<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติดโควิดทรงตัว ‘ไฟเซอร์’มาเพิ่ม รอรับ1.5ล.โดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดผู้ติดเชื้อโควิดทรงตัวหมื่นต้นๆ เสียชีวิตลดลงเหลือ 73 ราย กทม.ยังเป็นแชมป์ระบาด ปูพรมฉีดวัคซีนนักเรียนแล้ว 1.5 แสนคน สัปดาห์หน้าไฟเซอร์เข้ามาอีก 1.5 ล้านโดส อังกฤษถอดไทยจากบัญชีสีแดง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10,630 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 10,554 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 9,881 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 673 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 67 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 9 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,700,067 ราย ผู้รักษาหายป่วยเพิ่ม 10,542 ราย ยอดรวมหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,572,332 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 110,128 ราย อาการหนัก 2,967 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ &amp;nbsp;677 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 73 ราย เป็นชาย 44 ราย หญิง 29 ราย เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 54 ราย มีโรคเรื้อรัง 12 ราย เสียชีวิตมากที่สุดใน กทม. 12 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 17,607 ราย ส่วนยอดฉีดวัคซีนวันที่ 8 ต.ค. 1,010,072 โดส ยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่ 28 ก.พ.64 จำนวน 59,308,772 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 237,995,075 ราย เสียชีวิตสะสม 4,857,370 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 1,280 ราย, ยะลา 650 ราย, สมุทรปราการ 519 ราย, สงขลา 504 ราย, ชลบุรี 488 ราย, &amp;nbsp;นราธิวาส 470 ราย, ปัตตานี 413 ราย, &amp;nbsp;ระยอง 359 ราย, ราชบุรี 348 ราย และจันทบุรี 315 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการดำเนินการรัฐบาลเริ่มเดินหน้าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเดือนตุลาคม 2564 ให้แก่นักเรียน นักศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่มีอายุ 12-18 ปีทุกคนผ่านสถาบันการศึกษาว่า ขณะนี้มีผู้แจ้งความประสงค์เข้ารับการฉีดแล้วประมาณ 3.8 ล้านคน จากตัวเลขกลุ่มเป้าหมายมีอยู่ประมาณ 5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 71 และคาดว่ามีตัวเลขผู้แจ้งความประสงค์ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. มีนักเรียนที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้วประมาณ 150,190 ราย ร้อยละ 3.3 และฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้วประมาณ 1,825 ราย กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขจะเดินหน้าฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่เด็ก/นักเรียนอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีที่มีกระแสข่าวผ่านสื่อต่างๆ และทางโซเชียลสื่อออนไลน์ เช่น ในแพลตฟอร์ม TikTok เด็กบางกลุ่มได้ออกมาแสดงความกังวลต่อผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ขอให้ความเชื่อมั่นว่า ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่รัฐบาลนำมาฉีดให้กับเด็กนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง ได้มาตรฐานระดับสากลและทั่วโลกยอมรับ โดยได้ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติรับรองคุณภาพเรียบร้อยแล้วทั้งจากองค์การอนามัยโลก (WHO), องค์การอาหารและยาสหรัฐ หรือเอฟดีเอ (FDA) รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขของไทยด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้การฉีดวัคซีนไฟเซอร์จะมีผลข้างเคียงในลักษณะต่างๆ อยู่บ้าง ทั้งผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หนาวสั่น รวมถึงผลข้างเคียงที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แต่จากข้อมูลของคณะอนุกรรมการด้านโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับโลกด้านความปลอดภัยของวัคซีนประจำองค์การอนามัยโลก (GACVS) ระบุว่า วัคซีนชนิด mRNA มีประโยชน์ในการป้องกันโรคโควิด-19 มากกว่าความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และลดการเสียชีวิตจาก COVID-19 ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกรัฐบาลเผยว่า หลายประเทศได้เดินหน้าฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่เด็กไปก่อนหน้านี้แล้ว อาทิ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สเปน นอร์เวย์ เป็นต้น ทางบริษัท ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ยังได้ยื่นคำขอต่อองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อให้อนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด-19 กับเด็กอายุระหว่าง 5-11 ขวบ เป็นการฉุกเฉิน หากผ่านการรับรองของ FDA คาดจะสามารถใช้ได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การฉีดวัคซีนให้แก่เด็กนักเรียนมีความสำคัญมาก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของสังคมให้เข้มแข็งมากขึ้น และให้เด็กได้กลับไปเรียนในรูปแบบปกติโดยเร็ว พร้อมเตรียมรับการเปิดภาคเรียนเดือนพฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ยังพิจารณาให้มีการตรวจ ATK (Antigen Test Kit) แบบสุ่มตัวอย่างประมาณ 10-15% ของจำนวนนักเรียนในทุกๆ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักเรียนในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังกำชับให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ข้อมูลสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประสิทธิภาพและอักตราการเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีน เพื่อให้นักเรียนคลายความกังวลจากผลที่เกิดขึ้นด้วย&amp;rdquo; น.ส.รัชดากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเผยว่า วัคซีนไฟเซอร์ที่ซื้อ 30 ล้านโดส จะทยอยส่งครั้งละ 1.5-2 ล้านโดส ล็อตแรกถึงเมื่อ 29 กันยายน 64 ได้นำไปฉีดให้นักเรียนแล้ว และสัปดาห์หน้าจะมาอีก 1.5 ล้านโดส ยืนยันมีเพียงพอสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าที่ผู้ปกครองแจ้งความประสงค์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สหราชอาณาจักรปรับหรือลดจำนวนประเทศหรือดินแดนที่อยู่ใน &amp;ldquo;บัญชีสีแดง&amp;rdquo; หมายถึงประเทศและดินแดนที่มีความเสี่ยงสูงในการเดินทางไปเยือน ลดลงจาก 54 ประเทศ เหลือ 7 ประเทศ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกปลดออกจากบัญชีแดง จะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 04.00 น. ของวันที่ 11 ต.ค.64 ตามเวลาสหราชอาณาจักร.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119261</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม.ยังเป็นแชมป์ระบาด, ฉีดวัคซีนนักเรียนแล้ว 1.5 แสนคน, ติดโควิดทรงตัว, รอรับ1.5ล.โดส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ‘ไฟเซอร์’มาเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211009/image_big_6160e77e04df0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
