<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103089</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทภ.2แจงแพทย์หญิงพันแก๊งค์คืนคุณแผ่นดิน&#039;ประสิทธิ์ เจียวก๊ก&#039;ตุ๋นปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค.64- กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกเอกสารข่าว ชี้แจงกรณีกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา &amp;quot;ฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน&amp;quot; โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทขึ้นมาหลายแห่งในลักษณะเครือข่ายใหญ่ หนึ่งในนั้นเป็นแพทย์ทหารหญิง ขอชี้แจงว่า&amp;nbsp; แพทย์หญิง ดังกล่าว คือพันโทหญิง อมราภรณ์ วิเศษสุข เป็นกำลังพลสังกัด กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 (บชร.21) ช่วยราชการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หน่วยได้อำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการควบคุมตัวการสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน ในขณะเดียวกันหน่วยฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และการดำเนินการทางวินัยแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาได้เน้นย้ำให้กำลังพลทุกระดับให้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของสังคม และห้ามมีให้กำลังพลกระทำความเสื่อมเสีย อันเข้าข่ายผิดกฎหมายและผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง หากผลสอบสวนพบว่ามีความผิดจริงจะถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและทางคดีอาญา อย่างถึงที่สุด กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ ในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม และขอแสดงความเสียใจไปยังผู้ได้รับความเสียหายทุกท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า การสอบพันโทหญิงอมราภรณ์ สืบเนื่องจากกรณีกองบังคับการปราบปราม จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายบริษัทชื่อดังหลอกลวงนักลงทุนตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการ &amp;ldquo;คืนคุณแผ่นดิน&amp;rdquo; ที่ทำหน้าเปรียบเหมือนหัวหน้าขบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103089</URL_LINK>
                <HASHTAG>คืนคุณแผ่นดิน, ฉ้อโกงประชาชน, ประสิทธิ์ เจียวก๊ก, มทภ.2, แพทย์หญิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0d1a1708c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 19:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 19:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกจับ &#039;อรหันต์ลวงโลก&#039; ตุ๋นเหยื่อกว่า 400 ราย หลงเชื่อซื้อผ้าป่าสะสมบุญให้ผลตอบแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.64 - เวลา 13.00 น. พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม พร้อมด้วย พ.ต.อ.จตุรงค์ มหิทธิโชติ ผกก.สืบสวนจังหวัดนครพนม พ.ต.อ.ณัฏฐวิชฌ์ ราชแก้ว ผกก.สภ.เมืองนครพนม&amp;nbsp;นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอเมืองนครพนม&amp;nbsp;ร่วมกับนายจุลสัน ทันอินทร์อาจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดฯ เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์อำเภอเมืองนครพนม นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมฝ่ายปกครอง&amp;nbsp;นำหมายจับศาลจังหวัดนครพนม ที่ ค 181/2564 ลงวันที่ 27 เมษายน 2564 เข้าจับกุมนางสาวอิสรีย์ อินทร์ไชยา หรือพญาธรรมมิกราช อายุ 49 ปี&amp;nbsp;ผู้แอบอ้างตนเป็นภิกษุณี เจ้าสำนักสถานปฏิบัติธรรมวิปัสสนาพระพุทธสิกขี ตั้งอยู่เลขที่ 210 หมู่ 1 บ้านดงโชค ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน หลังมีชาวบ้านผู้เสียหายในพื้นที่ อ.เมืองฯ , อ.ท่าอุเทน และ อ.ปลาปาก จ.นครพนม เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน จำนวน 3 สภ. ได้แก่ สภ.เมืองนครพนม , สภ.ท่าอุเทน และ สภ.กุตาไก้ รวมกว่า 400 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชน จัดตั้งกองทุนขึ้นมาอ้างว่านำไปช่วยเหลือโควิด จึงระดมทุนให้ผู้หลงเชื่อซื้อผ้าป่าสะสมบุญกองละประมาณ 3,500 บาท&amp;nbsp;โดยให้ผลตอบแทนสูงเช่นคืนกำไรด้วยทองคำรูปพรรณหนัก 1 สลึง เริ่มแรกมีคนลงทุนซื้อกองทุนดังกล่าวเพียงกองทุนเดียว ไม่ถึง 10 วัน ก็เรียกให้ไปรับกำไรเป็นทองคำ 1 สลึงจริง ทำให้มีคนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ ควักเงินซื้อกองทุนเพิ่มมากขึ้น บางคนอยากได้ทองคำเยอะก็ลงทุนซื้อผ้าป่าหลายสิบกอง เวลาผ่านไปประมาณ 3 เดือน ไม่ได้ผลตอบแทนเหมือนทีแรก จึงคิดว่าถูกเจ้าสำนักหลอกลวงให้สูญเงินแน่แล้ว จึงชักชวนกันไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเจ้าหน้าที่นำหมายศาลเข้าจับกุม ได้พบพระสงฆ์รูปหนึ่งทราบว่าชื่อเล่นพระตึ๋ง ออกมาด้านหน้าสำนักอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงมาปฏิบัติธรรมเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวไปสอบสวนที่สำนักพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ถือหมายจับเข้าไปภายใน พบตัว น.ส.อิสรีย์ หรือพญาธรรมมิกราช แต่งกายในคล้ายสงฆ์ห่มกายด้วยจีวรสีเหลือง นั่งบนเก้าอี้ในห้องที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และเรียกสรรพนามแทนตัวเองว่าอาตมา&amp;nbsp;พร้อมอ้างตนว่าเป็นอรหันต์ แรกๆพูดเป็นภาษาอังกฤษทำทีเป็นพูดไทยไม่ชัด และแสดงธรรมเทศนาโปรดเจ้าหน้าที่ ซึ่งจ้องใช้การเจรจานานกว่า 10 นาที จึงยอมให้จับกุมตัวแต่โดยดี โดยยืนยันว่าไม่ได้ฉ้อโกงและไม่มีส่วนรู้เห็น ถ้าผู้เสียหายต้องการเงินคืน บอกเลยว่าไม่มีเงินคืนให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตลอดเวลาที่พูดคุย น.ส.อิสรีย์จะอ้างตนเป็นพระอรหันต์ชั้นสูงที่มาโปรดพุทธศาสนิกชน เพื่อพาไปสู่เส้นทางแห่งความสงบ&amp;nbsp;ก่อนเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปสอบสวนในข้อกล่าวหาฉ้อโกงประชาชน และขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้พบว่าพื้นที่สำนักดังกล่าว มีเนื้อที่กว่า 7 ไร่ มีการก่อสร้างอาคารสถานที่ปฏิบัติธรรม พระพุทธรูปจำนวนมาก รวมถึงมีแม่ชีอีก 2 รูปที่ดูแลในวัด แต่อ้างไม่รู้เห็น และไม่เกี่ยวข้องเพียงมาปฏิบัติธรรมเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้มีการสอบสวนเพิ่มเติมภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม เปิดเผยว่า วันนี้ทางตำรวจและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ได้นำหมายศาลจังหวัดนครพนม เข้าจับกุม น.ส.อิสรีย์ หรือพญาธรรมมิกราช ที่ตั้งตนเป็นภิกษุณี&amp;nbsp;แต่ไม่ได้รับการอนุญาตตามระเบียบของศาสนา และมีการตั้งสำนักปฏิบัติธรรม เพื่อแสวงผลประโยชน์จากชาวบ้าน ด้วยการตั้งกองทุนผ้าป่าช่วยเหลือโควิด โดยมีการมอบหมายให้สายบุญ เดินสายตระเวนเหยื่อในพื้นที่อำเภอต่างๆ ร่วมบริจาคทำบุญกองผ้าป่า กองละประมาณ 3,500 บาท และมีผลตอบแทนคืนกำไรสูงเป็นเงินสดบ้าง รวมถึงทองคำรูปพรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงแรกเป็นการเชิญชวนให้หลงเชื่อ ทำให้ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อซื้อกองทุนผ้าป่ามากขึ้น สุดท้ายไม่ได้ผลตอบแทนคืน และไม่ได้ตามข้อตกลง ทำให้หลายคนตกเป็นเหยื่อกว่า 400 ราย&amp;nbsp;รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตามวันนี้เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาความผิดฉ้อโกงประชาชน และจะได้สอบสวนขยายผลในฐานความผิดอื่นๆ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า จะมีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อเอาผิดตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp; แต่ในเบื้องต้นได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่อ้างเป็นพระภิกษุณีตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม นอกจากนี้ยังมีการจับกุมแม่ชีอีก 2 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการทำหน้าที่เดินสายหลอกชาวบ้าน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างควบคุมตัวไปสอบสวนดำเนินคดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง การบวชเป็นพระภิกษุณีนั้น ในประเทศไทยยังไม่เปิดกว้าง สตรีผู้เสื่อมในพระพุทธศาสนา ต้องการจะบวชต้องเดินทางไปที่ประเทศศรีลังกาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100950</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, ฉ้อโกงประชาชน, ภิกษุณี, สภ.เมืองนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_608805247316c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยกฟ้องเครือข่าย &#039;เสี่ยสมชาย&#039; นายทุนเงินกู้ &#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; บุกจับ ผู้เสียหายยื่นอุทธรณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31&amp;nbsp;มี.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลชั้นต้นของศาล จ.ขอนแก่น ได้นัดอ่านคำพิพากษา คดีดำเลขที่ อ.3054/61&amp;nbsp;ระหว่างพนักงานอัยการ จ.ขอนแก่นฝ่ายโจทก์ กับ นายเด่นชัย&amp;nbsp;ศิริศรีมังกร จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;พร้อมพวกในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยเมื่อถึงเวลานัดหมายพนักงานอัยการ พร้อมผู้เสียหายในคดีดังกล่าวจำนวนมากได้มารายงานตัวต่อศาล ขณะที่จำเลยได้เดินทางมาพร้อมทนายความ ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ฝ่ายโจทก์ และจำเลยเข้าไปในห้องพิจารณาคดีที่&amp;nbsp;12&amp;nbsp;และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนหรือผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปสังเกตุการณ์หรือรับฟังการอ่านคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแต่อย่างใดและกำหนดจุดให้พักรอที่ศาลาพักญาติด้านหน้าศาลเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลชั้นต้นของศาล จ.ขอนแก่น ได้ใช้เวลาในการอ่านคำพิพากษานานกว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ชม. จึงมีคำสั่งยกฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดและมีคำสั่งให้ชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายบางคน ทำให้ผู้เสียหายที่มารับฟังคำพิพากษาของศาล ซึ่งเมื่อได้ฟังคำสั่งศาลจึงต่างพากันเดินออกมาจากห้องพิจารณาคดีและมาพูดคุยกันกับทนายความที่ศาลาพักญาติเพื่อหาแนวทางในการต่อสู้คดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเชิดพงษ์&amp;nbsp;แพ่งสองพร ทนายความ กล่าวว่า คดีความดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ พล.ต.ท.สุรชัย&amp;nbsp;ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4&amp;nbsp;ขณะนั้น กับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ในขณะนั้นได้ขอหมายค้นจากศาลจ.ขอนแก่น ตรวจค้นนายทุนเงินกู้นอกระบบในจังหวัดขอนแก่น โดยนำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้น&amp;nbsp;5&amp;nbsp;จุด ซึ่งเป็นเครือข่ายนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยเกินจากที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นเครือข่ายของนายสมชาย ศิริศรีมังกร หรือเสี่ยสมชาย พร้อมอายัดทรัพย์ทั้งหมดมูลค่ากว่า&amp;nbsp;600&amp;nbsp;ล้านบาท โดยในคดีดังกล่าวมีผู้เสียหายรวม&amp;nbsp;77&amp;nbsp;คน ซึ่งการดำเนินงานของตำรวจนั้นได้มีการสั่งฟ้องตามขั้นตอนจนกระทั่งถึงวันนี้เป็นวันที่ศาลชั้นต้นของ ศาล จ.ขอนแก่น ได้นัดอ่านคำพิพากษาในดคีดังกล่าว โดยมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยทั้งหมด และมีคำสั่งให้ชดเชยให้กับผู้เสียหายเป็นบางคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การจับกุมดังกล่าวของทางเจ้าหน้าที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งวันนี้ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาใน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ข้อกล่าวหา ประกอบด้วยฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันฉ้อโกง,พรบ.อัตราดอกเบี้ยและพรบ.กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเปิดทำการให้กู้ยืมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยทั้งหมด และมีคำสั่งให้มีการชดเชยให้กับผู้เสียหายบางคนตามที่ศาลกำหนด ซึ่งทุกคนน้อมรับคำสั่งศาล และได้มีการหารือกันกับพนักงานอัยการในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอีกครั้ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายกฤตภาส ธนบูลศิริพงศ์ หนึ่งในผู้เสียหาย&amp;nbsp;77 ราย&amp;nbsp;กล่าวว่า ครอบครัวได้ขายฝากที่นา จำนวน&amp;nbsp;35&amp;nbsp;ไร่ ให้กับนายทุนรายนี้เพราะเห็นติดป้ายประกาศไว้หน้าร้านแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เพราะต้องการลดขั้นตอนการดำเนินการกับทางธนาคารที่มีขั้นตอนทางเอกสารที่ซับซ้อน จึงตัดสินใจนำที่นามรดกผืนสุดท้ายไปจำนองกับนายทุนตกลงกู้ในราคา&amp;nbsp;1,000,000&amp;nbsp;บาท แต่นายทุนทำสัญญา&amp;nbsp;1,100,000&amp;nbsp;บาท แล้วเขียนรายละเอียดการกู้ ดอกเบี้ย ใส่บนกระดาษแผ่นเล็ก&amp;nbsp;โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp;3 นอกจากนี้ยังเก็บดอกเบี้ยเพิ่มเป็นร้อยละ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;โดยนายทุนอ้างว่าต้องไปยืมเงินคนอื่นมาจ่ายให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในระยะแรกหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยชำระตามที่ตกลงกันไว้ ผ่านไป&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือนที่นำไปขายฝาก ซึ่งครบตามเวลาที่ตกลงกันไว้ รวบรวมเงินมาได้จนครบที่กู้ยืมไป&amp;nbsp;1,000,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;จึงติดต่อขอไถ่ถอนที่ดินคืน แต่นายทุนกลับประวิงเวลาออกไป โดยอ้างว่าจะต่อสัญญาให้ เมื่อติดต่อไปทางนายทุนก็บ่ายเบี่ยง ทำให้ครบระยะเวลาสัญญาขายฝาก ทำให้ที่ดินตกเป็นของนายทุนทันที พร้อมทั้งบอกว่าจะขายคืน&amp;nbsp;7,000,000&amp;nbsp;บาท จึงไม่มีหนทางที่จะหาเงินมาไถ่ถอนที่นาได้ ตอนนี้ที่นาทั้งหมด&amp;nbsp;35&amp;nbsp;ไร่ตกเป็นของนายทุนเงินกู้แล้ว&amp;nbsp;และเมื่อ&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาพบว่านายทุนได้ให้คนเช่า แต่เนื่องจากน้ำท่วมก็ไม่พบว่าทำประโยชน์อะไรอีก&amp;nbsp;วันนี้ศาลตัดสินยกฟ้อง โดยระบุว่าคดีหมดอายุความ ผู้เสียหายทุกคนจึงตัดสินใจมอบหมายให้ทนายความและพนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนของศาลต่อไป&amp;quot;นายกฤตภาส กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97919</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดขอนแก่น, ฉ้อโกงประชาชน, ศาลจังหวัดขอนแก่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_60644fad44c84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนีไม่รอด! กองปราบจับ &#039;2 ยี่ปั๊ว&#039; โกงขายล็อตเตอรี่เชิดเงินกว่า 400 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ย.63 - ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม พ.ต.อ.มนตรี เทศขัน พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.บุญลือ&amp;nbsp;ผดุงถิ่น ผกก.3 พ.ต.ท.นพรัตน์ คำมาก พ.ต.ท.เอนก บุญตา สว.กก.3 จับกุมนายทศพร จิตรแม้น และ นายยุทธนา ทองคำ&amp;nbsp; 2 ยี่ปั๊ว ที่หลบหนีหลังก่อเหตุฉ้อโกงประชาชนใน จ.สุรินทร์ ด้วยการหลอกขายล๊อตเตอรี่ ก่อนเชิดเงินไปกว่า 400 ล้านบาท ชุดจับกุมตามไปจับกุมตัวได้ที่ บ้านพักแห่งหนึ่งใน อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

จากการตรวจค้นพบทรัพย์สินในตัวเป็นเงินสด 7 แสนกว่าบาท สร้อยคอทองคำและแหวนทองคำอีกเล็กน้อย จึงควบคุมตัวทั้งสองคนมาสอบสวนที่กองบังคับการปราบปราม เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าชักชวนมาลุงทุนจริง แต่จำนวนเงินความเสียไม่ถึง 400 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว

ชาวบ้านผู้เสียหายกว่า 100 คนที่ จ.สุรินทร์ ทราบข่าวว่าตำรวจกองปราบปรามจับสองยี่ปั๊วแสบได้ ต่างดีใจและนัดหมายกันว่าวันนี้จะรวมตัวมาชี้ตัวผู้ต้องหา และร้องคัดค้านการประกันตัวเกรงว่าถ้าผู้ต้องหาได้ประกันตัวออกไปจะไปข่มขู่คุกคามชาวบ้านผู้เสียหายได้

ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน กับพวกที่ถูกจับได้ก่อนหน้า ซึ่งเป็นชาว จ.ร้อยเอ็ด เข้ามาตีสนิท และชักชวนให้ชาวบ้านใน จ.สุรินทร์ ร่วมทุนด้วยการนำเงินไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำหน่าย และหากขายได้ทั้งหมดก็จะแบ่งเงินให้กับผู้ร่วมลงทุน ชาวบ้านหลงเชื่อจึงได้ร่วมทุนกับผู้ต้องหามานานกว่า 2 ปี และเห็นว่ามีรายได้จริงจากการซื้อล็อตเตอรี่ จึงตัดสินใจลงทุนกับผู้ต้องหาเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และยังซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับผู้ต้องหาไปขายให้กับกลุ่มเครือญาติในราคาต้นทุนฉบับละ 80 บาท หรือราคากล่องละ 500 ใบ ราคากล่องละ 35,000-40,000 บาท โดยในช่วง 4-5 งวดแรก ได้รับเงินจากการจำหน่ายล็อตเตอรี่จริง

ต่อมางวดวันที่ 16 ต.ค.และงวด วันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้ชาวบ้านผู้เสียหายกว่า 100 คนได้ซื้อล็อตเตอรี่กับผู้ต้องกลุ่มนี้ โดยลงทุนไปอีกรวมเป็นเงินจำนวนกว่า 400 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่สามารถจัดหาล็อตเตอรี่มาให้ได้ ทั้งๆ ที่รับเงินไปแล้ว ก่อยจะหลบหนี จึงแห่เข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน สภ.รัตนบุรี ภ.จว.สุรินทร์ เมื่อ&amp;nbsp; 7 ต.ค 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83871</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบ, ฉ้อโกงประชาชน, ยี่ปั๊ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201115/image_big_5fb0994768ec3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 20:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เสียหายแจ้งจับที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ ตุ๋นลงทุนสกุลเงินดิจิทัล 100 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.63 -นายเกรียงศักดิ์&amp;nbsp;พินทุสรศรี ทนายความที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ได้พานายสุเมธ&amp;nbsp;จันสุตะ อายุ&amp;nbsp;53 ปี และ น.ส.กีรตยา&amp;nbsp;กำลังมาก อายุ&amp;nbsp;46&amp;nbsp;ปี สองผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.อ.เติมรัศมิ์&amp;nbsp;จินดาวัฒน์&amp;nbsp;ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ&amp;nbsp;ให้สอบสวนดำเนินคดีกับนายศตพล&amp;nbsp;จันทร์ณรงค์ นายกสมาคมการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อธุรกิจท่องเที่ยว (ETA)&amp;nbsp;และเป็นเจ้าของ บริษัท บี.ซี. แวร์เฮาส์ จำกัด โดยระบุว่าถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนในการซื้อเหรียญสกุลดิจิทัล ที่ใช้ชื่อ อีทีเอ คอยน์ โดยมีนายศตพล&amp;nbsp;เป็นผู้บริหารระดับสูง และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้คิดดำเนินการออกเหรียญ อีทีเอ คอยน์ ในฐานฉ้อโกงประชาชน มีผู้เสียหายนับร้อยคนมูลค่าความเสียหายกว่า&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ&amp;nbsp;หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า&amp;nbsp;สืบเนื่องจากเมื่อปี 2561&amp;nbsp;คณะผู้บริหารของสมาคมดังกล่าว ได้ดำเนินการออกเหรียญสกุลเงินดิจิทัล ชื่อสกุล &amp;quot;อีทีเอ คอยน์&amp;quot; และได้ชักชวนให้นักลงทุน นักธุรกิจ ข้าราชการ และคนจากหลากหลายวงการ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาร่วมลงทุนเงินดิจิทัล สัญชาติไทยที่ตั้งขึ้นมา โดยอ้างว่าสามารถนำไปใช้จ่ายได้ในประเทศไทยเหมือนเงินทั่วไป และในอนาคตจะโกอินเตอร์ สามารถซื้อขายในตลาดเงินดิจิทัลในเวทีโลกได้ และสามารถทำกำไรได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนั้นนายกสมาคมคนดังกล่าวมีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;และเคยจัดทำโครงการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจออนไลน์ จนมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ตนและผู้เสียหายรายอื่น ๆ อีกกว่า&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ราย หลงเชื่อนำเงินไปร่วมลงทุนรวมมูลค่าหลายสิบล้านบาท ก่อนที่จะมาทราบว่าเงินดิจิตอลสกุลดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้จ่ายได้หรือนำไปใช้ประโยชน์ใดๆได้ ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง จึงรวมตัวกันมาแจ้งความในวันนี้&amp;nbsp;ขณะที่ในส่วนของนายศตพลเองนั้น ทราบว่าขณะนี้ได้ถูกปลดออกจากการเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปแล้ว เนื่องจากที่การนำตำแหน่งไปแอบอ้างหลอกลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเกรียงศักดิ์&amp;nbsp;กล่าวว่า ตามที่ตนได้ดูในรายละเอียดแล้วพบว่าเหรียญสกุลดังกล่าวไม่มีอยู่จริงและนำไปทำธุรกรรมทางการเงินไม่ได้ ตามที่ตกลงสัญญากันไว้ และมีผู้เสียหายหลายคนติดต่อขอขายคืนก็ไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยที่ทางสมาคมการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อธุรกิจท่องเที่ยว (&amp;nbsp;ETA)&amp;nbsp;ก็เป็นสมาคมที่นายศตพล เป็นนายกและก็เป็นกรรมการบริษัทอีกบริษัทหนึ่งเพื่อโอนเหรียญเข้ามา แต่เวลาโอนกลับให้ผู้เสียหายโอนเงินให้กับนายศตพล เท่ากับว่านายกและบริษัทและเงินเหรียญสกุลดังกล่าวมีนายศตพล เป็นคนคุมอยู่ ผลประโยชน์ทั้งหมดโอนเข้าที่นายศตพล พอผู้เสียหายทวงถามแต่กลับได้รับคำตอบว่าให้ไปซื้อขายกันเองในกระดานซื้อขายระหว่างประเทศ หรือว่าเอาไปขายต่อให้คนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากที่ตนรับเรื่องมามีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์ประมาณ 10&amp;nbsp;กว่าคน มูลค่าความเสียหายประมาณ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านบาท และยังมีผู้เสียหายรายอื่น ๆ อีกหลายสิบคน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งในพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการฉ้อโกงประชาชน เพราะมีการโฆษณาออกสื่อมีเว็บไซต์หลอกให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนทำให้เกิดความเสียหาย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียด เพื่อรวบรวมหลักฐานและติดตามผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78408</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสมุทรปราการ, ฉ้อโกงประชาชน, สภ.เมืองสมุทรปราการ, อีทีเอ คอยน์, เหรียญสกุลดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6b479f1527e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหยื่อตุ๋นแชร์ &#039;บ้านออมทองแม่มิ้น&#039; บุกโรงพัก ดูหน้าด่าแหลกผู้ต้องหาหวิดเกิดเรื่องวุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.63 -&amp;nbsp;ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองตราด นายสุพจน์ ใจรักษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด พาตัวนางสาวเกวลิน ประมาณพล (มิ้น) อายุ 23 ปี และนายอนุชา มัดรอ (ฟาฮัด) อายุ 25 ปี สองผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชน บ้านออมทองแม่มิ้น หรือบ้านออมทองนูรีน เข้ามอบตัวกับพ.ต.ท.วุฒิชัย เหล่าบุญศรี หัวหน้าพนักงานสวบสวน สภ.เมืองตราด โดยให้เหตุผลหลังเข้ามอบตัว พ.ต.ท.วุฒิชัย ได้สอบปากคำนางสาวเกวลินและนายอนุชา นานกว่า 2 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายชาลี จันทดูล ตัวแทนผู้เสียหายได้ขอเข้าไปคุยกับสองผู้ต้องหาต่อหน้าตำรวจและผู้ใหญ่บ้าน เพื่อหาทางออกร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่กำลังสอบปากคำอยู่นั้น มีผู้เสียหายทยอยเดินทางมาติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาลี กล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับผู้ต้องหาแล้ว ผู้ต้องหาขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น และจะเร่งหาเงินมาชดใช้ความเสียหายให้ได้โดยเร็ว ซึ่งตอนนี้ผู้ต้องหายอมรับมีเงินในบัญชี 3-4 ล้านบาท นอกจากนี้อยากให้นำทรัพย์สินที่สามารถขายได้ นำมาชดใช้ โดยชดใช้ให้กับผู้เดือดร้อนก่อนในตอนนี้ แล้วค่อยๆชดใช้เงินไปตามระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น เวลา 13.30 น. พ.ต.ท.วุฒิชัย นำนางสาวเกวลิน ประมาณพล&amp;nbsp;อายุ 23 ปี และนายอนุชา มัดรอ อายุ 25 ปี ฝากขังศาลจังหวัดตราด พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีความเสียหายมากและเป็นที่สนใจของประชาชน แต่ปรากฏว่า ตำรวจต้องระดมเจ้าหน้าที่กว่า 10 นาย เพื่อนำผู้ต้องหาขึ้นรถ เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากมายืนรอดูหน้า ด้วยความโกรธแค้น หวิดเกิดเรื่องวุ่นวายบนโรงพัก และเมื่อตำรวจนำตัวผู้ต้องหาถึงศาล ปรากฏว่า ยังมีผู้เสียหายตามไปด่าทอด้วยความโกรธแค้น โดยผู้ต้องหาต้องรีบวิ่งเข้าภายในศาลจังหวัดทันที ก่อนที่ตำรวจจะตักเตือนกลุ่มผู้เสียหายห้ามใช้คำหยาบบริเวณศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้เสียหายล่าสุดจากบ้านออมทองแม่มิ้น มีผู้เสียหายแล้ว 365 ราย ยอดเงิน 72,487,549 บาท ซึ่งยังมีผู้เสียหายทยอยแจ้งความตลอดเวลา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75392</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดตราด, ฉ้อโกงประชาชน, สภ.เมืองตราด, หลอกลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f4379450c241.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 18:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 18:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้การฯเลย กลับเข้ารับราชการ เหตุสอบวินัยไม่แล้วเสร็จคดีโกงสหกรณ์ตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.63 -&amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อให้ความสนใจสอบถามในประเด็นที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง ตร.ที่ 421/2563 ให้ข้าราชการตำรวจกลับคืนสู่ฐานะเดิมและกลับเข้ารับราชการ นั้น&amp;nbsp;ขอเรียนชี้แจงประเด็นในส่วนของการดำเนินคดีทางอาญาและการดำเนินทางวินัยของข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง จากกรณีสืบเนื่องคดีที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา ในกรณีของประชาชนและกลุ่มข้าราชการตำรวจ ภ.จว.เลย มีหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม การทุจริตในโครงการกู้รวมหนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่หนึ่งในส่วนของการดำเนินคดีอาญาทางคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้ดำเนินการสอบสวนเรื่อยมา กระทั่งมีความเห็นสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาหลายราย ในความผิดฐาน &amp;quot;ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน&amp;quot;&amp;nbsp;ต่อพนักงานอัยการ โดยคดียังอยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สองในส่วนของการดำเนินการทางวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.เลย กับพวกรวม 5 นาย กรณีถูกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยต้องหาคดีอาญาข้อหา ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4,5 และ 12 และ ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2563 คณะกรรมการสอบสวน ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้น มีความเห็นมายัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจากการพิจารณา โดยกองวินัยพบว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณาสั่งการ จึงได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวนเพิ่มเติม และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน โดยคณะกรรมการสอบสวน ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเรื่อยมาโดยตลอด หากแต่การสอบพยานบุคคลยังไม่เสร็จสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการพิจารณาสั่งการดังกล่าว ล่วงเลยตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ตาม มาตรา 87 วรรคสอง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบระเบียบ ก.ตร.ว่าด้วยเหตุจำเป็นไปในการขยายระยะเวลาการพิจารณาสั่งการทางวินัย พ.ศ.2547 ข้อ 5 เนื่องด้วยกฎหมายกำหนดไว้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ กับพวก รวม 5 นาย กลับคืนสู่ฐานะเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า แต่ข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการตามที่ได้นำเรียนข้างต้น&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หากผลการสอบสวนเพิ่มเติม ในคดีวินัยส่งกลับมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว กองวินัยจะพิจารณามีความเห็นตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74825</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉ้อโกงประชาชน, ผบก.ภ.จว.เลย, ผิดวินัยร้ายแรง, พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3bb776dfad8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
