<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร. จับหนุ่มอ้างเป็นเจ้าของสวนทุเรียน หลอกเหยื่อโอนเงินรวมกว่า 1 ล้านบาท สารภาพนำไปเล่นพนันออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ PCT., พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ฯ, พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.ภ.6 หัวหน้าชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่ 4 นำกำลังตำรวจ PCT เข้าทลายเครือข่าย &amp;quot;หลอกขายทุเรียน ผู้เสียหาย 11 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า ตำรวจ PCT ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าถูกเฟซบุ๊คชื่อ &amp;ldquo;คนทำสวนทุเรียน จันทบุรีทุเรียนอร่อย&amp;rdquo; หลอกขายทุเรียน โดยเฟซบุ๊คดังกล่าวได้มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าตนทำสวนทุเรียนและเปิดคิวรับจองทุเรียนก่อนวันเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งได้โพสทั้งในเฟซบุ๊กส่วนตัวและกลุ่มซื้อขายทุเรียนทั่วไปเพื่อหลอกลวงเหยื่อ และสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อมีเหยื่อสนใจเจ้าของเพจจะทักไปหาเหยื่อและใช้นามแฝงว่าชื่อ ป็อบ เป็นเจ้าของสวนทุเรียนอัมรินทร์ ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และแจ้งว่าต้องสั่งจองเป็นจำนวนมากๆ ถึงจะส่งให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นจึงให้ผู้เสียหายโอนเงินค่ามัดจำไปก่อนเพื่อเป็นการจองคิว ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากโอนเงินไปมัดจำ โดยให้โอนเงินเข้าทั้งบัญชีตนเองและของบุคคลอื่นหลายบัญชี และเมื่อถึงเวลาส่งของก็ไม่มีการส่งทุเรียนไปให้ผู้เสียหายตามที่ได้ส่งเงินมัดจำไว้ หลังจากนั้นจะบล็อคเฟซบุ๊คของผู้เสียหาย ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ และทำการหลอกลวงเหยื่อรายใหม่ไปเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่&amp;nbsp;ตรวจสอบพบมีผู้เสียหายแจ้งความกว่า 15 ราย ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวต่อว่าได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการที่ 4 PCT สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลอนุมัติหมายจับนายพลากร สงวนนามสกุล อายุ 32 ปี ผู้ต้องหา ได้ที่ บ้านเลขที่ 7/1 หมู่2 ต.ไร่อ้อย อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ยึดของกลาง ดังนี้ 1.บัญชีธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ จำนวน&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; เล่ม 2.บัตร ATM&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 4 ใบ 3.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง ในข้อหา &amp;ldquo; ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและฟอกเงิน &amp;rdquo; ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้หลอกลวงขายทุเรียนบนเฟซบุ๊คดังกล่าวจริง โดยนำเงินที่ได้มาเล่นพนันออนไลน์ โดยเฉพาะเล่นบาคาร่าออนไลน์ครั้งละกว่าแสนบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า คดีฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน หลังจากนี้จะได้แจ้ง ปปง. เพื่อยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งผู้ต้องหาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องและดำเนินคดีฐานฟอกเงินต่อไป ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องการซื้อของบนโลกออนไลน์ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้กำชับให้เร่งรัดปราบปราม เนื่องจากเป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง และง่ายต่อการถูกหลอกมากขึ้น ทั้งนี้หากพบเบาะแสสามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน PCT 1599 ตลอด 24 ชม. หรือสายตรง 081-8663000&amp;nbsp; เวลาราชการ หรือ&amp;nbsp;www.pct.police.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118319</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉ้อโกง, ตำรวจPCT, ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ, หลอกขายทุเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_6155456fe37c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิยดา&#039; ซัดทอดครอบครัวแฟนตัวการใหญ่หลอกขายมือถือ ตร.ฝากขังค้านประกันตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.64 - ที่สถานีตำรวจภูธรนาหวาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนควบคุมตัวนางสาวพิยดา ทองคำพันธ์ อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาคดีหลอกขายโทรศัพท์มือถือ ที่กำลังเป็นที่สนใจเวลานี้​ เพื่อ​ทำการสอบปากคำเพิ่มเติมในการทำสำนวนดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริตและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมทั้งความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ก่อนจะนำตัวนางสาวพิยดา ออกจากสถานีตำรวจนาหวาย ไปควบคุมตัวต่อไว้ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่พนักงานสอบสวนไปศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นคำร้องขอฝากขังนางสาวพิยดา โดยที่ทนายความของนางสาวพิยดา ตามไปที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมยื่นเรื่องขอประกันตัวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นางสาวพิยดา เปิดเผยระหว่างที่เดินลงจากสถานีตำรวจไปขึ้นรถควบคุมตัวผู้ต้องหาว่า รู้สึกเสียใจที่ตกเป็นเครื่องมือถูกหลอกใช้จากครอบครัวของแฟนหนุ่มในการก่อเหตุกระทำความผิดหลอกขายโทรศัพท์มือถือจนมีผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งยืนยันว่า​ ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นใดๆ เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเลย แต่ถูกแอบอ้างนำชื่อไปใช้ในการก่อเหตุและโยนความผิดมาให้รับคนเดียว กรณีของ &amp;ldquo;น้องก้อง&amp;rdquo; นักเรียนชายชั้น ม.2 อายุ 14 ปีที่เสียชีวิตนั้น ตัวเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและไม่ได้เป็นคนหลอกขายโทรศัพท์ให้ตามที่มีการพาดพิงถึง อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นคดีและมีชื่อตัวเองตกเป็นผู้ต้องหาแล้วก็รู้สึกเสียใจและขอโทษครอบครัวของผู้เสียหายด้วย​ จากนี้ก็ขอต่อสู้ทางคดีตามขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิเชียร อินเรน ทนายความส่วนตัวของนางสาวพิยดา เปิดเผยว่า เบื้องต้นถึงเวลานี้ลูกความให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และจากนี้กำลังเร่งตรวจสอบรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายเพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันในการต่อสู้คดี ส่วนประเด็นที่นางสาวพิยด้าอ้างว่าครอบครัวของแฟนหนุ่มเป็นผู้บงการทั้งหมด โดยที่ตัวนางสาวพิยดาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วยนั้น ตัวเองยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ในกรณีเงินจำนวน 700,000 บาท ที่พ่อและแม่เลี้ยงเตรียมมาเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัว แต่ถูกตำรวจอายัดไปตรวจสอบนั้น กำลังเร่งทำเรื่องขอคืนจากตำรวจ และกำลังรอว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ทั้งนี้ไม่ขอออกความเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ สำหรับการขอประกันตัวนางสาวพิยดานั้น จะต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะพยายามทำให้ทันภายในวันนี้ ส่วนจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พ.ต.อ.สกุลรัชช์ คงทอง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนาหวาย อำเภอเชียงดาว เปิดเผยว่า วันนี้พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอฝากขังนางสาวพิยดา ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในชั้นสอบสวนทางพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ส่วนขั้นตอนการยื่นประกันตัวในชั้นศาลนั้นเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่สามารถทำได้แต่ก็เป็นดุลพินิจ​ของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานแจ้งว่า ทางครอบครัวของนางสาวพิยดา พร้อมทนายความ เตรียมยื่นเรื่องขอประกันตัวที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ตามขั้นตอน หากศาลให้ประกันตัวก็มีหมายจับจากพื้นที่อื่นเตรียมอายัดตัวไปดำเนินคดีต่อไปแล้ว แต่หากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทางเจ้าหน้าที่จะทำการส่งตัวนางสาวพิยดาไปควบคุมอยู่ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างดำเนินคดี เนื่องจากอายุยังครบ 20 ปี และหากได้รับการปล่อยตัวก็ยังมีหมายจับจากพื้นที่อื่นๆหลายคดีเตรียมอายัดตัวไปดำเนินคดีต่อเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118240</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉ้อโกง, พิยดา, หลอกขายมือถือ, เชียงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6154316179107.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘มนัส’อดีตกำปั้น โอลิมปิก‘ฉ้อโกง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มนัส บุญจำนงค์&amp;quot; อดีตฮีโร่นักมวยเหรียญทองโอลิมปิก รับทราบข้อกล่าวหาคดีหลอกขายลอตเตอรี่ ปิดปากเงียบ-ไม่เผยข้อมูลกับสื่อ ผู้เสียหายแฉซื้อขายกันหลายงวด งวดแรกได้จริง แต่ต่อมาอ้างหาสลากไม่ได้-เงินไม่คืนให้สมรักษ์แจงมนัสโอนมา 8 ล้าน แต่มีสลากแค่ 4 ล้าน คืนส่วนต่างไป 4 ล้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 27 ก.ค. ที่ สน.ดอนเมือง นายมนัส บุญจำนงค์ อายุ 41 ปี อดีตนักมวยเหรียญทองโอลิมปิก&amp;nbsp;พร้อมด้วยทนายความได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีหลอกขายลอตเตอรี่&amp;nbsp;โดยนายมนัส บุญจำนงค์ ไม่ขอพูดหรือเปิดเผยข้อมูลใดๆ กับผู้สื่อข่าว&amp;nbsp;เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาฉ้อโกง&amp;nbsp;โดยภายหลังรับทราบข้อหา พนักงานสอบสวนได้ทำการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากนายมนัสเข้ามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกัน นายอานนท์ พินิจกุล อายุ 32 ปี และนายเอกไท&amp;nbsp;จีระตระกูล อายุ 30 ปี&amp;nbsp;ผู้เสียหาย ได้เดินทางมา สน.ดอนเมือง นายอานนท์เปิดเผยว่า รู้จักกับนายมนัสผ่านเพื่อนๆ ที่เป็นกลุ่มเตะฟุตบอล&amp;nbsp;ปกติเพื่อนๆ ของตนเองจะมีกิจกรรมรวมตัวเตะฟุตบอลเป็นประจำ ซึ่งช่วงเดือน ธ.ค.2563 นายมนัสได้เข้ามาร่วมในกลุ่มด้วย&amp;nbsp;และมีการชักชวนเพื่อนคนอื่นซื้อสลาก นายมนัสอ้างว่าได้โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นโควตาของนายสมรักษ์ คําสิงห์&amp;nbsp;เพื่อนนักมวย ตนจึงสนใจและติดต่อซื้อสลากกับนายมนัส มีการซื้อกันมาจำนวน 3 งวด&amp;nbsp;งวดแรกมีการจ่ายเงินและได้สลากจริง&amp;nbsp;แต่งวดที่ 2 และ 3 มีการจ่ายเงินรวมแล้วกว่า 1,452,000 บาท ต่อมานายมนัสอ้างว่าหาสลากไม่ได้&amp;nbsp;และไม่ยอมคืนเงินให้ โดยอ้างว่าถูกโกงจนไม่สามารถนำเงินมาคืนได้ แต่จะพยายามหาเงินมาคืนให้ ก่อนหน้านี้ได้ผลัดการคืนเงินกับตนหลายครั้ง&amp;nbsp;จนต้องตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความไว้ที่ สน.ดอนเมือง&amp;nbsp;ตอนนั้นมีการไกล่เกลี่ยกันโดยนายมนัสยอมที่จะคืนเงินให้ และมีการจ่ายเช็คจำนวน 3 ใบ&amp;nbsp;แต่ปรากฏว่า เช็คที่จ่ายออกมาไม่สามารถขึ้นเงินได้
ส่วน นายเอกไท&amp;nbsp;จีระตระกูล ผู้เสียหาย กล่าวว่า กรณีของตนเองคล้ายกับผู้เสียหายกรณีแรก เหตุที่เชื่อถือและร่วมลงทุนด้วยมาจากการที่นายมนัสเป็นคนมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ประกอบกับได้อ้างถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีการส่งรูปสลากจำนวนหนึ่งมาให้ดู เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือว่ามีสลากจริงๆ&amp;nbsp;แต่พอตกลงซื้อขาย ตนโอนเงินให้นายมนัส จำนวน 632,000 บาท&amp;nbsp;ภายหลังเกิดเรื่อง นายมนัสได้โอนเงินคืนตนมา 172,000 บาท เพื่อทำให้ตนเชื่อว่าจะได้ที่เหลือคืนและเพื่อไม่ให้ตนแจ้งความ แต่กลับเบี้ยวจ่ายส่วนที่เหลือ เมื่อทวงถามก็มีการผลัดวันเรื่อยๆ จนตนต้องเดินทางเข้าแจ้งความ
ด้าน นายสมรักษ์ คําสิงห์ อดีตนักมวยโอลิมปิก และเป็นผู้ที่ถูกกล่าวอ้างว่าขายลอตเตอรี่ให้กับนายมนัส กล่าวว่า&amp;nbsp;ยอมรับว่าเคยมีการซื้อ-ขายลอตเตอรี่กับนายมนัสจริง&amp;nbsp;แต่แค่เพียง 1 งวดเท่านั้น ตอนนั้นนายมนัสได้โอนเงินมาให้ตน 8 ล้านบาท เพื่อซื้อลอตเตอรี่&amp;nbsp;แต่ตนมีลอตเตอรี่ให้แค่ 4 ล้าน จึงโอนเงินส่วนต่าง 4 ล้านบาทคืนนายมนัสไป&amp;nbsp;หลังจากนั้นนายมนัสก็หายไปเลย ไม่ได้มีการติดต่อซื้อขายกันอีก&amp;nbsp;จนกระทั่งเกิดเรื่อง ผู้เสียหายโทร.มาหาตนเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ตนได้อธิบายไปตามความจริงที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;ก่อนหน้านี้นายมนัสโทร.มาปรึกษาบ้าง&amp;nbsp;แต่ตนพยายามบอกนายมนัสให้หาเงินมาคืนผู้เสียหาย ส่วนที่ว่านายมนัสมีปัญหาเรื่องเงินหรือมีหนี้สินหรือไม่ ตนไม่รู้และไม่ขอเกี่ยวข้อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111300</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายลอตเตอรี่, ฉ้อโกง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โอลิมปิก, ‘มนัส’อดีตกำปั้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffefe3a6256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนภัยกู้เงินออนไลน์เสี่ยงตกเป็นเหยื่อ แนะเลือกสถาบันการเงินน่าเชื่อถือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.64 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์และเตือนภัยกรณีการฉ้อโกงในรูปแบบของแอปพลิเคชันกู้เงินออนไลน์ และแอปพลิเคชันเงินกู้ที่มีการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย ว่า เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้พี่น้องประชาชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและหันมาทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์หรือผ่าน Application บนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น จึงมีเหล่ามิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสนี้แฝงตัวมาในรูปแบบของแหล่งเงินกู้ออนไลน์และได้กระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรูปแบบการกระทำความผิดหลักๆที่พบ จะมี 2 ลักษณะ คือลักษณะของ Application ที่หลอกว่าจะให้กู้เงินและใช้กลอุบายว่าทางผู้กู้จะต้องโอนเงินมาก่อนส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการค้ำประกันเงินกู้ จากนั้นเมื่อผู้กู้โอนเงินไปก็ไม่ได้มีการโอนเงินมาให้ผู้กู้ตามที่ตกลงกันไว้ และอีกลักษณะหนึ่งคือ Application เงินกู้นั้น ให้กู้ยืมเงินจริงแต่มีการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย อย่างเช่น การโทรไปข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงกับผู้กู้ว่าหากไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนด หรือการประจานต่อผู้อื่นให้ทราบถึงหนี้นั้นๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถิติของศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปน.ตร.) พบว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. 64 - 16 ก.ค. 64 มีการแจ้งการกระทำความผิดซึ่งเกี่ยวข้องกับ Application เงินกู้ออนไลน์มากถึง 263 เรื่อง ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดําเนินการสืบสวนสอบสวน จับกุมผู้กระทําความผิดอย่างจริงจังต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของ Application ที่มีการหลอกให้โอนเงินมัดจำและไม่ให้เงินกู้จริง จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนการทวงหนี้โดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง การใช้วาจาดูหมิ่นหรือการเปิดเผยข้อมูลการเป็นหนี้ของลูกหนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญและรับรู้ถึงพิษภัยของการกระทำความผิดดังกล่าว จึงได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้ทราบถึงพิษภัยและรูปแบบการกระทำความผิดต่างๆ บนโลกออนไลน์ รวมถึงเร่งทำการสืบสวน สอบสวน ปราบปราม และจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี เพื่อเป็นการจำกัดความเสียหายและตัดโอกาสในการกระทำความผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเรียนประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมถึงแนวทางการหลีกเลี่ยงป้องกันการถูกหลอกลวงในรูปแบบของ Application เงินกู้ออนไลน์ มายังพี่น้องประชาชนว่า ควรวางแผนการเงินและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด, หากจำเป็นต้องกู้เงินจริงๆ ควรเลือกกู้เงินจากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ และศึกษารายละเอียดของผู้ให้กู้ให้ดี รวมถึงมีสัญญาการกู้ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบ หากพบเห็นความผิดปกติ หรือขอเสนอที่ดีเกินไปควรหลีกเลี่ยง และอย่าหลงเชื่อว่าตัวเองโชคดี นอกจากนี้หากพี่น้องประชาชนหากพบเบาะแสการทวงหนี้ผิดกฎหมายหรือการกระทำความผิดอื่นๆ สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110310</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉ้อโกง, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, เตือนภัย, แอปเงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210626/image_big_60d70f0e72f20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็ดขาด! ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว &#039;ประสิทธิ์ เจียวก๊ก&#039; คดีฉ้อโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.64 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ร.ต.อ.เจษฎา เหมโก พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ยื่นฝากขัง นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก อายุ 45 ปี ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน ครั้งแรกผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-29 พ.ค. 2564 เนื่องจากจะต้องรอสอบปากคำพยานบุคคลอีก 30 ปาก รอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า ผู้เสียหายกับพวกรวม 19 คน ได้รับเชิญไปงานเปิดตัวบริษัท วีเลิฟยัวแบ็ก (ไทยแลนด์) จำกัด จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2563 โดยมีผู้ต้องหากับพวกร่วมกันประกาศโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนในธุรกิจซื้อขายและเช่ากระเป๋าแบรนด์เนมผ่านบริษัทดังกล่าว อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง เพียงแต่รอรับเงินปันผลภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น โดยการทำธุรกิจปล่อยเช่ากระเป๋าแบรนด์เนมแก่ลูกค้าทั่วไป อ้างว่ามีฐานลูกค้ากว่า 1 แสนราย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตัดสินใจเข้าร่วมลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทรดฟอเร็กซ์ไปกับโบรกฯที่มีความน่าเชื่อถือระดับโลก
IC Markets
รายละเอียดในการลงทุนกับธุรกิจกระเป๋าแบรนด์เนม มีขั้นตอนดังนี้ คือ ให้เข้าไปเลือกสินค้าจากเว็บไซด์ CRABYBRANDNAME.COM ซึ่งจะมีภาพกระเป๋าแบรนด์เนมหลายยี่ห้อ พร้อมราคาสินค้า จากนั้นสามารถเลือกสินค้าได้หลายชิ้นตามที่ต้องการลงทุน แล้วสามารถชำระเงินได้หลายช่องทาง เช่น จ่ายเป็นเงินสด &amp;nbsp;ผ่านบัตรเคดิต หรือ โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารต่างๆ หลายแห่ง หรือชำระเป็นทองคำ เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว จะมีสัญญาที่ลงลายมือชื่อ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF ได้จากเว็บไซต์ของร้าน และจะได้รับใบเสร็จรับเงิน ซึ่งหลังจากผ่านขั้นตอนการลงทุนเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับผลตอบแทน ทุกวันที่ 30 ของเดือน แต่ปรากฏว่ามิได้มีการจ่ายเงินตอบแทนตามที่สัญญาตกลงกันไว้แก่ผู้เสียหาย จึงได้มีการทวงถามทั้งทางโทรศัพท์และทางไลน์ แต่เริ่มติดต่อได้ยากขึ้น จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า บริษัทดังกล่าวไม่พบว่ามีการลงทะเบียนทางศุลกากรจริง และผู้เสียหายไม่ได้รับเงินตอบแทนแต่อย่างใด ทำให้เกิดความเสียหายทั้งสิ้น 21,583,846 บาท จึงแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว ต่อมาศาลอาญาได้ออกหมายจับนายประสิทธิ์ ผู้ต้องหา กระทั่งเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา นายประสิทธิ์ ผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลอาญาที่ 749/2564 ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ ปอศ. ตามที่ถูกออกหมายจับ จึงแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินเป็นการฉ้อโกงประชาชน เหตุเกิดที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน และเขตห้วยขวาง กทม.ต่อเนื่องกัน ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง หากให้ประกันตัวผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานได้ อีกทั้งมีประชาชนตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก และทางการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหารายนี้เป็นผู้บงการ รวมทั้งมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารและมีอำนาจจัดการในบริษัทต่างๆ ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ การปล่อยชั่วคราวอาจทำให้เสียหายต่อรูปคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมา ภายหลังศาลอนุญาตฝากขังนายประสิทธิ์ ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง นายประกันของผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขังนี้ ด้วยหลักทรัพย์เงินสด 400,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอาญาพิเคราะห์แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ความเสียหายมีจำนวนมาก ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะได้นำตัวนายประสิทธิ์ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในชั้นฝากขังนี้ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103333</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉ้อโกง, ประสิทธิ์ เจียวก๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a127bc3fcb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 13:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหยื่อคดี&#039;ประสิทธิ์&#039;บุกกองปราบ แฉต้นทุนสังคมดีหลงเชื่อนาน2ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. 64 - ที่กองบังคับการปราบปราม กลุ่มตัวเเทนผู้เสียหายกว่า 20 คน นำโดยนายอติชาติ เลาหพิบูลย์กุล เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม ในคดีที่นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ผู้ต้องหาฉ้อโกงประชาชน ชวนทำธุรกิจแบบเครือข่ายหลายรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอติชาต กล่าวว่า ได้ร่วมลงทุนกับนายประสิทธิ์มานาน 2 ปี โดยตัวเองมีมูลค่าเสียหาย 80 ล้านบาท ลงทุนทุกรูปเเบบที่นายประสิทธิ์เสนอออกมา เนื่องจากมีความเชื่อถือ เพราะเห็นว่านายประสิทธิ์เป็นบุคคลมีต้นทุนทางสังคมเเละเคยมีโอกาสได้ลงพื้นที่ร่วมทำจิตอาสาร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนตัวมองว่าการทำธุรกิจของนายประสิทธิ์ไม่เข้าข่ายเเชร์ลูกโซ่ เพราะมีธุรกิจจริงได้ผลประกอบการ&amp;nbsp; เเละไม่ได้ปันผลจากการเเนะนำต่อเเต่อย่างใด นายประสิทธิ์ อ้างว่าบริษัทประสบปัญหาสภาพคล่อง เพราะเศรษฐกิจไม่ดีซึ่งขัดเเย้งกับความเป็นจริงที่บริษัทนายประสิทธิ์เติบโต&amp;quot; นายอติชาติ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103187</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบ, ฉ้อโกง, ประสิทธิ์ เจียวก๊ก, อติชาต เลาหพิบูลย์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a20dec6483f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2021 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2021 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งจับเจ้าของร้านเชิดทองจำนำ เซ้งกิจการหนีติดต่อไม่ได้ มีผู้เสียหายกว่า 20 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13&amp;nbsp;มี.ค.64 - ผู้เสียหาย 3 คนที่จำนำทองแล้วต่อดอกเบี้ยไม่ได้ แถมติดต่อร้านทองก็เงียบหายได้รวมตัวกันเดินทางมาที่ สภ.บางปู จ.สมุทรปราการ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้นำสร้อยคอทองคำไปจำนำ แล้วปรากฏว่าภายหลังได้มีการเซ้งร้านขายทองให้คนอื่น ผู้เสียหายหลายรายเข้าไปติดต่อขอต่อดอกแล้วทางเจ้าของร้านทองเจ้าใหม่อ้างว่า เจ้าของเดิมไม่ได้โอนทองที่รับจำนำไว้ให้จึงรับผิดชอบให้ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เสียหายจึงได้นำหลักฐานใบรับจำนำทอง เข้าพบ ร.ต.อ.ปัญญาพล บุญศรี พนักงานสอบสวน&amp;nbsp;สภ.บางปู เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับทางอดีตเจ้าของร้านทองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยสามห่วง ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้ดำเนินคดีกับอดีตเจ้าของร้านทองที่รับจำนำทองไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อินทิรา แก้วปัญญา&amp;nbsp;หนึ่งในผู้เสียหาย เล่าว่าตนและผู้เสียหายอีกนับสิบรายที่นำสร้อยทองคำไปจำนำกับทางร้านทองแห่งนี้เมื่อปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;โดยมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุกสองเดือน แรกๆก็จ่ายดอกตามปกติไม่เคยขาดส่งแต่อย่างใด จนมาช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตนจะไปจ่ายดอกเบี้ยตามปกติ แต่ทางเจ้าของร้านแจ้งว่า ให้ไปจ่ายดอกเบี้ยที่ร้านขายเสื้อผ้าติดกับร้านทอง ซึ่งเป็นคนรู้จักกัน ตนและคนอื่นๆก็นำเงินไปจ่ายดอกเบี้ยที่ร้านเสื้อผ้าตามที่เจ้าของร้านบอก&amp;nbsp;ซึ่งก็จ่ายได้ตามปกติไม่มีปัญหาใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนมาทราบภายหลังว่า เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาร้านทองแห่งนี้ได้ปิดกิจการและเซ้งให้กับนายทุนรายอื่นไป จนมาต้นเดือนนี้ ตนจะไปจ่ายดอกและขอไถ่สร้อยทองคืนมา แต่กลับได้รับคำตอบจากร้านเสื้อผ้าที่เคยรับส่งดอกว่า ทางเจ้าของร้านโทรมาแจ้งว่าให้งดรับดอกเบี้ย ตนจึงมีการติดต่อสอบถามไปสอบถามเจ้าของร้านที่รับจำนำเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้&amp;nbsp;จึงพากันมาแจ้งความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อินทิรา กล่าวว่า นอกจากผู้เสียหายสามคนนี้แล้วยังมีรายอื่นอีกกว่า&amp;nbsp;20&amp;nbsp;รายที่ไม่สามารถไถ่ทองคืนจากร้านนี้และติดต่อทางร้านนี้ไม่ได้เช่นกัน&amp;nbsp;ซึ่งผู้เสียหายกลุ่มนี้ยังได้เข้าขอคำปรึกษาด้านคดีกับทางทนายความอาสาที่มาประจำการที่ สภ.บางปู เพื่อหาแนวทางการดำเนินคดีทางกฎหมายโดยทางทนายความระบุว่า หากมีผู้เสียหายมากอาจจะเข้าข่ายฉ้อโกงได้ แต่หากเป็นรายบุคคลเช่นนี้ต้องดูเจตนาของทางร้าน แต่อาจเข้าข่ายยักยอกทรัพย์ได้เช่นกันต้องพิจารณาจากพนักงานสอบสวนอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกรับแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ และจะนัดผู้เสียหายมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานในการออกหมายเรียกและหมายจับเจ้าร้านทองรายดังกล่าวมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95960</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสมุทรปราการ, ฉ้อโกง, ยักยอกทรัพย์, ร้านทอง, สภ.บางปู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210313/image_big_604c8edd7375f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
