<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ร่ายยาววันแรกคลายล็อกหลายกิจการ ขอยังเข้มงวดมาตรการ พร้อมพลิกโฉมประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 64&amp;nbsp;- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;ldquo;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha&amp;rdquo; ระบุว่า พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน วันนี้ (1 ต.ค) ถือเป็นวันเริ่มต้นมาตรการใหม่ของ ศบค. ที่มีการอนุญาตให้เปิดหลายกิจการและสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด โรงภาพยนตร์ โรงละคร มหรสพ สปา ร้านนวดแผนไทย ร้านเสริมสวย คลินิกเสริมความงาม ฟิตเนส โรงเรียนและสถาบันกวดวิชา และอื่นๆ รวมถึงการอนุญาตให้มีการแสดงดนตรีในร้านอาหาร การจัดแสดงพื้นบ้านต่างๆ และมีการเลื่อนช่วงเวลาเคอร์ฟิวไปถึง4 ทุ่ม ทำให้ธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถเปิดกิจการได้นานขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น พี่น้องหลายอาชีพที่ต้องหยุดงานไปได้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยเป็นการอนุญาตตามมาตรการควบคุมโรคที่ต้องเข้มงวดและเคร่งครัดตามที่กำหนดไว้ ซึ่งผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งผู้ประกอบการพนักงาน เจ้าหน้าที่ และพี่น้องทุกคนจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เนื่องจากทราบดีว่าหากเราไม่ช่วยกัน ยอดผู้ติดเชื้อก็อาจจะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง และจำเป็นต้องกลับไปปิดสถานที่อีก ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดการล็อกดาวน์อีกครั้งอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมยังคงเชื่อว่า หากเราสามารถดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ เข้มงวดกับมาตรการควบคุมโรค สถานการณ์การต่อสู้กับโควิดของไทย จะดีขึ้นเรื่อยๆ และเราจะไม่ต้องย้อนกลับไปสู่การล็อกดาวน์ที่น่าเจ็บปวดอีก ในขณะนี้เรายังรักษายอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับทรงตัวแบบค่อยๆลดลง ทำให้อัตราครองเตียงในโรงพยาบาลลดลงอย่างเห็นได้ชัด โรงพยาบาลสนามหลายแห่ง รวมทั้งโรงพยาบาลบุษราคัม สามารถปิดตัวลงได้เนื่องจากไม่มีผู้ป่วยใหม่ ช่วยบรรเทาภาระให้แก่แพทย์-พยาบาล การหาเตียงให้ผู้ป่วยในทุกระดับอาการจึงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป โรงพยาบาลต่างๆไม่ต้องปิดรับผู้ป่วยโรคอื่นๆ หรือเรียกได้ว่า ระบบสาธารณสุขของไทย ผ่านพ้นช่วงวิกฤตและกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขไทย และความสามารถของบุคลากรการแพทย์ไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เราผ่านวิกฤตกับโควิดในระลอกนี้มาได้ ก็คือการฉีดวัคซีน ซึ่งตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา การดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามวาระแห่งชาตินั้น เราทำได้ดีขึ้นอย่างมากจากปริมาณวัคซีนที่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้เราสามารถระดมฉีดวัคซีนได้วันละหลายแสนโดส โดยในวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา สามารถฉีดวัคซีนได้ถึงมากกว่า 1 ล้านโดส และรัฐบาลยังไม่หยุดในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมจากทั่วโลก จนในขณะนี้ ยอดเป้าหมายวัคซีนของเราจนถึงสิ้นปีนี้เพิ่มจาก 100 ล้านโดสที่เป็นเป้าหมายเดิม ไปสู่ 178.2 ล้านโดสแล้ว และในปีหน้า เราก็จะได้วัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยองค์กรของไทยเองอีกหลายชนิด จึงเชื่อได้ว่า วันนี้เราสามารถผ่านพ้นอีกวิกฤตหนึ่ง คือวิกฤตการขาดแคลนวัคซีนโควิด-19 ที่เราเคยเผชิญมา และจะไม่ย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดิมอีกแล้ว การพยายามจัดหาวัคซีนอย่างเต็มที่ในทุกๆทางของรัฐบาลในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เรามีวัคซีนอย่างเพียงพอและหลากหลายประเภท มีทางเลือกในการกำหนดนโยบายใช้วัคซีนแต่ละประเภทสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มประชาชนที่เหมาะสม เพื่อการเปิดเมือง เปิดประเทศที่มั่นคงและปลอดภัย ผมต้องขอขอบคุณ &amp;ldquo;ทีมประเทศไทย&amp;rdquo; ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาจัดหาวัคซีน รวมทั้งนักวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 สายพันธุ์ไทย ที่เราคนไทยทุกคนต้องขอแสดงความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​เมื่อสถานการณ์การต่อสู้กับโรคร้ายเริ่มคลี่คลายลง ก็เป็นช่วงเวลาแห่งภารกิจที่สำคัญต่อชีวิตพี่น้องประชาชนไม่แพ้กัน นั่นคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ปากท้องของคนทำมาหากิน ซึ่งผมและรัฐบาลมีความเป็นห่วงกังวลอยู่ตลอดเวลา และคอยคิดหาทางแก้ไขในการประชุมทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานนี้ (30 ก.ย.) ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ผมได้เร่งรัดให้มีการดำเนินการโครงการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้ให้นโยบายไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม.33, 39, 40 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด โดยกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีผู้ประกันตนได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 12 ล้านคนจากกิจการมากกว่า 11 ล้านแห่ง และมีนายจ้างมากกว่า 1.5 แสนกิจการที่ได้รับการช่วยเหลือ รวมแล้วมีเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึงมากกว่า 9 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นยังมีมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูภาคธุรกิจด้านการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมียอดสินเชื่อฟื้นฟูที่อนุมัติแล้ว มากกว่า 1 แสนล้านบาท มีกิจการที่ได้รับความช่วยเหลือมากกว่า3 หมื่นราย ซึ่งกระจายตัวไปสู่ SME ที่เป็นกระดูกสันหลังของการจ้างงานในประเทศได้อย่างทั่วถึงและเป็นกิจการในต่างจังหวัดมากถึง 68% รวมทั้งโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ที่ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ มียอดอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้วถึงมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นยังมีการพิจารณามาตรการใหม่เพิ่มเติม คือการรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SME (Job Retention &amp;amp; SME Boost Up) โดยรัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงานผ่านนายจ้างทุกเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น อีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ และได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา นั่นคือภาคการท่องเที่ยว ทำให้ผมต้องคิดหาวิธีการที่จะรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมโรคและการเปิดรับนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนอีกครั้ง จึงได้เกิดโครงการ &amp;ldquo;ภูเก็ต แซนด์บอกซ์&amp;rdquo; เป็นโมเดลพื้นที่ทดลองตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งความสำเร็จของภูเก็ต แซนด์บอกซ์ ทำให้เราสามารถขยายโครงการไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งเรียกว่า Phuket Extension (ภูเก็ต + สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และ 7 เกาะท่องเที่ยว) และตามมาด้วยโครงการ Samui Plus ที่เกาะสมุย ซึ่งนับตั้งแต่ 1 ก.ค. - 27 ก.ย.64 (รวม 89 วัน) โครงการ Phuket Sandbox และ Samui Plus สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,330 ล้านบาท โดยPhuket Sandbox ได้รับนักท่องเที่ยวทั้งหมด 37,576 คน เกิดค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,500 บาทต่อวัน และวันพักเฉลี่ย 11 วัน (หรือประมาณ 61,000 บาทต่อคนต่อทริป) คิดเป็นการสร้างรายได้รวมมากกว่า2,254 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดการจองที่พักทั้งสิ้น (ก.ค. 64 - ก.พ. 65) รวม 695,418 วัน ส่วน Phuket Extension ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยว 384 คน วันพักเฉลี่ย 5.2 วัน ก่อให้เกิดรายได้มากกว่า 12 ล้านบาท ในขณะที่ Samui Plus นั้น มีนักท่องเที่ยว 878 คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 6,000 บาทต่อวันและวันพักเฉลี่ย 12.6 วัน ก่อให้เกิดรายได้ มากกว่า 66 ล้านบาท ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความสำเร็จเบื้องต้นที่งดงาม และไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแพร่ระบาดโรคจนไม่สามารถควบคุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากความสำเร็จนี้ รัฐบาลจึงเดินหน้าต่อไปในการขยายผล ตามแนวทาง &amp;ldquo;พลิกโฉมประเทศไทย&amp;rdquo; โดยจะทำการ &amp;ldquo;พลิกโฉมภูเก็ต&amp;rdquo; ให้เป็นจุดหมายระดับโลก (World-Class Destination) ที่เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน รวมถึงผู้ที่มา &amp;ldquo;ทำงานด้วย เที่ยวไปด้วย&amp;rdquo; (Workation) ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 &amp;ndash; ไตรมาส 1 ปี 2565 โดยคาดว่าจะมีชาวต่างประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยวและเข้ามาทำงาน เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 5,000 คนต่อวัน (รวม 1 ล้านคน) และจะสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากทวีปยุโรป (รัสเซียอังกฤษ กลุ่มประเทศนอร์ดิก เยอรมนี เป็นต้น) กว่า 500,000 คน ช่วงฤดูหนาวนี้ (ต.ค. 64 - มี.ค. 65) โดยจะมีการลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาระบบการลงทะเบียนต่างๆ แบบออนไลน์ สำหรับอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น ใบรับรองการฉีดวัคซีน ใบรับรองสุขภาพ ผลตรวจโควิดเป็นต้น ซึ่งผมและรัฐบาลจะเร่งดำเนินการผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวในหลายประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วและพร้อมเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลฤดูหนาวนี้ หลังจากที่ต้องผ่านการล็อกดาวน์มาเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเปิดเมืองอื่นๆนอกจากภูเก็ตในระยะต่อไปด้วย ซึ่งในตอนนี้ เป็นที่น่าภูมิใจว่าหลายจังหวัดและพื้นที่ของไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพ ที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นเมือง Workation อันดับหนึ่งของโลก รวมถึงภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ กระบี่ และอีกหลายแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นพวกเราเอง ทั้งผู้ประกอบการ ภาคบริการ จังหวัด และพี่น้องประชาชน ต้องช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไร จะให้ชาวต่างชาติที่เลือกเดินทางมาประเทศไทยหลังล็อกดาวน์นี้ ได้สัมผัสกับความเป็นไทย ยิ้มสยาม ความจริงใจ การต้อนรับที่อบอุ่น และน้ำใจคนไทยในฐานะ &amp;ldquo;เจ้าบ้าน&amp;rdquo; รวมทั้งความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดระยะเวลาที่พักผ่อน หรือทำงานอยู่ในประเทศไทยซึ่งเราชาวไทยทุกคนจะต้องช่วยกัน สร้างบรรยากาศความประทับใจให้เกิดขึ้น ช่วยให้ชาวต่างชาติที่มีคุณภาพเหล่านี้คิดถึง และอยากกลับมาบ้านเราอีกบ่อยๆ ใช้เวลาอยู่นานๆ และบอกต่อกันไปถึงความน่าเที่ยว น่าทำงาน และ &amp;ldquo;น่าอยู่&amp;rdquo; ของประเทศไทย ให้เกิด &amp;ldquo;World-Class Destination&amp;rdquo; เพิ่มขึ้นในทุกๆแห่งที่พวกเขาได้ไปสัมผัสนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118459</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อกกิจการ, ฉีดวัคซีนโควิด-19, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, พลิกโฉมประเทศไทย, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6157005e25566.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัตตานีติดเชื้อพุ่งอีก270คน สังเวย 1 ปรับรูปแบบใหม่ก่อนรับวัคซีนต้องตรวจเชื้อก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;24ก.ย.64- สำหรับสถานการณ์โควิด-19ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยังคงน่าเป็นห่วง และยังคงเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม ซึ่งหลายพื้นที่มีการปูพรมฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับรูปแบบใหม่ ก่อนฉีดวัคซีนจะต้องทำการตรวจเชื้อแบบ ATKก่อน เนื่องจากที่ผ่านมา หลังประชาชนได้รับวัคซีนแล้ว ปรากฏว่าติดเชื้อโควิด19 เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด19 ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ของวันที่23 ก.ย. ติดเชื้อพุ่งอีก 270&amp;nbsp; คน เสียชีวิตอีก 1 คน โดยขณะนี้มีนอดติดเชื้อสะสม 20,172 คน รักษาหาย 14,170 คน และเสียชีวิตสะสม 285 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายนิอันนุวา สุไลมาน นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี เปิดเผยว่า ทางเทศบาลเมืองปัตตานีได้ออกไปฉีดวัคซีนให้ประชาชนที่ยังคงตกค้างอยู่ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี โดยลักษณะการฉีดวัคซีนนั้น เราจะทำการตรวจเชื้อแบบ ATK ก่อนที่จะฉีดวัคซีน หากติดเชื้อมาก่อนแล้ว และมารับวัคซีนก็จะมีความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นวันละ 200-300 คน เนื่องจากมีการผ่อนคลายมาตรการลง และเมื่อไปตรวจดูตามร้านอาหารต่าง ปรากฏว่ามีการนั่งในร้านกันอย่างหนาแน่น ถ้าปล่อยไว้ก็มีความเสี่ยงที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก ก็อยากให้ทุกคนช่วยดูแลป้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117709</URL_LINK>
                <HASHTAG>Antigen Test Kit (ATK), ฉีดวัคซีนโควิด-19, ปัตตานีติดโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210924/image_big_614d3debab65d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอนก&quot; เผย ไทยฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้สูงสุดในอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันนี้ 20 ก.ค.&amp;nbsp;ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า อว. ได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การติดเชื้อและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างใกล้ชิดและใช้ข้อมูลทางวิชาการในการร่วมบริหารสถานการณ์ ซึ่งในขณะนี้ได้สั่งการให้ทุกส่วนของกระทรวงฯ มาสนับสนุนการทำงานของ ศบค. อย่างเต็มที่ทั้งการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลหลัก การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม และการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องวัคซีนนั้น ขณะนี้ประเทศไทยได้ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสำหรับประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 50 ล้านคน ซึ่งได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และพม่า นั้น ประเทศไทยสามารถฉีดวัคซีนได้สูงที่สุดตามสัดส่วนประชากร โดยมีคนที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วถึง 16.3% ของประชากร ตามด้วยอินโดนีเซีย (15.1%) ฟิลิปปินส์ (9.1%) เวียดนาม (4.1%) และ พม่า (ประมาณ 3.1%) ในแง่จำนวนการฉีดวัคซีน อินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรถึง 275 ล้านคน ได้ฉีดวัคซีนแล้ว 57,947,614 โดส โดยมีประชากรได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 15.1% และครบ 2 เข็มแล้ว 5.9% ในขณะที่ไทยฉีดวัคซีนแล้ว 14,223,762 โดส&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว.กล่างต่อว่า สำหรับในประเทศขนาดเล็กในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีประชากรน้อยกว่า 50 ล้านคน ซึ่งได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ และบรูไน นั้น จะมีร้อยละการฉีดวัคซีนต่อประชากรค่อนข้างสูง คือ&amp;nbsp; สิงคโปร์ มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 4,118,334 คน (69.9% ของประชากร) ตามด้วยกัมพูชา 5,767,616 คน (34.1%), มาเลเซีย 9,570,974 คน (29.3%), บรูไน 106,556 คน (24.2%) และลาว 1,050,818 คน (14.3%) ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ. ดร. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว.กล่าวว่า การใช้วัคซีนของประเทศไทยนั้น ใช้วัคซีนซิโนแวคมากที่สุด จำนวน 7,522,418 โดส โดยเป็นเข็มแรกจำนวน 4,187,943 โดส (29.5% ของจำนวนที่ฉีด) และเข็มที่สอง จำนวน 3,334,475 โดส (23.4%) ตามด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกา จำนวน 6,288,541 โดส โดยเป็นเข็มแรกจำนวน 6,180,413 โดส (43.4%) และเข็มที่สอง จำนวน 108,128 โดส (0.8%)&amp;nbsp; และวัคซีนซิโนฟาร์ม จำนวน 412,803 โดส โดยเป็นเข็มแรกจำนวน 412,076 โดส (2.9%)&amp;nbsp; และเข็มที่สอง จำนวน 727 โดส (0.005%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าการใช้วัคซีนซิโนแวก ซึ่งได้ฉีดในประชากรจำนวนมากโดยเฉพะในกลุ่มความเสี่ยงสูงนั้นได้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยในช่วงระยะเริ่มต้นที่จีนได้ส่งมอบวัคซีนซิโนแวกมาตั้งแต่เดือนก.พ.2564 ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดแรกที่ได้รับและนำมาใช้ในการควบคุมสถานการณ์นั้น จากการติดตามผลการใช้งานจริงในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พบว่าวัคซีนนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการรุนแรงได้ผลดี โดยการติดตามการใช้งานที่จังหวัดภูเก็ต พบว่ามีประสิทธิผลการป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 90.7%, การศึกษาที่จังหวัดเชียงรายมีประสิทธิผล 82.8% และการศึกษาที่จังหวัดสมุทรสาครมีประสิทธิผล 90.5% และ ล่าสุดในการรายงานการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาพรวมของทั้งประเทศเกือบ 700,000 คนนั้น ก็พบว่าในกลุ่มบุคลากรความเสี่ยงสูงซึ่งมีการติดเชื้อ 880 คนและเสียชีวิต 7 รายนั้น พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวกครบสองเข็มแล้วมีอัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอย่างมาก แสดงว่าวัคซีนซิโนแวกสามารถป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงได้&amp;rdquo; ปลัด อว.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110308</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กลุ่มประเทศอาเซียน, ฉีดวัคซีนโควิด-19, ซิโนฟาร์ม, ซิโนแวค, ป้องกันการติดเชื้อ, ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ศ.นพ. ดร. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, ศบค., สร้างภูมิคุ้มกัน, อว., อว.), แอสตราเซเนกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f522746fd5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.รับสธ.รายงานโควิดสายพันธุ์เดลต้าเข้าไทยเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุลดรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค.64 -&amp;nbsp; เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ในที่ประชุมเรื่องการให้บริการวัคซีนทางกรุงเทพมหานครได้รายงานด้วยว่าอีกหนึ่งบริการที่พยายามเร่งระดมบุคลากรในการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงได้แก่ผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีโรคหลักหรืออาจจะมีความพิการ โดยทางกรุงเทพมหานครได้มีบริการให้การฉีดวัคซีนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางมายังศูนย์ฉีดวัคซีนเป็นผู้ติดเตียง ผู้มีภาวะพึ่งพิงหรือผู้พิการ โดยกรุงเทพมหานครได้สำรวจในเนอสซิ่งโฮมหรือสถานดูแลผู้สูงอายุ 140 แห่ง รวมทั้งผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้าน ในพื้นที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานครพบว่าเนอสซิ่งโฮมมีเป้าหมายอยู่ 4,615 คน เป็นผู้สูงอายุ 2,846 คน เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ 1,769 คน ในส่วนที่อยู่ที่บ้าน 1,776 คน เป็นผู้สูงอายุ 1,470 คน และผู้ดูแล อีก 306 คน จะมีการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเร็ววันนี้ เพราะอย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่ากลุ่มผู้สูงอายุถือได้ว่ามีความเสี่ยงสูง ซึ่งทางสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้พระราชทานวัคซีน ซิโนฟาร์มอีก 6,400 โดส ให้กับกรุงเทพมหานครเพื่อที่จะระดมฉีดให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ติดเตียงติดบ้านเพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงนี้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ตอนนี้การแพร่ระบาดทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าเริ่มเห็นสายพันธุ์เดลต้าเข้ามาแพร่ระบาดในบ้านเรา ซึ่งสายพันธุ์นี้มีรายงานการแพร่ระบาดที่ประเทศอินเดียโดยหลักการที่มีรายงานคือจะเป็นสายพันธุ์ที่ ติดกันได้ง่าย มีการแพร่ระบาดรวดเร็ว แต่การเกิดความรุนแรงนั้นจะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มเสี่ยงที่ถือได้ว่าเป็นผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคหลักเพราะฉะนั้นจึงมีการนำสู่เกิดข้อสรุปของที่ประชุมว่าเมื่อเราได้รับวัคซีนมากขึ้น มีการกระจายที่เพียงพอ ก็ขอให้เน้นย้ำไปที่กลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งได้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ก็หวังว่าเราจะเห็นภาพเหมือนประเทศอังกฤษที่ถึงแม้ฉีดวัคซีน มีรายงานผู้ติดเชื้อค่อนข้างสูงอยู่ แต่อัตราการเจ็บป่วยในระดับรุนแรง หรืออัตราการเสียชีวิตก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108390</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด-19, ผู้ป่วยติดเตียง, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, สายพันธุ์เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60debb69d6fa6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการมธ.แนะนายกฯแถลงผ่านรวมการเฉพาะกิจขจัดความสับสนปัญหาการฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 พ.ค.64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
&amp;ldquo;ทำไม ทหารตำรวจและดาราทั้งหลาย มีวัคซีนรองรับทั้งครอบครัว ? ในขณะที่ปชช ตาดำๆ สามารถลงชื่อฉีดวัคซีนได้แค่สิ้นเดือนนี้? ทำไมประชาชนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ จำเป็นต้องออกไปเจอคนเยอะๆ ถึงไม่มีปัญญาเข้าถึงวัคซีนก่อน?&amp;rdquo;
ข้อความด้านบน เป็นข้อความที่อยู่บนป้ายผ้าที่สุภาพสตรีคนหนึ่งยืนถืออยู่ตามรูป จากนั้นสื่อออนไลน์แห่งหนึ่งนำภาพมาลง ทั้งที่คำกล่าวหาทั้งหมดล้วนไร้สาระ และอธิบายได้ ทั้งสิ้น แต่สื่อแห่งนี้ นอกจากจะไม่พยายามที่จะเสนอข่าวทั้ง 2 ด้านแล้ว ยังเขียนข้อความแปะบนภาพทันทีว่า
&amp;ldquo; ไม่เท่าเทียม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่เมื่อมีข่าวหรือข้อมูลที่เป็นลบต่อรัฐบาล สื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลจะนำมาเผยแพร่และขยายผลแบบเนียนๆ
กลับมาดูข้อความที่สุภาพสตรีคนนี้เขียนในป้ายผ้า จะเห็นว่าทั้งหมดไร้สาระอย่างไร
ข้อความแรกที่บอกว่า ประชาชนตาดำๆสามารถลงชื่อฉีดวัคซีนได้แค่สิ้นเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เป็นความจริง ความจริงคือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนจองวัคซีนผ่านระบบหมอพร้อมได้แล้ว เพียงแต่มีการสั่งระงับการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนมาก่อน เปลี่ยนไปให้ลงทะเบียนที่จังหวัดที่เป็นที่อยู่อาศัยของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความที่บอกว่า ทำไมประชาชนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ จำเป็นต้องออกไปเจอคนเยอะๆไม่มีปัญญาเข้าถึงวัคซีนก่อน ก็ไม่เป็นความจริง เพราะขณะนี้ ที่สถานีกลางบางซื่อ กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กำลังเปิดให้ผู้ที่ทำงานอยู่ในภาคบริการคมนาคมขนส่ง รวมถึงคนขับรถ และจักรยายนรับจ้าง มารับการฉีดวัคซีนได้ ตั้งแต่วันที่ 24 พค และกำลังจะขยายไปกลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่รัฐบาล ให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อม เปลี่ยนไปลงทะเบียนตามจังหวัดที่แต่ละคนพักอาศัยอยู่ ก็เพราะฟังเสียงวิจารณ์ต่างๆแล้ว ตัดสินใจจัดสรรวัคซีนไปให้จังหวัดต่างๆทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถกำหนดวิธีการฉีดวัคซีนได้ โดยไม่ต้องยึดตามหลักการ และไม่ต้องลงทะเบียนผ่าน หมอพร้อม เพราะหากยังให้ลงทะเบียนผ่านระบบหมอพร้อมด้วย ก็จะเกิดความสับสนได้
ตั้งแต่วันนี้ (27 พค) กทม เริ่มให้ผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กทม ลงทะเบียนขอรับการฉีดวัคซีนได้ในโครงการ &amp;ldquo; ไทยร่วมใจ กรุงเทพปลอดภัย&amp;rdquo; ที่เว็บไซด์ ไทยร่วมใจ ที่แอปเป๋าตัง และที่ร้านสะดวกซื้อหลายเครือข่าย สถานที่บริการฉีดวัคซีน จะเป็นสถานที่ที่ไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็นสถานที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้าต่างๆเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์&amp;nbsp; ก็เป็นอีกแห่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้โดยวิธีลงทะเบียนล่วงหน้า
จังหวัดต่างๆทุกจังหวัดก็กำลังจะเปิด หรือบางจังหวัดอาจเปิดให้ลงทะเบียนแล้ว โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุอีกต่อไป ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว
ดังนั้นจะเห็นว่า ขณะนี้ประชาชนมีช่องทางหลายช่องทาง ที่จะเข้าถึงวัคซีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทหาร ตำรวจที่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อน เหตุผลก็เช่นเดียวกับส.ส. สว และบรรดารัฐมนตรี เพราะทหาร ตำรวจ ต้องทำงานบริการประชาชน โดยเฉพาะตำรวจต้องสัมผัสกับประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องได้รับวัคซีนโดยเร็ว และข้อเท็จจริงคือตำรวจติดโควิด 19 กันไปเป็นจำนวนมากแล้ว แต่ที่ว่าได้รับกันทั้งครอบครัวคงไม่จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ cluster ที่ควรได้รับวัคซีนอย่างเร่งด่วนคือ เรือนจำต่างๆทั้วประเทศ เพราะบรรดาผู้ต้องขัง ไม่สามารถรักษาระยะห่างจากกันได้เหมือนคนทั่วไป แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับ และจำนวนผู้ต้องขังที่ติดเชื้อก็ยังมีเพิ่มขึ้นทุกวัน
เหล่าดาราที่มีข่าวว่าไปฉีดวัคซีน มีหลายกรณี เช่น ดาราบางคนก็มีที่พักอาศัยในเขตที่เป็นคลัสเตอร์ที่มีการแพร่ระบาด เช่น คลองเตย ปทุมวัน บ่อนไก่ ก็ไปรับการฉีดวัคซีนเหมือนกับประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเขตนั้น
ดาราบางคน อาจได้รับเชิญให้ไปรับการฉีดวัคซีนเป็นกรณีพิเศษเพื่อ ให้เป็น pesenter ชักชวนให้ประชาชน ไปฉีดวัคซีน กรณีนี้เป็นที่เข้าใจได้ เพราะเป็นการทำประโยชน์ให้ส่วนรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่ไม่สามารถเข้าใจได้ แต่จำต้องยอมรับก็คือ กรณีที่ หน่วยงานต่างๆ เช่น โรงพยาบาลต่างๆ ได้รับการจัดสรรวัคซีนไปก่อนคนอื่น เพื่อให้ไปฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ แต่มีหน่วยงานต่างๆหลายแห่ง แอบฉีดวัคซีนให้กับผู้ที่รู้จักคุ้นเคย เช่น เพื่อนๆและญาติของพนักงาน ซึ่งบางคนอาจเป็นดารา โรงพยาบาลหลายโรงพยาบาล นำวัคซีนไปฉีดให้กับผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้โรงพยาบาลก่อนคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่นี่ก็คือเอกลักษณ์ของสังคมไทย
ทั้งหมดนี้ไปโทษรัฐบาลไม่ได้ ตัองโทษสังคมไทยที่เป็นสังคมที่มีระบบอุปถัมป์ ที่ฝังรากลึก เปลี่ยนแปลงยาก ดังนั้นเมื่อมีวัคซีนอยู่ในมือ จึงอดไม่ได้ที่จะจัดให้กับญาติ คนรู้จัก หรือผู้มีพระคุณให้เป็นกรณีพิเศษ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเราจึงได้ยินเสียงวิจารณ์กันทั่วไปว่า คนที่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อนคนอื่นเพราะ &amp;ldquo;มีเส้น&amp;rdquo; ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงในหลายกรณี
หากถามว่า รัฐบาลไม่มีอะไรผิดเลยหรือ ก็ต้องตอบว่ามีแน่นอน ทั้งเรื่องการตัดสินใจในการจัดการเรื่องวัคซีนที่แม้จะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตวัคซีน แต่ก็ทำให้ได้รับวัคซีนช้าเกินไป &amp;nbsp;
การไม่จัดการเรื่องบ่อนการพนัน ไม่แก้ปัญหาเรื่องการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย การปล่อยให้เปิดสถานบันเทิงอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเกิดการติดเชื้อจนลามไปทั่วประเทศ
การไม่ lock down กรุงเทพฯ และจังหวัดที่มีการติดเชื้อจำนวนมาก ช่วงวันหยุดสงกรานต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหล่านี้รวมกัน ทำให้สถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยมีความรุนแรงเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งขณะนี้คือ ข่าวและข้อมูลที่สับสนเกี่ยวกับเรื่องวัคซีนที่รัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัดเจน จนปราศจากข้อสงสัยคือ
1. ข่าวเรื่องวัคซีนของ Astra zeneca ล็อตเดือนพฤษภาคม ไม่มาถึงตามกำหนด เป็นเพราะอะไร และจะมาเมื่อใด ส่วนในเดือนมิถุนายนจะมาตามกำหนดหรือไม่
2. อธิบาย เรื่องข้อครหาว่า มีคนในรัฐบาลได้ผลประโยชน์จากการจีดซื้อวัคซีนจากประเทศจีน
3. กำหนดเวลา และปริมาณที่แน่นอนของการส่งมอบวัคซีน Astra zeneca ที่ผลิตโดยบริษัท Siam Bioscience
4. ผู้ที่ลงทะเบียนจองวัคซีนผ่านระบบหมอพร้อมได้แล้ว จะยังคงได้รับการฉีดวัคซีนตามกำหนดเดิมหรือไม่ และจะมีวัคซีน Astra Zeneca ได้ทันเวลาหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งก่อนท่านนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงผ่านโทรทัศน์รวมกาลเฉพาะกิจ คนรอฟังกันทั้งประเทศล้วนผิดหวัง เพราะไม่มีเรื่องสำคัญอะไร แต่ขณะนี้มีเรื่องสำคัญคือ การขจัดความสับสนทั้งมวลเกี่ยวกับการจัดการฉีดวัคซีน แต่ยังไม่มีวี่แววว่าท่านจะออกมาแถลงหรือชี้แจงแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รีบออกมาเถิดครับ มิฉะนั้นประชาชนจะสงสัยว่า ที่ยังไม่ออกมา เป็นเพราะมีบางเรื่องที่ไม่อาจอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมา หรือไม่
ยิ่งช้าไป ความสับสนยิ่งมากขึ้น ความน่าเชื่อถือยิ่งน้อยลง นี่คือสัจธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104459</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด-19, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_60938aa10bdf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 20:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทันสถานการณ์! เลขาธิการ คปภ. ออกคำสั่งให้ประกันภัยการแพ้วัคซีนโควิด-19 คุ้มครองไปถึงกรณีฉีดวัคซีนโควิด ณ จุดบริการนอกโรงพยาบาลฯ ด้วย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านประกันภัยเต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันยังส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง การฉีดวัคซีนโควิด-19 จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการป้องกันการแพร่ระบาด และลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ ซึ่งภาครัฐได้กำหนดแผนการเร่งฉีดวัคซีนตามแนวทางการขยายหน่วยบริการ โดยสนับสนุนให้องค์กร หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการฉีดวัคซีน ณ จุดบริการนอกโรงพยาบาล/สถานพยาบาลเวชกรรม เช่น จุดบริการในห้างสรรพสินค้า หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและการเข้าถึงวัคซีนของประชาชน รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการฉีดวัคซีนให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และทั่วถึง ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยการแพ้วัคซีนโควิด-19 เพื่อเป็นเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยการประกันภัยแพ้วัคซีนโควิด-19 จะให้ความคุ้มครอง หากผู้เอาประกันภัยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีอาการแพ้หรือผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19&amp;nbsp; ซึ่งในปัจจุบันมีผลประโยชน์ความคุ้มครองหลายรูปแบบให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อได้ อาทิ เช่น ผลประโยชน์การเกิดเจ็บป่วยระยะสุดท้าย และ/หรือภาวะโคม่า และ/หรือภาวะสมองตายและระบบประสาทล้มเหลว ผลประโยชน์การรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน และผลประโยชน์เงินชดเชยรายวันจากการเป็นผู้ป่วยใน เป็นต้น โดยบริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขผลประโยชน์ที่ระบุไว้ และโดยปกติจะเป็นการฉีดวัคซีนในโรงพยาบาลทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อรองรับนโยบายของภาครัฐและสนับสนุนแผนดำเนินการของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ในการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยง รวมทั้งเพื่อให้ผู้เอาประกันภัยที่ซื้อความคุ้มครองผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ยังคงได้รับความคุ้มครองเช่นเดิมตามเงื่อนไขทั่วไปของกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้น ตนในฐานะนายทะเบียนจึงได้ออกคำสั่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทะเบียนที่ 26/2564 เรื่อง การให้ความคุ้มครองกรณีได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือสัญญาเพิ่มเติม สําหรับบริษัทประกันชีวิต และคำสั่งนายทะเบียนที่ 27/2564 เรื่อง การให้ความคุ้มครองกรณีได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือเอกสารแนบท้าย สําหรับบริษัทประกันวินาศภัย ซึ่งคำสั่งนายทะเบียนทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว กำหนดให้บริษัทประกันภัยให้ความคุ้มครองผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่กระทำการโดยแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรที่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่ว่าจะดําเนินการ ณ สถานที่ใดก็ตาม ผู้เอาประกันภัยจะยังได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย เช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนในโรงพยาบาลทั่วไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2564 มีบริษัทประกันภัยได้รับความเห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 จำนวน 25 บริษัท และมี 10 บริษัทที่จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปแล้ว โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน - 15 พฤษภาคม 2564 มียอดซื้อประกันภัยรวมทั้งสิ้น 800,269 ฉบับ เบี้ยประกันภัย 96,931,810 บาท และมียอดการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 105,190 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงขยายวงกว้าง และเกิดคลัสเตอร์ใหม่ ๆ ในหลายพื้นที่ รวมถึงมีการติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ด้วย ดังนั้น ทุกคนต้องระมัดระวังและช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาด อีกทั้งเตรียมความพร้อมในการเข้ารับฉีดวัคซีน ในขณะเดียวกันเมื่อได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ระบบประกันภัยก็พร้อมเข้าไปช่วยเยียวยาได้อย่างเต็มที่ในทุกมิติ จึงหวังว่าการออกคำสั่งนายทะเบียนทั้งสองฉบับนี้จะช่วยลดข้อโต้แย้ง และเป็นการดูแลประชาชนผู้ทำประกันภัยแพ้วัคซีนโควิด-19 มีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า เมื่อเกิดอาการไม่พึ่งประสงค์จากการแพ้วัคซีนที่มีการฉีดในสถานที่ใด ๆ ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ก็จะได้รับความคุ้มครองจากสัญญาประกันภัยที่ทำไว้ทุกประการ โดยสำนักงาน คปภ. พร้อมที่จะดูแลด้านการประกันภัยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104033</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, คปภ., ฉีดวัคซีนโควิด-19, ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกันภัย, ป้องกันการแพร่ระบาด, ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน, ผลิตภัณฑ์ประกันภัยการแพ้วัคซีนโควิด-19, เลขาธิการ, แพ้วัคซีนโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60abacafd978f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 18:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>7สายการบินเร่งพนักงานฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 พ.ค.2564 นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ นายกสมาคมสายการบินประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลในการจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในสายการบินในประเทศไทยทั้ง 7 สาย ได้แก่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส, สายการบินไทยแอร์เอเชีย, สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์, สายการบินไทยสมายล์, สายการบินนกแอร์, สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ และสายการบินไทยเวียตเจ็ต รวม 15,970 คน เนื่องจากเป็นบุคลากรปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่มีโอกาสพบปะกับผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า การจัดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่พนักงานทุกคน จะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 24-28 พ.ค.64 ตามนโยบายของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และภาครัฐ ในการป้องกันการเเพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นศูนย์ให้บริการการฉีดวัคซีน พร้อมเอื้อเฟื้อสถานที่โดย รอยัล พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการที่พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในสายการบินได้รับวัคซีนดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานและผู้โดยสารทุกคน รวมทั้งเป็นผลดีกับภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการเดินทางที่มีเเผนฟื้นตัวในอนาคตอันใกล้ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104016</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 สายการบิน, ฉีดวัคซีนโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab875e2a600.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
