<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้ครัวเรือนพุ่ง13ล้านล. ส่งออกชะลอ-จ้างงานลด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สภาพัฒน์สั่งจับตาหนี้ครัวเรือนแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังไตรมาส 1/62 พุ่ง 13 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;ทะยานเป็นอันดับ 2 เอเชียและอันดับ 11 ของโลก สูงสุดในรอบ 27 เดือน ด้านส่งออกชะลอตัวกระทบจ้างงานลดลง 0.3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ &amp;nbsp;(สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สังคมไทยไตรมาส 2/2562 ปัญหาหนี้ครัวเรือนว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/62 หนี้ครัวเรือนเท่ากับ 13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6.3% คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับ 78.7% ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2560 ซึ่งหนี้ครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2560
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 2/62 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะภาพรวมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นในระดับสูง 9.2% โดยมียอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 11.3% สูงสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ไตรมาส 4/58 ส่วนยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 7.8% และยอดคงค้างสินเชื่อรถยนต์ขยายตัว 10.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยอดคงค้างหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อการอุปโภคบริโภคในไตรมาส 2/62 มีมูลค่า 127,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดคงค้างหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อรถยนต์ 32.3% และบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 12.5% และสินเชื่อบัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระเกิน 3 &amp;nbsp;เดือนขึ้นไปกลับมาขยายตัวอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และอันดับ 11 ของโลก จาก 74 ประเทศ โดยหนี้ที่ต้องจับตาคือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งหนี้บัตรเครดิตและรถยนต์มีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังคาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลง จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้มากขึ้น&amp;quot; นายทศพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 คาดว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้ แต่ด้านคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากในช่วงก่อนมีมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันปล่อยสินเชื่อลักษณะที่ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การอนุมัติ &amp;nbsp;รวมถึงมีการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินสูงกว่าที่แท้จริง ทำให้ผู้กู้ได้เงินสดกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะที่ในไตรมาส 2/62 การจ้างงานลดลง 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้มีงานทำภาคการเกษตรลดลงต่อเนื่อง 4% เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย และปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ขณะที่ผู้มีงานทำภาคนอกเกษตรเพิ่มขึ้น 1.5% โดยสาขาที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ สาขาการขนส่งและเก็บสินค้าเพิ่มขึ้น 7.2%, สาขาการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 6.2%, สาขาการศึกษาเพิ่มขึ้น 3.1% และสาขาโรงแรมและภัตตาคารเพิ่มขึ้น 1.1% ส่วนสาขาที่มีการจ้างงานลดลง ได้แก่ &amp;nbsp;สาขาการค้าส่ง/ค้าปลีกลดลง 0.4% และสาขาการผลิตลดลง 0.5% ซึ่งสอดคล้องกับการส่งออกที่หดตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.98% เพิ่มขึ้นใกล้เคียง 0.92% ในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ลดลง &amp;nbsp;1.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 4.7% โดยในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 5.4% ขณะที่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 3.7% ผลิตภาพแรงงานโดยรวมเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;2.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีเศรษฐกิจชะลอตัว จากการหดตัวของภาคส่งออกและการท่องเที่ยวนั้นได้ส่งผลต่อการจ้างงาน ซึ่งการส่งออกที่หดตัวลงในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อแรงงานรวมประมาณ 5.1 ล้านคน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอตัวลง อาจส่งผลต่อแรงงานในภาคบริการและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่ง ครม.ได้มีการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการบรรเทาค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การพักชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน และมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นเกิน 80%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของภาคท่องเที่ยวแนวโน้มเริ่มดีขึ้น การจ้างงานเพิ่มมากขึ้น และเชื่อว่าตัวเลขการท่องเที่ยวจะเป็นไปตามเป้า ส่วนการส่งออกจะต้องดูผลการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งทราบว่าจะมีการนำมาตรการด้านส่งเสริมการลงทุนและมาตรการด้านส่งออกเข้าสู่ที่ประชุมในวันที่ 6 ก.ย.นี้&amp;quot; นายทศพร กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44868</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ้างงานลดลง, สภาพัฒน์, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190902/image_big_5d6d366d1107e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
