<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก60ปีอดีตครูเปิดเฟซบุ๊กลวงซื้อหุ้นธนาคาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำคุกอดีตครู 60 ปี ปรับ 6 ล้าน หลอกลวงทุนหุ้นธนาคาร สารภาพลดโทษเหลือจำคุก 20 ปี ปรับ 3 ล้าน และให้ชดใช้ผู้เสียหาย 12 ราย อีกกว่า 2 ล้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีฉ้อโกงหุ้นธนาคาร หมายเลขดำ อ. 2160/2562 ที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.จุฑารัตน์ ปัญญาทิพย์ อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน กทม.เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ฐานฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีระหว่างวันที่ 27 ก.พ.&amp;ndash;21 เม.ย.2559 ต่อเนื่องกัน จำเลยมีเจตนาทุจริตกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ด้วยการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊ก กลุ่มตลาดนัดประมูลทองคำแท้และสินค้าทุกประเภท by อ้อย ปัญญาทิพย์ ชักชวนให้สมาชิกและประชาชนที่สนใจเข้าร่วมลงทุนซื้อหุ้นของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ กับจำเลย โดยเสนอจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลในอัตราสูงตามเงื่อนไขการลงทุน ทำให้มีผู้เสียหาย 12 รายหลงเชื่อ นำเงินจำนวนมากมาลงทุนกับจำเลย โดยผู้เสียหายได้รับเงินคืนเพียงบางส่วน เหตุเกิดที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพระหว่างการพิจารณา และได้รับการประกันตัว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ (16 พ.ย.) น.ส.จุฑารัตน์ จำเลยเดินทางมาศาลฟังคำพิพากษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้ว พยานโจทก์ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เบิกความเป็นลำดับขั้นตอน เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยโฆษณาต่อประชาชนตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ในการกู้ยืมจะจ่ายผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่จำเลยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน และรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ พยานโจทก์ฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 343 วรรคแรก, พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มาตรา 4 ประกอบมาตรา 12 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นบทหนักสุด จำคุกกระทงละ 5 ปี ปรับ 5 แสนบาท รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 60 ปี ปรับ 6 ล้านบาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 30 ปี ปรับ 3 ล้านบาท แต่โทษจำคุกแต่ละกระทงมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี คงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี ตาม ป.อาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 12 ราย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง โดยมูลค่าความเสียหายของผู้เสียหายทั้ง 12 ราย เป็นเงินต้นรวมแล้วกว่า 2 ล้านบาท.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84032</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฑารัตน์ ปัญญาทิพย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb26b6783e50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
