<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวโซเชียลปลุกรัฐบาล  #ฉีดPfizerให้บุคลากรการแพทย์  จี้นำเข้าวัคซีน mRNA </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 2564 จากกรณีที่เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา มีเอกสารหลุดจากการประชุมเฉพาะกิจร่วม ระหว่าง คณะกรรมการด้านวิชาการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และคณะทํางานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน เมื่อ 30 มิถุนายน 2564 ณ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มีข้อสรุปแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์ที่คาดว่าจะนำเข้าสู่ประเทศไทยเดือน ก.ค. จำนวน 1.5 ล้านโดส ให้เน้นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง 7 โรคในพื้นที่ระบาดเท่านั้น และในเอกสารมีการปฏิเสธข้อเสนอให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์กระตุ้นภูมิเป็นเข็มที่ 3 ให้บุคลากรทางการแพทย์ &amp;nbsp;โดยมีบางส่วนกังวลว่า หากจัดสรรวัคซีน ไฟเซอร์ ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ &amp;nbsp;จะเท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆว่า วัคซีนซิโนแวคที่ฉีดนั้นไม่มีผลในการป้องกันโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าว พบว่า มีการจัดทำข้อเสนอแนวทางบริหารจัดการวัคซีน ว่าควรมุ่งเน้นไปที่บุคคลสามกลุ่ม คือ 1. บุคคลอายุ 12-18 ปี &amp;nbsp;2. กลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่ได้วัคซีน ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ 3. ให้บุคลากรด่านหน้ากระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 ซึ่งมติที่ประชุมออกมา มีข้อสรุปว่า วัคซีน ไฟเซอร์ ระยะแรก จำนวน 1.5 ล้านโดส เป็นวัคซีนเข็มที่ 1 ทั้งหมดแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป หรือหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง คือ กทม. และปริมณฑล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความคืบหน้า และ การชี้แจงใด ๆ ว่า เอกสาร ดังกล่าว นั้นเป็นของจริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้รัฐบาลนำวัคซีน mRNA เข้ามาให้บุคคลากรทางการแพทย์ด้วยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากเอกสารฉบับดังกล่าวทำให้ ในโลกโซเซียล มีการรณรงค์แฮชแท็ก #ฉีดPfizerให้บุคลากรการแพทย์ ตั้งแต่เมื่อค่ำคืนของวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา จนกระทั่งตอนเช้า แท็กนี้ก็ยังคงติดอยู่ในเทรนด์ ทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ซึ่งทั้งหมดก็ต้องการให้รัฐช่วยดูแลบุคลากรที่ทำงานหนักในด่านหน้า &amp;nbsp;รวมถึงมีการให้มีการนำเข้าวัคซีนด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถอ่าน &amp;nbsp;#ฉีดPfizerให้บุคลากรการแพทย์ &amp;nbsp;แฮชแท็กได้ที่นี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108631</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดPfizerให้บุคลากรการแพทย์, ชาวโซเชียล, นำเข้าวัคซีน mRNA</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c8052672a42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
