<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติดเชื้อใหม่เฉียดหมื่น นายกฯสั่งสกัดโควิดในเรือนจำระบาด15แหง่ รวม10,384ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ไทยติดเชื้อใหม่พุ่งทุบสถิติเฉียดหมื่น! รั้งอันดับ 92 ของโลก นายกฯ สั่ง ยธ.-สธ.เข้มมาตรการสกัดโควิดในเรือนจำ ศบค.พบ 25 เขตระบาดมากเพิ่มเร็ว ห่วงคลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้างหลักสี่ &amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; เผยโควิดระบาดคุก 15 แห่ง ผู้ต้องขังติดแล้วรวม 10,384 คน วางกฎเข้ม 10 ข้อ ปัดเด้งอธิบดีราชทัณฑ์-ผบ.เรือนจำเชียงใหม่ แค่คาดโทษย้ำห้ามปิดข้อมูล ขอ &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; เร่งฉีดวัคซีนนักโทษทุกคน คุกเชียงใหม่ยันคุมอยู่ 28 พ.ค.คืนพื้นที่ปลอดภัย &amp;quot;ในหลวง&amp;quot; พระราชทานเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่พร้อมระบบ Ai แก่เรือนจำเชียงใหม่ช่วยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม เวลา 12.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp; 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,635 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,773 ราย ติดเชื้อจากเรือนจำ 6,853 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 9 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 111,082 ราย หายป่วยสะสม 67,200 ราย อยู่ระหว่างรักษา 43,268 ราย อาการหนัก 1,226 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 400 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 25 ราย&amp;nbsp; อยู่ใน กทม. 18 ราย สุพรรณบุรี, สุโขทัย, สมุทรสาคร,&amp;nbsp; สมุทรปราการ, นนทบุรี, นครสวรรค์, ชัยนาท จังหวัดละ 1&amp;nbsp; ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง เบาหวาน&amp;nbsp; หลอดเลือดสมอง โรคไต ไขมันในเลือดสูง หัวใจ ภาวะอ้วน&amp;nbsp; ปอดเรื้อรัง มะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงติดจากคนในครอบครัว เดินทางไปสถานที่ระบาด สถานที่แออัด อาชีพเสี่ยง ขับรถรับจ้าง ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 614 ราย ส่วนสถานการณ์โลก ไทยอยู่อันดับ 92 ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 163,691,053 ราย เสียชีวิตสะสม 3,392,588 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศจำนวน&amp;nbsp; 9 ราย ในจำนวนนี้มี 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 60 ปี อาชีพรับจ้าง ลักลอบเข้ามาจากกัมพูชาผ่านช่องทางธรรมชาติ ยืนยันว่าเราจะคุมเข้มชายแดนเต็มที่ หากเป็นคนไทยไม่ต้องลักลอบเข้ามา ขอให้เข้ามาช่องทางปกติ เราพร้อมดูแลอย่างดี ขอให้แสดงตัว โดยตัวเลขเมื่อวันที่ 16&amp;nbsp; พ.ค. พบว่ามีผู้ลักลอบเข้ามารวมทั้งสิ้นถึง 87 ราย นอกจากนี้ในส่วนของเรือนจำ ขณะนี้มีการตรวจเชื้อในเรือนจำและสถานที่ต้องขัง 8 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 24,357 ราย&amp;nbsp; พบติดเชื้อ 10,748 ราย รอรายงานผล 2,235 ราย โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการโดยตรงให้กระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงสาธารณสุขจับมือดูแลอย่างใกล้ชิด ให้มีมาตรการเข้มข้นที่จะต้องดูแลผู้ต้องขังหลายแสนคน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 5 จังหวัดที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม.&amp;nbsp; 1,843 ราย สมุทรปราการ 155 ราย ปทุมธานี 146 ราย&amp;nbsp; นนทบุรี 129 ราย สมุทรสาคร 53 ราย โดย กทม.และปริมณฑลมีผู้ติดเชื้อรวมกัน 2,362 ราย ส่วนจังหวัดอื่นๆ&amp;nbsp; 411 ราย อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมศูนย์บูรณาการการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ได้พุ่งเป้าไปที่พื้นที่ กทม. โดยสำนักอนามัยได้รายงานว่า กทม.ชั้นใน ได้แก่ เขตหลักสี่, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, คลองเตย,&amp;nbsp; ราชเทวี และห้วยขวางมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ทั้งนี้ มีการเปรียบเทียบความเร็วและขนาดการแพร่ระบาด แยกรายเขตและที่อยู่เป็น 4 กลุ่ม คือ ปริมาณการระบาดไม่มากแต่เพิ่มเร็ว 17 เขต, ปริมาณการระบาดไม่มากและเพิ่มช้า เฝ้าระวังตามระบบ 2 เขต, ปริมาณการระบาดมากและเพิ่มเร็ว&amp;nbsp; 25 เขต, การระบาดมากแต่เพิ่มช้า 6 เขต และมีทั้งหมด&amp;nbsp; 28 คลัสเตอร์ กระจายอยู่ใน 19 เขต ซึ่งคลัสเตอร์ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นต่อวันของผู้ติดเชื้อสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่&amp;nbsp; แคมป์ก่อสร้างเขตหลักสี่, แฟลตดินแดงเขตดินแดง, ตลาดห้วยขวางเขตดินแดง คลองถมเซ็นเตอร์และวงเวียน 22 เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และแคมป์คนงานก่อสร้างเขตวัฒนา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ข้อมูล ณ วันที่ 15 พ.ค. มีการตรวจค้นหาเชิงรุกใน กทม.ไป 6 จุด จำนวน 5,642 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบเชื้อ 371 ราย หรือร้อยละ 6.58 ในที่ประชุมยังได้หยิบกรณีแคมป์คนงานก่อสร้างเขตหลักสี่มาหารือ ขณะนี้ตรวจหาเชื้อไป 1,667 ราย พบติดเชื้อ 885 ราย ในที่ประชุมมีความกังวลเพราะพื้นที่ก่อสร้างดังกล่าวยังมีบริษัทที่เป็นซับคอนแทรกต์อีก 11 บริษัท และแคมป์อื่นๆ ของบริษัทอื่นๆ ในเขตดังกล่าวอีก 8 แคมป์ เขตหลักสี่จึงออกมาตรการควบคุมโรคและติดตามบริษัทซับคอนแทร็กต์ 11&amp;nbsp; บริษัทและสถานที่ก่อสร้าง 2 แห่ง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีชุมชนรอบข้างที่ติดเชื้ออีก 6 ชุมชน&amp;nbsp; ได้แก่ ชุมชนแฟลตตำรวจอิสระ, ชุมชนอยู่แล้วรวย, ชุมชนแฟลตตำรวจส่วนกลาง, ชุมชนกองบัญชาการศึกษา,&amp;nbsp; ชุมชนคนรักษ์ถิ่น และชุมชนเปรมสุขสันต์ โดยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ&amp;nbsp; (สมช.) ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค. ได้มีการพูดคุยเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล เน้นย้ำไปที่ผู้นำชุมชนต้องช่วยให้คนในชุมชนมาช่วยกันดูแลความสะอาดและสุขอนามัยส่วนบุคคลได้
ปรับทีมโต้เฟกนิวส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมทีมที่ปรึกษานายกฯ หารือที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ถึงกรณีตัวเลขระบาดในเรือนจำที่สูงมาก ซึ่งก่อนหน้านี้นายกฯ สั่งกำชับให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการควบคุมและรักษาผู้ติดโควิด-19&amp;nbsp; ให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งเร่งคัดกรองเชิงรุกหาผู้ติดเชื้อให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานงานว่า ในการหารือครั้งนี้คณะแพทย์และที่ปรึกษานายกฯ แสดงความความกังวลในเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในสถานการณ์โควิด-19 ช่วงนี้ โดยเสนอให้มีการสื่อสารที่รวดเร็วและสร้างความเข้าใจกับประชาชนมากที่สุด เช่น การชี้แจงข่าวปลอมอย่างรวดเร็ว รวมทั้งวางแนวทางทีมยุทธศาสตร์สื่อสารของรัฐบาลใหม่ โดยมี&amp;nbsp; ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา&amp;nbsp; คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค) นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยงานให้การสื่อสารเป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครได้หารือถึงสถานการณ์การระบาดใน กทม. โดยพบการระบาด 27 คลัสเตอร์ ใน 17 เขต อยู่ระหว่างดำเนินการควบคุมโรค 20 คลัสเตอร์ และสามารถควบคุมได้แล้ว 7 คลัสเตอร์ โดยเขตที่พบผู้ติดเชื้อสูงสุด&amp;nbsp; 10 อันดับแรก คือ&amp;nbsp; ดินแดง ห้วยขวาง บางเขน จตุจักร ลาดพร้าว บางแค คลองเตย วังทองหลาง วัฒนา บางกะปิ&amp;nbsp; นอกจากนี้เห็นควรให้ปิดตลาดคลองเตยต่อไปจนถึงวันที่&amp;nbsp; 31 พ.ค. และเห็นชอบให้ 50 สำนักงานเขตสำรวจจำนวนคนงานก่อสร้างในแคมป์ให้เป็นปัจจุบัน พร้อมให้คำแนะนำในการปฏิบัติตน นอกจากนี้จะมีการจัดประชุมผู้ประกอบการก่อสร้างในพื้นที่ กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ที่มีนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองประธาน คสช.เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบแนวทางตัดวงจรโควิดระบาดในชุมชน ด้วยการขยายการจัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์พักคอยใกล้บ้านใกล้ใจ&amp;rdquo; ออกไปยังชุมชนแออัดทุกพื้นที่ใน กทม. ปริมณฑลและทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นสถานที่พักพิงรอการส่งตัวเข้ารักษา และพักฟื้นรับการส่งตัวกลับจากโรงพยาบาล รวมทั้งฟื้นฟูสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ สังคม ให้ผู้ติดเชื้อโควิดในชุมชน ซึ่งนำร่องแห่งแรกที่วัดสะพานในชุมชนแออัดคลองเตย ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมราชทัณฑ์ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แถลงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังอยู่กว่า 3 แสนคน และมีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานกว่า 1.3 หมื่นคน ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาด กรมราชทัณฑ์ได้ใช้นโยบายในการสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาวะการติดเชื้อในเรือนจำ โดยสั่งห้ามเข้าออก, กักตัวผู้ต้องขังใหม่ กลับมาจากการรักษา หรือกลับมาจากไปศาล 14 วัน ก่อนจะปล่อยกลับเข้าแดนปกติ&amp;nbsp; โดยจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด 2 ครั้ง หากพบเชื้อจะได้พาไปรักษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรือนจำทั่วประเทศที่มีทั้งหมด 143 แห่งนั้น&amp;nbsp; เป็นสถานที่ปิด ไม่มีคนเข้าออก น่าจะควบคุมโรคได้ง่าย&amp;nbsp; แต่แท้จริงแล้วมีเจ้าหน้าที่ต้องควบคุมผู้ต้องขังไปรักษา หรือขึ้นศาลบ้าง ขณะที่สภาพภายในเรือนจำค่อนข้างคับแคบ มีปริมาณนักโทษจำนวนมาก เกือบจะเข้าสู่ภาวะนักโทษล้นคุก ดังนั้นในเรื่องของสุขภาพอนามัยและการป้องกันโรคติดต่อต่างๆ จึงทำได้อย่างจำกัด แต่ยืนยันว่าจะดูแลผู้ต้องขังที่อยู่ในความดูแลอย่างดีที่สุด
นักโทษหมื่นคนติดโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวถึงสาเหตุที่มีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อแบบก้าวกระโดดว่า เนื่องจากเมื่อพบเชื้อแล้วได้มีการตรวจหาเชิงรุกตามแนวทางการสอบสวนโรค&amp;nbsp; และจากรายงานพบว่ามีเรือนจำประมาณ 15 แห่งทั่วประเทศที่พบผู้ต้องขังป่วยโควิด โดยมี 8 เรือนจำใน กทม.และปริมณฑลที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษซึ่งกำลังแก้ไข ส่วนที่เหลือเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ส่วนเจ้าหน้าที่มีติดเชื้อ 33 ราย&amp;nbsp; เหลือที่ยังไม่หาย 17 ราย นอกจากนี้ราชทัณฑ์ได้ประสานงานกับศาลด้วย ซึ่งศาลเข้าใจและอำนวยประโยชน์ทุกทาง&amp;nbsp; ตนต้องขอขอบคุณประธานศาลฎีกาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้ประชาชนอย่าได้กังวลใจ หลังการติดเชื้อในเรือนจำที่มีอัตราการติดเชื้อมากกว่าภายนอกหลายเท่า&amp;nbsp; เพราะเราอยู่กันอย่างแออัด ซึ่งเราจะได้ปูพรมในการตรวจหาเชื้อ คาดว่าอาจจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอีก แต่อยากให้มั่นใจว่าผู้ที่ติดเชื้อจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี&amp;quot; นายอายุตม์กล่าวและว่า ได้มีการจัดตั้งศูนย์ที่เป็นส่วนกลางขึ้นมาในการติดตามตัวเลขผู้ต้องขังที่ติดเชื้อและรักษาหายแล้ว พร้อมสั่งให้เรือนจำทั่วประเทศจัดเจลแอลกอฮอล์ สบู่ฆ่าเชื้อโรคไว้ให้ผู้ต้องขัง ที่สำคัญคือผู้บัญชาการเรือนจำจะต้องบริหารงานให้ดีที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ ได้มีการสั่งให้สวอบตรวจหาเชื้อ 100% ทุก 7 วัน ขณะที่ในเรือนจำที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อนั้น ให้ประสานสาธารณสุขจังหวัดในการเข้าตรวจหาเชื้อทั้งหมดต่อไป ในส่วนของวัคซีนจะได้ทำการฉีดในเจ้าหน้าที่กว่าหมื่นคน พร้อมขอสนับสนุนเพิ่มเติมจากกรมควบคุมโรค ซึ่งจะฉีดให้ผู้ต้องขังครบทุกคนต่อไป พร้อมยืนยันว่าไม่มีการปกปิดตัวเลขผู้ติดเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม แถลงว่า&amp;nbsp; โควิด-19 เข้าไปอยู่ในเรือนจำมากมาย ทั้ง กทม.และต่างจังหวัด รวมตัวเลขแล้วผู้ต้องขังติดเชื้อ 10,384 คน เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจอย่างเต็มที่ อะไรที่หย่อนยานต้องเร่งปรับปรุง ตอนนี้มีมาตรการ 10 ข้อ คือ 1.ให้แถลงจำนวนผู้ต้องขังที่ได้ตรวจเชิงรุกไปแล้วมีจำนวนเท่าไร 2.ตรวจเชิงรุกให้ครบทุกเรือนจำ ทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่เรือนจำ และเจ้าหน้าที่ส่วนกลางทุกคน รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของกรมราชทัณฑ์ 55,000 คน 3.ในส่วนของที่มาของเชื้อให้เร่งสืบข้อเท็จจริงและสาเหตุการติดเชื้อครั้งนี้ และถ้าได้ความแน่ชัดจะแจ้งให้ทราบโดยไม่ปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น&amp;nbsp; 4.การรักษาและการเฝ้าดูอาการคนไข้จะทำตลอดเวลาไม่มีวันหยุด 5.ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาวิธีการรักษาที่เร็วและได้ผลดีที่สุด โดยใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ รวมทั้งการใช้สมุนไพรไทย เช่น ฟ้าทะลายโจรเข้าช่วยรักษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ผู้ต้องขังต้องอยู่ในเรือนจำไปไหนไม่ได้ 100%&amp;nbsp; เป็นอุปสรรคอย่างมหาศาลในการแก้ไข้ปัญหา 7.มีความจำเป็นที่ต้องเอาผู้ต้องขังและผู้คุมที่ไม่ติดเชื้อรับการฉีดวัคซีนอย่างเร่งด่วน 8.จะมีการติดประกาศหน้าเรือนจำทุกแห่งในประเทศไทย เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีผู้ต้องขังติดเชื้อกี่คนและไม่ติดเชื้อกี่คน หายแล้วกี่คน จะมีการแจ้งเช่นนี้เป็นระยะๆ&amp;nbsp; อย่างน้อยที่สุดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; 9.ผู้บัญชาการเรือนจำทุกคนจะทำรายชื่อผู้ติดเชื้อ และปรับปรุงเป็นรายวันเพื่อให้ญาติผู้ต้องขังทุกคนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่ 08.00-18.00 น. 10.จะรีบเร่งวางแผนรับมือการระบาดครั้งนี้ และครั้งหน้าที่จะมีมาได้ทุกเมื่อ โดยจะรีบเร่งประชุมพิจารณาในเรื่องของบุคลากรที่ต้องเพิ่ม นอกจากนี้ กระทรวงจะพิจารณานโยบายการพักโทษในรูปแบบพิเศษ เช่น การติดกำไล EM ให้ละเอียดรอบคอบ
คาดโทษอธิบดี-ผบ.คุกเชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเราใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ รักษา 10,000 คน หัวหนึ่ง&amp;nbsp; 5,000 บาท จะใช้เงินถึง 50 ล้านบาท แต่หากใช้วัคซีนกับผู้ต้องขัง 300,000 คน หัวละ 1,000 บาท จะใช้ 300 ล้านบาท จะหยุดเชื้อในเรือนจำได้ทั้งหมด ผมจะเสนอไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข&amp;nbsp; ดำเนินการให้เรียบร้อย ซึ่งหวังว่าทางนายอนุทินจะเข้าใจและเร่งดำเนินการให้ ส่วนสถานการณ์ที่ จ.เชียงใหม่ ได้ใช้บับเบิลแอนด์ซีลควบคุมในเรือนจำ โดยมีการร่วมมือกับส่วนราชการต่างๆ ในจังหวัด ในเรื่องตัวเลขต้องแจกแจงให้ชัด เราไม่ได้ปิดบังหรือปกปิด แต่หากไม่สามารถทำให้ถูกต้องได้ต้องมีคนรับผิดชอบ เราจะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้&amp;quot; รมว.ยุติธรรมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีมีกระแสข่าวการสั่งย้ายอธิบดีกรมราชทัณฑ์&amp;nbsp; รวมถึงนายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่นั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ไม่ได้สั่งย้ายใครใดๆ ทั้งสิ้นในขณะนี้ มีเพียงการคาดโทษไว้ และเร่งให้ทำงานแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19 อย่างเร็วที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งที่เชียงใหม่ รวมทั้งผู้บัญชาการเรือนจำทุกคน ซึ่งได้คุยกับนายสุรศักดิ์แล้ว แม้ว่าการควบคุมโรคใน จ.เชียงใหม่ ไม่ใช่หน้าที่ของเขาโดยตรง ขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เขาจะต้องรู้เรื่องในบ้านด้วย ซึ่งหากชี้แจงไม่ได้ตรงนี้คงต้องมีบทลงโทษกันบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; พร้อมด้วย พล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี รองแม่ทัพภาคที่ 3&amp;nbsp; พล.ต.วุฒิไชย อิศระ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก? ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ด้านการแพทย์ภายในเรือนจำกลางเชียงใหม่ นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ นายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงการดำเนินงานเกี่ยวกับโรงพยาบาลสนามในเรือนจำกลางเชียงใหม่ และยืนยันข้อกังวลใจหลังมีข่าวยอดติดเชื้อ?พุ่งสูงกว่า? 3,900 ราย?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายเจริญฤทธิ์กล่าวว่า ได้นำระบบบับเบิลแอนด์ซีลมาใช้บริหารจัดการในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. ซึ่งมีกำหนดเวลาดำเนินการ 28 วัน การดูแลจะคล้ายการล็อกดาวน์ในทุกห้องทุกแดน และค้นหาผู้มีอาการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสนามเรือนจำกลางเชียงใหม่ พร้อมตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคในทุก 14 วัน ทั้งนี้คาดว่าในรอบสุดท้ายจะมีผู้ต้องขังที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเพียง 10% ซึ่งจะมีการคัดกรอง?ตรวจสุุขภา?พทั้งหมดและจะสามารถส่งคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เรือนจำกลางได้ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ ขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ ไม่มีข้อกังวลการแพร่ระบาดสู่ภายนอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จตุชัยกล่าวว่า จนถึงขณะนี้มีผู้ต้องขังที่อาการหนักถูกส่งตัวออกมารักษาภายนอกที่ รพ.เพียงแค่ 6 ราย เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.วุฒิไชยเปิดเผยว่า ตัวเลขล่าสุดในขณะนี้มีผู้ต้องขัง 6,311 คน ติดเชื้อโควิดแล้ว 3,793 คน หรือคิดเป็น&amp;nbsp; 60% ของผู้ต้องขังทั้งหมด ยังคงเหลือผู้ต้องขังที่ไม่ติดเชื้ออีก 923 คน รวมทั้งมีผู้ต้องขังเข้าใหม่ 172 คน โดยที่ผ่านมาเรือนจำใช้การรักษาผู้ติดเชื้อด้วยการให้ยาสมุนไพรรับประทาน เช่น ฟ้าทะลายโจร, กระชายขาว จนผู้ป่วยกว่า&amp;nbsp; 3,000 คนมีสุขภาพ?ที่ดีขึ้นมาก คาดว่าสถานการณ์จะกลับมาสู่ปกติได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ เผยแพร่ภาพและข้อความว่า &amp;quot;เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่ พร้อมระบบ Ai แก่เรือนจำกลางเชียงใหม่ ในโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยมีนายสุรศักด์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่ เข้ารับพระราชทานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญในการให้ความช่วยเหลือพสกนิกรทุกหมู่เหล่า รวมทั้งผู้ต้องขังให้มีสุขภาพอนามัยที่ดีและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงยังสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ จะได้นำไปตรวจรักษาแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ ฯ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp; หรือโควิด-19 ในขณะนี้&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103253</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้าง, ฉีดวัคซีน, ฉีดวัคซีนนักโทษ, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, ทุบสถิติ, มาตรการสกัดโควิดในเรือนจำ, วัคซีนโควิด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a281e0ecd5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 22:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติดเชื้อใหม่เฉียดหมื่น นายกฯสั่งสกัดโควิดในเรือนจำระบาด15แหง่ รวม10,384ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ไทยติดเชื้อใหม่พุ่งทุบสถิติเฉียดหมื่น! รั้งอันดับ 92 ของโลก นายกฯ สั่ง ยธ.-สธ.เข้มมาตรการสกัดโควิดในเรือนจำ ศบค.พบ 25 เขตระบาดมากเพิ่มเร็ว ห่วงคลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้างหลักสี่ &amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; เผยโควิดระบาดคุก 15 แห่ง ผู้ต้องขังติดแล้วรวม 10,384 คน วางกฎเข้ม 10 ข้อ ปัดเด้งอธิบดีราชทัณฑ์-ผบ.เรือนจำเชียงใหม่ แค่คาดโทษย้ำห้ามปิดข้อมูล ขอ &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; เร่งฉีดวัคซีนนักโทษทุกคน คุกเชียงใหม่ยันคุมอยู่ 28 พ.ค.คืนพื้นที่ปลอดภัย &amp;quot;ในหลวง&amp;quot; พระราชทานเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่พร้อมระบบ Ai แก่เรือนจำเชียงใหม่ช่วยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม เวลา 12.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp; 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,635 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,773 ราย ติดเชื้อจากเรือนจำ 6,853 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 9 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 111,082 ราย หายป่วยสะสม 67,200 ราย อยู่ระหว่างรักษา 43,268 ราย อาการหนัก 1,226 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 400 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 25 ราย&amp;nbsp; อยู่ใน กทม. 18 ราย สุพรรณบุรี, สุโขทัย, สมุทรสาคร,&amp;nbsp; สมุทรปราการ, นนทบุรี, นครสวรรค์, ชัยนาท จังหวัดละ 1&amp;nbsp; ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง เบาหวาน&amp;nbsp; หลอดเลือดสมอง โรคไต ไขมันในเลือดสูง หัวใจ ภาวะอ้วน&amp;nbsp; ปอดเรื้อรัง มะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงติดจากคนในครอบครัว เดินทางไปสถานที่ระบาด สถานที่แออัด อาชีพเสี่ยง ขับรถรับจ้าง ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 614 ราย ส่วนสถานการณ์โลก ไทยอยู่อันดับ 92 ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 163,691,053 ราย เสียชีวิตสะสม 3,392,588 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศจำนวน&amp;nbsp; 9 ราย ในจำนวนนี้มี 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 60 ปี อาชีพรับจ้าง ลักลอบเข้ามาจากกัมพูชาผ่านช่องทางธรรมชาติ ยืนยันว่าเราจะคุมเข้มชายแดนเต็มที่ หากเป็นคนไทยไม่ต้องลักลอบเข้ามา ขอให้เข้ามาช่องทางปกติ เราพร้อมดูแลอย่างดี ขอให้แสดงตัว โดยตัวเลขเมื่อวันที่ 16&amp;nbsp; พ.ค. พบว่ามีผู้ลักลอบเข้ามารวมทั้งสิ้นถึง 87 ราย นอกจากนี้ในส่วนของเรือนจำ ขณะนี้มีการตรวจเชื้อในเรือนจำและสถานที่ต้องขัง 8 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 24,357 ราย&amp;nbsp; พบติดเชื้อ 10,748 ราย รอรายงานผล 2,235 ราย โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการโดยตรงให้กระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงสาธารณสุขจับมือดูแลอย่างใกล้ชิด ให้มีมาตรการเข้มข้นที่จะต้องดูแลผู้ต้องขังหลายแสนคน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 5 จังหวัดที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม.&amp;nbsp; 1,843 ราย สมุทรปราการ 155 ราย ปทุมธานี 146 ราย&amp;nbsp; นนทบุรี 129 ราย สมุทรสาคร 53 ราย โดย กทม.และปริมณฑลมีผู้ติดเชื้อรวมกัน 2,362 ราย ส่วนจังหวัดอื่นๆ&amp;nbsp; 411 ราย อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมศูนย์บูรณาการการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ได้พุ่งเป้าไปที่พื้นที่ กทม. โดยสำนักอนามัยได้รายงานว่า กทม.ชั้นใน ได้แก่ เขตหลักสี่, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, คลองเตย,&amp;nbsp; ราชเทวี และห้วยขวางมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ทั้งนี้ มีการเปรียบเทียบความเร็วและขนาดการแพร่ระบาด แยกรายเขตและที่อยู่เป็น 4 กลุ่ม คือ ปริมาณการระบาดไม่มากแต่เพิ่มเร็ว 17 เขต, ปริมาณการระบาดไม่มากและเพิ่มช้า เฝ้าระวังตามระบบ 2 เขต, ปริมาณการระบาดมากและเพิ่มเร็ว&amp;nbsp; 25 เขต, การระบาดมากแต่เพิ่มช้า 6 เขต และมีทั้งหมด&amp;nbsp; 28 คลัสเตอร์ กระจายอยู่ใน 19 เขต ซึ่งคลัสเตอร์ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นต่อวันของผู้ติดเชื้อสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่&amp;nbsp; แคมป์ก่อสร้างเขตหลักสี่, แฟลตดินแดงเขตดินแดง, ตลาดห้วยขวางเขตดินแดง คลองถมเซ็นเตอร์และวงเวียน 22 เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และแคมป์คนงานก่อสร้างเขตวัฒนา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ข้อมูล ณ วันที่ 15 พ.ค. มีการตรวจค้นหาเชิงรุกใน กทม.ไป 6 จุด จำนวน 5,642 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบเชื้อ 371 ราย หรือร้อยละ 6.58 ในที่ประชุมยังได้หยิบกรณีแคมป์คนงานก่อสร้างเขตหลักสี่มาหารือ ขณะนี้ตรวจหาเชื้อไป 1,667 ราย พบติดเชื้อ 885 ราย ในที่ประชุมมีความกังวลเพราะพื้นที่ก่อสร้างดังกล่าวยังมีบริษัทที่เป็นซับคอนแทรกต์อีก 11 บริษัท และแคมป์อื่นๆ ของบริษัทอื่นๆ ในเขตดังกล่าวอีก 8 แคมป์ เขตหลักสี่จึงออกมาตรการควบคุมโรคและติดตามบริษัทซับคอนแทร็กต์ 11&amp;nbsp; บริษัทและสถานที่ก่อสร้าง 2 แห่ง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีชุมชนรอบข้างที่ติดเชื้ออีก 6 ชุมชน&amp;nbsp; ได้แก่ ชุมชนแฟลตตำรวจอิสระ, ชุมชนอยู่แล้วรวย, ชุมชนแฟลตตำรวจส่วนกลาง, ชุมชนกองบัญชาการศึกษา,&amp;nbsp; ชุมชนคนรักษ์ถิ่น และชุมชนเปรมสุขสันต์ โดยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ&amp;nbsp; (สมช.) ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค. ได้มีการพูดคุยเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล เน้นย้ำไปที่ผู้นำชุมชนต้องช่วยให้คนในชุมชนมาช่วยกันดูแลความสะอาดและสุขอนามัยส่วนบุคคลได้
ปรับทีมโต้เฟกนิวส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมทีมที่ปรึกษานายกฯ หารือที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ถึงกรณีตัวเลขระบาดในเรือนจำที่สูงมาก ซึ่งก่อนหน้านี้นายกฯ สั่งกำชับให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการควบคุมและรักษาผู้ติดโควิด-19&amp;nbsp; ให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งเร่งคัดกรองเชิงรุกหาผู้ติดเชื้อให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานงานว่า ในการหารือครั้งนี้คณะแพทย์และที่ปรึกษานายกฯ แสดงความความกังวลในเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในสถานการณ์โควิด-19 ช่วงนี้ โดยเสนอให้มีการสื่อสารที่รวดเร็วและสร้างความเข้าใจกับประชาชนมากที่สุด เช่น การชี้แจงข่าวปลอมอย่างรวดเร็ว รวมทั้งวางแนวทางทีมยุทธศาสตร์สื่อสารของรัฐบาลใหม่ โดยมี&amp;nbsp; ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา&amp;nbsp; คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค) นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยงานให้การสื่อสารเป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครได้หารือถึงสถานการณ์การระบาดใน กทม. โดยพบการระบาด 27 คลัสเตอร์ ใน 17 เขต อยู่ระหว่างดำเนินการควบคุมโรค 20 คลัสเตอร์ และสามารถควบคุมได้แล้ว 7 คลัสเตอร์ โดยเขตที่พบผู้ติดเชื้อสูงสุด&amp;nbsp; 10 อันดับแรก คือ&amp;nbsp; ดินแดง ห้วยขวาง บางเขน จตุจักร ลาดพร้าว บางแค คลองเตย วังทองหลาง วัฒนา บางกะปิ&amp;nbsp; นอกจากนี้เห็นควรให้ปิดตลาดคลองเตยต่อไปจนถึงวันที่&amp;nbsp; 31 พ.ค. และเห็นชอบให้ 50 สำนักงานเขตสำรวจจำนวนคนงานก่อสร้างในแคมป์ให้เป็นปัจจุบัน พร้อมให้คำแนะนำในการปฏิบัติตน นอกจากนี้จะมีการจัดประชุมผู้ประกอบการก่อสร้างในพื้นที่ กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ที่มีนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองประธาน คสช.เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบแนวทางตัดวงจรโควิดระบาดในชุมชน ด้วยการขยายการจัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์พักคอยใกล้บ้านใกล้ใจ&amp;rdquo; ออกไปยังชุมชนแออัดทุกพื้นที่ใน กทม. ปริมณฑลและทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นสถานที่พักพิงรอการส่งตัวเข้ารักษา และพักฟื้นรับการส่งตัวกลับจากโรงพยาบาล รวมทั้งฟื้นฟูสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ สังคม ให้ผู้ติดเชื้อโควิดในชุมชน ซึ่งนำร่องแห่งแรกที่วัดสะพานในชุมชนแออัดคลองเตย ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมราชทัณฑ์ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แถลงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังอยู่กว่า 3 แสนคน และมีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานกว่า 1.3 หมื่นคน ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาด กรมราชทัณฑ์ได้ใช้นโยบายในการสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาวะการติดเชื้อในเรือนจำ โดยสั่งห้ามเข้าออก, กักตัวผู้ต้องขังใหม่ กลับมาจากการรักษา หรือกลับมาจากไปศาล 14 วัน ก่อนจะปล่อยกลับเข้าแดนปกติ&amp;nbsp; โดยจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด 2 ครั้ง หากพบเชื้อจะได้พาไปรักษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรือนจำทั่วประเทศที่มีทั้งหมด 143 แห่งนั้น&amp;nbsp; เป็นสถานที่ปิด ไม่มีคนเข้าออก น่าจะควบคุมโรคได้ง่าย&amp;nbsp; แต่แท้จริงแล้วมีเจ้าหน้าที่ต้องควบคุมผู้ต้องขังไปรักษา หรือขึ้นศาลบ้าง ขณะที่สภาพภายในเรือนจำค่อนข้างคับแคบ มีปริมาณนักโทษจำนวนมาก เกือบจะเข้าสู่ภาวะนักโทษล้นคุก ดังนั้นในเรื่องของสุขภาพอนามัยและการป้องกันโรคติดต่อต่างๆ จึงทำได้อย่างจำกัด แต่ยืนยันว่าจะดูแลผู้ต้องขังที่อยู่ในความดูแลอย่างดีที่สุด
นักโทษหมื่นคนติดโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวถึงสาเหตุที่มีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อแบบก้าวกระโดดว่า เนื่องจากเมื่อพบเชื้อแล้วได้มีการตรวจหาเชิงรุกตามแนวทางการสอบสวนโรค&amp;nbsp; และจากรายงานพบว่ามีเรือนจำประมาณ 15 แห่งทั่วประเทศที่พบผู้ต้องขังป่วยโควิด โดยมี 8 เรือนจำใน กทม.และปริมณฑลที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษซึ่งกำลังแก้ไข ส่วนที่เหลือเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ส่วนเจ้าหน้าที่มีติดเชื้อ 33 ราย&amp;nbsp; เหลือที่ยังไม่หาย 17 ราย นอกจากนี้ราชทัณฑ์ได้ประสานงานกับศาลด้วย ซึ่งศาลเข้าใจและอำนวยประโยชน์ทุกทาง&amp;nbsp; ตนต้องขอขอบคุณประธานศาลฎีกาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้ประชาชนอย่าได้กังวลใจ หลังการติดเชื้อในเรือนจำที่มีอัตราการติดเชื้อมากกว่าภายนอกหลายเท่า&amp;nbsp; เพราะเราอยู่กันอย่างแออัด ซึ่งเราจะได้ปูพรมในการตรวจหาเชื้อ คาดว่าอาจจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอีก แต่อยากให้มั่นใจว่าผู้ที่ติดเชื้อจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี&amp;quot; นายอายุตม์กล่าวและว่า ได้มีการจัดตั้งศูนย์ที่เป็นส่วนกลางขึ้นมาในการติดตามตัวเลขผู้ต้องขังที่ติดเชื้อและรักษาหายแล้ว พร้อมสั่งให้เรือนจำทั่วประเทศจัดเจลแอลกอฮอล์ สบู่ฆ่าเชื้อโรคไว้ให้ผู้ต้องขัง ที่สำคัญคือผู้บัญชาการเรือนจำจะต้องบริหารงานให้ดีที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ ได้มีการสั่งให้สวอบตรวจหาเชื้อ 100% ทุก 7 วัน ขณะที่ในเรือนจำที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อนั้น ให้ประสานสาธารณสุขจังหวัดในการเข้าตรวจหาเชื้อทั้งหมดต่อไป ในส่วนของวัคซีนจะได้ทำการฉีดในเจ้าหน้าที่กว่าหมื่นคน พร้อมขอสนับสนุนเพิ่มเติมจากกรมควบคุมโรค ซึ่งจะฉีดให้ผู้ต้องขังครบทุกคนต่อไป พร้อมยืนยันว่าไม่มีการปกปิดตัวเลขผู้ติดเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม แถลงว่า&amp;nbsp; โควิด-19 เข้าไปอยู่ในเรือนจำมากมาย ทั้ง กทม.และต่างจังหวัด รวมตัวเลขแล้วผู้ต้องขังติดเชื้อ 10,384 คน เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจอย่างเต็มที่ อะไรที่หย่อนยานต้องเร่งปรับปรุง ตอนนี้มีมาตรการ 10 ข้อ คือ 1.ให้แถลงจำนวนผู้ต้องขังที่ได้ตรวจเชิงรุกไปแล้วมีจำนวนเท่าไร 2.ตรวจเชิงรุกให้ครบทุกเรือนจำ ทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่เรือนจำ และเจ้าหน้าที่ส่วนกลางทุกคน รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของกรมราชทัณฑ์ 55,000 คน 3.ในส่วนของที่มาของเชื้อให้เร่งสืบข้อเท็จจริงและสาเหตุการติดเชื้อครั้งนี้ และถ้าได้ความแน่ชัดจะแจ้งให้ทราบโดยไม่ปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น&amp;nbsp; 4.การรักษาและการเฝ้าดูอาการคนไข้จะทำตลอดเวลาไม่มีวันหยุด 5.ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาวิธีการรักษาที่เร็วและได้ผลดีที่สุด โดยใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ รวมทั้งการใช้สมุนไพรไทย เช่น ฟ้าทะลายโจรเข้าช่วยรักษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ผู้ต้องขังต้องอยู่ในเรือนจำไปไหนไม่ได้ 100%&amp;nbsp; เป็นอุปสรรคอย่างมหาศาลในการแก้ไข้ปัญหา 7.มีความจำเป็นที่ต้องเอาผู้ต้องขังและผู้คุมที่ไม่ติดเชื้อรับการฉีดวัคซีนอย่างเร่งด่วน 8.จะมีการติดประกาศหน้าเรือนจำทุกแห่งในประเทศไทย เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีผู้ต้องขังติดเชื้อกี่คนและไม่ติดเชื้อกี่คน หายแล้วกี่คน จะมีการแจ้งเช่นนี้เป็นระยะๆ&amp;nbsp; อย่างน้อยที่สุดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; 9.ผู้บัญชาการเรือนจำทุกคนจะทำรายชื่อผู้ติดเชื้อ และปรับปรุงเป็นรายวันเพื่อให้ญาติผู้ต้องขังทุกคนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่ 08.00-18.00 น. 10.จะรีบเร่งวางแผนรับมือการระบาดครั้งนี้ และครั้งหน้าที่จะมีมาได้ทุกเมื่อ โดยจะรีบเร่งประชุมพิจารณาในเรื่องของบุคลากรที่ต้องเพิ่ม นอกจากนี้ กระทรวงจะพิจารณานโยบายการพักโทษในรูปแบบพิเศษ เช่น การติดกำไล EM ให้ละเอียดรอบคอบ
คาดโทษอธิบดี-ผบ.คุกเชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเราใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ รักษา 10,000 คน หัวหนึ่ง&amp;nbsp; 5,000 บาท จะใช้เงินถึง 50 ล้านบาท แต่หากใช้วัคซีนกับผู้ต้องขัง 300,000 คน หัวละ 1,000 บาท จะใช้ 300 ล้านบาท จะหยุดเชื้อในเรือนจำได้ทั้งหมด ผมจะเสนอไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข&amp;nbsp; ดำเนินการให้เรียบร้อย ซึ่งหวังว่าทางนายอนุทินจะเข้าใจและเร่งดำเนินการให้ ส่วนสถานการณ์ที่ จ.เชียงใหม่ ได้ใช้บับเบิลแอนด์ซีลควบคุมในเรือนจำ โดยมีการร่วมมือกับส่วนราชการต่างๆ ในจังหวัด ในเรื่องตัวเลขต้องแจกแจงให้ชัด เราไม่ได้ปิดบังหรือปกปิด แต่หากไม่สามารถทำให้ถูกต้องได้ต้องมีคนรับผิดชอบ เราจะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้&amp;quot; รมว.ยุติธรรมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีมีกระแสข่าวการสั่งย้ายอธิบดีกรมราชทัณฑ์&amp;nbsp; รวมถึงนายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่นั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ไม่ได้สั่งย้ายใครใดๆ ทั้งสิ้นในขณะนี้ มีเพียงการคาดโทษไว้ และเร่งให้ทำงานแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19 อย่างเร็วที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งที่เชียงใหม่ รวมทั้งผู้บัญชาการเรือนจำทุกคน ซึ่งได้คุยกับนายสุรศักดิ์แล้ว แม้ว่าการควบคุมโรคใน จ.เชียงใหม่ ไม่ใช่หน้าที่ของเขาโดยตรง ขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เขาจะต้องรู้เรื่องในบ้านด้วย ซึ่งหากชี้แจงไม่ได้ตรงนี้คงต้องมีบทลงโทษกันบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; พร้อมด้วย พล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี รองแม่ทัพภาคที่ 3&amp;nbsp; พล.ต.วุฒิไชย อิศระ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก? ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ด้านการแพทย์ภายในเรือนจำกลางเชียงใหม่ นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ นายสุรศักดิ์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงการดำเนินงานเกี่ยวกับโรงพยาบาลสนามในเรือนจำกลางเชียงใหม่ และยืนยันข้อกังวลใจหลังมีข่าวยอดติดเชื้อ?พุ่งสูงกว่า? 3,900 ราย?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายเจริญฤทธิ์กล่าวว่า ได้นำระบบบับเบิลแอนด์ซีลมาใช้บริหารจัดการในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. ซึ่งมีกำหนดเวลาดำเนินการ 28 วัน การดูแลจะคล้ายการล็อกดาวน์ในทุกห้องทุกแดน และค้นหาผู้มีอาการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสนามเรือนจำกลางเชียงใหม่ พร้อมตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคในทุก 14 วัน ทั้งนี้คาดว่าในรอบสุดท้ายจะมีผู้ต้องขังที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเพียง 10% ซึ่งจะมีการคัดกรอง?ตรวจสุุขภา?พทั้งหมดและจะสามารถส่งคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เรือนจำกลางได้ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ ขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ ไม่มีข้อกังวลการแพร่ระบาดสู่ภายนอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จตุชัยกล่าวว่า จนถึงขณะนี้มีผู้ต้องขังที่อาการหนักถูกส่งตัวออกมารักษาภายนอกที่ รพ.เพียงแค่ 6 ราย เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.วุฒิไชยเปิดเผยว่า ตัวเลขล่าสุดในขณะนี้มีผู้ต้องขัง 6,311 คน ติดเชื้อโควิดแล้ว 3,793 คน หรือคิดเป็น&amp;nbsp; 60% ของผู้ต้องขังทั้งหมด ยังคงเหลือผู้ต้องขังที่ไม่ติดเชื้ออีก 923 คน รวมทั้งมีผู้ต้องขังเข้าใหม่ 172 คน โดยที่ผ่านมาเรือนจำใช้การรักษาผู้ติดเชื้อด้วยการให้ยาสมุนไพรรับประทาน เช่น ฟ้าทะลายโจร, กระชายขาว จนผู้ป่วยกว่า&amp;nbsp; 3,000 คนมีสุขภาพ?ที่ดีขึ้นมาก คาดว่าสถานการณ์จะกลับมาสู่ปกติได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ เผยแพร่ภาพและข้อความว่า &amp;quot;เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่ พร้อมระบบ Ai แก่เรือนจำกลางเชียงใหม่ ในโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยมีนายสุรศักด์ เผื่อนคำ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่ เข้ารับพระราชทานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญในการให้ความช่วยเหลือพสกนิกรทุกหมู่เหล่า รวมทั้งผู้ต้องขังให้มีสุขภาพอนามัยที่ดีและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงยังสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ จะได้นำไปตรวจรักษาแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ ฯ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp; หรือโควิด-19 ในขณะนี้&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103252</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้าง, ฉีดวัคซีน, ฉีดวัคซีนนักโทษ, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, ทุบสถิติ, มาตรการสกัดโควิดในเรือนจำ, วัคซีนโควิด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a281e0ecd5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
