/ว 66 ลงวันที่ 25 ก.ย.2550&amp;rdquo;
ชี้ไม่ได้กลั่นแกล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สำนักนายกฯ และกระทรวงการคลังต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อันเกิดจากคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 หรือไม่ และจำนวนเท่าใด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิด จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 3.คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 ที่มีคำสั่งให้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อขายทอดตลาด เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ 4.คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 ส.ค.2562 เรื่องคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวม เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 จึงไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด และไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึดอายัดทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท เพิกถอนคำสั่ง ประกาศ และการดำเนินการใดๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 ในการยึด อายัดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดที่สืบเนื่องจากคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว และเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 ส.ค.2562 ที่ยกคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวมของผู้ฟ้องคดีที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก&amp;rdquo;
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ผลการพิพากษาเป็นคุณกับ น.ส.ยิ่ง?ลักษณ์? แต่หากกระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์?จะดำเนินการต่อไปอย่างไรนั้น เราต้องเตรียมความพร้อม เพราะเป็นเพียงคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง แต่สิ่งที่สำคัญจากคำพิพากษา?วันนี้ นอกจากการเพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้เงิน ยึด และอายัด?เงินแล้วนั้น คือระบุว่า น.ส.ยิ่ง?ลักษณ์?ไม่มีส่วนทุจริตโครงการ?รับจำนำข้าว โดยจะนำคำพิพากษาศึกษาอย่างละเอียดเพื่อการต่อสู้ครั้งต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข กลุ่มสร้างไทย โพสต์ทวิตเตอร์ว่า ขอแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งการที่ศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนั้นถูกต้องแล้ว และเท่ากับช่วย พล.อ.ประยุทธ์ด้วย เพราะหากให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ ต่อไปหากมีการโกงการซื้อกางเกงในให้ทหารเกณฑ์ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องรับผิดชอบด้วย
ลั่นคดียังไม่ถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทรัพย์สินที่รัฐได้ยึด น.ส.ยิ่งลักษณ์ เบื้องต้นยังมีไม่ถึง 100 ล้านบาท แต่เมื่อศาลปกครองกลางสั่งมาแบบนี้ ก็ต้องหยุดและดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่คดียังไม่ถึงที่สุด ทั้งนี้รัฐต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการคลังก็รับทราบแล้วทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่เป็นไร เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน ถือเป็นเรื่องธรรมดา การยึดทรัพย์ก็มีชนะบ้างแพ้บ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้ติดใจอะไร ก็อย่าไปพูดก็แล้วกันว่า พอฝ่ายไหนชนะก็มาบอกว่าศาลตัดสินยุติธรรม แต่พอแพ้ก็บอกว่าไม่ยุติธรรมสองมาตรฐาน เอียงสองมาตรฐาน ขอร้องว่าอย่าไปคิดแบบนั้น ปล่อยให้คดีเดินไปจนถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณียึดทรัพย์มาแล้วขายทอดตลาดออกไปแล้ว เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนี้จะดำเนินการเช่นไร นายวิษณุกล่าวว่า คดียังไม่ถึงที่สุดก็หยุดเอาไว้ก่อน จะให้คืนไปคงไม่ได้ เพราะหากหลังจากนี้ศาลสั่งให้ยึดอีก ก็ต้องเอากลับไปกลับมา มันไม่ได้ กรณีนี้แค่หยุดไว้เท่านั้น อย่างเรื่องบ้านพักที่ซอยโยธินพัฒนาก็ยึดไว้ แต่ไม่ได้ทำอะไรอีก ทั้งเจ้าของก็ยังคงอาศัยอยู่ เมื่อวันนี้ศาลปกครองมีคำสั่ง ก็ต้องหยุดไว้ทั้งหมด และดำเนินคดีในชั้นศาลปกครองสูงสุดต่อไป จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าทุกข์ที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยมีอัยการมาช่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางครั้งนี้จะมีผลต่อสู้ในคดีอาญาหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องเข้าใจว่าคดีนี้เริ่มต้นจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด และต่อมา ป.ป.ช.ก็มีหนังสือแจ้งมาว่าให้ไปจัดการยึดทรัพย์ และเมื่อยึดทรัพย์แล้ว ผู้เสียหายก็ฟ้องถอนการยึด แต่ยังไม่เห็นคำพิพากษานี้ มีแต่คนสรุปมาให้ฟังก็ต้องปล่อยให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน เพียงแต่จะรู้สึกแย้งกับคำพิพากษาของศาลฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ผลตัดสินของศาลปกครองกลางเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่าวิตกในการต่อสู้คดีต่อไปของรัฐหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ถ้าแพ้คดีก็ต้องวิตกอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้วิตกอะไรมาก เพราะยังมีขั้นตอนที่ดำเนินการต่อไปจนถึงที่สุดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า แสดงว่าไม่สามารถกล่าวอ้างได้ใช่หรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีความผิด นายวิษณุกล่าวว่า ยังพูดแบบนั้นไม่ได้ เพราะคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้ว่ามีความผิดยังคงอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าหลายคนเข้าใจผิดหลังศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยออกมาคิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถเดินทางกลับมาไทยได้เนื่องจากไม่มีความผิด นายวิษณุกล่าวว่า &amp;ldquo;ก็กลับมาซิ ถ้าอยากจะกลับมา ไม่ได้ว่าอะไร แต่ต้องย้ำและขีดเส้นใต้ไว้ว่าคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ถ้าถามว่าผิดหรือไม่ในขณะนี้ รัฐก็ยังมีคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าผิด เพราะถ้าเริ่มต้นศาลไม่บอกว่าผิด เราจะไปยึดทรัพย์เขาได้อย่างไร&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในเรื่องนี้ว่า กระทรวงการคลังจะขอพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลก่อนว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นจะนัดประชุมร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณายื่นอุทธรณ์ โดยยังมีเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ได้อยู่ 30 วัน นอกจากนี้จะมีการเสนอให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง รับทราบด้วย ส่วนที่ศาลระบุว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีหลักฐานแน่ชัดนั้น เรื่องนี้ต้องรอรายละเอียดคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาล เพื่อมาศึกษาและพิจารณาเช่นกัน โดยยืนยันจะดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติให้ดีที่สุด
ยกคลิปมัด&amp;#39;ยิ่งลักษณ์&amp;#39;
นายวิชา มหาคุณ&amp;nbsp; อดีต ป.ป.ช. ระบุในเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องของศาลปกครองกลาง ซึ่งยังมีศาลปกครองสูงสุดอยู่ ส่วนที่คำพิพากษาศาลปกครองกลางขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่นั้น ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะคิดกันคนละแบบ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาชัดเจนอยู่แล้ว คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่ได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; ไม่อยากให้มองเป็นอย่างอื่น เพราะจะทำให้คำพิพากษาขัดแย้งกัน ดังนั้นเราต้องรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเชื่อว่าจะยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ในคำพิพากษาศาลปกครองกลางมีประเด็นที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจคือ ข้อความจากศาลปกครองกลางที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ รับรู้เกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอนการทำเอ็มโอยูเพื่อให้มีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ในส่วนการทำสัญญาระบายข้าวไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งเคารพคำตัดสินของศาลปกครองกลาง แต่เมื่อมาเทียบกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ระบุว่าตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่น่าสนใจนั่นคือคลิปหลักฐานที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล เรื่องการระบายข้าวดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2555 หรือหลังดำเนินโครงการมาแล้ว 1 ปี โดยวันนั้นเธอยืนยันว่า เห็นสัญญาซื้อขาย และตอบผิดๆ ถูกๆ จนลิ่วล้อซึ่งก็คือนายบุญทรงต้องพูดแทรกกลางคัน....ว่าสัญญานั่นไม่ใช่เอ็มโอยู ดังที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบนักข่าว แต่เป็น Sale Contract ไปเสียอีก ซึ่งคำพูดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์น่าจะมีนัยเห็นหรือรับรู้ แต่พูดผิดๆถูกๆ ที่ซ้ำร้าย กว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะปรับนายบุญทรงออกจากรัฐมนตรีพาณิชย์ ต้องใช้เวลานานถึง 7 เดือน นำไปสู่การระบายข้าวจีทูจีภาคสองอีก 14 ล้านตัน ซึ่งรอ ป.ป.ช.ชี้มูล ทางที่ดีรัฐบาลต้องรีบอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดและนำคลิปนี้ไปหักล้างด้วย&amp;rdquo;นพ.วรงค์โพสต์ทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98150</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.5 หมื่นล้าน, คุมนโยบายมหภาค, จีทูจี, จีทูเจี๊ยะ, ศาลปกครองกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6067276189cf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งแก๊งจีทูเจี๊ยะจ่าย1.5หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ 2 นักการเมือง-3 อดีตบิ๊กข้าราชการพาณิชย์ยุค &amp;quot;ยิ่งลักษณ์&amp;quot; ต้องชดใช้ค่าเสียหายโครงการระบายข้าวจีทูจี &amp;quot;บุญทรง&amp;quot; 1,768&amp;nbsp; ล้าน &amp;quot;ภูมิ&amp;quot; 2,242 ล้าน &amp;quot;มนัส-ทิฆัมพร&amp;quot; 4,011 ล้าน &amp;quot;อัฐฐิติพงศ์&amp;quot; ได้ลดเหตุช่วงสัญญา 1-2 ไม่ได้เกี่ยวโดยตรง เหลือ&amp;nbsp; 2,694 ล้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีระหว่าง นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ และอดีตผู้ช่วยเลขานุการในคณะทำงานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นายอัฐฐิติพงศ์ หรืออัครพงศ์ ทีปวัชระ หรือช่วยเกลี้ยง อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 โดยมีนายกรัฐมนตรี, รมว.พาณิชย์, ปลัดกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 กรณีขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งให้ทั้งหมดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการทุจริตโครงการรับจำนำ และโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 มีพฤติการณ์จงใจกระทำการทุจริต ร่วมกันกับข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และภาคเอกชน รวมถึงมีลักษณะการแบ่งงานกันทำ และจงใจทำให้เกิดความเสียหายในโครงการระบายข้าวจีทูจี ดังนั้นจึงเป็นการละเมิดต่อการปฏิบัติหน้าที่ และจงใจทำให้รัฐเสียหาย ไม่เป็นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ไม่อาจนำข้าวดังกล่าวมาขายราคามิตรภาพได้หรือต่ำกว่าราคาตลาดได้ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงการชำระเงินเป็นการโอนเงินผ่านธนาคาร และแคชเชียร์เช็ค ไม่สอดคล้องกับการขายข้าวแบบจีทูจี&amp;nbsp; รวมถึงมีการส่งมอบหน้าคลังสินค้า ทำให้มีการนำข้าวในคลังมาเวียนขายภายในประเทศ การกระทำดังกล่าวจึงทำให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และมีการแก้ไขสัญญาซื้อขายด้วย ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 มีอำนาจสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1, 2, 4, 5 ชดใช้ 20% จากมูลค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จึงชอบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดีในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 3 ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ ทำหน้าที่ล่ามในการเจรจาซื้อขายข้าว แต่ไม่เคยแสดงความเห็นใด ๆ ในการทำสัญญาฉบับที่ 1-2 ต่อมาเมื่อปี 2555 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว กระทรวงพาณิชย์ และเป็นคณะอนุกรรมการระบายข้าวโดยตำแหน่ง รวมถึงมีการเจรจาและทำบันทึกในการซื้อขายข้าวสัญญาฉบับที่ 3-4&amp;nbsp; ด้วย ขณะเดียวกันมีส่วนร่วมในการแก้ไขสัญญาซื้อขายข้าวฉบับที่ 2 เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลปกครองกลางยังระบุอีกว่า ในการคำนวณค่าเสียหายต้องคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งความร้ายแรงและความเป็นธรรมด้วย เมื่อไม่ปรากฏชัดว่าในช่วงที่ผู้ฟ้องคดีที่ 3&amp;nbsp; เป็นเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ และทำหน้าที่ล่าม เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับที่ 1-2 โดยตรง แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับที่ 3-4 และการแก้ไขสัญญาฉบับที่ 2 ในช่วงเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว&amp;nbsp; กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นการให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 รับผิดทางละเมิด 20% ในสัญญาฉบับที่ 1-2 ด้วยจึงเป็นไม่เป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพิพากษาว่า ให้นายมนัส (ผู้ฟ้องคดีที่ 1) ชดใช้&amp;nbsp; 4,011 ล้านบาท นายทิฆัมพร (ผู้ฟ้องคดีที่ 2) ชดใช้ 4,011&amp;nbsp; ล้านบาท นายภูมิ (ผู้ฟ้องคดีที่ 4) ชดใช้ 2,242 ล้านบาท&amp;nbsp; และนายบุญทรง (ผู้ฟ้องคดีที่ 5) ชดใช้ 1,768 ล้านบาท ส่วนนายอัฐฐิติพงศ์ (ผู้ฟ้องคดีที่ 3) ให้ชดใช้ในส่วนสัญญาฉบับที่ 1-2 จำนวน 10% และชดใช้สัญญาฉบับที่ 3-4 จำนวน 20% รวมชดใช้ 2,694 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ และคำสั่งตั้งคณะกรรมการรับผิดทางละเมิด รวม 4 ฉบับนั้น ศาลเห็นว่า หนังสือทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวมิได้มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 และไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่จะมีผลกระทบ จึงพิพากษาเพิกถอนเฉพาะคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่ 453/59 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 3 ที่ให้ชดใช้ 20%&amp;nbsp; จากมูลค่าความเสียหาย ยกฟ้องผู้ฟ้องคดีที่ 1, 2, 4, 5&amp;nbsp; ส่วนคำร้องอื่นนอกเหนือจากนี้ให้ยก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97713</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าราชการพาณิชย์, จีทูเจี๊ยะ, ชดใช้ค่าเสียหาย, ต้องชดใช้ค่าเสียหายโครงการระบายข้าวจีทูจี, ศาลปกครองกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการระบายข้าวจีทูจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061e1e293210.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟัน‘แม้ว-ปู-เจ๊แดง’ ป.ป.ช.เริ่มจีทูเจี๊ยะล็อต2สมุนเพ้อเอาทักษิณกลับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ป.ช.ฟัน 3 พี่น้องตระกูลชิน &amp;quot;แม้ว-ปู-แดง&amp;quot; สังเวยจีทูเจี๊ยะข้าวล็อตสอง &amp;quot;จตุพร&amp;quot; ยัน &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; ควรได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม แต่ 12 ปีมาแล้วพานายใหญ่กลับบ้านไม่สำเร็จเสียที แต่คนที่น่าจะกลับบ้านก่อนคือ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า เมื่อไม่นานมานี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตสอง ได้แจ้งคำสั่งไต่สวนของอนุกรรมการฯ ส่งเป็นหนังสือไปยังผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวรวม 71 ราย โดยมีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) รวมอยู่ด้วย เพื่อแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบว่ากำลังจะถูกสอบสวนในเรื่องดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการไต่สวนผู้ถูกพาดพิง หรือพยานเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งไต่สวนครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการการขยายผลสอบสวนการระบายข้าวแบบจีทูจี ล็อตแรก ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาต้องโทษจำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 42 ปี ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ขยายผลในการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง กระทั่งโยงไปถึง 3 พี่น้องกระกูลชินวัตร ซึ่งเป็น 1 ใน 71 ผู้ถูกกล่าวหาด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินสายหาเสียงที่จังหวัดกาญจนบุรี ถึงเรื่องที่พรรคเพื่อชาติแถลงต้องการนำนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับบ้านว่า ตนได้เคยอธิบายความถึงกระบวนการยุติธรรมตั้งต้น เช่น คณะกรรมการที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งตั้งเพื่อที่จะดำเนินการเล่นงานบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือดำเนินการกับนายกรัฐมนตรีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แค่กระบวนการตั้งต้นก็ไม่มีความยุติธรรมแล้ว ไม่ต้องไปคิดถึงปลายทาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน อาทิ การเลือกปฏิบัติของบรรดาองค์กรอิสระต่าง ๆ อดีตนายกฯ ทักษิณก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ควรได้รับการปฏิบัติ พิจารณาตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม มีมาตรฐานเดียวกับบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม 12 ปีมานี้ มีความพยายามในการพาอดีตนายกฯ ทักษิณกลับมาเสมอ แต่ก็ยังไม่สำเร็จเสียที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อว่าคนที่จะได้กลับบ้านก่อนอดีตนายกฯ ทักษิณคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ถ้าพี่น้องเลือกพรรคการเมืองซีกฝั่งประชาธิปไตย ซึ่งในระบบบัตรใบเดียว เป็นเรื่องที่ยากที่พี่น้องประชาชนจะทำใจ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวว่า ถ้าพี่น้องประชาชนไม่เข้าใจว่าในระบบบัตรใบเดียวการเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งจำนวนมากคะแนนจะติดเพดาน พรรคที่ใหญ่ที่สุด คะแนนเต็มที่ได้ 175 เสียง ยังขาดอีก 201 เสียง จึงจะเกิน 376 เสียง เพราะฉะนั้นการเลือกพรรคเพื่อชาติจึงเป็นคะแนนที่ไม่สูญเปล่า จะเป็นการเพิ่มเสียงให้กับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายยงยุทธ ติยะไพรัช กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ ปราศรัยที่จังหวัดเชียงรายว่า นโยบายพาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณกลับบ้านเพื่อต่อสู้คดีภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ใช่ระบบ 2 มาตรฐาน ซึ่งพรรคมีนโยบายจะปฏิรูปส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามหลักสากล นานาชาติยอมรับ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประเทศในทุกๆ ด้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ระบุว่าจะมีการปราศรัยปลุกมวลชนให้เห็นความเลวร้ายของระบอบทักษิณ และต่อต้านการกลับมาของระบอบทักษิณนั้น ในฐานะที่ตนมีความสนิทสนมกับนายสุเทพตั้งแต่สมัยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ อยากเรียกร้องให้นายสุเทพหยุดหาเสียงบนซากปรักหักพังของประเทศ เพราะกระแสนี้จุดไม่ติดแล้ว 5 ปีที่ผ่านมาประชาชนได้รู้ความจริงแล้ว เลิกนำประเด็นนี้มาสร้างความเกลียดชัง หันมาใช้กระบวนการพูดคุยเพื่อหาทางออก ซึ่งเป็นแนวทางของอารยชน ที่ใช้ยุติปัญหาความขัดแย้งมาแล้วทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกรณีผลโพลของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์มีคะแนนนิยมมาเป็นอันดับ 1 และพรรคพลังประชารัฐจะได้ที่นั่ง ส.ส.ประมาณ 100 ที่นั่งขึ้นไปนั้น นายอุตตมกล่าวว่า เป็นที่น่ายินดี เป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคน แต่เราฟังโพลเป็นข้อมูลประกอบ สุดท้ายพวกเรายึดมั่นตัวพวกเราเอง ต้องทำงานเต็มที่ ทำยังไงให้พี่น้องคนไทยให้ความไว้วางใจเรา เพื่อเราจะได้เข้าไปทำงาน และมั่นใจว่าเราจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน&amp;nbsp;
จากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้วันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป กรุงเทพโพล โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;โค้งสุดท้าย ส.ส.แบบไหนคนไทยจะเลือก&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,794 คน พบว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 96.9 ระบุว่าตั้งใจว่าจะไปเลือกตั้ง มีเพียงร้อยละ 1.6 เท่านั้นที่ระบุว่าตั้งใจว่าจะไม่ไป ที่เหลือร้อยละ 1.5 ระบุว่ายังไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง/ส.ส. เข้ามาบริหารประเทศนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 55.9 ระบุว่าตัดสินจากนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง รองลงมาร้อยละ 39.7 ระบุว่าดูจากความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์ก้าวไกล, ร้อยละ 39.3 ระบุว่าดูจากผลงานในอดีต, ร้อยละ 38.7 ระบุว่าต้องไม่มีประวัติด่างพร้อยด้านการทุจริต และร้อยละ 35.9 ระบุว่าเป็นคนทำงานช่วยเหลือชุมชนแก้ปัญหาชุมชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31508</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีทูเจี๊ยะ, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์, นายทักษิณ ชินวัตร, ป.ป.ช., หนังสือพิมพ์, เอาทักษิณกลับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190316/image_big_5c8ce1a960fdd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
