<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112128</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 22:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 22:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดรีเทิร์น อู่ฮั่นตรวจไวรัสทั้งเมือง จางเจียเจี้ยล็อกดาวน์คนในห้ามออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการจีนในเมืองอู่ฮั่น ถิ่นเกิดโรคระบาดโควิด-19 แห่งแรกของโลก ประกาศตรวจเชื้อไวรัสประชากรทั้งเมืองราว 11 ล้านคน หลังจากพบการแพร่เชื้อภายในเมืองนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ส่วนเมืองจางเจียเจี้ยสั่งห้ามทุกคนออกนอกเมืองตั้งแต่วันอังคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างสวอปในลำคอของประชากรวัยเยาว์ในเมืองอู่ฮั่นเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 (Feature China/Barcroft Media via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย์ภาคกลางของจีนตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 ปีที่แล้วประชากรทั้งเมืองนี้ถูกล็อกดาวน์ตัดขาดจากโลกภายนอกนาน 76 วัน และชาวเมืองกำลังหวั่นเกรงว่าบรรยากาศแบบนั้นอาจกลับมาอีก รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 3 สิงหาคม กล่าวว่า ชาวเมืองพากันออกจับจ่ายซื้อของกักตุนเมื่อวันจันทร์ เพื่อเตรียมพร้อมเผื่อกรณีล็อกดาวน์ ซึ่งเป็นภาพคล้ายคลึงกับความแตกตื่นก่อนการล็อกดาวน์ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่ของเมืองนี้ประกาศว่าตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการแพร่เชื้อภายในท้องถิ่นรายใหม่ 7 คน เป็นกลุ่มแรงงานต่างถิ่นในอู่ฮั่น และเป็นการพบผู้ติดเชื้อจากการแพร่เชื้อในท้องถิ่นครั้งแรกในรอบ 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลี่ เถา เจ้าหน้าที่อาวุโสของเมืองอู่ฮั่น แถลงเมื่อวันอังคารว่า เมืองที่มีประชากร 11 ล้านคนแห่งนี้จะเริ่มการตรวจเชื้อไวรัสแบบกรดนิวคลิอิกกับประชากรทุกคนทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่หลายคนประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย ให้ความมั่นใจต่อชาวเมืองอู่ฮั่นที่กำลังตื่นตระหนกด้วยว่า ร้านค้าต่างๆ จะไม่ขึ้นราคาสินค้า และให้คำมั่นว่าห่วงโซ่อุปทานมีความเสถียร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่เมืองจางเจียเจี้ย เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในมณฑลหูหนาน รัฐบาลท้องถิ่นประกาศเมื่อวันอังคารสั่งปิดเมืองอย่างปุบปับ ห้ามทุกคน ไม่ว่าผู้อยู่อาศัย, นักท่องเที่ยว และบุคคลอื่นใด ออกจากเมืองนี้ทันที หลังจากทางการเคยสั่งปิดสถานที่ท่องเที่ยวและขอให้ผู้มาเยือนเดินทางออกจากเมืองนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จางเจียเจี้ยเป็นหนึ่งในหลายเมืองที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เกี่ยวโยงกับคลัสเตอร์สนามบินหนานจิง มณฑลเจียงซู ซึ่งพบว่าเป็นไวรัสสายพันธุ์เดลตา และทำให้มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศแล้วมากกว่า 400 คนนับแต่กลางเดือนกรกฎาคม ในมากกว่า 20 เมืองจากมากกว่า 12 มณฑล ในวันอังคารจีนรายงานด้วยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเพิ่มอีก 61 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองใหญ่หลายเมืองทำการตรวจไวรัสประชากรรวมแล้วหลายล้านคน รวมถึงกรุงปักกิ่ง ที่พบครอบครัวหนึ่งติดเชื้อหลังเดินทางกลับจากร่วมเทศกาลในเมืองจางเจียเจี้ย ทางการสั่งล็อกดาวน์ประชากรในหลายชุมชน ห้ามคนต่างเมืองเดินทางเข้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองหยางโจวในภาคตะวันออกที่อยู่ใกล้กับหนานจิง เป็นเมืองล่าสุดที่รัฐบาลท้องถิ่นสั่งให้ประชาชนมากกว่า 1.3 ล้านคนอยู่บ้าน โดยจะอนุญาตให้สมาชิกครัวเรือนละ 1 คนออกไปจับจ่ายสิ่งของจำเป็นได้ หลังจากการตรวจขนานใหญ่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 40 คนในวันที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เมืองจูโจวที่อยู่ใกล้กับจางเจียเจี้ย ก็ออกคำสั่งให้ประชาชนมากกว่า 2 ล้านคนอยู่กับบ้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112128</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัสเตอร์หนานจิง, จางเจียเจี้ย, จีนล็อกดาวน์, ตรวจไวรัสประชากรทั้งเมือง, เมืองอู่ฮั่น, โควิด-19, ไวรัสเดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_61095ab8e6ef5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2020 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนเอาจริง!ปิด2เมืองสู้ไวรัสโคโรนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จีนล็อกดาวน์ศูนย์กลางการระบาดของไวรัส ปิด 2 เมืองใหญ่ในมณฑลหูเป่ย์รวมประชากรเกือบ 20 ล้านคน ห้ามออกจากเมืองหากไม่จำเป็น เครื่องบิน-รถไฟขาออกระงับไร้กำหนดตั้งแต่วันพฤหัสบดี กรุงปักกิ่งงดมหกรรมฉลองตรุษจีน ขณะยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มเกือบ 600 คน หมอธีดีดปาก &amp;quot;อนค.&amp;quot; เอาโรคมาเล่นการเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการจีนกำลังเร่งเพิ่มมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ที่ยืนยันพบผู้ป่วยครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ภาคกลางของจีน และขณะนี้ได้แพร่กระจายไปยังหลายเมืองของจีน และพบผู้ติดเชื้อทั้งในไทย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, มาเก๊า, ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ขณะจำนวนผู้เสียชีวิตที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนรายงานเมื่อคืนวันพุธที่ 22 มกราคมนั้น อยู่ที่ 17 ราย อายุระหว่าง 48-89 ปี และเป็นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อน ส่วนผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วมี 571 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์กล่าวว่า เช้าวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม ระบบขนส่งมวลชนเกือบทั้งหมดของเมืองอู่อั่น ซึ่งมีประชากร 11 ล้านคน ระงับการบริการอย่างไม่มีกำหนด ถึงช่วงบ่ายสถานีรถไฟและสนามบินซึ่งปกติจะคลาคล่ำด้วยผู้โดยสารที่เดินทางมากลับมารวมญาติในวันตรุษจีน มีสภาพแทบร้าง เครื่องบินขาออกประกาศงดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. แม้สื่อในประเทศจะรายงานว่ายังมีบางสายการบินให้บริการหลังเส้นตายนี้ ด่านเก็บค่าผ่านทางบนถนนขาออกนอกเมืองถูกปิด ประชาชนได้รับคำแนะนำว่าอย่าออกจากเมืองนี้ &amp;quot;หากไม่มีเหตุผลเป็นพิเศษ&amp;quot; บรรยากาศบนท้องถนนและศูนย์การค้าภายในเมืองท่าสำคัญแห่งนี้เงียบอย่างน่าขนลุก ส่วนผู้คนที่เดินตามท้องถนนในเมืองนี้ก็ต้องสวมหน้ากากตามคำสั่งของตำรวจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทางการเมืองหวงกังที่อยู่ติดกัน ก็ประกาศใช้มาตรการคล้ายกัน โดยระงับบริการระบบขนส่งมวลชนและรถไฟตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนวันพฤหัสบดี และห้ามประชากรซึ่งมีราว 7.5 ล้านคน เดินทางออกนอกเมืองนี้ โรงภาพยนตร์ทุกแห่งรวมถึงร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่และตลาดกลางในเมืองนี้ปิดบริการ ส่วนเมืองเอ้อโจว ที่มีประชากร 1.1 ล้านคน ก็ประกาศว่าจะปิดสถานีรถไฟชั่วคราว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่ำวันพฤหัสบดี ทางการเมืองเซียนเถา ซึ่งมีประชากร 1.5 ล้านคน ประกาศหยุดระบบขนส่งมวลชนและปิดด่านเก็บเงิน 30 จุดบนทางด่วนหูเป่ย์ห้ามรถยนต์ใช้เส้นทางนี้ และเมืองชื่อปี้ ซึ่งมีประชากรราว 500,000 คน จะระงับบริการขนส่งมวลชนตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรุงปักกิ่ง รัฐบาลจีนสั่งยกเลิกกิจกรรมที่เป็นแหล่งชุมนุมของฝูงชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน เช่นงานวัดต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างการป้องกัน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสั่งปิดพระราชวังต้องห้ามในวันเสาร์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลก (WHO) ประชุมฉุกเฉินที่นครเจนีวาเมื่อวันพุธ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญยังเสียงแตกว่าจะประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญนัดประชุมกันใหม่ในวันพฤหัสบดี ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO กล่าวว่า ที่ประชุมยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม แต่ขณะเดียวกันเขาชมเชยจีนว่าใช้มาตรการที่เข้มแข็งมากๆ ซึ่งจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาด และเรียกร้องให้จีนใช้มาตรการที่มีนัยสำคัญมากขึ้นเพื่อจำกัดหรือลดการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการจีนเชื่อว่าศูนย์กลางของการแพร่เชื้อไวรัสลึกลับชนิดนี้อยู่ที่ตลาดค้าอาหารทะเลของอู่ฮั่นที่มีการลักลอบขายสัตว์ป่า ไวรัสชนิดนี้อยู่ในวงศ์เดียวกับไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเกือบ 800 คนระหว่างปี 2545-2546 จีนและ WHO ยืนยันว่าไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่นี้สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ผ่านระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกับโรคซาร์ส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังเชื่อว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่อันตรายเท่ากับซาร์ส และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส) ที่คร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 700 คนนับแต่เกิดการแพร่ระบาดเมื่อปี 2555 แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของจีนเตือนว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้อาจกลายพันธุ์และแพร่กระจายได้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุต้นตอของไวรัสได้ว่ามาจากสัตว์ชนิดใด ผลการศึกษาทั้งของจีนและต่างประเทศที่เผยแพร่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาชี้ว่า ไวรัสชนิดนี้อาจมาจากค้างคาวหรืองู ที่จอง หนานซาน ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลจีนกล่าวว่า สัตว์ในตระกูลแบดเจอร์และหนูก็อาจเป็นต้นตอของไวรัสนี้
สำหรับความเคลื่อนไหวในไทยเรื่องนี้นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่า เราควบคุมได้มาตลอด หลายอย่างดำเนินการมาล่วงหน้าแล้ว ไม่อย่างนั้นเราคงป้องกันไม่ได้อย่างนี้ ลองเปรียบเทียบดูที่จีน วันนี้เขาห้ามบุคคลออกจากเมืองอู่ฮั่นโดยเด็ดขาด ซึ่งเขาห้ามได้ ประเทศไทยห้ามได้ไหม มันต่างกันตรงนี้
ขณะที่ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ลุกขึ้นหารือต่อที่ประชุมในเรื่องนี้ว่า อยากให้รัฐบาลใส่ใจเรื่องนี้ด้วย เพราะไม่เห็นทำอะไร และแก้ปัญหาเฉพาะแต่ฝุ่นละออง เพราะถ้าไม่มีการจัดการที่ดี ขอแนะนำให้ตั้งชื่อไวรัส ว่าไวรัสจันทร์โอชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข กล่าวในเรื่องนี้ว่า ขอให้นักการเมืองทุกฝ่ายอย่าเอาเรื่องนี้มาโจมตีกัน นี่ไม่ใช่วาระทางการเมือง แต่เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันดูแล และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน การมาพูดแบบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะเราเองเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้ว และเป็นมาตรการที่เราเตรียมพร้อมมาเป็นสิบปี ตั้งแต่ที่มีการระบาดของโรคติดต่อรุนแรง
นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ไทยได้ยกระดับการดูแล โดยคิดถึงโรคอุบัติใหม่ตั้งแต่สัปดาห์แรกของปี โดยได้สั่งให้ตรวจสอบคุณภาพของห้องแยกโรคความดันเป็นลบใน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป และ รพ.ชุมชนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ตอนนี้พร้อมใช้งาน 100% และล่าสุดยกระดับบัญชาการระดับกรมเป็นระดับกระทรวงแล้ว ดังนั้นทุกแห่งต้องตื่นตัวเปิดศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัด
&amp;ldquo;ผลกระทบกับไทยไม่มีอะไร เพราะโรคนี้ไม่ได้เกิดที่ไทย แต่กระทบกับจีน การที่เขาจำกัดการเคลื่อนไหว ก็น่าจะเป็นผลดีกับเรา แต่แม้จะจำกัดการเดินทางจากเมืองอู่ฮั่นแล้ว เรายังต้องจับตาทั้งหมด ว่ามีใครที่มีประวัติว่าเคยไปเมืองอู่ฮั่นหรือไม่ ส่วนที่กังวลว่าจะกระทบกับรายได้การท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนของไทยนั้น เรื่องรายได้ไม่สำคัญเท่าสุขภาพของประชาชน&amp;rdquo; นพ.สุขุมกล่าว
ปลัด สธ.เผยอีกว่า ผู้ป่วยทั้ง 4 รายในไทยมาจากเมืองอู่ฮั่นทั้งสิ้น และการตรวจคนใกล้ชิดผู้ป่วยไม่พบว่ามีการติดเชื้อ โดยกลุ่มที่เราแนะนำให้ระมัดระวังคือ 1.คนที่มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ความดัน เบาหวาน 2.เป็นผู้สูงอายุ หรือเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี 3.มีประวัติการเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่น และ 4.มีไข้ อาการของไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ปวดเมื่อย ไอ หายใจหอบเหนื่อย ควรรีบมาโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจ นอกจากนี้เวลาไปที่ชุมชนขอให้สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือบ่อยๆ ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่โรงพยาบาลกระบี่ เจ้าหน้าที่ได้กักตัวรักษาผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อปอดอักเสบไวรัสโคโรนาที่ห้องพักผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางอากาศ โดยผู้ป่วยเป็นหญิงชาวจีน อายุประมาณ 35 ปี หลังเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นเมื่อคืนวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยจะดูอาการให้ครบ 24 ชม. หากไม่พบมีอาการเพิ่มเติมใดๆ ก็จะอนุญาตให้ออกจาก รพ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรืออากาศเอก ปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัยความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสาร บริษัท ได้ปฏิบัติตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และได้ออกมาตรการในการป้องกันโรคระบาดดังกล่าว 7 มาตรการ คือ 1. มาตรการคัดกรองในการตรวจรับผู้โดยสารและการบริการภาคพื้น 2.มาตรการในการให้บริการบนเครื่องบิน 3.มาตรการในการจัดเตรียมอากาศยาน และฆ่าเชื้อโรค 4.มาตรการทำความสะอาดภายในอากาศยาน 5.มาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสุขอนามัยของพนักงาน 6.มาตรการการรับขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ และ 7.มาตรการด้านโภชนาการ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55358</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีนล็อกดาวน์, ตรุษจีน, ปิดเมือง, ศูนย์กลางการระบาดของไวรัส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์, ไวรัสสายพันธุ์ใหม่, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200123/image_big_5e29ab96301e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
