<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระวัฒน์&#039;แนะเคล็ดลับเก็บตัวในบ้านให้พ้นโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.- ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;Social distancing เก็บตัวในบ้าน&amp;rdquo; ระบุว่า ถ้าก้าวตามหลัง โรคปิดบ้านไม่ให้ออกอาจจะมีคนอยู่ในระยะฟักตัวมากมายอยู่แล้ว โดยอาการน้อยหายเองแต่แพร่ได้ แต่ถ้าเก็บตัวทุกคนในบ้าน มีคนในบ้านอ่อนแอ จะเกิดอาการเป็นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การอยู่บ้าน โดยที่ไม่รู้ว่า ตนเองหรือใครในบ้านติดเชื้อมาแล้ว ต้องแยกกัน ห่าง 2 เมตร แยกอุปกรณ์เครื่องใช้อาหารการกิน &amp;nbsp;ไม่ใช่กลายเป็นการแพร่ซ้ำสอง ทั้งนี้ คนที่ติดเชื้ออยู่แล้ว ถ้า เกิดอาการมาก ขณะปิดบ้าน จะถูกรับไปรักษา ปิดบ้าน ต้องแยกก้น ห่างกันในบ้านด้วย ไม่เช่นนั้น แพร่ให้ ผู้สูงวัย มีโรคประจำตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าปิดบ้าน แต่เปิดฟรีในบ้าน จะเป็นการจงใจทำร้ายคนในบ้านโดยไม่ตั้งใจ ถ้าปิดบ้าน แม้ว่าจะแยกตัว &amp;nbsp; แต่คนในบ้านส่วนมาก ติดเชื้อกันถ้วนหน้าแล้ว &amp;nbsp;อย่างไรคงไม่ได้ผลมาก ไม่มีใครรู้ว่า ติดเชื้อไปแล้วหรือไม่ และนี่คือความหมาย ของ social distancing
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60818</URL_LINK>
                <HASHTAG>Social distancing, คณะแพทยศาสตร์, จุฬาลงกรณ์, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, สภากาชาดไทย, หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb165fa1e9e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 08:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระวัฒน์&#039;ไล่ไทม์ไลน์สาวไฮโซซูเปอร์สเปรดเดอร์แห่งเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.2563 - &amp;nbsp;นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กThiravat Hemachudha ในหัวข้อ &amp;ldquo;สองสาวพี่น้องไฮโซ ซูเปอร์สเปรดเดอร์แห่งเวียดนาม&amp;rdquo; ระบุว่า เป็นเวลา 22 วันแล้วที่เวียดนามไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ ส่วนผู้ติดเชื้อรายเก่าทั้ง 16 คนก็ได้รับการรักษาจนหายดี ไม่มีใครเสียชีวิตจากโรคระบาดครั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามภาคภูมิใจมาก และกำลังรอให้ครบ 1 เดือน เพื่อจะประกาศชัยชนะว่า &amp;ldquo;เวียดนามเป็นเขตปลอดไวรัส&amp;rdquo; แต่แล้ว...เหุตการณ์นี้ก็ดับฝันชาวเวียดนาม!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1- &amp;quot;เหงียน ห่อง นุง&amp;quot; (Nguyen Hong Nhung) สาวเวียดนามวัย 26 จากเมืองฮานอย เธอมาจากครอบครัวร่ำรวย พ่อเป็นเจ้าของธุรกิจเหล็กกล้าขนาดใหญ่ของประเทศ นุงมีไลฟ์สไตล์ที่หรูหราประสาไฮโซ และเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2- ล่าสุดนุงออกทริปยุโรป โดยบินไปหลายเมืองใหญ่ในหลายประเทศ ดังนี้
- 16 ก.พ. บินไปหา &amp;quot;เหงียน ห่อง งา&amp;quot; (Nguyen Hong Nga) พี่สาววัย 27 ปีของเธอ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
- 18 ก.พ. นุงกับงาบินไปมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อดูแฟชั่นโชว์ของ Gucci ในมิลานแฟชั่นวีค
- 20 ก.พ. บินกลับลอนดอนเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์ที่ The British Museum
- 25 ก.พ. บินไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อดูโชว์ของ Saint Laurent ในปารีสแฟชั่นวีค
โดยในระหว่างทริป สองสาวก็ท่องเที่ยว ปาร์ตี้ ดื่มกิน และตระเวนชอปปิ้งไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3- วันที่ 29 ก.พ. ขณะอยู่ที่ปารีส นุงเริ่มมีอาการไอ แต่เธอไม่คิดว่าตัวเองจะติดเชื้อไวรัส เลยเที่ยวต่อจนถึงวันสุดท้าย ก่อนที่นุงจะบินกลับฮานอยพร้อมกับงาเมื่อ 2 มี.ค. โดยสารการบินเวียดนามแอร์ไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4- เมื่อกลับถึงฮานอยแล้ว สองสาวก็ไม่ได้กักตัวแต่อย่างใด กลับไปปรากฏตัวในงานสังคมอีก จนกระทั่งวันที่ 5 มีนาคม นุงเริ่มมีไข้เลยไปหาหมอ และพบว่าเธอเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 คนที่ 17 ของประเทศ ดับฝันการประกาศชัยชนะของรัฐบาลเวียดนามเสียสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5- จากนั้นมหกรรมสืบสาวหาคนใกล้ชิดและคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับนุงก็เริ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่คนในครอบครัวและคนแวดล้อม ซึ่งก็พบคนที่ติดเชื้อแน่ ๆ แล้ว 3 คน คือ งาผู้เป็นพี่สาว คุณป้าอายุ 64 ปี และคนขับรถส่วนตัวอายุ 27 ปี ส่วนคนอื่น ๆ รวมทั้งพ่อก็ต้องถูกกักตัวดูอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6- รัฐบาลสั่งปิดถนนบริเวณใกล้บ้านพักของนุง แล้วส่งเจ้าหน้าที่ไปพ่นยาฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดกันเป็นการใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7- จากนั้นก็ต้องติดตามตัวคนที่โดยสารเครื่องบินเที่ยวเดียวกับเธอจากลอนดอนมาเวียดนามจำนวน 217 คน เพื่อมากักตัวและตรวจหาเชื้อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8- ทั้งนี้ นุงกับงานั่งมาในชั้นธุรกิจซึ่งมีผู้โดยสาร 30 คน หลายคนเป็นบุคคลชั้นนำของประเทศ อาทิ รัฐมนตรี คณะทำงานเศรษฐกิจ นักวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9- เบื้องต้นพบผู้โดยสารเที่ยวบินเดียวกับนุงและงาติดเชื้อแล้ว 9 คน เป็นชาวอังกฤษ 7 คน, เม็กซิกัน 1 คน และไอริช 1 คน อายุระหว่าง 58-74 ปี ทำให้สองสาวกลายเป็น &amp;quot;ซูเปอร์ สเปรดเดอร์&amp;quot; ไปเรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10- บรรณาธิการแฟชั่นของมิลานแฟชั่นวีค ลูกค้าและอินฟลูเอ็นเซอร์ที่มาร่วมงานต้องกักตัวเอง พร้อมขอให้ผู้ที่มาร่วมงานจากประเทศต่าง ๆ กักตัวเองเมื่อกลับถึงประเทศของตนด้วย (สำนักข่าว South China Mornig Post อ้างว่ามีผู้ร่วมงานจากสิงคโปร์และไทยด้วย ส่วนสื่อไทยรายงานว่าคือนักแสดงสาว &amp;ldquo;ใหม่ ดาวิกา&amp;rdquo; ซึ่งเธอได้กักตัวเองแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11- ศิลปินเค-ป๊อปจากเกาหลีใต้คนหนึ่งไปร่วมงานมิลานแฟชั่นวีคพร้อมผู้ติดตาม ปรากฏว่าผู้ติดตาม 2 คนติดเชื้อแล้ว ตัวศิลปินเองผลตรวจเป็นลบ แต่ก็ยังต้องกักตัวเองอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12- แล้วยังมีเพื่อนไฮโซของนุงอีกคนชื่อ &amp;quot;ทีเอ็น&amp;quot; อายุ 24 ปี เป็นลูกสาวนักธุรกิจชื่อดังของเวียดนาม ทีเอ็นกับนุงไปปาร์ตี้ด้วยกันที่ลอนดอน พอนุงป่วยทีเอ็นเลยไปตรวจด้วย ปรากฏว่าติดเชื้อมาจริง ๆ พ่อของเธอเลยส่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวไปรับลูกสาวจากลอนดอน เพื่อจะได้ไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13- เรื่องของนุงกับงาทำให้ชาวเวียดนามแตกตื่นกันทั้งประเทศ คนเริ่มแห่กันไปซื้ออาหารและสินค้าต่าง ๆ มากักตุน และหลายคนก็โกรธเคืองสองสาวเป็นอย่างมากที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ทัวร์ลงแบบจัดหนักจนต้องปิดอินสตาแกรมไปเป็นที่เรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง: Newyork Times, National Post, Vietnam Net, South China Moring Post
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59420</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะแพทยศาสตร์, จุฬาลงกรณ์, ซูเปอร์สเปรดเดอร์, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่, เวียดนาม, โพสต์, ไฮโซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200311/image_big_5e6837e3b5c31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2020 07:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2020 07:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั้งหมดตรง!&#039;ผู้กองปูเค็ม&#039;เล่าความภูมิใจอานุภาพการแสดงความเคารพอาจารย์ในรั้วจุฬาฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
06 มี.ค.63- ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ &amp;quot;ผู้กองปูเค็ม&amp;quot; โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;nbsp; เรื่อง รำลึก จุฬาฯ ตอน ทั้งหมดตรง มีเนื้อหาดังนี้
++++++++
ปี 2532 ขณะศึกษาในโรงเรียนนายร้อย จปร. เห็นเพื่อนๆทีมงานแปรอักษร ในกีฬารวมเหล่า ทหาร-ตำรวจ มีความเหนื่อยยากในการลงโค้ดเพื่อใช้ในการแปรอักษรบนอัฒจันทร์ จึงได้ชักชวนเพื่อนนักเรียนนายร้อยคนหนึ่ง พัฒนาโปรแกรมแปรอักษร ด้วย Turbo Basic ภายใต้ระบบปฏิบัติการ IBMPC-DOS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุคนั้นโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์จำนวนจำกัด ราว 30 เครื่อง แต่มีนักเรียนนับพันคน จึงต้องแย่งกันใช้ หนำซ้ำนักเรียนทหาร ก็มีเวลาจำกัด ทั้งเรียน ทั้งฝึก จึงต้องแอบใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องพักอาจารย์ ในเวลากลางคืนและในวันเสาร์อาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราพัฒนาโปรแกรมแปรอักษรกันคร่ำเคร่ง วันหนึ่งเราก็ถูกอาจารย์ที่เสือกขยัน มาทำงานในวันเสาร์จับได้ ว่าผมกับเพื่อนลักลอบใช้คอมพิวเตอร์ในห้องพักอาจารย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่ออาจารย์รู้ถึงวัตถุประสงค์ของนักเรียน จากการเอาผิดลงโทษ ก็กลายเป็นการ Present ผลงานโปรแกรมแปรอักษร ให้กับคณาจารย์ รร.จปร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีนั้นโรงเรียนนายร้อย จปร.มีของเล่นใหม่ มีการโค้ดด้วยโปรแกรมแปรอักษร ในกีฬาเหล่าทหาร-ตำรวจ นักเรียนนายร้อยรุ่นน้องคนนึง มาขอโค้ดจากผมละเพื่อน เพื่อนำไปพัฒนาต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นผมต่อยอดศึกษา Turbo Pascal พัฒนาโปรแกรมยิงขีปนาวุธข้ามทวีป จนอาจารย์เรียกพบ และชักชวนให้เป็นอาจารย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2533 จบการศึกษา เป็นนายทหาร ประจำในกองทัพภาคที่ 3 พิษณุโลก ภารกิจฝึกพลทหารใหม่ พบว่าเป้ายิง ไม่เพียงพอ ยุคนั้นการใช้โปรแกรม CAD ยังไม่แพร่หลายนัก ผมจึงได้ศึกษาแล้วออกแบบเป้ายิง นำมาใช้ให้พลทหารฝึกยิงปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทดสอบสมรรถภาพของพลทหารในด้านต่างๆ ถูกบันทึกลงในฐานข้อมูล Lotus 1-2-3 จัดเรียงลำดับคะแนน จากสูงสุดไปน้อยสุด ให้พลทหารรู้สึกฮึกเหิม แข่งขันกันเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลทหารของผมมีการฝึกยิงฉับพลัน ไม่เหมือนกับกองพันอื่นที่ฝึกยิงในท่ายิงพื้นฐานเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตั้งใจฝึกพลทหาร ให้พร้อมใช้อาวุธ เสมือนจริง มิใช่แค่ท่ายิงพื้นฐานธรรมดา..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฝึกร่วมผสมกองทัพไทย-สหรัฐ Cobra Gold 93 และ 97 ผมมีหน้าที่เชื่อมต่อระบบ Network ระหว่างกองทัพไทย-สหรัฐ ในการฝึกจำลองยุทธบนระบบคอมพิวเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากสะสมความรู้ด้านเทคโนโลยีพอสมควร ก็คิดต่อยอดศึกษาต่อปริญญาโท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2539 ผมเห็นข่าว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับสมัครนิสิตปริญญาโท ภาคค่ำ สาขา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงได้ไปสมัครสอบแข่งขันกับเพื่อนร่วมชาติ 700 คน รับเพียง 30 คน ผมสอบได้อันดับที่ 15&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักสูตรสองปี ผมสร้างสีสันให้กับหลักสูตร ป.โท ทั้งภาคปกติและภาคค่ำ มีการสร้างสัมพันธภาพในระหว่างเพื่อนรุ่นภาคค่ำและภาคปกติ เราเล่นกีฬาร่วมกันบ่อยครั้ง เราทำโปรเจคในสถานที่ต่างๆ หามรุ่งหามค่ำ มีเรื่องเล่ามากมาย ทั้งสุขและเศร้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันแรกของการเรียน เมื่ออาจารย์ท่านนึง เดินเข้ามาในห้องเรียน เพื่อนหลายคนกำลังพูดคุยกัน เสียงดังกลบเสียงเปิดประตูห้องเรียนของอาจารย์..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งหมดตรง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตะโกนเสียงดังลั่นห้อง เพื่อนที่นั่งข้างผมสะดุ้ง แต่ทุกคนก็ลุกขึ้นยืนตามผม หลายคนเอียงอายที่จะยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าขำก็คือ อาจารย์ก็สะดุ้งด้วย 55
อาจารย์ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม เอียงอาย น่ากอดชะมัด 55&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่ต้องก็ได้ครับ&amp;quot;
อาจารย์บอกผม แต่ผมสังเกตเห็นหน้าแดงระเรื่อของอาจารย์นะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จำเป็นครับอาจารย์ ผมจำต้องเคารพอาจารย์ครับ&amp;quot;
ผมยืนตอบอาจารย์ไปอย่างนั้น
เพื่อนหลายคนหันมามอง
มองผมคล้ายเป็นตัวประหลาด..
ผมทำมึนนึกในใจ &amp;quot;แล้วพวกมึงยืนทำเหี้ยไร 55&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น อาจารย์และนิสิตป.โท ต่างร่ำลือ วิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ผมทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมว่ามันประหลาดนะทำไมในระดับมหาวิทยาลัย จึงไม่มีการแสดงความเคารพอาจารย์กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น ทุกวิชาที่อาจารย์แต่ละคนเข้ามาสอน ผมจะต้องบอก &amp;quot;ทั้งหมดตรง&amp;quot; ทุกครั้ง..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนๆ และอาจารย์เริ่มชิน..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางครั้งภาคค่ำกับภาคปกติ เรียนร่วมกัน ผมก็จัดให้อย่างสม่ำเสมอ
&amp;quot;ทั้งหมดตรง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนรุ่นทุกคนทั้งภาคค่ำและภาคปกติ รู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนไปแล้ว ขาดไม่ได้ว่างั้นเถอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่มีข้อแม้ว่า ผมต้องอยู่ในห้องเรียนด้วยนะ ไม่งั้นไม่มีใครกล้าบอก &amp;quot;ทั้งหมดตรง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนึงผมป่วยไม่ได้ไปเรียน
วันรุ่งขึ้น เพื่อนบอกกับผมว่า เมื่อวานไม่มีใครบอกทั้งหมดตรงเลยว่ะ 55&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์และเจ้าหน้าที่ ทั้งเกษียณแล้วและยังปฏิบัติหน้าที่รับราชการอยู่ ยังจำผมได้ไม่ลืมจนถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่แหละคืออานุภาพของ การแสดงความเคารพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งหมดตรง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59009</URL_LINK>
                <HASHTAG>จปร., จุฬาลงกรณ์, ทรงกลด ชื่นชูผล, ทั้งหมดตรง, ผู้กองปูเค็ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181117/image_big_5befe60edffd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 07:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 07:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอธีระวัฒน์ออกบทความถอดบทเรียนโควิด-19ของจีนที่เราละเลย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.2563 &amp;ndash; ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ออกบทความในเฟซบุ๊กเรื่อง &amp;ldquo;บทเรียนจากประเทศจีนที่เราละเลยหรือเปล่า ?&amp;rdquo; ระบุว่า เป็นเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้นนับตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2562 ที่เกิดมีผู้ป่วยรายแรกในประเทศจีนที่อู่ฮั่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
บทเรียนแรก การตื่นตระหนก หรือการเตือนภัยแต่เริ่มต้น ? ความใส่ใจในปรากฏการณ์ที่แปลกและน่ากลัวจากคุณหมอจีนไม่กี่คน และทำให้มีการส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการเอกชนที่สามารถทำการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสได้ทั้งตัว &amp;nbsp;สองแห่ง &amp;nbsp;แห่งแรกพบว่าเป็นไวรัสคล้ายซาร์ส แห่งที่สองเป็นซาร์ส และนำมาซึ่งการเตือนกันเอง &amp;nbsp;ให้ระมัดระวังตัว &amp;nbsp;จนถูกตำรวจสอบสวนให้ปิดปาก &amp;nbsp;ผลสรุป ในวันที่ 27 ถึงวาคม &amp;nbsp;2562 เป็นไวรัสคล้ายซา ร์ส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในเดือนธันวาคมเดือนนั้นเอง มีการระบาดระลอกแรก ซึ่งในท้ายสุดพบว่าผู้ป่วยรายแรกสุดนั้นเป็นการติดต่อจากคนสู่คนโดยประเมินกันว่าการติดต่อจากสัตว์สู่คนน่าจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายนและพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความกลัวในการที่จะมีความตื่นตระหนกทำให้เกิดความล่าช้าไปประมาณสองถึงสามสัปดาห์ &amp;nbsp;ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับไวรัสตัวนี้ในการแพร่ออกไปจากแหล่งเดียว &amp;nbsp;การกลัวการตื่นตระหนก แทนที่จะรับทราบสถานการณ์และเตือนภัยโดยเร็วที่สุดกลับกลายเป็นสถานการณ์ระดับโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทเรียนที่สอง &amp;nbsp;การยึดถือมาตรฐานการวินิจฉัยด้วยวิธีอณูชีววิทยา : ไม่จำเป็นเสมอไป แม้จะมีความล่าช้าในการจำกัดขอบเขตการระบาด จนกระทั่งลุกลามออกไปได้ภายในระยะเวลาเดือนธันวาคมนั่นเอง ประเทศจีนตระหนักถึงข้อจำกัดของการใช้วิธีอณูชีววิทยาหรือ &amp;nbsp; RT PCR ในการวินิจฉัยเนื่องจากมีปัญหาได้ผลไม่คงที่ที่ควรจะเป็นบวกกลับได้ลบ &amp;nbsp;และพลาดโอกาสในการจำกัดการแพร่และการช่วยชีวิต การใช้ CT คอมพิวเตอร์ ในการตรวจปอดแทนที่จะเป็นเอกซเรย์ธรรมดาแม้ว่าจะมีราคา 3000 บาทแต่ได้ผลไวแม่นยำ &amp;nbsp;สามารถพิเคราะห์แยกโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นก็คือตั้งแต่ระยะที่อาการยังมองไม่เห็นภายนอก &amp;nbsp;และยังสามารถให้ข้อมูลทำนายอนาคตของผู้ป่วย ว่าจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ร่วมกับตัวแปรอื่นๆ &amp;nbsp;ในการเริ่มต้นใช้ยารักษาตั้งแต่ยาสมุนไพรจีน และยาต้านไวรัส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผล: โรงพยาบาลในประเทศจีนมีเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกแห่ง ในขณะที่ไม่มีเครื่องตรวจอณูชีววิทยา &amp;nbsp;และมิหนำซ้ำกระบวนการวิธีการตรวจยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าจะเจาะจงที่ตำแหน่งใดของรหัสพันธุกรรม &amp;nbsp;ที่จะเป็นมาตรฐาน &amp;nbsp;และใช้เวลาอาจจะเนิ่นนานถึง 12 ชั่วโมงถึงหนึ่งวันที่จะได้ผลและผลนั้นอาจกำกวมต้องทำใหม่หรือเก็บตัวอย่างใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลของการใช้ CT คอมพิวเตอร์ &amp;nbsp;ในการตรวจปอดทำให้สามารถค้นหาผู้เริ่มมีอาการและสามารถแพร่เชื้อได้ครอบคลุมได้กว้างขวางหมดจด &amp;nbsp;และนำมาสู่การกักกันและการเฝ้าระวังพยายามไม่ให้เสียชีวิต บทเรียนนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้ &amp;nbsp;CT แม้ว่าจะแพงกว่า &amp;nbsp;แต่เมื่อหักลบกลบหนี้ สามารถจะหาตัวผู้ติดเชื้อและแพร่เชื้อได้แล้วมีความคุ้มค่ามหาศาล &amp;nbsp;และยืนยันจากการรายงานในวารสารทางการแพทย์ภาษาอังกฤษที่ออกมาทั่วโลก ในระยะหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทเรียนที่สาม ยอมตัดแขนเพื่อรักษาชีวิต &amp;nbsp;การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเกิดจากการที่ไวรัสมีความสามารถในการติดจากคนไปสู่คนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จากการที่ผู้ติดเชื้อสามารถซ่อนไวรัสได้อย่างมิดชิดโดยมีอาการน้อย หรือไม่มีอาการเลยและมิหนำซ้ำ ในผู้มีอาการน้อยเหล่านี้กลับมีปอดอักเสบแต่อาการไม่มากทำให้สามารถแพร่เชื้อต่อไปได้ในวงกว้าง &amp;nbsp;โดยเฉพาะหนุ่มสาวและที่ไม่มีโรคประจำตัว ที่ยังแข็งแรงและมีกิจกรรมที่ต้องพบปะผู้คนสมาคมต่างๆ แต่กระนั้นไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้จะไม่มีอาการรุนแรงหรือวิกฤตทั้งนี้เนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและโอกาสที่จะพัฒนาขั้นตอนการอักเสบในปริมาณที่มากเกินกว่า &amp;nbsp;ความจำเป็น ทำลายเนื้อปอด ได้อย่างกว้างขวาง &amp;nbsp;การตัดสินใจ ปิดเมืองซึ่งร่วมกับปิดบ้าน อย่างเข้มงวดตั้งแต่ประมาณวันที่ 21 มกราคมต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และในขณะเดียวกันมีการตรวจตราผู้ที่อยู่ในบ้านว่ามีใครเจ็บป่วยจะรีบแยกไปกักกันและรักษาทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลของการปิดอย่างเข้มงวด โดยยอมสละความเสียหายที่จะเกิดขึ้น &amp;nbsp;แก่เศรษฐกิจ &amp;nbsp;กลับส่งผลดีที่ทำให้หยุดการแพร่กระจายและสามารถระบุคนที่ติดเชื้อ แพร่เชื้อและทำการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มีการประเมินมาตั้งแต่เดือนธันวาคมว่ากลุ่มใดหรือตัวใด ควรใช้หรือไม่ควรใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจเด็ดขาดไม่รวนเร มุ่งไปถึงการรักษาชีวิตและเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศในอนาคตแทนที่จะห่วงผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะแรก ทำให้ประเทศจีนขณะนี้ประกาศเป็นประเทศที่ถ้ามีผู้มาจากต่างประเทศจะเป็นกลุ่มเสี่ยง จะต้องถูกจัดการกักกัน 14 วันก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58816</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะแพทยศาสตร์, จุฬาลงกรณ์, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, สภากาชาดไทย, หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190116/image_big_5c3e9bbd237d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2019 08:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 23:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอชูชัย&#039;แชร์โพสต์อาจารย์จุฬาฯลากไส้&#039;ธนาธร&#039;เลิกเสียทีวาทะกรรมแบ่งแยกชนชั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.62 - เพจติดตามการปฏิรูปประเทศกับหมอชูชัย โดยนพ.ชูชัย ศุภวงศ์ โพสต์ข้อความระบุว่า น้องชายเป็นอาจารย์ที่คณะวิทยาศาสตร์ เขียนได้โดนใจมาก ไม่ชอบที่สถาบันซึ่งมีพระคุณใหญ่หลวงเป็นทั้งที่ให้ความรู้ และที่ทำงานต้องถูกพาดพิงในลักษณะนี้ ขอบคุณ ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติสำหรับข้อเขียนด้านล่างนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงไม่ค่อยอยากวิจารณ์การเมืองลงเฟสบุ๊ค แต่พอไปพบการปราศัยหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่ที่พาดพิงจุฬาฯ (มหิดล และธรรมศาสตร์) เลยต้องขอใช้สิทธิอาจารย์ของจุฬาฯ ชี้แจ้งข้อเท็จจริงใน 2 ประเด็นครับ (ดูคลิปเต็มที่ https://youtu.be/23lO9d-Pb04 เริ่มตั้งแต่นาทีที่ 18:00)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) การที่คุณธนาธรยกให้ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล เป็นมหาลัยของ &amp;quot;ชนชั้นนำ&amp;quot; เพราะได้งบประมาณรวมกันมากกว่า ราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ที่ธนาธรบอกว่าเป็น &amp;ldquo;มหาลัยคนจน&amp;rdquo; เป็นวาทะกรรมที่ไม่เข้าใจโครงสร้างและแนวทางของแต่ละมหาวิทยาลัยเลย จุฬา มหิดล ได้งบเยอะส่วนหนึ่งเพราะมีโรงเรียนแพทย์ และถ้าว่ากันตามจริง ปีที่ผ่านมา จุฬาได้งบวิจัยจากรัฐบาลน้อยมาก โครงการวิจัยสำคัญๆ หลายโครงการ เช่น ความร่วมมือกับองค์กรอย่าง CERN มาจากเงินค่าเช่ามาบุญครองครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นวิสัยทรรศน์ที่ยาวไกลขององค์พระผู้สถาปนามหาวิทยาลัย ที่พระราชทานที่ดินไว้ให้มหาวิทยาลัยได้ใช้ดอกผลเพื่อความยั่งยืน และเป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยชั้นนำ อย่าง Cambridge หรือ Oxford และที่อื่นๆ ใช้มายาวนาน รัฐบาลและนักการเมือง มาแล้วก็ไป นโยบายมีได้ก็เปลี่ยนได้ แต่มหาวิทยาลัยยังดำเนินการตามภาระกิจที่ตั้งปณิธานไว้ต่อไปได้เพราะสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) คุณธนาธรบอกว่า &amp;ldquo;เด็กจบวัดหัวลำโพงไปทำอะไร ไปขาย ไอศครีมสเวนเซ่นที่มาบุญครอง ให้ลูกหลานคนเรียนจุฬาฯ กิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณธนาธร คงไม่ทราบว่ามีนิสิตจุฬาหลายคนที่ทำงานหารายได้พิเศษเลี้ยงตัวเอง หลายคนสอนพิเศษ และบางคนก็ทำงานเสริฟไอศครีมที่สแวนเซ่นด้วย กรุณาอย่าเอาวาทะกรรมแบ่งแยกชนชั้นมา Stereotype เด็กจุฬาฯ และเด็กวัดหัวลำโพงอย่างไม่เป็นธรรม เพราะนั่นไม่ใช่แนวคิดของคนที่เชื่อในอุดมการณ์ว่า &amp;ldquo;การศึกษาเปลี่ยนชีวิตคนได้&amp;rdquo; ผมจบโรงเรียนปทุมคงคา โรงเรียนที่มีเด็กพื้นฐานหลากหลาย บางคนจนมากต้องขับมอร์เตอร์ไซต์รับจ้างหาเงินตอนกลางคืนเพื่อมาใช้เรียน แต่เขาก็เรียนจบมหาวิทยาลัยตอนนี้เขาเป็นเจ้าของกิจการไปแล้ว มีรุ่นพี่หลายคนเกเร แต่ในรับการสั่งสอนอบรมจากคุณครูที่ทุ่มเทจนเปลี่ยนอนาคตของเขาได้ ภาพสมัยเรียนที่ยังประทับใจจวบจนปัจจุบันคือ &amp;ldquo;มีรุ่นพี่เคยเกเร กลับมากราบแทบเท้าคุณครูที่อบรมสอนเขาให้เป็นคนดี &amp;rdquo; คนที่มีอุดมการณ์เรื่องการศึกษาควรเชื่อว่า แม้เด็กจะเกิดมาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่พร้อม แต่การศึกษาสามารถทำให้อนาคตของเขาดีได้ ไม่ใช่บอกว่าจบโรงเรียนนี้อนาคตคุณทำได้แค่เด็กเสริฟ์ ถ้าวาทะกรรมนี้เป็นจริง ผมคงเป็นได้แค่นักเลงหัวไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31680</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาลงกรณ์, ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ, ธนาธร จึงรุ่งเริองกิจ, นพ.ชูชัย ศุภวงศ์, แบ่งชนชั้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190318/image_big_5c8fc8152b157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
