<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2019 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาผลกระทบโครงการฝายราษีไศล จ่ายค่าชดเชยเป็นธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ย.62 -&amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวความคืบหน้าการแก้ปัญหาผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล ซึ่งรองนายกฯเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ว่าได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาโดยเฉพาะ โดยเชิญตัวแทนผู้เดือดร้อนมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการเร่งรัดกระบวนการพิจารณาจ่ายค่าชดเชยเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการฯ เร่งสร้างคันกั้นน้ำเพิ่มเติม ความยาวประมาณ 15 กิโลเมตร ตามแนวทางแก้ไขปัญหากรณีน้ำท่วมนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำมูล ดำเนินการศึกษาผลกระทบที่เกิดกับเกษตรกรที่มีพื้นที่ติดกับแนวคันกั้นน้ำ เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือและส่งเสริมอาชีพต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า มากไปกว่านั้น ยังกำหนดแผนระยะยาวเพื่อป้องกันภัยแล้งด้วยการจัดสรรงบประมาณเพื่อขุดลอกและจัดทำแก้มลิงบริเวณสถานีสูบน้ำบ้านดงแดง และที่สำคัญ กระทรวงเกษตรฯได้ประสานงานกับประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพให้กับผู้ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม แนวทางที่กระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินการอยู่นี้ น่าจะทำให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบสบายใจและการแก้ปัญหาจะไม่ยืดเยื้อ เพราะเป็นการทำงานอย่างมีส่วนร่วมและมุ่งสร้างความยั่งยืนทางอาชีพแก่ประชาชนผู้เดือดร้อน ซึ่งนายจุรินทร์จะรายงานความคืบหน้าดังกล่าวให้แก่นายกรัฐมนตรีทราบในการประชุมครม.ครั้งหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51306</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายค่าชดเชยฝายราษีไศล, รัชดา ธนาดิเรก, แก้ภัยแล้ง, โครงการฝายราษีไศล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d88cb5654b83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2019 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2019 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐเสียค่าโง่&#039;โฮปเวลล์&#039;1.2หมื่นล้าน!ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.62 - ที่ห้องพิจารณาคดี&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ชั้น&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลปกครองอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำ&amp;nbsp;2038/2551 , 107/2552, 1379/2552&amp;nbsp;คดีหมายเลขแดง&amp;nbsp;366-368/2557&amp;nbsp;ระหว่าง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ กระทรวงคมนาคม ที่&amp;nbsp;1กับพวกรวม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ซึ่งขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงคมนาคมกับพวกรวม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน ยื่นฟ้องว่า คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดตามข้อพิพาทหมายเลขแดงที่&amp;nbsp;64/2551&amp;nbsp;ให้ผู้ร้องทั้งสองคืนเงินค่าตอบแทนและเงินอื่นให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด อ้างว่าผู้ร้องทั้งสองบอกเลิกสัญญาสัมปทานระบบการขนส่งทางรถไฟ, ถนนยกระดับในกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์จากที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยมิชอบ ซึ่งผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าข้อพิพาทดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ที่สามารถระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการได้ เนื่องจากมิใช่ข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญาฯ ในการนี้สำนักระงับข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญาฯ ในการนี้สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้ผู้ร้องทราบตามหนังสือลงวันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ต.ค.&amp;nbsp;2551&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้น พิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่&amp;nbsp;119/2547&amp;nbsp;ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่64/2551&amp;nbsp;ลงวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;ทั้งหมด และเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่&amp;nbsp;44/2550&amp;nbsp;ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่&amp;nbsp;70/2551&amp;nbsp;ลงวันที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ต.ค.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;ทั้งหมด และมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่119/2547&amp;nbsp;ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่&amp;nbsp;64/2551&amp;nbsp;ลงวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้องทั้งสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคำนวณนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ม.ค.&amp;nbsp;2541&amp;nbsp;ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทแล้ว ระยะเวลาของการเสนอข้อพิพาทจะครบกำหนด&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี คือ ในวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ม.ค.&amp;nbsp;2546&amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;พ.ย.&amp;nbsp;2547&amp;nbsp;การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ จึงเกินกว่ากำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดตามนัยมาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542&amp;nbsp;และเมื่อระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องสำคัญ ถือได้ว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลปกครองสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าในกรณีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาทหมายเลขดำที่&amp;nbsp;119/2547&amp;nbsp;ที่ผู้คัดค้านยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการไว้พิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับข้อพิพาทดังกล่าวไว้พิจารณา และต่อมามีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่&amp;nbsp;119/2547&amp;nbsp;ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่64/2551&amp;nbsp;และการที่ผู้ร้องทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ยื่นข้อเรียกร้องแย้งเมื่อวันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;2548&amp;nbsp;จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามนัยมาตรา&amp;nbsp;51&amp;nbsp;แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542&amp;nbsp;ดังกล่าว เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการรับข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณา และต่อมามีคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่&amp;nbsp;44/2550&amp;nbsp;ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่&amp;nbsp;70/2551&amp;nbsp;จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย 3 ประเด็น ในประเด็นที่ 1 การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนที่บริษัทโฮปเวลล์จะยื่นคำเสนอข้อพิพาท ได้ทำหนังสือขอให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระงับข้อพิพาทโดยการเจรจาประนีประนอมยอมความให้เสร็จภายใน 60วัน ซึ่ง กระทรวงคมนาคมและ รฟท.ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉยไม่พยายามเจรจา บริษัทโฮปเวลล์จึงมีสิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดได้ และเมื่อพิจารณาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเด็นดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานข้อ 31.1 ซึ่งระบุว่าเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นเกี่ยวกับสัญญาคู่สัญญาจะต้องมีการประนีประนอมระงับข้อพิพาทนั้นก่อน หากภายในระยะเวลา 60 วัน ไม่สามารถประนีประนอมระงับข้อพิพาทได้ ให้นำข้อพิพาทเสนออนุญาโตตุลาการชี้ขาดได้ ดังนั้นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้ จึงไม่ปรากฏเหตุที่จะทำให้เป็นคำชี้ขาดที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 2 สิทธิเสนอให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการของกระทรวงคมนาคมและ รฟท. พ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างปกระทรวงคมนาคม รฟท. และบริษัทโฮปเวลล์ เป็นสัญญาทางแพ่งชนิดหนึ่งที่มีพ้นบังคับกันได้ และไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสัมปทานจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ทั้งนี้ ข้อพิพาทตามสัญญาสัมปทานเกิดขึ้นนับแต่วันที่กระทรวงคมนาคมและ&amp;nbsp;รฟท.มีหนังสือบอกสัญญากับบริษัทโฮปเวลล์ ลงวันที่ 27 ม.ค.2541 ซึ่งบริษัทโฮปเวลล์เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.&amp;nbsp;2547 ยังไม่ครบ 10&amp;nbsp;ปี จึงยังคงใช้สิทธิเรียกร้องได้ การที่กระทรวงคมนาคมและ รฟท. อ้างว่า บริษัทโฮปเวลล์ไม่อาจเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเกิน 1&amp;nbsp;ปี ตาม มาตรา 51 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ.2542 และคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่า ไม่อาจนำระยะเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว มาบังคับใช้กับการใช้สิทธิเรียกร้องที่จะเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการได้ เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายคนละฉบับนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเด็นนี้แล้ว แม้คำชี้ขาดได้อ้างเหตุทางข้อกฎหมายเกี่ยวกับลักษณะของสัญญาและอายุความแตกต่างไปจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อเป็นคำชี้ขาดที่ให้ผลว่า ข้อพิพาทที่เสนอเป็นข้อพิพาทที่รับไว้พิจารณาได้ อันเป็นผลตรงกับที่ศาลปกครองสูงสุดได้เคยวินิจฉัยไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นคำชี้ขาดในประเด็นนี้จึงไม่ปรากฏเหตุบกพร่องถึงขนาดทำให้เป็นคำชี้ขาดที่ฝ่าฝืนต่อตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 3 คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่มีการกำหนดประเด็นว่า สัญญาสัมปทานเลิกกันไปโดยปริยายหรือโดยข้อกฎหมายหรือไม่ และกระทรวงคมนาคม รฟท. และบริษัทโฮปเวลล์จะกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 หรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่า คดีนี้สัญญาพิพาทมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน การแจ้งยกเลิกสัญญาโดยฝ่ายปกครองแต่เพียงฝ่ายเดียวจึงยังไม่มีผลทางกฎหมายให้สัญญาเป็นอันเลิกกันในทันที อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ได้มีหนังสือแจ้งมติ ครม.ที่บอกเลิกสัญญาต่อบริษัทโฮปเวลล์ และได้มีหนังสือแจ้งยืนยันเจตนาที่ไม่ประสงค์จะมีข้อผูกพันตามสัญญาอีกต่อไป ถือเป็นกรณีที่ได้แสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาอย่างชัดแจ้งแล้ว และต่อมาบริษัทโฮปเวลล์ได้ยินยอมย้ายคนและเครื่องมือออกจากพื้นที่สัมปทานและไม่ได้เข้าไปดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าวอีก อันเป็นการแสดงออกถึงการตกลงให้สัญญาเป็นอันเลิกกัน เมื่อสัญญาเป็นอันเลิกกันแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม เทียบเคียงหลักการให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม กรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่เห็นว่าสัญญาเป็นอันเลิกกันและให้คู่สัญญาคืนสู่ฐานะเดิมดังที่เป็นอยู่เดิมจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคำชี้ขาดในส่วนที่กำหนดให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท.ต้องดำเนินการให้บริษัทโฮปเวลล์กลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิมนั้น ศาลเห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดในประเด็นข้อโต้แย้งต่างๆ ของกระทรวงคมนาคม และ รฟท. ที่อ้างเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการพิจารณาข้อเท็จจริงและการปรับใช้กฎหมาย ข้อสัญญาของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเด็นต่างๆ ดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยว่า คู่สัญญาฝ่ายใดปฏิบัติตามสัญญาโดยถูกต้องแล้วหรือไม่ อย่างไร และคู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีความรับผิดต่อกันหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็นเรื่องเกี่ยวดัวยความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ปรากฏเหตุให้อำนาจศาลปกครองเพิกถอนคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองกลางเป็นยกคำร้อง มีผลให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ต้อง ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 8 พ.ย.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;โดย รฟท.ต้องคืนเงินชดเชยให้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จากการบอกเลิกสัญญารวมเป็นเงิน 11,888.75 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท เงินค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่บริษัทชำระไปแล้ว 2,850 ล้านบาท&amp;nbsp;เงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38,749,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี คืนหนังสือค้ำประกัน และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 16,535,504 บาทให้แก่บริษัทโฮปเวลล์&amp;nbsp;โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับคดีถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานคดีนี้เริ่มต้นมาจากในช่วงปี&amp;nbsp;2533&amp;nbsp;มีการเปิดประมูลโครงการถนนและทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยผู้ชนะการประมูลคือ บริษัท โฮปเวลล์โฮลดิ้ง ยักษ์ใหญ่แห่งวงการก่อสร้างของฮ่องกง&amp;nbsp;มีการเซ็นสัญญาในวันที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;พ.ย.&amp;nbsp;2533&amp;nbsp;โดยสัญญาสัมปทานมีอายุยาวนานถึง&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ปี โดยบริษัทโฮปเวลล์จะเป็นผู้ลงทุนออกแบบเองทั้งหมดใช้วงเงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;แต่ต่อมาเกิดการก่อสร้างล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้มาก โดยบริษัทโฮปเวลล์อ้างเหตุที่ก่อสร้างล่าช้า เนื่องจากการรถไฟฯ ไม่ส่งมอบที่ดินให้ได้ตามข้อตกลง ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงิน ปัญหาเศรษฐกิจหลายด้านทำให้โครงการต้องล้มเลิกโครงการ และเริ่มทำต่อในหลายรัฐบาลก่อนจะหยุดการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง ในช่วงปี&amp;nbsp;2540-2541&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย)&amp;nbsp;ยื่นฟ้องกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ เป็นจำนวน&amp;nbsp;5.6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท จากกรณีบอกเลิกสัญญา โดยที่การรถไฟฯ เองก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายในการเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการเป็นจำนวน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แสนล้านบาท&amp;nbsp;พ.ศ.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ คืนเงินชดเชยแก่บริษัท โฮปเวลล์&amp;nbsp;1.1&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp;7.5&amp;nbsp;ต่อปีให้แก่โฮปเวลล์ จากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม&amp;nbsp;กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ในกรณีพิพาทการบอกเลิกสัญญา โดยเมื่อวันที่&amp;nbsp;13&amp;nbsp;มี.ค.&amp;nbsp;2557&amp;nbsp;ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ วันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ต.ค.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;และให้ปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ทำให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในการบอกเลิกสัญญาแก่โฮปเวลล์ ตามเหตุผลข้างต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34175</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโฮปเวลล์, ค่าโง่ทางด่วน, จ่ายค่าชดเชยฝายราษีไศล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190422/image_big_5cbd3a42781b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติเงินชดเชยราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.62- &amp;nbsp;พล.ต.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.อนุมัติเงินค่าชดเชยให้กับราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล ในพื้นที่จ.สุรินทร์ ร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ จำนวน 67แปลง เนื้อที่ 302 &amp;nbsp;ไร่ รวมเป็นเงิน 9.69 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติกรอบวงเงินการจ่ายค่าชดเชยเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการดังกล่าว &amp;nbsp;วงเงิน 599.97 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณกลางปี 2562 &amp;nbsp;ซึ่งครม.เคยมีมติจ่ายเงินชดเชยให้กับราษฎรที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่ปี 2540-2560 รวม 11 ครั้ง จำนวน 12,993 แปลง วงเงินงบประมาณ 1,927.32 ล้านบาท &amp;nbsp;แต่การชดเชยในครั้งนี้ เนื่องจากยังมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการชดเชยอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินจะจ่ายด้วยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร (จ่ายตรง) ตามบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีสิทธิ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33304</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสุรินทร์, จ่ายค่าชดเชยฝายราษีไศล, มติครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190404/image_big_5ca6160c1bbbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
