<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2020 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นวัตกรรม&quot;จุลินทรีย์&quot;ล้างพิษสะสมตกค้างในดิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความพยายามในไทยเรื่องการผลักดันลดการปนเปื้อนสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมและกอบกู้ชีวิตจมสารเคมีของเกษตรกรและผู้บริโภค มีงานวิจัยออกมาหลายชิ้นเกี่ยวกับการลดตกค้างสารเคมีเกษตรในสิ่งแวดล้อม โดยภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการพัฒนาจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายสารพิษจากยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนสู่ดิน&amp;nbsp; ช่วยถอนพิษร้ายในผืนดินเสื่อมโทรม อีกทั้งเหมาะกับพื้นที่ต้องการเปลี่ยนระบบเป็นเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจุฬาฯ นำเสนองานวิจัยนี้ในโอกาสการประกาศผลจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ&amp;nbsp;The Times Higher Education University Impact Rankings 2020&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งของประเทศไทย และเป็นที่&amp;nbsp;45&amp;nbsp;ของโลก ในการพัฒนาระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน หนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ&amp;nbsp;SDG&amp;nbsp;ขององค์การสหประชาชาติ (UNESCO) จุฬาฯ มีผลงานตามเป้าในชื่อ&amp;rdquo;ชีวิตบนผืนดิน&amp;rdquo; ผ่านงานวิจัยต่างๆ รวมถึงการวางแผนเชิงนโยบาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.อลิสา วังใน&amp;nbsp;ภาควิชาชีวเคมี จุฬาฯ &amp;nbsp;เป็นผู้พัฒนาโครงการลดมลพิษสิ่งแวดล้อมนี้ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม &amp;nbsp;เรามีปัญหาสารเคมีทางการเกษตรปนเปื้อนในดินและน้ำ นำมาสู่การพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายสารพิษ ใช้ฉีดพ่นทั่วพื้นที่ปนเปื้อน เช่น นาข้าว&amp;nbsp; สวนผัก สวนผลไม้ และสวนดอกไม้ จุลินทรีย์จะย่อยสลายสารเคมีในยาฆ่าหญ้า หลังฉีดพ่นปริมาณสารตกค้างลดลงในปริมาณที่ไม่สามารถตรวจพบได้ &amp;nbsp;เป็นนวัตกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรมีรายได้ที่มากขึ้น&amp;nbsp; อีกทั้งช่วยสร้างระบบห่วงโซ่อาหารที่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค มีเกษตรกรรายหนึ่งหมดเงินไปราวสามหมื่นบาทกับการฟื้นฟูดิน แต่ไม่ได้ผล&amp;nbsp; เมื่อมาอบรมเชิงปฏิบัติและใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์นี้ พบว่า ใช้งานได้ดี และสนใจจะใช้แนวทางนี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; จุฬาฯ มีเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาคที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เข้าไปช่วยฟื้นฟูพื้นดิน เพราะชาวบ้านทำเกษตรกรเชิงเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง มีการใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงปริมาณมาก ปนเปื้อนสู่ดินและแหล่งน้ำสาธารณะ&amp;nbsp; เมื่อทดลองในแปลงนาข้าว นอกจากลดสารตกค้างแล้ว พบว่า ข้าวแตกรวงดีขึ้นต่อไร่ &amp;nbsp;ปริมาณและคุณภาพเมล็ดข้าวดีขึ้น &amp;nbsp;1.75&amp;nbsp;เท่า ส่วน แปลงผักสลัดผลผลิตออกมาสวย ต้นงาม แข็งแรง &amp;nbsp;ในละแวกนั้นเกษตรกรนิยมเพาะปลูกดอกดาวเรือง เมื่อใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ฟื้นฟูดิน ดาวเรืองมีดอกใหญ่ขนาดจัมโบ้ ขนาดใหญ่ &amp;nbsp;สีเหลืองสด และสมบูรณ์มากขึ้น เก็บผลผลิตขายได้มากกว่าเดิม&amp;nbsp;2.75 &amp;nbsp;เท่า แถมราคาดี ส่วนสลัดคอสที่ใส่จุลินทรีย์ ผักไม่มีโรค ใบสะอาด รสชาติดี กรอบ ไม่ขม ใบเขียวกว่า &amp;nbsp;นักวิจัยตั้งชื่อ&amp;rdquo;จุลินทรีย์คึกคัก&amp;rdquo; ศ.ดร.อลิสา กล่าวถึงงานวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ผลผลิตสลัดคอสที่ใส่จุลินทรีย์คึกคัก ไร้โรค ใบสะอาด สีเขียวกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; จุลินทรีย์คึกคัก &amp;rdquo; ของจุฬาฯ ยังมีจุดเด่นใช้เวลาไม่นานสลายสารพิษตกค้าง นักชีวเคมี บอกว่า ปกติการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ ต้องรอให้สารพิษสลาย&amp;nbsp;3-5&amp;nbsp;ปี แต่จากการทดสอบหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่พัฒนา เมื่อฉีดพ่นในพื้นที่ปนเปื้อน ประกอบกับกระบวนการไถพรวนและปลูกปอเทืองบำรุงดินควบคู่ไปด้วย ทิ้งไว้&amp;nbsp;8&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;-1&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp; ผืนดินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพขึ้นกับประวัติพื้นที่ใช้สารเคมีเกษตรมาต่อเนื่องแค่ไหน บางพื้นที่สภาพดินแข็งกระด้างมาก พืชไม่สามารถแทงรากดูดซึมธาตุอาหารในดินได้ จะแนะนำเกษตรกรใส่จุลินทรีย์ถี่ขึ้น ทุก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;สัปดาห์ จากปกติเดือนละครั้ง งานวิจัยนี้บูรณาการร่วมกับ ผศ.ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้งานวิจัยฟื้นฟูพื้นที่เกษตรตอบโจทย์ที่สุด นวัตกรรมนี้นอกจากเหมาะกับการเปลี่ยนพื้นที่สู่เกษตรอินทรีย์ ยังรวมถึงเกษตรเคมีที่ต้องการฟื้นฟูดิน และพื้นที่เกษตรอินทรีย์ พืชดูดสารอาหารในดินระหว่างการเพาะปลูกไปแล้ว เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพอยู่แล้ว แต่ใช้จุลินทรีย์คึกคักร่วมด้วยช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ส่งผลให้พืชเจริญงอกงามดีขึ้น งานวิจัยเชิงลึกยังพัฒนาตัวเร่งชีวภาพใช้ในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากมีภาคเอกชนสนใจเพื่อให้ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์กับเกษตรกรในเครือข่าย ก่อนสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp;จัดโครงการฝึกอบรม เกษตรกร บุคลากรทางการเกษตรที่สนใจเรื่องนวัตกรรมเพิ่มผลผลิต และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมปลอดภัยต่อเนื่อง ปัจจุบันเลื่อนกิจกรรมไปไม่มีกำหนดจนกว่าสภาวการณ์ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาใหญ่ระดับชาติที่นักวิจัยจุฬาฯ กังวล เป็นเรื่องการตกค้างของยาฆ่าแมลงบนผักผลไม้ ซึ่งคนไทยกำลังตายผ่อนส่งจากปัญหานี้ &amp;nbsp;นำมาสู่งานวิจัยพัฒนาเอนไซม์จากจุลินทรีย์เพื่อสลายสารปราบศัตรูพืชตกค้าง เรียกง่ายๆ จุลินทรีย์ล้างผักนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.ดร.อลิสา กล่าวว่า ด้วยความเป็นนักชีวเคมีจึงสกัดเอมไซม์จากจุลินทรีย์อีกชนิดใช้ล้างผัก ผลไม้ ลดสารพิษ มีสูตรที่เป็นเอกลักษณ์ &amp;nbsp;เพราะเกษตรกรพ่นยาฆ่าแมลงระหว่างการเพาะปลูก และก่อนการเก็บเกี่ยว ป้องกันแมลงทำลายผลผลิต ยาฆ่าแมลงหรือสารพิษตกค้างในผัก ทำให้เกิดโรค &amp;nbsp;ทำลายระบบประสาท&amp;nbsp; รวมถึงทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติ เป็นความสูญค่ารักษาพยาบาล และกระทบธุรกิจผักผลไม้ส่งออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เอนไซม์นี้มีประสิทธิภาพกำจัดยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตตกค้างบนผักผลไม้สูงถึง&amp;nbsp;80-98%&amp;nbsp;และลดความเป็นพิษของสารตกค้าง&amp;nbsp; เป็นสูตรผสมสารเคลือบอินทรีย์ สามารถยืดอายุผักผลไม้ได้นานขึ้นมากขึ้นอย่างน้อย&amp;nbsp;14&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp; ปราศจากสารเคมีตกค้างอันตราย ปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม สำหรับธุรกิจเกษตร ประหยัดน้ำล้างในกระบวนการล้างได้&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;เท่า เทียบกับล้างด้วยน้ำไหล ผลิตผลจากเกษตรยุคใหม่ ใช้เอนไซม์ล้างลดสารพิษ เพิ่มมูลค่าผลผลิตปลอดภัย &amp;ldquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.อลิสา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;การพัฒนาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ฟื้นฟูดิน น้ำ ป่า สร้างอาชีพ โดยใช้องค์ความรู้นักวิชาการจุฬาฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีแคมปัสหลักอยู่กลางกรุงเทพมหานคร และเดินหน้าสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ผลิตงานวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง &amp;nbsp;จุฬาฯ ยังมีศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาคที่อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และที่อ.เวียงสา จ.น่าน เป็นกำลังหลักในการสร้างองค์ความรู้และแสดงบทบาทเพื่อการพัฒนาระบบนิเวศทางปฐพีอย่างยั่งยืน ที่สระบุรี ทางจุฬาฯ ได้พัฒนาที่ดินตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2532&amp;nbsp;แต่งตั้งคณะทำงานสำรวจสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ กายภาพ ประเมินสถานภาพทางนิเวศวิทยา โดยเชื่อมโยงโครงการในพื้นที่ด้วยกันกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศูนย์เครือข่ายนี้มีบทบาทสำคัญฟื้นฟูป่า โดยใช้องค์ความรู้จากนักวิชาการของจุฬาฯ อีกทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมและช่วยเหลือชุมชน มีการให้นิสิตเข้าไปเรียนรู้วิถีและความต้องการของชุมชนพื้นบ้าน ตลอดจนการเรียนรู้การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ โครงการการปลูกหญ้าแฝกและพืชอื่นเพื่อป้องกันภัยดินถล่ม ตลอดจนโครงการใช้ราไมคอร์ไรซาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูป่าไม้ในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการก่อตั้งสถานีวิจัยและปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ท้องถิ่นในท้องที่อำเภอเวียงสา &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2549&amp;nbsp;ช่วยดูแลฟื้นฟูพื้นดินเนื่องจากชาวบ้านในละแวกนั้นมีการทำเกษตรกรรมพืชเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง มีการใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงเป็นปริมาณมาก จนมีการปนเปื้อนสู่ดินและแหล่งน้ำ มี&amp;ldquo;โครงการรักษ์ป่าน่าน&amp;rdquo; ซึ่งจุฬาฯ ได้ริเริ่มร่วมกับธนาคารกสิกรไทย หรือ&amp;nbsp;KBank&amp;nbsp;และองค์กรต่างๆ&amp;nbsp; สร้างชุมชนเกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลงวิถีเกษตรกรรมแบบเดิม ปลอดสารเคมีและลดการปนเปื้อน รวมถึงพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโครงการจัดการภัยพิบัติ การรับมือกับน้ำท่วมเพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบระบบนิเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65496</URL_LINK>
                <HASHTAG>SDGs, การพัฒนาระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน, จุลินทรีย์คึกคัก, ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ, ศ.ดร.อลิสา วังใน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200509/image_big_5eb6cbc1b593c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
