<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2026 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.เซ็นสัญญาตั้งนิคมฯ&#039;เอเพ็กซ์กรีน&#039;ในอีอีซี ชี้เกิดการลงทุน 6.4 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มาภาพ&amp;nbsp;http://www.apexpark.co.th/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค. 2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมและเตรียมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามนโยบายรัฐบาล โดยในวันที่ 19 ต.ค.64 กนอ.ได้ลงนามในสัญญาร่วมดำเนินงาน กับ บริษัท เอเพ็กซ์ ปาร์ค จำกัด จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท เพื่อรองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่(นิว เอส-เคิร์ฟ) โดยนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท ตั้งอยู่ในพื้นที่ต.หัวสำโรง และต.แปลงยาว อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นการดำเนินงานในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนา และให้บริการระบบสาธารณูปโภค จัดเป็นนิคมอุตสาหกรรมลำดับที่ 66 โดยใช้ระยะเวลาพัฒนาโครงการประมาณ 2 ปี &amp;nbsp;ซึ่งหลังจากประกาศเขตนิคมอุตสาหกรรมแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน&amp;nbsp;ufa888goal อินดัสเตรียล เอสเตท มีพื้นที่ประมาณ 2,191.50 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 1,600.22 ไร่ หรือคิดเป็น 73.17% พื้นที่ระบบสาธารณูปโภคประมาณ 358.34 ไร่ คิดเป็น 16.22% และพื้นที่สีเขียวและแนวกันชนประมาณ 232.03 ไร่ คิดเป็น 10.61% ของพื้นที่ทั้งหมด โดนนิคมดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศที่รัฐบาลจัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร มีศักยภาพที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งจากศักยภาพดังกล่าวคาดว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท หากมีการลงทุนเต็มพื้นที่แล้ว&amp;nbsp;


save168 จะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนในนิคมฯ ประมาณ 64,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานประมาณ 16,000 คน สะท้อนถึงศักยภาพของการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม และการเป็นหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศในอนาคตได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท เน้นกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิตเป็นหลัก เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ชิ้นส่วนยานพาหนะ&amp;nbsp;


สล็อต อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมเบา&amp;nbsp;


fifa356 กลุ่มกิจการบริการและสาธารณูปโภค กลุ่มเกษตรกรรมและผลผลิตจากการเกษตรที่มีความต้องการใช้น้ำต่ำ&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี&amp;nbsp; และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมตามโครงการอีอีซี โดยโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเมื่อดูจากพื้นที่ตั้งโครงการถือว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ&amp;nbsp;


bnk789 มีเครือข่ายเส้นทางคมนาคมที่สะดวก โดยอยู่ห่างจากท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังและท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 100-130 กิโลเมตร ห่างจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภาประมาณ 80-120 กิโลเมตร และมีนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงพื้นที่โครงการฯ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉะเชิงเทรา, นิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท, วีริศ อัมระปาล, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616f83c2a75f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลักดัน&#039;ฉะเชิงเทรา&#039;เมืองอัจฉริยะ จ่ายค่าโดยสาร-ซื้อสินค้าแบบไร้เงินสด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2564 นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา &amp;nbsp;เปิดเผยว่า จังหวัดฉะเชิงเทราได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และ บริษัทชุมพลรุ่งเรือง พัฒนาโครงการ &amp;ldquo;Smart Mobility&amp;rdquo; ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือยกระดับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดฉะเชิงเทราสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อพัฒนาระบบรับชำระค่าโดยสารแบบไร้เงินสด เชื่อมต่อระบบออนไลน์ของผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการค้าการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสู่การเป็น Smart City ในเขต EEC&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;ldquo;Smart Mobility&amp;rdquo; เป็น 1 ในกรอบการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของระบบขนส่งภายในจังหวัดและเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทยในการใช้นวัตกรรมทางการเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเฉลิม ประดิษฐอาชีพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานเครือข่ายธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินที่ทันสมัย เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ฉะเชิงเทราอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ล่าสุด ร่วมมือกับบริษัท ชุมพลรุ่งเรือง พัฒนาระบบรับชำระค่าโดยสารแบบไร้เงินสด หรือผ่านระบบ EMV Contactless ซึ่งเป็นการรับชำระค่าโดยสารผ่านเครื่อง Krungthai &amp;nbsp;EDC ด้วยการแตะบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตที่มีสัญลักษณ์ Contactless หรือสแกน QR CODE ด้วย Krungthai NEXT หรือ Mobile Banking ของทุกธนาคาร เริ่ม 1 ตุลาคม 2564 เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวก ชีวิตสบาย ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ &amp;nbsp;ลดการสัมผัส &amp;nbsp;และลดความเสี่ยงจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะที่ให้บริการ โดยสามารถตรวจสอบรายการชำระเงินของรถโดยสารแต่ละคันผ่านระบบออนไลน์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเงินสด ในระยะแรกเปิดให้บริการรถโดยสารปรับอากาศ 20 ที่นั่ง จำนวน 5 คัน ครอบคลุมการเดินทางในเขตตัวเมือง หลังจากนี้ มีแผนขยายการพัฒนาระบบรับชำระค่าโดยสาร EMV Contactless ไปยังผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น อาทิ รถสองแถว และรถตู้โดยสาร จำนวนมากกว่า 60 คัน ภายใต้โครงการ Mass Transit กลุ่มระบบขนส่งมวลชน นับเป็น 1 ใน 5 Ecosystem ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของธนาคารที่ต้องการตอบโจทย์ลูกค้าที่ใช้ระบบขนส่งมวลชน (Mass Transit) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารได้ร่วมยกระดับฉะเชิงเทราเป็น &amp;ldquo;เมืองอัจฉริยะ&amp;rdquo; หรือ Smart City โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.Smart Economy เศรษฐกิจอัจฉริยะ ผลักดันจังหวัดฉะเชิงเทราสู่สังคมไร้เงินสด ด้วยการนำระบบ Smart Market บริการรับชำระเงินด้วยช่องทางดิจิทัลให้กับ 2,200 ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 2.Smart Mobility ระบบขนส่งอัจฉริยะ ด้วยการพัฒนาระบบ EMV Contactless รองรับการชำระค่าโดยสารแบบไร้เงินสด 3.Smart People พลเมืองอัจฉริยะ พัฒนา University Application ให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เชื่อมโยงระบบสารสนเทศของมหาวิทยาลัยกับระบบการทำธุรกรรมดิจิทัลของธนาคาร รองรับทุกไลฟ์สไตล์และกิจกรรมของนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร ไว้ในที่เดียว เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ 4.Smart Living ความเป็นอยู่อัจฉริยะ ให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพพื้นฐานตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุ ด้วย Health Wallet หรือ กระเป๋าตังสุขภาพ บนแอปพลิเคชันเป๋าตังที่ธนาคารร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) 5.Smart Governance เพิ่มประสิทธิภาพระบบงาน ลดขั้นตอน รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทำให้เกิดธรรมาภิบาล ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการ e-Police Station ที่สามารถตรวจสอบใบสั่งออนไลน์และชำระค่าปรับจราจรผ่านช่องทางของธนาคาร โครงการศาลดิจิทัล e-Filing เพื่อยื่นและรับฟ้องผ่านระบบออนไลน์ของศาลยุติธรรม พร้อมระบบชำระค่าธรรมเนียม และโครงการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราสู่เมืองอัจฉริยะ เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างธนาคารกรุงไทยและจังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยเป้าหมายเดียวกันที่ต้องการวาง Digital Platform ที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของประชาชนทุกคนรวมถึงหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความสะดวกสบายครอบคลุมทุกมิติการใช้ชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ 5 Ecosystems หลักของธนาคาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยสู่ความยั่งยืน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118066</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉะเชิงเทรา, สังคมไร้เงินสด, เมืองอัจฉริยะ (Smart City)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_615284558158a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เร่งเพิ่มทักษะแรงงานลุยเมกะโปรเจ็กต์ รองรับลงทุน&quot;อีอีซี&quot;หลังโควิดคลี่คลาย      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นโยบายส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของภาครัฐที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อดึงดูดนักลงทุนและเปลี่ยนพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จากพื้นที่เกษตรกรรมและประมงสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จะเห็นว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ภาครัฐจะโหมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนโครงการจะเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุน แต่การแพร่ระบาดของไวรัฐโคโรนา-19 หรือโควิด-19 นั้นได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ดังนั้นการลงทุนของภาคเอกชนจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19 รัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายว่า ในช่วงแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570) การลงทุนของประเทศจะต้องอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านบาทต่อปี โดยการลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่อีอีซีโดยตั้งเป้าปีละประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ในเรื่องนี้ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในอีอีซีถือเป็นความพยายามที่ดี แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการเพิ่มเติมคือ ต้องหากิจกรรมมาเสริมในส่วนของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบและมีความล่าช้า อย่างเช่น อุตสาหกรรมการบิน เพราะฉะนั้น หลักๆ เลยต้องคิดว่าจะสามารถนำกิจกรรมใดมาเสริมได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งที่จะลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้กว่าจะเห็นผลได้ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ โดยต้องหารือกับภาคเอกชนเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องของอินฟราฯ ให้เสร็จทัน พร้อมใช้ พร้อมสร้างรายได้ มองว่าภายใน 4-5 เดือนที่ภาครัฐสามารถคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แล้ว ก็จะทำให้เริ่มโครงการได้ เช่น การสร้างโรงงาน และการสร้างถนน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดันให้ได้ในขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อยากให้ภาครัฐเปิดมุมมองว่าไม่ควรจะจำกัดการลงทุนเฉพาะในพื้นที่อีอีซี หากชาวต่างชาติหรือคนไทยต้องการที่จะลงทุนในพื้นที่ใดก็ตาม ก็ควรจะได้รับการสนับสนุน แต่ต้องยอมรับสำหรับความพร้อมในระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ของอีอีซีที่มากกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้นหากนักลงทุนมีความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดนครราชสีมา ลำพูน หรือจังหวัดอื่น ก็ต้องปล่อยให้มีการลงทุนได้ ไม่ควรปิดโอกาสที่จะเกิดการลงทุนในพื้นที่อื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตรียมพร้อมบุคลากร
นายนณริฏ กล่าวว่า จากการประมาณการเศรษฐกิจของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้านั้น หากโครงการอีอีซีสามารถเดินหน้าสำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3-5% แต่ถ้าไม่สำเร็จหรือมีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน และการชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซี การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ.2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.3% จนกระทั่งเหลือเพียง 1.76% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 3% หากจะเพิ่มการเติบโตให้ได้ 5% ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เราติดกับดักเชิงโครงสร้าง ด้วยการเพิ่มการลงทุน เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมน้อย สังเกตจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทที่เป็น Old Economy เช่น หุ้น น้ำมัน โรงกลั่น สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีที่มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องเตรียมความพร้อม อาทิ เตรียมคน ต้องเร่งรัด ฝึกทักษะอาชีพที่จำเป็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย ซึ่งต้องเร่ง เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ทันทีที่โควิดคลี่คลายลง&amp;quot; นายนณริฏ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนุนแลนด์บริดจ์-คลองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนณริฏ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลควรเตรียมความพร้อมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) โครงการอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตมากขึ้น โดยเป็นโครงการใหม่ที่เชื่อมโยง มีความเกี่ยวข้องในด้านต่างๆ เกี่ยวกับโครงการอีอีซี ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะมีการลงทุนโครงการใหม่ๆ โดยส่วนตัวมองว่ามีโครงการที่รัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาและตัดสินใจว่าจะลงทุน ได้แก่ โครงการเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) โครงการคลองไทย และโครงการเชื่อมรถไฟไทย-จีน มองว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่จะทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่และสนับสนุนธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราต้องมีการเตรียมความพร้อม ตอนนี้ถ้ารอดชีวิตไปได้ ได้รับการฉีดวัคซีน หลังจากโควิด-19 คลี่คลายลง แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเดินทางไปพักผ่อนหลังจากได้มีการทำงานและกักตัวมาโดยตลอด มองว่าหากสถานการณ์คลี่คลายจะมีดีมานต์เกิดขึ้นมหาศาล ดังนั้นทำยังไงที่จะสามารถรองรับความต้องการหลังจากผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้&amp;quot; นายนณริฏกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงรุนแรง และส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อ และหลายคนคาดการณ์ว่าการลงทุนน่าจะปรับลดลง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้แจ้งว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2564 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% มูลค่าเงินลงทุน 386,200 ล้านบาท ในจำนวนนี้การขอรับการส่งเสริมนพื้นที่อีอีซีจำนวน 232 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,640 ล้านบาท จังหวัดระยอง มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 64,350 ล้านบาท รองลงมาเป็นจังหวัดชลบุรี มูลค่าเงินลงทุน 40,860 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่าเงินลงทุน 21,430 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ลงทุนกว่า 1.6 ล้านล้านบาท
ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า จากการดำเนินตามแผนการพัฒนาอีอีซี โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในโครงการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การบูรณาการ และการดึงการลงทุนเข้ามาของอุตสาหกรรมเป้าหมายตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากที่ได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนในพื้นที่อีอีซีไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้รวมการลงทุนที่ได้อนุมัติไปแล้ว 1,594,282 ล้านบาท หรือประมาณ 94% ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างมาก ทั้งการลงทุนโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้ผู้ลงทุน 4 โครงการหลัก มูลค่ารวม 633,401 ล้านบาท งบบูรณาการ ปี 2561-2564 อนุมัติไปแล้ว 82,000 ล้านบาท การออกบัตรส่งเสริมการลงทุน 878,881 ล้านบาท และอีกทั้งยังเหลือการลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 600,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จากแผนเดิมจะมีการลงทุนอยู่แล้วปีละ 300,000-400,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้มี 4 อุตสาหกรรมใหม่ที่เริ่มเข้ามาแล้ว ที่จะช่วยเพิ่มการลงทุนได้อีกปีละอย่างน้อย 100,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การลงทุนด้านเทคโนโลยี 5 จี อุตสาหกรรมทางการแพทย์แม่นยำ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะพลิกโฉมใหม่ และการลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ทำให้แผนที่ปรับใหม่ สามารถเพิ่มการลงทุนได้ถึงปีละ 500,000 ล้านบาท โดยขอไปปรับปรุงแผนให้ชัดเจนก่อน และขอให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จบหรือคลี่คลายได้ภายในปีนี้ เมื่อไปรวมกับเศรษฐกิจในภาคอื่นๆ ก็จะผลักดันจีดีพีรวมของประเทศไทยขยายตัวได้ปีละ 4-5% หลังจากที่การระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาและปีนี้สะดุดลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไฮสปีด-สนามบินอีอีซีคืบ
นายคณิศ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมาก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาท ขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) หรือ CP ไปแล้วกว่า 86% และพร้อมส่งมอบทั้งหมดภายในเดือน ก.ย.2564 คู่ขนานไปกับการยกระดับแอร์พอร์ตเรลลิงก์โฉมใหม่ ที่ผู้โดยสารจะได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 290,000 ล้านบาท ที่บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ, บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เข้าพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งเข้าสำรวจพื้นที่โครงการพร้อมก่อสร้างรั้วมาตรการเขตการบิน ความยาว 4.9 กิโลเมตร แล้วเสร็จ 95%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ส่วนของท่าเทียบเรือ F วงเงิน 84,361 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี มีการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ และมีกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นเอกชนคู่สัญญา ปัจจุบันตัวร่างสัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยอัยการสูงสุด
โดยในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2564 ได้มีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอซองที่ 4 ซึ่งได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐได้รับ ตามที่ มติ ครม.ได้อนุมัติไว้ หลังจากล่าช้ามา 3 ปี ในขั้นตอนฟ้องร้องต่อศาล ขณะนี้ได้ข้อตกลงในร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยจะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและลงนามสัญญาในเดือน ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นณริฏ พิศลยบุตร, ระยอง, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), อีสเทิร์นซีบอร์ด, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), เมกะโปรเจ็กต์, โครงสร้างพื้นฐาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_61190ca8275cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110592</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 16:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ทางหลวง&#039;โชว์ออกแบบทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา ขยาย 6 เลนรับอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2564 นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ทล.ได้ดำเนินการโครงการสำรวจและออกแบบโครงข่ายสนับสนุนระบบโลจิสติกส์ภาคตะวันออก ทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีลักษณะโครงการเป็นวงแหวนรอบเมืองฉะเชิงเทรานั้น มีขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร (กม.) พร้อมทั้งออกแบบก่อสร้างทางแยกต่างระดับในโครงการทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา จำนวน 8 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ จำนวน 3 แห่ง โดยก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟสายกรุงเทพฯ&amp;ndash;ฉะเชิงเทรา บนทางเลี่ยงเมืองด้านใต้ จำนวน 2 จุด ก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ สายฉะเชิงเทรา&amp;ndash;อรัญประเทศ บนทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทราด้านเหนือ จำนวน 1 จุด ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง จำนวน 2 แห่งก่อสร้างจุดกลับรถ จำนวน 29 แห่ง ใช้งบประมาณ 33,200 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 23,500 ล้านบาท และค่าเวนคืน 9,700 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปัจจุบันดำเนินการออกแบบรายละเอียดพร้อมประเมินศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ของโครงการทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทราด้านใต้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนทางเลี่ยงเมืองด้านเหนือ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 หลังจากนี้ ทล. จะดำเนินการในขั้นตอนการจัดทำข้อมูล เพื่อเตรียมการในการขอออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินประมาณ ปี 2565-2566 ทั้งนี้ หากโครงการได้ดำเนินการในขั้นตอนการเวนคืนที่ดินแล้ว ทล.จะดำเนินการเสนอของบประมาณดำเนินการก่อสร้างต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ประมาณปี 2567 แล้วเสร็จปี 2570&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการดังกล่าวนั้น เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างกรุงเทพมหานครตามแนวถนนสุวินทวงศ์ หรือทล.304 ถึงตัวเมืองฉะเชิงเทราไปสู่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ตามนโยบายของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันมีทางหลวงสายสำคัญที่ตัดผ่านตัวเมืองฉะเชิงเทรา คือ ทางหลวงหมายเลข 304 ทางหลวงหมายเลข 3200 ทางหลวงหมายเลข 314 และทางหลวงหมายเลข 315 เนื่องจากการพัฒนาของพื้นที่โดยรอบเป็นย่านอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ทำให้ยานพาหนะขนาดใหญ่ที่เดินทางระหว่างจังหวัดหรือภูมิภาค ที่ใช้เส้นทางนี้ผ่านตัวเมืองฉะเชิงเทรามีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความแออัดขึ้นในการสัญจรย่านเขตเมือง ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ทล. จึงมีแนวคิดที่จะก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทราเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดในเขตตัวเมืองและเส้นทางเชื่อมโยง ช่วยส่งเสริมโครงข่ายการคมนาคมขนส่งทางถนนของจังหวัดฉะเชิงเทราให้มีความสมบูรณ์ ทำให้การเดินทางและขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อรองรับการขนส่งโลจิสติกส์ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับลักษณะโครงการเป็นวงแหวนรอบเมืองฉะเชิงเทรานั้น มีขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร(กม.) โดยมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดโครงการบริเวณทางหลวงหมายเลข 304 (สุวินทวงศ์&amp;ndash;ฉะเชิงเทรา) ประมาณ กม. ที่71+982 ตัดกับทางหลวงหมายเลข 365 หรือแยกสตาร์ไลท์ โดยพื้นที่ที่แนวเส้นทางพาดผ่าน ประกอบด้วยพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา อ.คลองเขื่อน อ.บางคล้า และ อ.บ้านโพธิ์ โดยแบ่งการสำรวจและออกแบบ ออกเป็น3 ตอน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา (ด้านเหนือ) ระยะทางประมาณ 20 กม. เชื่อมระหว่าง ตำบลวังตะเคียน อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา และตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า ตั้งแต่ กม. 0+000 ถึง กม. 20+150 (อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด ปี 2563 &amp;ndash; 2564)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา (ด้านใต้) ส่วนที่ 1 ระยะทางประมาณ 16 กม. เชื่อมระหว่าง ตำบลสาวชะโงกอำเภอบางคล้า และตำบลคลองประเวศ อำเภอบ้านโพธิ์ ตั้งแต่ กม. 20+150 ถึง กม. 36+030 (ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จปี 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา (ด้านใต้) ส่วนที่ 2 ระยะทางประมาณ 14 กม. เชื่อมระหว่าง ตำบลคลองประเวศ อำเภอบ้านโพธิ์ และตำบลวังตะเคียน อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ตั้งแต่ กม. 36+030 ถึง กม. 50+835 (ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ ปี 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า ทล.ได้ออกแบบก่อสร้างทางแยกต่างระดับในโครงการทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา จำนวน 8 แห่ง คือ1.บริเวณจุดตัดทางหลวง หมายเลข 365 (ทางแยกต่างระดับท่าไข่) ออกแบบสะพานยกระดับข้ามทางหลวงหมายเลข365 ขนาด 3 ช่องจราจร และออกแบบสะพานเลี้ยวขวา ขนาด 1 ช่องจราจร การจราจรพื้นราบมีจุดกลับรถใต้สะพานและจุดกลับรถในแนวทางหลวงหมายเลข 365&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.บริเวณจุดตัดทางหลวง หมายเลข 3200 (ทางแยกต่างระดับบางขวัญ) ออกแบบสะพานยกระดับข้ามทางหลวงหมายเลข 3200 และข้ามทางรถไฟ ขนาด 6 ช่องจราจร ทางเชื่อมแบบเลี้ยววน (Loop ramp) ขนาด 2 ช่องจราจรสะพานเชื่อมทางหลวงหมายเลข 3200 ขนาด 1 ช่องจราจร และสะพานเชื่อมแยกออกจากทางหลวงหมายเลข 3200 ขนาด 1 ช่องจราจร การจราจรพื้นราบมีจุดกลับรถใต้สะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.บริเวณทางแยกทางหลวงหมายเลข 304 (ทางแยกต่างระดับเสม็ดใต้) ออกแบบเป็นสะพานยกระดับข้ามทางหลวงหมายเลข 304 ขนาด 6 ช่องจราจร ทางเชื่อมแบบเลี้ยววน (Loop ramp) จำนวน 2 ช่องจราจร และทางเชื่อมแบบวนกึ่งตรง (Semi-directional ramp) จำนวน 2 ช่องจราจร การจราจรพื้นราบมีจุดกลับรถใต้สะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.บริเวณทางแยกทางหลวงหมายเลข 315 (ทางแยกต่างระดับหนองบัว) ออกแบบสะพานยกระดับข้ามทางหลวงหมายเลข 315 และทางรถไฟสายฉะเชิงเทรา&amp;ndash;สัตหีบ (เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน)&amp;nbsp; ขนาด 6 ช่องจราจร และสะพานทางเชื่อม การจราจรพื้นราบมีจุดกลับรถใต้สะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.บริเวณทางแยกทางหลวงหมายเลข 314 (ทางแยกต่างระดับประเวศ 1) ออกแบบสะพานยกระดับข้ามทางหลวงหมายเลข 314 ขนาด 6 ช่องจราจร ทางเชื่อมลักษณะเลี้ยววน (Loop ramp) ขนาด 1 ช่องจราจร และสะพานยกระดับแบบทางเชื่อมวนกึ่งตรง (Semi-directional ramp) ขนาด 1 ช่องจราจร การจราจรพื้นราบมีจุดกลับรถใต้สะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.บริเวณจุดตัดทางหลวงชนบทสาย ฉช.3001 (ทางแยกต่างระดับประเวศ 2) ออกแบบสะพานยกระดับข้ามทางหลวงชนบทสาย ฉช.3001 ขนาด 2 ช่องจราจร และสะพานข้ามคลองประเวศบุรีรมย์ ขนาด 6 ช่องจราจร การจราจรพื้นราบมีจุดกลับรถใต้สะพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.บริเวณจุดตัดทางหลวงชนบทสาย ฉช.2004 (ทางแยกต่างระดับบางเตย) ออกแบบสะพานยกระดับข้ามทางหลวงชนบทสาย ฉช.2004&amp;nbsp; ขนาด 6 ช่องจราจร การจราจรพื้นราบเป็นวงเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.บริเวณทางแยกทางหลวงหมายเลข 304 (ทางแยกต่างระดับวังตะเคียน) ออกแบบสะพานยกระดับในแนวทางหลวงหมายเลข 304 ข้ามทางเลี่ยงเมือง ขนาด 3 ช่องจราจร และออกแบบทางลอด ลอดใต้ทางหลวงหมายเลข 304 ขนาด 4 ช่องจราจร การจราจรพื้นราบเป็นวงเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110592</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง (ทล.), ขยาย 6 เลน, ฉะเชิงเทรา, ทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f7e98da1e51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อกดาวน์เข้ม13จว. ดีเดย์20ก.ค.ถึงต้นส.ค./2เดือนยังแย่ปิดเมืองเหมือนอู่ฮั่น!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ สั่งล็อกดาวน์ &amp;quot;ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา-อยุธยา&amp;quot; เพิ่มโซนแดงเข้มรวม 13 จังหวัด ยกระดับมาตรการ-ขยายเคอร์ฟิวต่อ 14 วัน บังคับใช้ 20 ก.ค.-2 ส.ค. งดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น &amp;quot;เลขาฯ สมช.&amp;quot; ประเมินผล 7 วัน ลั่นจุดไหนไม่สำเร็จพร้อมปรับวิธีทันที ยังไม่ปิดตลาดสด-ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ต้องคุมเข้มขึ้น &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; แจงเวิร์กฟรอมโฮมขั้นสูงสุด ปรับมาตรการเบา-แรงได้ตลอดขึ้นอยู่กับสถานการณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 28 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศ ณ วันที่ 17 ก.ค. โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ต่อมาได้ขยายเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะนั้น โดยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่มีการกลายพันธุ์เป็นหลายสายพันธุ์ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องที่จะเกิดภาวะวิกฤติด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งรัฐบาลโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ได้ดำเนินการอย่างเข้มแข็งและจริงจังในการเพิ่มศักยภาพด้านการตรวจคัดกรอง การรักษาพยาบาล และการเร่งรัดการจัดฉีดวัคซีนให้กับประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีการประเมินสถานการณ์ภายหลังการมีผลใช้บังคับข้อกำหนด ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 ปรากฏว่ายังไม่อาจชะลออัตราการเพิ่มของจำนวนผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าระวังอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และกลุ่มผู้ป่วยทางเดินหายใจในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาคหลายจังหวัด ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มต่อเนื่อง ซึ่งมักเป็นการติดเชื้อจากการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในครอบครัวและชุมชน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของมาตรการ และการบังคับใช้อย่างจริงจังเพิ่มเติมขึ้นจากข้อกำหนดที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อเร่งแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุด นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการ ดังต่อไปนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 1 เพื่อกำหนดมาตรการที่จำเป็นและต้องเร่งรัดดำเนินการโดยด่วน เพื่อลดการออกนอกเคหสถานของประชาชนอันเป็นเหตุให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ จังหวัดปริมณฑล และจังหวัดที่ได้กำหนดเป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น และโดยส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อโรคกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและสุขภาพ โดยเฉพาะบุคคลกลุ่มเสี่ยงทั้งผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่แม้บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะอยู่ในที่พำนัก แต่ประวัติการสัมผัสเชื้อมักเกิดขึ้นในครอบครัว โดยการติดต่อสัมผัสกับบุคคลที่ได้มีการเดินทาง ซึ่งจากข้อมูลพบว่าการติดเชื้อและแพร่ระบาดในครอบครัวและเขตชุมชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอัตราเพิ่มจำนวนขึ้นสูงมาก แม้จะได้มีการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่แล้วก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 2 การปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดตามพื้นที่สถานการณ์ กำหนดปรับปรุงเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา โดยให้ ศบค.มีคำสั่งปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดจำแนกตามเขตพื้นที่สถานการณ์เสียใหม่ และให้นำมาตรการควบคุมแบบบูรณาการที่กำหนดไว้สำหรับพื้นที่ระดับต่างๆ ข้อห้ามและข้อปฏิบัติตามข้อกำหนดฉบับที่ 24 ข้อกำหนดฉบับที่ 25 และข้อกำหนดฉบับที่ 27 มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดแย้งกับข้อกำหนดนี้ &amp;nbsp;
งดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 3 การลดและการจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทาง ให้ประชาชนในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดที่ได้มีคำสั่งตามข้อ 2 เลี่ยง จำกัดหรืองดเว้นภารกิจที่ต้องเดินทางออกนอกเคหสถานหรือที่พำนักโดยไม่จำเป็น สำหรับการเดินทางในบางกรณีที่จำเป็น เช่น การเดินทางเพื่อจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาหาร ยาหรือเวชภัณฑ์ การเดินทางเพื่อพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การรักษาพยาบาล การรับวัคซีนป้องกันโรค หรือมีความจำเป็นเพื่อปฏิบัติงานหรือการประกอบอาชีพที่ไม่สามารถปฏิบัตินอกสถานที่ตั้งได้ สามารถกระทำได้ แต่ต้องพึงใช้ความระมัดระวังในการป้องกันตนเองตามคำแนะนำของพนักงาน เจ้าหน้าที่ และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยการสนับสนุนของกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนอาสาสมัครและจิตอาสาในการให้ความช่วยเหลือและกระจายสิ่งอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ประชาชนเพี่อบรรเทาความเดือดร้อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 4 กำหนดพื้นที่ห้ามออกนอกเคหสถานเพิ่มเติม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยห้ามบุคคลใดในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00 น. ถึง 04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วันนับตั้งแต่วันที่ข้อกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขการปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่และการกำหนดบุคคลที่ได้รับการยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถานตามข้อกำหนดฉบับที่ 27 ผู้ใดฝ่าฝืนย่อมมีความผิดและต้องระวางโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อ 5 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยการสนับสนุนจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ หรือจุดสกัดในเส้นทางคมนาคมเข้าออกเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามข้อกำหนดนี้ โดยเน้นการปฏิบัติเพื่อการคัดกรอง ชะลอ หรือสกัดกั้นการเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเพื่อเดินทางไปยังพื้นที่อื่น โดยให้เป็นไปตามแนวทางที่ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กำหนด เป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วัน และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการ ข้อห้าม ข้อยกเว้น หรือแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดฉบับที่ 25 และ 27 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 6 ให้กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร จังหวัด หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลการให้บริการขนส่งผู้โดยสารสาธารณะทุกประเภทในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และการขนส่งสาธารณะทุกประเภทระหว่าง จังหวัดทั่วราชอาณาจักรให้เป็นไปตามแนวทางที่ ศปก.ศบค.กำหนด โดยจำกัดจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการไม่เกินร้อยละ 50 ของความจุผู้โดยสารสำหรับยานพาหนะแต่ละประเภท รวมทั้งจัดให้มีการเว้นระยะห่างและการปฏิบัติ ตามมาตรการด้านสาธารณสุขที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 7 ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร หรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด แล้วแต่กรณี พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ เพื่อมีคำสั่งปิดสถานที่หรือกิจการที่มีความเสี่ยงเพื่อประโยชน์ในการควบคุมและป้องกันการแพร่ของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 14 วัน โดยสำหรับการให้บริการดังต่อไปนี้ ให้ดำเนินการได้เฉพาะภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบ ระเบียบ และมาตรการป้องกันโรคที่กำหนดที่เข้มงวดยิ่งขึ้นจากที่เคยกำหนดไว้แล้ว ได้แก่ การจำหน่ายอาหาร หรือเครื่องดื่ม ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ให้เปิด ดำเนินการได้จนถึงเวลา 20.00 น. โดยห้ามการบริโภคในร้าน และให้ดำเนินการเฉพาะการนำกลับไปบริโภคที่อื่นเท่านั้น
ห้างเปิดแค่ซูเปอร์มาร์เก็ต-ยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบการอื่น ที่มีลักษณะคล้ายกัน ให้เปิดบริการได้เฉพาะแผนกซูเปอร์มาร์เก็ต แผนกยาและเวชภัณฑ์ พื้นที่ซึ่งจัดให้เป็นการบริการฉีดวัคซีน หรือบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขอื่นๆ ของภาครัฐ โดยให้เปิดดำเนินการได้จนถึงเวลา 20.00 น., โรงแรม ให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติ โดยให้งดกิจกรรมจัดการประชุม การสัมมนา หรือการจัดเลี้ยง ร้านสะดวกซื้อ และตลาดสด ให้เปิดดำเนินการได้จนถึงเวลา 20.00 น. โดยจำกัดเวลาสำหรับร้านสะดวกซื้อซึ่งตามปกติเปิดให้บริการในช่วงเวลากลางคืนให้เปิดให้บริการในระหว่างเวลา 20.00 น. ถึง 04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น, โรงเรียน สถาบันการศึกษาหรือฝึกอบรม และสถานที่ศึกษาต่างๆ ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่ประกาศไว้แล้วก่อนหน้านี้ สำหรับการดำเนินการของโรงพยาบาล สถานพยาบาล คลินิกแพทย์รักษาโรค ร้านขายยา ร้านค้าทั่วไป โรงงาน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกรรมการเงิน ธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ไปรษณีย์และพัสดุภัณฑ์ ร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ ร้านจำหน่ายเครื่องมือช่างและอุปกรณ์ก่อสร้าง ร้านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดอันจำเป็น สถานที่จำหน่ายแก๊สหุงต้ม เชื้อเพลิง ปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊ส รวมทั้งบริการส่งสินค้าและอาหารตามสั่ง ยังคงเปิดดำเนินการได้ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 8 ห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 5 คน โดยให้เป็นไปตามข้อห้ามและข้อยกเว้นตามข้อกำหนดฉบับที่ 24 โดยให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดการอบรม สัมมนา หรือการประชุมโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 9 ให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด สั่งการให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรในความรับผิดชอบดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งขั้นสูงสุดเต็มจำนวน และมุ่งเน้นการปฏิบัติงานหรือจัดกิจกรรมโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มากที่สุด เพื่อลดจำนวนและจำกัดการเคลื่อนย้ายเดินทางของบุคคล รวมทั้งให้งดการจัดกิจกรรมที่ส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มหรือเคลื่อนที่ของคนจำนวนมาก เช่น การจัดประชุม สัมมนา การจัดสอบ หรือจัดฝึกอบรม ให้เปิดให้บริการเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณสุข การควบคุมโรค กิจการที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภค การจราจร การบรรเทาสาธารณภัย การรักษาความสงบเรียบร้อย สำหรับการปฏิบัติงานของภาคเอกชนในช่วงระยะเวลานี้ จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรปฏิบัติตามมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งขั้นสูงสุดเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 10 ให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ ภายใต้ ศบค. พิจารณามาตรการและเร่งรัดการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจอย่างเข้มข้นเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่รวดเร็วและชัดเจนเป็นรูปธรรม รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานของ ศปก.ศบค. ตามที่ได้รับการร้องขอหรือประสานงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 11 การบังคับใช้มาตรการตามข้อกำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและกำกับการปฏิบัติตามมาตรการ ข้อห้าม และข้อปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้เป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วัน (จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2564) โดยให้ประเมินสถานการณ์และความเหมาะสมของมาตรการตามข้อกำหนดนี้ทุกห้วงระยะเวลา 7 วัน แต่การเตรียมการด้านบุคลากร สถานที่ และการประชาสัมพันธ์ เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมเป็นการล่วงหน้าให้ทำได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.2564 เป็นต้นไป เว้นเฉพาะมาตรการขนส่งสาธารณะตามข้อ 6 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.2564 เป็นต้นไป&amp;nbsp;
ศบค.จัดโซนคุมโควิดใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชกิจจาฯ ยังเผยแพร่คำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด- 19) หรือ ศบค.ที่ 10/2564 เรื่องพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยแบ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 13 จังหวัด ได้แก่ 1.กทม. 2.ฉะเชิงเทรา 3.ชลบุรี 4.นครปฐม 5.นนทบุรี 6.นราธิวาส 7.ปทุมธานี 8.ปัตตานี 9.พระนครศรีอยุธยา 10.ยะลา 11.สงขลา 12.สมุทรปราการ 13.สมุทรสาคร ทั้งนี้ 3 จังหวัดที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ได้แก่ ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พื้นที่ควบคุมสูงสุด รวม 53 จังหวัด ได้แก่ 1.กระบี่ &amp;nbsp;2.กาญจนบุรี 3.กาฬสินธุ์ 4.กำแพงเพชร 5.ขอนแก่น 6.จันทบุรี 7.ชัยนาท 8.ชัยภูมิ 9. เชียงราย 10.เชียงใหม่ 11.ตรัง 12.ตราด 13.ตาก 14.นครนายก 15.นครราชสีมา 16.นครศรีธรรมราช 17.นครสวรรค์ 18.บุรีรัมย์ 19.ประจวบคีรีขันธ์ 20.ปราจีนบุรี 21.พัทลุง 22.พิจิตร 23.พิษณุโลก 24.เพชรบุรี 25.เพชรบูรณ์ &amp;nbsp;26.มหาสารคาม 27.ยโสธร 28.ร้อยเอ็ด 29.ระนอง 30.ระยอง 31.ราชบุรี 32.ลพบุรี 33.ลำปาง 34.ลำพูน 35.เลย 36.ศรีสะเกษ 37.สกลนคร 38.สตูล 39.สมุทรสงคราม 40.สระแก้ว 41.สระบุรี 42.สิงห์บุรี 43.สุโขทัย 44.สุพรรณบุรี 45.สุรินทร์ 46.หนองคาย 47.หนองบัวลำภู 48.อ่างทอง 49.อุดรธานี 50.อุทัยธานี 51.อุตรดิตถ์ 52.อุบลราชธานี 53.อำนาจเจริญ ส่วนพื้นที่ควบคุม รวม 10 จังหวัด ได้แก่ 1.ชุมพร 2.นครพนม 3.น่าน 4.บึงกาฬ 5.พังงา 6.แพร่ 7.พะเยา 8.มุกดาหาร 9.แม่ฮ่องสอน 10.สุราษฎร์ธานี และพื้นที่เฝ้าระวังสูง 1 จังหวัดคือ 1.ภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงาน กสทช. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ผอ.ศปก.ศบค.) ได้เชิญผู้บริหารสื่อเข้าหารือและรับฟังความคิดเห็นการเสนอข่าวในช่วงวิกฤติโควิด-19 ระบาด โดย พล.อ.ณัฐพลกล่าวก่อนการประชุมว่า เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งสื่อมวลชนได้ให้ข้อคิดเห็นหลากหลาย หลายอย่างเป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันพบว่าข้อมูลบางอย่างสื่อมวลชนยังไม่ทราบ โดยเวลาส่วนใหญ่จะรับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนมากกว่าการสั่งการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ศปก.ศบค.ตั้งใจไว้หลังมีมาตรการประกาศออกมาในวันที่ 18 ก.ค.นี้ เบื้องต้นประมาณ 30 วันจะมีการประเมินผล โดยจะประเมินตั้งแต่ 14 วันแรก และในส่วนของ ศปก.ศบค.จะประเมินผลย่อยในช่วง 7 วันด้วย และในความเป็นจริงจะประเมินผลและติดตามสถานการณ์ทุกวันอยู่แล้ว พอ 7 วันแล้วถ้าดูว่าน่าจะปรับก็ปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีมาตรการเข้มในรายละเอียดเรื่องของตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ตออกมาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ในส่วนของตลาดสดจะมีมาตรการในการกำกับที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งบรรดาอาจารย์แพทย์มีความเป็นห่วงในเรื่องของตลาดสดอย่างมาก เพราะมาตรการการเว้นระยะห่างต่างๆ ยังน่าเป็นห่วงอยู่ แต่เนื่องจากยังเห็นถึงความจำเป็น อาจกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่ประกอบอาชีพค้าขายในตลาดสด จะลองให้โอกาสไปก่อน เว้นแต่ในภาพรวมถ้าเกิดความไม่เรียบร้อยต้องว่ากันอีกครั้ง ส่วนที่มีข่าวซูเปอร์มาร์เก็ตจะเปิดลักษณะวันเว้นวันนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากซูเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายสินค้าที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องของอาหาร ถ้าไปเปิดวันเว้นวันอาจยิ่งทำให้ประชาชนไปแออัดคับคั่งในวันที่เปิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยความเดือดร้อนของประชาชน โดยได้กำชับศปก.ศบค.ว่าให้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิดและกำกับดูแลอย่างปรานี เพื่อให้สถานการณ์ค่อยๆ คลี่คลายลงโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ไม่กระทบกับประชาชน ทุกวันนี้ ศปก.ศบค.เข้าประชุมทุกวันเพื่อประมวลผลอยู่แล้ว ในส่วนของ ศบค.ชุดใหญ่ก็ได้ประชุมเมื่อวันที่ศุกร์ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการที่ออกมาในวันนี้ ก็เป็นมติของ ศบค.ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ที่ต้องการให้ออกข้อกำหนดโดยเร็ว โดยได้อนุมัติหลักการปรับเพิ่มมาตรการมากขึ้น และมอบหมายให้ ศปก.ศบค.หารือในรายละเอียด&amp;quot; ผอ.ศปก.ศปค.ระบุ
ก่อน2ส.ค.ปรับเข้ม-เบาได้ตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การประเมิน 7 วันในรอบแรก กรณีหากมีการติดเชื้อเพิ่มในส่วนของรายจังหวัด ต้องมีการปรับมาตรการใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า มีหลายอย่างหลายวิธี อาจจะเพิ่มในส่วนทั้งของจังหวัด กิจกรรมกิจการ แต่ทั้งหมดต้องฟังด้านการแพทย์การสาธารณสุขเป็นหลัก ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยง จากนั้นทุกฝ่ายจะร่วมการพิจารณาว่าเมื่อได้มีมาตรการประกาศออกไปแล้วทำได้จริงหรือไม่ อะไรที่ประกาศแล้วทำไม่ได้จริง ก็จะใช้มาตรการอื่น เช่นการกำกับใกล้ชิดมาใช้แทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อกำหนดฉบับล่าสุดเป็นการปรับระดับพื้นที่ของ 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา ให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือสีแดงเข้ม จากเดิมที่มี 10 จังหวัด และ 3 จังหวัดจะต้องใช้มาตรการต่างๆ ตามที่มีการกำหนดเอาไว้ในข้อกำหนดฉบับที่ 28 ไม่ว่าจะเป็นการห้ามออกจากเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น. จำกัดเวลาสำหรับร้านสะดวกซื้อให้ปิดบริการในระหว่างเวลา 20.00 น.ถึง 04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น มาตรการจะคล้ายๆ ข้อกำหนดฉบับที่ 27 แต่จะมีการยกระดับให้เข้มข้นขึ้น ห้างสรรพสินค้าเคยให้เปิดในส่วนของร้านอาหารได้โดยให้ซื้อกลับไปบริโภคที่อื่น แต่ข้อกำหนดฉบับล่าสุดให้ปิดให้หมด เปิดได้เฉพาะที่ระบุไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อกำหนดที่ให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สีแดงเข้มมีคำสั่งให้ดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งขั้นสูงสุดเต็มจำนวนนั้นคือการเวิร์กฟรอมโฮมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากพบว่า 7 วันที่ผ่านมายังไม่มีการเวิร์กฟรอมโฮมอย่างเต็มที่ สำหรับเอกชนนั้น เป็นการขอความร่วมมือและเชิญชวนให้ใช้วิธีเวิร์ก ฟรอมโฮมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยอมรับว่าถึงเอกชนไม่ทำก็ไม่ผิด ไปบังคับเขาไม่ได้ แต่เขาต้องเข้าใจว่าคนงานจะเดินทางมาทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะรถสาธารณะจะลดลง เนื่องจากมีการจำกัดจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการไม่เกินร้อยละ 50 ของความจุผู้โดยสารสำหรับยานพาหนะแต่ละประเภท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวว่า คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสามารถดำเนินการมาตรการที่แรงกว่าข้อกำหนดได้ แต่เบากว่าข้อกำหนดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดฉบับที่ 28 จะบังคับใช้เป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วัน หรือจนถึงวันที่ 2 ส.ค. แต่ก่อนจะถึงวันที่ 2 ส.ค. ระหว่างนั้นสามารถปรับให้เบาลงหรือเข้มข้นขึ้นได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เหมือนกับข้อกำหนดฉบับที่ 27 ที่เราประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ซึ่งยังไม่ครบ 14 วัน มีการยกระดับขึ้นอีก เพราะเห็นว่ามียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละหมื่นราย เสียชีวิตวันละเป็นร้อยราย &amp;nbsp;
ขณะเดียวกัน มีรายงานถึงการประชุมหารือแนวทางการสื่อสารภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่สำนักงาน กสทช. ซึ่งมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ผอ.ศปก.ศบค.) เป็นประธาน&amp;nbsp;
มีรายงานว่า นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ยอมรับต่อที่ประชุมว่าขณะนี้เป็นการแค่ชะลอไม่ใช้ตัวเลขติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีมาตรการที่เข้มขึ้น จะพบตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น จึงขอความร่วมมือทุกคนในการที่จะร่วมมือกันดูแลตัวเอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คาดว่าในอีก 2 สัปดาห์ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไม่ลดลง ดังนั้นจึงต้องเพิ่มมาตรการที่เข้มขึ้น เพื่อควบคุมการระบาด แต่หากแนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อยังสูงต่อเนื่อง ใน 2 เดือน ก็มีแนวโน้มจะใช้มาตรการคล้ายเมืองอู่ฮั่นของจีน คือล็อกดาวน์เมือง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด คือประชาชนอยู่แต่บ้าน งดการเดินทาง หรือถึงขั้นต้องส่งข้าวส่งน้ำตามบ้าน เป็นต้น&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110238</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเคอร์ฟิวต่อ 14 วัน, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สั่งล็อกดาวน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e8926a79feae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 10:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จาตุรนต์&#039; ช่วยไม่ได้! &#039;ก้าวหน้า&#039; พ่ายยับเลือกตั้งนายกอบจ.แปดริ้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (นายก อบจ.) อย่างไม่เป็นทางการ &amp;nbsp;ในส่วนของ &amp;quot;คณะก้าวหน้า&amp;quot; โดยเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจังหวัด ที่ทีมงาน &amp;quot;คณะก้าวหน้า&amp;quot; หมายมั่นปั้นมือว่าจะปักธงในพื้นที่นี้ให้ได้ โดยส่ง &amp;quot;จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ&amp;quot; ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.ฉะเชิงเทรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ยังได้รับแรงหนุนจากตระกูล &amp;quot;ฉายแสง&amp;quot; &amp;nbsp;โดยมี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตส.ส. และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ล่าสุดเช้าวันนี้ ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฎว่า ผู้สมัครหมายเลข 1 นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ จากกลุ่มแปดริ้วโฉมใหม่ อดีตนายกอบจ.ฉะเชิงเทรา 3 สมัยได้ 155,014 คะแนน &amp;nbsp;ขณะที่ จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ผู้สมัครหมายเลข 2 มาอันดับที่สอง ได้ 91,016 คะแนน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	ส.ส.เจี๊ยบ ก้าวไกล เผยผลเลือกตั้งท้องถิ่นในภาพรวม ทุกคนยังมีกำลังใจที่ดี
	เคลื่อนไหวแล้ว &amp;#39;คณะก้าวหน้า&amp;#39; นัดแถลงพ่ายยับเยินเลือกตั้งนายกอบจ.
	&amp;#39;แม้ว&amp;#39; ยังขลัง! ทวงคืนเก้าอี้นายกอบจ.เชียงใหม่
	แลนด์สไลด์ &amp;#39;คณะก้าวหน้า&amp;#39; ส่อชวดนายกอบจ. ไม่ได้แม้แต่จังหวัดเดียว!
	เพื่อไทยพ่าย! &amp;#39;สจ.นก&amp;#39;คว่ำ&amp;#39;น้องยิ้ม&amp;#39;นั่งนายกอบจ.เชียงราย&amp;nbsp;
	&amp;#39;บิ๊กแจ๊ด&amp;#39; โค่นแชมป์เก่า!เข้าวินนายกอบจ.ปทุมธานี
	&amp;#39;น้องขวัญ&amp;#39;ลูกครูแก้วซิวนายกอบจ.นครพนม โค่นแชมป์เก่า5หมื่นกว่าคะแนน


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87528</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ฉะเชิงเทรา, เลือกตั้งท้องถิ่น, เลือกตั้งนายกอบจ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201221/image_big_5fe019655fcea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2020 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2020 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนาธร&#039; ชวนประชาชนร่วมวางอิฐก้อน สร้างฐานสู่ประชาธิปไตย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ธ.ค.63 - &amp;nbsp;ที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา วานนี้ คณะก้าวหน้าฉะเชิงเทรา จัดเวทีปราศรัยใหญ่ นำโดย นายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ฉะเชิงเทรา &amp;nbsp;โดยมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ นางสาวพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ร่วมปราศรัยหาเสียงให้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธร ปราศรัยบนเวทีว่าเราไม่เคยเห็นการเปลี่ยนแปลง เราไม่เคยเห็นคุณภาพชีวิตในจังหวัดฉะเชิงเทราของเราดีขึ้น ฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่ในทางการพัฒนาเศรษฐกิจมีความใหญ่โตมากเป็นอันดับที่ 6 ของประเทศไทย แต่รายได้ครัวเรือนของชาวฉะเชิงเทราอยู่ที่เพียงเฉลี่ยเดือนละ 2.2 หมื่นบาทเท่านั้น ต่ำกว่าเฉลี่ยของประเทศที่ 2.6 หมื่นบาทเสียอีก ทั้งที่ขนาดเศรษฐกิจอันดับที่ 6 ของประเทศ แต่เรากลับมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ทั้งที่เรามีแม่น้ำบางปะกงเป็นแม่น้ำสายหลักของภาคตะวันออก แต่คนฉะเชิงเทรา 50% ยังเข้าไม่ถึงระบบน้ำประปาที่ดี ทั้งๆ ที่ฉะเชิงเทรามีโรงงานกำจัดขยะ แต่ขยะของจังหวัดฉะเชิงเทรายังไม่ได้รับการดูแลอย่างเป็นที่น่าพอใจ นี่คือความจริงที่น่าเจ็บปวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้น ผมและนายยศสิงห์ได้ทำงานกันอย่างหนัก ในการไปดูพื้นที่ต่างๆ รอบจังหวัดฉะเชิงเทรา จนออกมาเป็นนโยบายการคมนาคม ที่จะดึงศักยภาพของแม่น้ำบางปะกงออกมาใช้ มีศูนย์กลางที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร (วัดหลวงพ่อโสธร) ทำให้ทุกครัวเรือนมีน้ำประปาสะอาดให้ได้ภายใน 4 ปี ทำให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีทางการเกษตร เช่น โดรนพ่นยา และนโยบายอื่นๆอีกมากมาย&amp;quot; นายธนาธร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธร กล่าวอีกว่า เราต้องการประเทศที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ที่ไม่มีช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจนมหาศาลขนาดนี้ ที่คนตัวเล็กตัวน้อยไม่มีช่องทางทำมาหากิน ที่กฎหมายและคุกมีไว้ใช้กับเฉพาะคนจน หลายคนอยากไปร่วมต่อสู้กับขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่กำลังต่อสู้อยู่ทุกวันนี้ แต่หลายคนมีเงื่อนไขปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถออกไปสู้กับพวกเขาได้ แต่วันที่ 20 ธันวาคมนี้ คือช่องที่ถูกเปิดให้เราออกมาร่วมต่อสู้กับพวกเขาได้ เราไม่ได้มีรถถัง ไม่มีปืน ไม่มีกฎหมาย ไม่มีศาลที่อยู่ข้างเรา เรามีสิ่งเดียวคือบัตรเลือกตั้ง เราต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ เราต้องใช้มันเพื่อการเปลี่ยนแลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เราให้สัญญาได้สามอย่าง 1.เราจะต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ สู้กับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนทุกรูปแบบ 2.ไม่ซื้อสิทธิซื้อเสียง 3.ไม่ทุจริตคอรัปชั่น และเราจะทำให้ดูว่าเราสามารถทำให้ประชาธิปไตยกินได้ ทำให้การเมืองดี คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นได้ มาเริ่มทำที่การเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 20 ธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอให้ทุกคนเลือกตั้งอย่างมีความหวัง เชื่อว่าฉะเชิงเทราที่ดีกว่านี้ ประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตย เท่าเทียมเป็นธรรมเป็นไปได้ ไปเลือกตั้งด้วยความหวัง ว่าประเทศของเราจะดีกว่านี้ได้ อย่าเกรงกลัวต่อระบบอุปถัมภ์ ต่อการใช้อิทธิพล ผมทำคนเดียวไม่ได้ ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ทำคนเดียวไม่ได้ ส.อบจ.ของพวกเราก็ทำคนเดียวไม่ได้ จะเปลี่ยนแปลงจังหวัดฉะเชิงเทราให้ดีกว่านี้ได้ต้องอาศัยพลังของทุกคน อีก 10 กว่าวันจะถึงการเลือกตั้ง ถ้าท่านเห็นด้วยกับพวกเราช่วยพวกเราหน่อย ช่วยประชาสัมพันธ์ความฝันของเรา บอกคนรู้จักให้ไปเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่จังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ใน 42 จังหวัดที่พวกเราส่งคนไปแข่งขัน นี่คือวิธีเดียวที่เราจะสร้างประชาธิปไตยจากอิฐก้อนฐานได้ อนาคตฉะเชิงเทราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกท่านในวันที่ 20 ธันวาคม อนาคตประเทศไทย อนาคตประชาธิปไตยไทยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกท่านในวันที่ 20 ธันวาคม ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาสร้างการเมืองที่จะผลักดันไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยด้วยกัน&amp;rdquo; นายธนาธร กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86153</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะก้าวหน้า, ฉะเชิงเทรา, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ, เลือกตั้งนายกอบจ., แปดริ้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcd8ae74162c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
