<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. คาดวัคซีนซิโนแวคจะหมดในสัปดาห์หน้า ก่อนใช้สูตรไขว้แอสตร้า-ไฟเซอร์ ให้รอประกาศทางการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;16 ต.ค.64 - นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.64 ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในการเปิดประเทศรับผู้เดินทางจากต่างประเทศโดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งจะเป็นช่องทางอากาศเท่านั้น เงื่อนไขคือ ผู้เดินทางมาจากประเทศความเสี่ยงต่ำ ต้องมีผลตรวจ RT-PCR เป็นลบก่อนเดินทางมาถึง ได้รับวัคซีนครบต้นจากประเทศต้นทาง และเมื่อเข้ามาแล้วจะต้องตรวจ RT-PCR ทันทีและพักรอผลตรวจที่โรงแรมมาตรฐาน SHA Plus หรือ โรงแรม ASQ ส่วนประเทศที่เราพิจารณาอนุญาตเข้ามาโดยไม่กักตัว ขอให้รอการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งมีมากกว่า 20 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า เราได้หารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ผู้ประกอบการ ถึงมาตรการสำหรับผู้ประกอบการและประชาชนหลักๆ คือ 1.การฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครบถ้วนในสถานประกอบการ หากใครยังไม่ได้รับก็ขอให้เร่งติดต่อกับทางจังหวัด โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขในจังหวัดนั้นๆ เพื่อฉีดวัคซีน โดยหากรับพนักงานใหม่มา ก็ให้เข้ารับวัคซีนด้วย อย่างไรแล้วจังหวัดในเมืองใหญ่ส่วนใหญ่ก็รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;2.มาตรการโควิดฟรีเซตติ้ง(Covid Free Setting) ที่เราประชาสัมพันธ์กับผู้ประกอบการและประชาชนไปแล้ว&amp;nbsp; 3.มาตรการประชาชนให้ป้องกันตัวเองอย่างสูงสุด(Universal Prevention) และ 4.สถานประกอบการที่ความเสี่ยงสูง เช่น ร้านอาหารในห้องปรับอากาศ กิจกรรมที่มีคนมาพบกันจำนวนมาก ก็ต้องตรวจ ATK ให้กับพนักงานตามกำหนด ทุก 3-7 วันตามความเหมาะสมของพื้นที่ ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าจะมีการนัดประชุม ศปก.ศบค. ร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งสาธารณสุข ททท. คมนาคม และผู้ประกอบการ ซึ่งจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนออกมา แต่มาตรการต่างๆ เราก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ดังนั้นอีก 14 วันที่เหลือก็เชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถเตรียมตัวได้ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.โอภาส ยังกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน จังหวัดที่จะเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวระยะที่ 1 จังหวัดสีฟ้า วันที่ 1-30 พ.ย. ประกอบด้วย 15 จังหวัดคือ กทม. สมุทรปราการ กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระนอง เชียงใหม่ เลย บุรีรัมย์ หนองคาย อุดรธานี ระยอง และตราด โดยกรมควบคุมโรค ส่งวัคซีนโควิด 7 แสนโดสไปเร่งฉีดในพื้นที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;เมื่อถามถึงปริมาณวัคซีนซิโนแวคที่เหลืออยู่ในตอนนี้ สำหรับการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า นพ.โอภาส กล่าวว่า ขณะนี้สูตรวัคซีนหลักที่ใช้จะเป็นสูตรไขว้ ซิโนแวค-แอสตร้าเซน​เน​ก้า​ซึ่งเราได้ฉีดให้ประชาชนไปจำนวนมากแล้ว เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้เกิดขึ้นเร็วกว่าการฉีดแอสตร้าเซน​เน​ก้า 2 เข็มที่ต้องใช้เวลาถึง 12 สัปดาห์ ก็คาดว่าในสัปดาห์นี้จนถึงสัปดาห์หน้า วัคซีนซิโนแวคก็จะหมดแล้ว ซึ่งเราก็จะต่อด้วยสูตรไขว้ แอสตร้าเซน​เน​ก้า​-ไฟเซอร์ แต่ขอให้รอการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119911</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนไขว้, วัคซีนซิโนแวค, วัคซีนสูตรไขว้, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615ac62674ed0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ส่ง&#039;ไฟเซอร์&#039;โจมตีโควิด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
12 ส.ค.64-นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน แถลงสถานการณ์การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า วันนี้ประเทศไทยพบการติดเชื้อใหม่ 9,445 ราย หายป่วย 11,452 ราย เสียชีวิต 84 ราย ผู้ติดเชื้อสะสม 1,730,364 ราย ภาพรวมการรายงานแต่ละวันแบ่งกลุ่ม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล คิดเป็นร้อยละ 21 จังหวัดชายแดนใต้ ร้อยละ 22 ซึ่งสูงกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล เล็กน้อย และจังหวัดอื่นๆ ร้อยละ 57 สำหรับผู้ป่วยอาการรุนแรง 2,954 ราย ลดลงต่อเนื่องจาก 3,200 กว่ารายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมฑล 1,084 ราย ภาคใต้ใน 4 จังหวัด 232 ราย จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 19 จังหวัด 673 ราย และจังหวัดอื่นๆ 965 ราย ส่วนผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 660 ราย ลดมาจาก 729 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรายงานแกว่งตัวอยู่บ้าง แต่ภาพรวมทิศทางลดลง แนวโน้มการระบาดน่าจะรับมือได้อย่างดี และค่อยๆ ลดลง ทั้งนี้ การโฟกัสพื้นที่ที่มีแนวโน้มขยับขึ้นต่อเนื่อง พบใน 4 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน ต้องมีมาตรการระดมลงไปสนันสนุนเพื่อควบคุมโรค ในส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพิ่มขึ้น 805,146 โดส สะสม 61,033,251 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 35.4 ล้านโดส ครอบคลุมประชากร ร้อยละ 49.2 วางแผนว่าปลายเดือนจะได้ครบร้อยละ 50 แต่น่าจะถึงก่อนกำหนด เข็มที่ 2 ฉีด 23.7 ล้านโดส คิดเป็นร้อยละ 33 สูตรหลักที่เราฉีดเป็นเข็มที่ 1 ซิโนแวค อีก 3-4 สัปดาห์ ฉีดเข็มที่ 2 แอสตร้าเซนเนก้า ดังนั้น หมายความว่าตัวเลขเข็มที่ 2 ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านโดส ได้ และเข็มที่ 3 อีก 1.7 ล้านโดส คิดเป็นร้อยละ 2.5 อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กนักเรียน 12-18 ปี ฉีดไปแล้วเกือบ 5 แสนโดส ซึ่งเป็นการฉีดในหน่วยบริการนอกสถานพยาบาล รายงานจึงอาจไม่ได้เข้าระบบทันที โดยขอให้นักเรียนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมในโลกโซเซียล ข่าวที่ไม่มีความจริงก็สร้างความวิตกกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเปิดประเทศโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่แถลงไปเมื่อวันที่ 11 ต.ค. เพื่อรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูการท่องเที่ยวในไทยปลายปีนี้ ดังนั้นต้องมีมาตรการรองรับ ทั้งการกำหนดประเทศที่จะเดินทางมาในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ มีหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 รวมถึงมาตรการในพื้นที่ที่ต้องฉีดวัคซีนในเปอร์เซ็นต์ที่สูง รายงานสถานการณ์วัคซีนในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว ภาพรวมเข็มที่ 1 ร้อยละ 70 ฉีดมากที่สุดใน กรุงเทพฯ สูงเกินกว่าฐานในทะเบียนประชากรเป็นร้อยละ 102.8 ซึ่งอาจรวมประชาชนที่มาจากปริมณฑลด้วย จ.ภูเก็ต ฉีดร้อยละ 80 จ.สมุทรปราการ ร้อยละ 68.8 ซึ่งหลายจังหวัดยังฉีดได้ต่ำกว่า ร้อยละ 50 เช่น อุดรธานี ร้อยละ 38 หนองคาย ร้อยละ 38 เลย ร้อยละ 37 อย่างไรก็ตามไม่ต้องห่วง เพราะพื้นที่เหล่านี้ต้องเตรียมความพร้อมในการจัดสรรวัคซีนอยู่แล้ว ก็ขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว ติดตามข้อมูลข่าวสารในจังหวัด เพื่อติดต่อรับวัคซีน ให้พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามา เชื่อว่าหลังประกาศนโยบายวันเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยว ประชาชนจะสนใจการฉีดวัคซีนกันเยอะ สามารถเร่งฉีดให้ตามเป้าหมายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.เฉวตสรร ยังกล่าวว่า การฉีดวัคซีนใน 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ประชาชนทั่วไปฉีด 1.5 ล้านคน จากฐานประชากร 3.5 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 42.4 ส่วนกลุ่ม 60 ปีขึ้นไป 260,739 คนคิดเป็น ร้อยละ 58 กลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว 143,784 คนคิดเป็น ร้อยละ 51.2 โดยจะลดหลั่นตามพื้นที่ โดยช่วงนี้ได้รับวัคซีนเพิ่มจำนวนมาก ทาง นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 12 ก็รับนโยบายจาก นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด​กระทรวง​สาธารณสุข​ เพื่อเร่งรัดการฉีดวัคซีนต่อเนื่อง ระบบเข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวางรวดเร็วให้ได้เป้าหมาย ร้อยละ 70 ของประชากร คาดว่าจะทำได้ปลายเดือนต.ค. อย่างไรก็ตาม ภาคใต้ตอนล่างที่มีระบาดสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้)​ อัลฟ่า (อังกฤษ)​ และเดลต้า (อินเดีย)​จึงมีความจำเป็นต้องใช้วัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งเราก็ได้จัดส่งไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว 17 จังหวัด มีอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 เรียงจากมากไปน้อย ดังนี้ ภูเก็ต ร้อยละ 80.1 สุราษฎร์ธานี ร้อยล 43 กรุงเทพฯ ร้อยละ 102.8 กระบี่ ร้อยละ 41.9 พังงา ร้อยละ 57.5 ประจวบคีรีขันธ์ ร้อยละ 49.3 เพชรบุรี ร้อยละ 54 ชลบุรี ร้อยละ 71.7 ระนอง ร้อยละ 56.1 สมุทรปราการ ร้อยละ 68.8 ระยอง ร้อยละ 51.7 ตราด ร้อยละ 45.6 เชียงใหม่ ร้อยละ 45.3 เลย ร้อยละ 37.3 บุรีรัมย์ ร้อยละ 49.1 หนองคาย ร้อยละ 38.8 และ อุดรธานี ร้อยละ 38.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวถึงประเด็นการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ว่า การฉีดวัคซีนซิโนแวคเป็นเข็มแรกที่เราฉีดมาระยะหนึ่งแล้ว ก็จะกระตุ้นด้วยวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เพราะภูมิคุ้มกันขึ้นสูง ใช้เวลาเร็วกว่าการฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม ฉะนั้น การฉีดในช่วงที่เรายังมีซิโนแวคอยู่ ก็จะใช้สูตรหลักต่อไปเพื่อประโยชน์ดังกล่าว ส่วนคำถามว่าการฉีดสูตรไขว้แล้วจำเป็นต้องกระตุ้นหรือไม่ โดยหลักการหากภูมิคุ้มกันอยู่ระดับสูงเป็นที่น่าพอใจ แต่เวลาผ่านไปโดยประมาณ 3-6 เดือน ก็อาจค่อยๆ ลดลง ก็จะพิจารณาให้เข็มกระตุ้น แต่ท่านที่ฉีดไปแล้วไม่ต้องกังวล เพราะยังไม่ระยะเวลา เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นการกระตุ้นให้ผู้ฉีดซิโนแวค 2 เข็มตั้งแต่เดือนมิ.ย. แล้วก็เริ่มขยายรับมากขึ้น โดยประมาณ 6 เดือนไล่ตามลำดับเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า คนที่ฉีดเข็มไขว้ ซิโนแวค &amp;nbsp;และแอสตร้าเซน​เน​ก้า​ ภูมิคุ้มกัน​จะสูงและเพิ่งฉีดมาไม่นาน ตอนนี้ไม่ต้องร้อนใจ ภูมิคุ้มกันของท่านยังสูงอยู่และที่สำคัญ ไม่ว่าจะฉีดสูตรไหน มาตรการต้องเข้มข้น การ์ดยังต้องสูง ป้องกันตัวเองสูงสุดกับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงมติในที่ประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค พิจารณาสูตรไขว้ใหม่เป็น วัคซีนแอสตร้าเซน​เน​ก้า​ ตามด้วยไฟเซอร์ หากผ่าน ศบค.แล้วจะมีการนำมาใช้อย่างไร และสูตรไขว้เดิมยังต้องใช้ต่อไปหรือไม่ นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ก็จะพิจารณาสูตรวัคซีนที่เป็นไปได้ตามหลักวิชาการ เวลาที่จะกำหนดสูตรวัคซีน ทางอีโอซีของกระทรวง​สาธารณสุข​จะมาพิจารณาเรื่องการส่งมอบวัคซีนว่ามีอะไรบ้างในมือ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ครอบคลุม กระตุ้นภูมิคุ้มกัน​ ได้เร็ว หลังจากนั้นจะเสนอไปที่ ศบค. เพื่อพิจารณาประกาศใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.​เฉวตสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า สูตรที่ปรากฎในข่าว เป็นเรื่องความมั่นใจทางวิชาการ แต่ในส่วนที่ใช้สูตรไขว้ปัจจุบัน ศบค.จะประเมินและประกาศใช้สูตรใดบ้าง และไม่จำเป็นต้องมีสูตรเดียว แต่โดยทั่วไปเพื่อไม่ให้สับสนในทางปฏิบัติ ก็จะระบุให้ชัดเจนและมีหนังสือสั่งการออกไป อย่างไรก็ตามในเวลาที่มีหลายสูตร ประเทศที่มีการบริหารจัดการเหมือนเรา จะใช้วิธีให้สาธารณสุขกำหนดสูตร จะไม่ให้ประชาชนเลือกสูตรไขว้ด้วยตัวเอง ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่าสูตรที่ประกาศใช้ได้ ฉีดได้เลยไม่ควรรีรอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119550</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนไขว้, เฉวตสรร นามวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612deee82e280.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ย้ำ สูตรวัคซีนไขว้แพทย์ประเมินได้ผล ขอเชื่อมั่นสาธารณสุขไทย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.64- ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ ซิโนแวคและแอสตราเซเนกา จะสามารถป้องกันได้หรือไม่ว่า ทางคณะแพทย์กำลังพิจารณาการฉีดวัคซีนเข็มสาม โดยเข็มแรกต้องฉีดให้เร็วที่สุด และต่อด้วยเข็มสอง ซึ่งการฉีดวัคซีนต้องใช้เวลาห่างกัน ทำให้ต้องใช้วัคซีนสูตรไขว้ ทั้งนี้จากการใช้สูตรนี้และจากการประเมินของแพทย์ก็ได้ผล เราต้องเชื่อมั่นสาธารณสุขเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115488</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนไขว้, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_6131aede094dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 20:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. สวนกลับฝ่ายค้าน &#039;โง่มาก&#039; โจมตีฉีดวัคซีนไขว้ไม่ปลอดภัย แจงภาวะวิกฤติต้องเร็ว-รอตีพิมพ์วิจัยไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สธ.&amp;quot;&amp;nbsp;เผยวัคซีนสูตรไขว้ปลอดภัย&amp;nbsp;และฉีดได้จำนวนมาก&amp;nbsp;เผยเตรียมส่งงานวิจัยตีพิมพ์ระดับโลก&amp;nbsp;แต่หากรอก่อนแล้วค่อยฉีด&amp;nbsp;ถือว่าโง่&amp;nbsp;เหน็บตรรกะง่ายๆ&amp;nbsp;ทำไมไม่เข้าใจ&amp;nbsp;ยันภาวะวิกฤติต้องตัดสินใจเร็ว&amp;nbsp;หากลีลาจะทำให้คนตาย&amp;nbsp;ขออย่าพูดให้ปชช.สับสน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.64 - ที่รัฐสภา&amp;nbsp;นายศุภชัย&amp;nbsp;ใจสมุทร&amp;nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อ&amp;nbsp;พรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp;(ภท.)&amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ&amp;nbsp;วงศ์รจิต&amp;nbsp;ปลัดกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;นพ.ศุภกิจ&amp;nbsp;ศิริลักษณ์&amp;nbsp;อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์&amp;nbsp;นพ.โอภาส&amp;nbsp;การย์กวินพงศ์&amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมโรค&amp;nbsp;นพ.มานัส&amp;nbsp;โพธาภรณ์&amp;nbsp;รองอธิบดีกรมการแพทย์&amp;nbsp;แถลงหลังฝ่ายค้านอภิปรายกรณีที่มีความกังวลในการฉีดวัคซีนไขว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย&amp;nbsp;นพ.ศุภกิจ&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;กรณีที่มีการอภิปรายว่าการไขว้วัคซีน&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;เข็มที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เป็นซิโนแวค&amp;nbsp;และเข็มที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เป็นแอสตราเซเนกา&amp;nbsp;งานวิจัยยังไม่ได้ตีพิมพ์&amp;nbsp;แต่กำลังส่งตีพิมพ์&amp;nbsp;ฉะนั้นการบริหารในสถานการณ์เช่นนี้&amp;nbsp;หากจะรอให้มีการตีพิมพ์งานวิจัยก่อนแล้วถึงนำมาบริหารจัดการถือว่าโง่มาก&amp;nbsp;หากถามว่าทำไมเราถึงยังต้องซื้อวัคซีนซิโนแวค&amp;nbsp;ก็สามารถตอบกลับได้ง่ายๆ&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ผลวิจัยบอกว่าการสู้กับเดลต้าในปัจจุบันนั้น&amp;nbsp;การใช้ซิโนแวค&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เข็มบวกแอสตราเซเนกา&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เข็มให้ผลพอๆ&amp;nbsp;กับการฉีดแอสตราเซเนกา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เข็ม&amp;nbsp;ซึ่งหากจะรอแค่แอสตราเซเนกาอย่างเดียว&amp;nbsp;ต่อให้ได้มาเดือนละ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ล้านโดสก็สามารถฉีดได้เพียงแค่เดือนละ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ล้านคน&amp;nbsp;แต่หากฉีดแบบสูตรไขว้จะสามารถฉีดคนได้มากกว่าเดิมสองเท่านี่เป็นตรรกะพื้นฐานง่ายๆ&amp;nbsp;หากคิดไม่ออกตนก็ไม่รู้ว่าจะบริหารบ้านเมืองไปได้อย่างไรจึงมีความจำเป็นที่ต้องซื้อวัคซีนซิโนแวคมาเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยืนยันว่าการฉีดไขว้มีความปลอดภัยและอย่าพูดให้ประชาชนเกิดความสับสน&amp;nbsp;ทั้งนี้ในการตัดสินใจของกระทรวงสาธารณสุขในยุคที่มีวิกฤตต้องเร็ว&amp;nbsp;หากจะลีลาและต้องรอเอกสารอาจจะทำให้ชีวิตประชาชนเสียหายมากกว่า&amp;quot;&amp;nbsp;นพ.ศุภกิจ&amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน&amp;nbsp;นพ.โอภาส&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;สำหรับสายพันธุ์เดลต้าเป็นเชื้ออุบัติใหม่ที่รู้จักเพียง&amp;nbsp;3-4&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;ความรู้ใหม่ๆ&amp;nbsp;จึงเปลี่ยนไปตลอดเวลา&amp;nbsp;การบริหารจัดการสถานการณ์ก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน&amp;nbsp;และยืนยันว่าเมื่อเจอสายพันธุ์เดลต้าทุกวัคซีนประสิทธิภาพลดลงหมดแต่ก็ยังมีประโยชน์ในการลดการป่วยหนักและเสียชีวิต&amp;nbsp;แต่เราก็อยากทำให้วัคซีนมีประสิทธิภาพจึงเป็นที่มาของการฉีดไขว้&amp;nbsp;ซึ่งการค้นพบของแพทย์ไทยพบว่าภูมิคุ้มกันสูงกว่าปกติที่ใช้กัน&amp;nbsp;และทำให้เราฉีดวัคซีนได้เร็วขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกังวลว่าจะปลอดภัยหรือไม่ยืนยันว่าวัคซีนที่ใช้&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;ยี่ห้อในประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก(WHO)&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;อย.&amp;nbsp;ซึ่งตอนนี้ฉีดไปแล้ว&amp;nbsp;32&amp;nbsp;ล้านโดส&amp;nbsp;ยังไม่มีการเสียชีวิตแม้แต่รายเดียวขณะที่การฉีดสูตรไขว้ที่ต่อไปเราจะใช้เป็นสูตรหลัก&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;เข็มแรกซิโนแวค&amp;nbsp;เข็มสองแอสตร้าเซเนก้า&amp;nbsp;ฉีดไปแล้วมากกว่า&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;ล้านคน&amp;nbsp;ยืนยันว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเช่นกันขอให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ&amp;nbsp;และกลไกการพัฒนาสูตรวัคซีนกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้คิดโดยลำพัง&amp;nbsp;มีคณะกรรมการ&amp;nbsp;มีผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านโรคติดเชื้อ&amp;nbsp;ด้านวัคซีน&amp;nbsp;และด้านระบาดวิทยา&amp;nbsp;มาประชุมและสรุปเพื่อจะปรับให้ประชาชน&amp;nbsp;และอ้างอิงทางหลักฐานวิชาการ&amp;nbsp;ข้อมูลที่เรามีและข้อมูลทั่วโลกด้วยความรอบคอบและรอบด้านเป็นขั้นตอน&amp;nbsp;จนมีมติให้นำสูตรนี้มาใช้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่&amp;nbsp;นพ.มานัส&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;เรื่องการจ่ายยาและการรักษาในระลอก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;อาจจะพบผู้ป่วยรุนแรงและเสียชีวิตมากขึ้น&amp;nbsp;โดยแนวทางรักษาเราจะให้ความสำคัญเรื่ององค์ความรู้&amp;nbsp;ยาใช้รักษา&amp;nbsp;และเพิ่มการเข้าถึง&amp;nbsp;มีการปรับการรักษาให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้น&amp;nbsp;เช่นกลุ่มไม่มีอาการก็ให้ใช้ยาฟ้าทะลายโจร&amp;nbsp;รวมถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงก็จะหรับปรุงให้เข้าถึงยาได้มากขึ้น&amp;nbsp;ส่วนเรื่องเตียงที่ไม่พอก็มีการนำเสนอเรื่องการแยกกักตัวที่บ้านและที่ชุมนุมรวมทั้งศูนย์พักคอยในกทม.&amp;nbsp;และได้รับความร่วมมือของทุกหน่วยงานและภาคประชาสังคมที่มาช่วยดูแล&amp;nbsp;สำหรับผู้ที่มีอาการก็จะได้รับยาตั้งแต่ได้ทราบผลการตรวจ&amp;nbsp;ATK&amp;nbsp;และจะได้รับอุปกรณ์ติดตามอาการ&amp;nbsp;อาหาร&amp;nbsp;3&amp;nbsp;มื้อ&amp;nbsp;เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยออกไปนอกบ้าน&amp;nbsp;ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น&amp;nbsp;รวมทั้งในช่วงนี้ได้สำรองยาไปที่โรงพยาบาลต่างๆ&amp;nbsp;และพื้นที่ต่างๆที่รับผิดชอบผู้ป่วยแยกกักตัวที่บ้านและที่ชุมนุม&amp;nbsp;ทำให้จ่ายยาได้เร็วขึ้น&amp;nbsp;และทางกรมการแพทย์จะมีการติดตามสถานการ์และปรับปรุงวิธีการรักษาให้สอคคล้องกับสถานการ์ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน&amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;เรายืนยันว่ามีการจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ตั้งแต่มีอาการ&amp;nbsp;เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง&amp;nbsp;และไม่ให้เป็นภาระที่ผู้ป่วยต้องไปอยู่ในโรงพยาบาล&amp;nbsp;และอยากยืนยันกับประชาชนว่ากระทรวงสาธารณสุขทำการต่อสู้โควิดในครั้งนี้&amp;nbsp;ด้วยการทำงานด้วยการบูรณาการทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการในหลายๆ&amp;nbsp;รูปแบบ&amp;nbsp;เพื่อป้องกันโรค&amp;nbsp;การรักษา&amp;nbsp;และการฉีดวัคซีนอย่างครบวงจร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115330</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ฉีดวัคซีนไขว้, ซักฟอก, ฝ่ายค้าน, พรรคภูมิใจไทย, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f7628aa8ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เร่งศึกษาฉีดวัคซีน 25% เข้าชั้นผิวหนัง กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ใกล้เคียงกับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.64 - นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวว่า การตรวจภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สูตรฉีดไขว้สลับชนิด โดยเฉพาะการต่อสู้และกำจัดสายพันธ์เดลต้า (อินเดีย) ซึ่งเป็นการศึกษาจากเชื้อสายพันธุ์เดลต้าจริง กับเลือดของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนในสูตรต่างๆ ดังนี้วัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม สามารถกำจัดไวรัสในหลอดทดลอง ค่าเฉลี่ยภูมิคุ้มกันขึ้นไป 24-25 ถือว่าจัดการกับไวรัสได้ แต่ภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงตามระยะเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสลับสูตรแอสตร้าเซนเนก้า เข็มแรก ตามด้วยซิโนแวค เข็มที่ 2 พบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ที่ 25 ไม่แตกต่างไปจากการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม การสลับสูตรแบบนี้ ไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่มขึ้น จึงไม่แนะนำให้ฉีด ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม ตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดเข็มที่ 2 ผ่านไป 2 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันขึ้นไป 76 เท่า สูงกว่าซิโนแวค2 เข็ม และการสลับสูตร ซิโนแวคเข็มแรก และแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2&amp;nbsp;พบว่าค่าเฉลี่ยขึ้นไปที่ 78 เหนือกว่าแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มอยู่เล็กน้อย แต่มีข้อได้เปรียบที่ใช้เวลาสั้นลงเพียง 5 สัปดาห์ และใช้ต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตาที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวว่าผลการตรวจภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดส ดังนี้ บูสเตอร์ด้วยซิโนฟาร์ม หลังฉีดซิโนแวค 2 เข็ม แต่สูตรนี้เก็บตัวอย่างน้อย มีเพียง 14 คน ภูมิคุ้มกันขึ้นมาที่ 61 ซึ่งไม่มากเท่าไร เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อตายเหมือนกัน ทำให้กระตุ้นภูมิได้ไม่สูงมาก และฉีดซิโนแวค 2 เข็ม และบูสเตอร์เข็มที่ 3 ด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันขึ้นไปที่ 271 สามารถกำจัดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าได้ดีมาก และมีภูมิคุ้มกันมากกว่าการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม 10 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ยังต้องติดตามว่าภูมิคุ้มกันที่ขึ้นสูงจะอยู่ได้นานอย่างไร รวมถึงการตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนไฟเซอร์ และประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อสู้กับเชื้อสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) โดยการศึกษาวิจัยของกรมวิทย์ฯ จะให้คำตอบว่าวัคซีนบูสเตอร์โดสจำเป็นอย่างไร และต้องฉีดในระยะเวลาห่างกันอย่างไร เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงตามระยะเวลา ทั้งนี้ประชาชนไม่จำเป็นต้องไปตรวจภูมิคุ้มกัน เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ว่าสามารถป้องกันเชื้อแต่ละสายพันธุ์ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังเร่งศึกษาการฉีดวัคซีนโควิดเข้าชั้นผิวหนัง ประสบการณ์การฉีดวัคซีนในอดีตพบว่า ใช้วัคซีนเพียง 25% สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงพอ กับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่ต้องใช้วัคซีน 100% หากผลการวิจัยมีผลสำเร็จ จะมีโอกาสเพิ่มจำนวนคนที่จะได้รับวัคซีนได้มากขึ้น 4-5 เท่า ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับการบริหารจัดการวัคซีนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้คงต้องรอผลทางวิทยาศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113880</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ฉีดวัคซีนไขว้, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e388a3d3e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิต้านทานมหิดลแจงยิบใครที่ได้SVเข็ม1ควรดีใจที่จะได้ AZ เข็ม2 เพราะกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64- &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.พญ.ประภาพร พิสิษฐ์กุล ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิต้านทาน จาก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊ก Prapaporn Pisitkun ว่าการจะหยุดการระบาดของโควิดและให้ระบบสาธารณสุขไปต่อได้คนส่วนใหญ่จะต้องมีภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การติดเชื้อโควิดในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะยังระบาดกันต่อเนื่องอย่างที่ทุกคนได้เห็นข่าวตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและข่าวของโรงพยาบาลต่างๆที่แทบจะไม่เหลือเตียงรับผู้ป่วยแล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (ที่ปลอดภัย) มากกว่าการจะปล่อยให้แต่ละคนติดเชื้อแล้วสร้างภูมิคุ้มกันเอง (อันนี้ไม่ปลอดภัย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์ปัจจุบันทุกภาคส่วนกำลังพยายามบริหารจัดการวัคซีนให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้และได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการฉีดวัคซีนแบบสลับไขว้ระหว่าง SV1/AZ2 โดยมีข้อมูลเบื้องต้นว่ากระตุ้นภูมิป้องกันโควิดได้ แต่ก็ยังมีผู้กังวลใจหลังไมค์มาถามหมอกันมากมายว่ามันจะได้ผลจริงไหม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้หมอเลยจะมาเล่าเรื่องการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยการใช้วัคซีนแต่ละชนิดสลับกันว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราจะตอบสนองต่อวัคซีนเหล่านี้อย่างไร &amp;nbsp;มีข้อมูลบ้างไหมที่จะสนับสนุนว่าการทำแบบนี้น่าจะได้ผลหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q1: ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองต่อวัคซีนโควิดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อร่างกายเจอเชื้อโรคครั้งแรกจากการฉีดวัคซีน ระบบภูมิคุ้มกันหลายตำแหน่งจะถูกกระตุ้น &amp;nbsp;และเพื่อที่ร่างกายจะได้มีภูมิป้องกันต่อการติดเชื้อครั้งหน้าร่างกายจะสร้างเซลล์ที่มีความทรงจำ (Memory cell) หรือสร้างแอนติบอดีขึ้นมา โดยจะเริ่มมีการสร้างในปริมาณไม่มากในช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 (ดังรูปที่ 1) และถ้าไม่มีตัวกระตุ้นอีกระดับของภูมิคุ้มกันจะลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นหมายความว่าถ้าเราได้วัคซีนเพียง 1 เข็ม ภูมิคุ้มกันจะขึ้นไม่สูงมาก &amp;nbsp;แต่เมื่อเราทิ้งระยะห่างไปสักพักแล้วฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 2 จะเห็นได้ว่าระดับของแอนติบอดีจะขึ้นไปสูงมากขึ้นและจะมีผลป้องกันการติดเชื้อมากขึ้น &amp;nbsp;ถึงแม้ว่าระดับภูมิคุ้มกันที่ขึ้นนั้นไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นจากการฉีดวัคซีนนี้จะสามารถลดอาการและความรุนแรงของการติดเชื้อได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากการระบาดของเชื้อโควิดรอบนี้ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีอาการรุนแรงและมีจำนวนมากเกินกว่าศักยภาพของระบบสาธารณสุขของไทยไปมาก &amp;nbsp;การได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบทั้ง 2 เข็มจะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาให้กับผู้ป่วยไม่ให้มีอาการรุนแรงจนต้องเข้าห้องไอซียู (ซึ่งไม่มีเตียงเหลือแล้ว) และทำให้บุคลากรการแพทย์มีกำลังเพียงพอที่จะให้การดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q2: ระบบภูมิคุ้มกันจะงงไหม ถ้าให้เข็มแรกเป็นชนิดหนึ่งแล้วเข็มสองเป็นอีกชนิดหนึ่ง &amp;nbsp;ระบบภูมิคุ้มกันเราจะรู้ไหมว่าอันนี้เป็นเข็มสอง (จะสูญเปล่าไหม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราทุกคนมีความฉลาดกว่าที่เราคาดคิดไว้มากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนแต่ละชนิดหรือคนละเทคโนโลยีเป็นเพียงวิธีการที่แตกต่างกันในการที่จะส่งชิ้นส่วนของเชื้อโรคเข้าไปให้เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันให้รู้จัก (ดูจากโพสต์หมอก่อนหน้านี้) โดยจุดหมายปลายทางที่วัคซีนทุกชนิดจะจัดส่งข้อมูลของเชื้อโรคไปที่เซลล์ชนิดเดียวกันซึ่งก็คือ &amp;nbsp;Antigen-presenting cells หรือ APC (ดังรูปที่ 2) และเมื่อ APC รู้จักหน้าตาของเชื้อโรคก็จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันด่านหลังทั้ง B และ T เซลล์ เพื่อสร้างภูมิป้องกันโควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นไม่ว่าครั้งแรก (Prime) กับครั้งที่สอง (Boost) จะเป็นวัคซีนคนละชนิดแต่การส่งชิ้นส่วนของเชื้อโรคไปที่เซลล์เดียวกัน เซลล์เม็ดเลือดขาวจะรับรู้ว่าเป็นการกระตุ้นครั้งที่ 1 และซ้ำครั้งที่ 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นโดยหลักการทางภูมิคุ้มกันการฉีดวัคซีนที่ต่างชนิดกันจึงกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากนี้แล้วการฉีดวัคซีนคนละชนิดอาจทำให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อตำแหน่งของเชื้อโรคที่แตกต่างกันซึ่งอาจส่งเสริมฤทธิ์ของการกระตุ้นภูมิให้ดีขึ้น (ในทางทฤษฏี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q3: มีข้อมูลบ้างไหม (ในทางปฏิบัติ) ที่จะสนับสนุนว่าการฉีดวัคซีนแบบสลับนี้น่าจะได้ผลหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อสู้กับ Pandemic COVID ครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายทราบกันดีว่าจะต้องมีการใช้วัคซีนหลายประเภทเพื่อจัดการกับเชื้อโควิดที่มีการกลายพันธุ์เหล่านี้ และจะมีการขาดแคลนวัคซีนเนื่องจากมีความต้องการอย่างมากทั่วโลก จึงมีผู้วิจัยทำการศึกษาการสลับวัคซีนชนิดต่างๆแล้วดูผลของการสร้างแอนติบอดีและการตอบสนองของ T cells โดยในงานวิจัยนี้ได้ใช้วัคซีนทั้ง 4 ประเภทที่ทำขึ้นในประเทศจีนเพื่อ Proof of concept ว่าการฉีดวัคซีนไขว้แบบไหนจะมีการกระตุ้นภูมิได้ดีที่สุด (รูปที่ 3) โดยวัคซีนเข็มแรกและเข็มสองจะฉีดห่างกัน 3 สัปดาห์ และเจาะเลือดที่ 2 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเราจะสนใจดูผลของการฉีดวัคซีนเชื้อตาย (Sinopharm) และ adenovirus vector (Cansino) ซึ่งเป็นสูตรวัคซีนที่ใกล้เคียงกับที่ประเทศไทยได้เริ่มฉีดกันแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบุคคลทั่วไปอาจดูรูปกราฟแล้วงงๆ หมอจะสรุปให้ฟังง่ายๆคือการฉีดวัคซีนสลับกันระหว่างเชื้อตายและ adenoviral vector สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดี้ได้มากกว่าการฉีดวัคซีนเชื้อตายอย่างเดียว (2 เข็ม) หรือ adenoviral vector ( 1 เข็ม) โดยพบว่าไม่มีความแตกต่างกันของระดับ neutralizing antibody ระหว่างกลุ่มที่ฉีดเชื้อตายก่อนแล้วตามด้วย adenovirus vector เมื่อเปรียบเทียบกับ adenovirus vector ก่อนแล้วตามด้วยวัคซีนเชื้อตาย &amp;nbsp;
แต่ถ้าวัดระดับแอนติบอดีต่อ Spike protein จะพบว่าการฉีดวัคซีนเชื้อตายแล้วตามด้วย adenovirus vector จะให้ระดับแอนติบอดีที่สูงกว่าการฉีดสลับกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในการศึกษานี้ไม่ได้เปรียบเทียบระดับแอนติบอดีของการฉีดสลับระหว่างวัคซีนเชื้อตายกับ adenovirus vector เปรียบเทียบกับการฉีด adenovirus vector 2 เข็ม จึงทำให้ไม่ทราบว่าประสิทธิภาพของการฉีดจะเป็นอย่างไรถ้าเปรียบเทียบกับการฉีด Adenovirus vector 2 &amp;nbsp;เข็ม นอกจากนี้ชนิดของ Adenovirus ที่ใช้จาก Cansino ก็แตกต่างจาก AZ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผลที่ได้จากการศึกษานี้บ่งชี้ว่าการฉีดแบบสลับนี้กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการให้วัคซีนเชื้อตาย 2 เข็มอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.tandfonline.com/.../10.../22221751.2021.1902245&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Q4: มีหลักฐานไหมว่าการฉีดวัคซีนสลับชนิดกันนั้นจะมีประสิทธิภาพดีในบุคคลที่ได้รับการฉีดวัคซีนแบบสลับชนิด
ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการสลับการฉีดระหว่าง mRNA กับ adenovirus vector&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีอาจารย์หลายท่านรีวิวแล้ว หมอแนะนำให้ติดตามอ่านเพจ อาจารย์มานพ ซึ่งรีวิวไว้หลายเปเปอร์
สำหรับการไขว้สูตรอย่างที่กำลังทำกันในเมืองไทยเกิดขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดของวัคซีนที่มีให้ใช้ในขณะนี้&amp;nbsp;
(หวังว่าข้อจำกัดนี้จะหมดไปในเร็ววัน) และคงต้องมีการเก็บข้อมูลของประเทศไทยเองว่าประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไรเพื่อนำมาปรับสูตรวัคซีนที่เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดและชนิดของเชื้อกลายพันธุ์ต่อไป
ข้อแนะนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เกี่ยวข้องควรเตรียมจัดหาวัคซีนให้หลากหลายชนิดและมากเพียงพอ เพราะว่ามีแนวโน้มที่จะต้องได้ใช้วัคซีนไขว้ชนิดต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และมีความจำเป็นที่จะต้อง Boost ให้ผู้ที่ได้รับ Sinovac ไปแล้ว 2 เข็ม (ถึงแม้จะไม่ใช่บุคลากรการแพทย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Take home message&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การฉีดวัคซีนที่มีในปัจจุบันเพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยติดเชื้อโควิด (อยากให้รีบไปฉีดกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การฉีดวัคซีน 1 เข็ม (Prime) มีประสิทธิภาพน้อยกว่าการฉีด 2 เข็ม (Prime + Boost) ดังนั้นควรต้องไปรับวัคซีนเข็มสองตามกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- วัคซีนทุกชนิดส่งข้อมูลลักษณะหน้าตาของเชื้อให้ที่เซลล์ชนิดเดียวกัน (APC) และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันปลายทางได้เหมือนกัน (การฉีดวัคซีนไขว้ หรือ Heterologous Prime-Boost สามารถกระตุ้นภูมิได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การฉีดวัคซีนแบบไขว้ระหว่างวัคซีนเชื้อตายกับ adenovirus vector สามารถกระตุ้นภูมิได้ดีกว่าการฉีดเชื้อตายสองเข็ม (ดังนั้นใครที่ได้ Sinovac มาแล้ว 1 เข็มควรดีใจที่จะได้ AZ เป็นเข็มที่สอง เพราะกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111248</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนไขว้, มหิดล, รศ.พญ.ประภาพร พิสิษฐ์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ff869594cf3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110128</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 07:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 07:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอนิธิ&#039;ร่อนหนังสือถึงโรงพยาบาลที่รับฉีด&#039;ซิโนฟาร์ม&#039; ห้ามฉีดวัคซีนไขว้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทำหนังสือถึง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ให้บริการฉีดวัคชีนชิโนฟาร์ม &amp;nbsp;แจ้งเรื่อง แนวทางการใช้วัคชีนซิโนฟาร์ม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยระบุว่า ขณะนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ยังไม่มีนโยบายการให้ฉีดวัคซีนโควิด 19 เข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ต่างชนิดกัน รวมถึงยังไม่มีนโยบายการฉีควัคซีนเข็มที่ 3 หรือเข็มที่ 4 ให้แก่ประชาชน เนื่องจากเป็นวัคซีนใหม่ที่ใช้ในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น โดยแนะนำให้ฉีดชนิดเดียวกันทั้ง 2 เข็ม ตามที่บริษัทผู้ผลิตได้รับอนุญาตจากองค์การอนามัยโลกและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการไม่เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะไม่รับผิดชอบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม และการประกันอาจไม่คุ้มครองการรักษาพยาบาลที่เกิดจากอาการข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ ยกเว้นเป็นการทำงานวิจัยที่ได้รับการอนุมัติและดำเนินการวิจัยตามมาดรฐานการวิจัยในคนและแนวทาง Good Clinical Practice&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110128</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนไขว้, ซิโนฟาร์ม, นพ.นิธิ มหานนท์, เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b43881544aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
