<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สยามพิวรรธน์ดึง &#039;อริยะ พนมยงค์&#039;ลุยธุรกิจค้าปลีก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย. 2563 นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ เปิดเผยว่า การทำธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 คือ การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในเรื่องความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศ และที่เคยเดินทางมาเยี่ยมเยือนโครงการของบริษัทจากทั่วโลก ขณะเดียวกันยังต้องบริหารความคาดหวังจากบรรดาร้านค้า และพันธมิตรทางธุรกิจที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความสำเร็จในรูปแบบใหม่ๆร่วมกัน &amp;nbsp;จึงนับเป็นโอกาสที่ทำใหบริษัทฯเร่งปรับและพัฒนาองค์กรให้สำเร็จในปีนี้ ให้บรรดาบุคลากรทั้งหมดสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับท่ามกลางความท้าทายบริษัทฯ ได้พัฒนาโครงสร้างสู่การเป็นองค์กรที่นำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่แตกต่างและไม่เหมือนใครผ่านช่องทางออมนิชาแนล ที่ขยายเครือข่ายบนแพลทฟอร์มต่างๆให้เข้าถึงตัวลูกค้าทั่วประเทศและทั่วโลกแล้วเชื่อมโยงกลับมาที่สินค้าและบริการในศูนย์การค้า &amp;nbsp;รวมทั้งการพัฒนาระบบอัตโนมัติในการบริหารจัดการและการให้บริการ &amp;nbsp;โดยได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกแห่งหนึ่งมาจัดแผนงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งเสริมทีมงานโดยมีผู้เชี่ยวชาญชั้นแนวหน้าด้านเทคโนโลยี ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย คือ นายอริยะ พนมยงค์ อดีต Head ของ Google ประเทศไทย , อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท &amp;nbsp;LINE &amp;nbsp;ประเทศไทย และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Transformational &amp;nbsp;ที่จะเข้ามาเป็นผู้นำทัพการเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับบริษัทฯในครั้งนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;บริษัทที่ปรึกษาดังกล่าวจะนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลออมนิชาแนลและประสบการณ์จากการให้คำแนะนำแก่บริษัท Fortune Global 500 มากมาย มาสนับสนุนให้สยามพิวรรธน์บรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำออมนิชาแนลที่โดดเด่นในประเทศไทย และภูมิภาคในอนาคต และในส่วนของ อริยะ พนมยงค์ ซึ่งเคยเป็นผู้นำในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก รวมทั้งมีประสบการณ์ที่กว้างขวาง เชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียล จะมาสนับสนุนสยามพิวรรธน์ในการขับเคลื่อน และสร้างมิติใหม่ในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ&amp;rdquo; นางชฎาทิพ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอัมพร โชติรัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่าใน 3 ปีที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์ ได้ใช้เงินไปประมาณ 900 ล้านบาท ในการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม และระบบบริหารฐานข้อมูลอย่างครบวงจร โดยมีแผนที่จะลงทุนต่อเนื่องในปี 2564 เพื่อพัฒนาระบบอัตโนมัติ 30 โครงการเพื่อลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานในการให้บริการเรื่องต่างๆ ลดขั้นตอนการอนุมัติที่ซับซ้อน ผลักดันให้ทุกคนทำงานได้สำเร็จเร็วขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีแผนที่จะปรับปรุง 3 ศูนย์การค้าในเครือ ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ในปี 2564-2565 &amp;nbsp;ด้วยการปรับคอนเซ็ปต์การนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัล ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ผ่านช่องทางออมนิชาแนลทั่วทุกอาคาร เพื่อสร้างสุดยอดประสบการณ์ และทำให้ผู้คนจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงประสบการณ์ต่างๆได้ตลอดเวลา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84027</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชฎาทิพ จูตระกูล, สยามพิวรรธน์, อริยะ พนมยงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb262344cd1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชฎาทิพ จูตระกูล จากวิกฤติสู่บทเรียนพัฒนารีเทลโมเดลใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชฎาทิพ จูตระกูล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ไม่ใช่เพียงแค่มีผลต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่หากยังมีผลกระทบต่อสุขภาพของเศรษฐกิจทั่วโลกด้วยเช่นกัน การจะบริหารงานท่ามกลางวิกฤติครั้งใหญ่เช่นนี้ จึงนับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อองค์กร โดย &amp;ldquo;ชฎาทิพ จูตระกูล&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เป็นแม่ทัพที่ผ่านวิกฤตการณ์มาหลายครั้ง ซึ่งอาทิตย์เอกเขนกสัปดาห์นี้ อยากจะมาแชร์แนวคิดของหญิงแกร่งในวงการค้าปลีก ที่ต้องยอมรับว่าในตอนนี้เป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก และกำลังเข้าสู่ &amp;ldquo;New Normal&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในทุกครั้งที่เจอวิกฤติก็นับว่าเป็นบทเรียนที่ดี จากเหตุการณ์ในอดีตก็ต้องยอมรับว่าเรามีบทเรียนกว่าคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันทุกครั้งที่ลุกได้ เราจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ตอนนี้มีเพื่อนที่มีวิกฤติทั่วโลก แต่คนที่ก้าวข้ามผ่านมา จะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป&amp;rdquo; ชฎาทิพเริ่มกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ที่ผ่านมา ชฎาทิพบอกว่า ความเร็วเป็นหัวใจหลักและจะต้องประเมินสถานการณ์รายวัน จึงต้องมีการสร้า Scenario เพราะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจะรู้ว่าต้องใช้วีธีไหน ทำให้สามารถ Take action ได้เร็ว รวมถึงการสื่อสารไปยังผู้ที่เป็นหัวใจหลักของบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้กำลังใจ และให้ความหวัง ทั้งในส่วนของพนักงาน พันธมิตรคู่ค้า และลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ ยังมีการแบ่งทีมเพื่อบริหารงานด้านต่างๆ ได้แก่ 1.ทีมงานที่คอยติดต่อกับภายนอกโดยเฉพาะ มีผู้บริหารทีสามารถติดสนใจได้เร็ว 2.ทีมงานแก้ปัญหาในองค์กร โดยจะติดตามเหตุการณ์ในแต่ละวันว่ามีสิ่งไหนเกิดขึ้นบ้าง 3.ผู้บริหารและคนรุ่นใหม่หรือเรียกว่าเป็นเน็กซ์เจนฯ ลีดเดอร์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหาปัจจุบัน แต่คิดไปข้างหน้าว่าหลังจากโควิด-19 จบแล้ว บริษัทจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป จำเป็นและเสนออะไรให้ลูกค้าบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในพันธกิจของ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และเป็นหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของโครงการไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งยังคงยึดมาตลอด 62 ปี และเตรียมเดินหน้าอย่างเข้มข้นมากขึ้นในเรื่องของการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการร่วมกันรังสรรค์ (Co-creation) และการสร้างคุณค่าสมประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย (Creating Shared Values) เพื่อสร้างความเท่าเทียมและสร้างประโยชน์ร่วมกันให้เกิดขึ้นในสังคมทุกระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในยุคนี้เราต้องไม่ใช่เรื่องของการเก่งคนเดียวอีกต่อไป ต้องเปิดใจรับฟังพันธมิตรคู่ค้า และการชนะใจลูกค้า คงไม่ใช่เรื่องการลดราคาอย่างเดียว แต่ยังต้องมี Emotional Engagement เป็นสิ่งที่ค้าปลีกยุคใหม่ต้องคำนึงถึง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนี้วิสัยทัศน์ New Beginning - New Smile ของสยามพิวรรธน์จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการทำศูนย์การค้า เพื่อความสุขและนำรอยยิ้มสยามกลับคืนมาสู่คนไทยอีกครั้ง ขณะเดียวกันจะเป็นโมเดลใหม่ของธุรกิจรีเทล เพื่อตอบสนองชีวิตวิถีใหม่ทางหนึ่งด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ได้กระตุ้นจิตสำนึกให้คนทั่วโลกให้ตระหนักถึงความสำคัญในแนวทางการดำรงชีวิตเพื่อความยั่งยืน จิตสำนึกเรื่องลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมีแนวทางการทำธุรกิจรีเทลที่ตอบสนองดังกล่าว ได้แก่ 1.นำเสนอระบบนิเวศของธุรกิจค้าปลีก สร้างประโยชน์และคุณค่าให้เกิดขึ้นแก่ผู้ผลิตและผู้ซื้อร่วมกัน 2.นำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบสนองชีวิตวิถีใหม่ โดย Ecotopia ณ สยามดิสคัฟเวอรี่ บนพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร รวบรวมสินค้าเพื่อวิถีชีวิตยุคใหม่ที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.นำเสนอชีวิตวิถีใหม่อย่างมีสไตล์ โดยพลังของการ Co-Creation &amp;amp; Collaboration
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันผู้บริโภคเกิดความคุ้นเคย และมีกลุ่มเป้าหมายที่สนใจช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น วันสยามและไอคอนสยาม มีช่องทางการช็อปปิ้งโดยใช้ดิจิทัล เทคโนโลยีพร้อมตอบสนองความต้องการการช็อปปิ้งในแบบ Omni Channel Shopping ที่การผสานการช็อปปิ้งระหว่าง On-line และ Off-line ควบคู่ไปกับมาตรการสุขอนามัยและความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์ เพราะศูนย์การค้ายุคใหม่ต้องสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยและได้รับการดูแลเอาใจใส่ตลอดการใช้เวลาภายในศูนย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า คงเป็นการพิสูจน์ว่าจะสามารถจัดการสภาพคล่องได้อย่างไร ยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะรอด บางรายอาจจะต้องปิดกิจการไปตั้งหลักก่อน มองว่าหากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายอาจทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาสัก 30-40% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เราเองมีลูกค้ากลุ่มนี้มากถึง 30% และช่วงที่มีการเปิดศูนย์การค้าอีกครั้ง อาจมีคนเข้าใช้บริการหายไป 50% เพราะ social distancing จะยังคงอยู่&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะมีปัจจัยลบค่อนข้างมาก แต่สยามพิวรรธน์เชื่อมั่นว่าการดำรงไว้ซึ่งทัศนคติเชิงบวก รักษาวินัยเพื่อชาติ ด้วยความรักความปรารถนาดีของคนไทยที่มีต่อกัน จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่เอาชนะทุกสิ่งได้สำเร็จ จะร่วมแรงร่วมใจกันกอบกู้ยิ้มสยามให้คืนมาสู่คนไทยทุกคน และนำพารอยยิ้มของคนทั้งโลกกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชฎาทิพ จูตระกูล, อาทิตย์เอกเขนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200523/image_big_5ec9206f3adc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระเบิดศึกพรีเมียมเอาท์เล็ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นมาครึ่งปี แต่ดูเหมือนสถานการณ์ในหลายธุรกิจไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ บางรายเข้าเป้า บางแบรนด์เกินเป้า บางรายก็ยังต้องเอาใจช่วย เข็นยอดให้ขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ หลายคนประเมินกันว่าผู้บริโภคมีกำลังซื้อ เพียงแค่ไม่กล้าใช้เงิน เนื่องจากไม่มั่นใจเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันขนาดของกระเป๋าเงินที่เท่าเดิม แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นหลายด้าน ทำให้ต้องเลือกประหยัดกับสินค้าบางหมวด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ผ่านมา อาจมีผลต่อการตัดสินใจใช้งบประมาณเพื่อทำการตลาดของแบรนด์น้อยลงไป หรือเลือกใช้เม็ดเงินอย่างคุ้มค่า และค่าใช้จ่ายน้อยลง อย่างดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งก็เป็นทางเลือกที่ผู้ประกอบการหลายรายใช้กันมากขึ้น แน่นอนว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายไปสู่กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจจะมีหลายค่ายไม่กล้าลงทุนใหญ่ แต่ในช่วงปลายปีมีบิ๊กโปรเจ็กต์เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับโครงการไอคอนสยาม แม้ว่างานจะยุ่งมากสักแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้เจ้าแม่นวัตกรรมศูนย์การค้า &amp;ldquo;ชฎาทิพ จูตระกูล&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ หยุดเพียงแค่โครงการใดโครงการหนึ่ง เพราะล่าสุดมีเซอร์ไพรส์ประกาศร่วมทุนกับไซม่อน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกรายใหญ่ของโลก สร้างลักชัวรี่พรีเมียมเอาท์เล็ตในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้คงไม่พูดเรื่องกำลังซื้อ การทำตลาดว่าแบรนด์ต่างๆ ใช้อะไรบ้าง ส่วนเรื่องของออนไลน์คงรู้กันมาหลายด้านแล้ว แต่จะมาดูว่าทำไมภาคเอกชนอย่างสยามพิวรรธน์ มีความสนใจลงทุนกับธุรกิจลักชัวรี่พรีเมียมเอาท์เล็ต มองเผินๆ หลายคนจะบอกว่านี่ก็ค้าปลีกเหมือนกัน แต่ระดับ &amp;ldquo;ชฎาทิพ&amp;rdquo; ยังออกตัวว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นธุรกิจเฉพาะ ไม่ใช่ใครจะทำก็ได้ แต่หากต้องมีความชำนาญและคอนเน็กชั่นกับแบรนด์มากมายอีกด้วย เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นไซม่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ สนใจแล้วจะเปิดตัวกันเร่งด่วน รู้สึกสยามพิวรรธน์จะเข้าไปจีบไซม่อนมาระยะหนึ่ง ใช้เวลาพูดคุยกันมาเป็นปีกว่าจะเซ็นสัญญา จัดตั้งบริษัท สยามพิวรรธน์ ไซม่อน ในประเทศไทย ทุนจดทะเบียน 130 ล้านบาท เม็ดเงินลงทุนก็มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท สำหรับ 3 โลเกชั่นเด็ดที่ยังขออุบไม่ประกาศว่าตรงไหน แต่ที่แน่ๆ ทำเลแรกเป็นกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ขนาดพื้นที่ 150 ไร่ และมีแผนจะขยายโครงการออกมาอีก หรือสร้างเป็นเมืองเมืองหนึ่ง ให้คนเข้าไปใช้บริการได้ทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซม่อน เป็นใครมาจากไหน ไซม่อน เป็นผู้ที่เรียกว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องลักชัวรี่พรีเมียมเอาท์เล็ต เนื่องจากทำมา 40 ปี มูลค่ากิจการตามราคาตลาด 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ด้านมูลค่าอสังหาริมทรัพย์รวมกว่า 8.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเจ้าของรวมมากกว่า 230 โครงการ ใน 12 ประเทศทั่วโลก พื้นที่ให้เช่ามากกว่า 17 ล้านตารางเมตร แบรนด์มากกว่า 3,000 แบรนด์ มีรายได้มากกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี คนเข้าใช้บริการรวม 2,000 ล้านคนต่อปี เป็นเจ้าของพรีเมียมเอาท์เล็ตจำนวน 96 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนี้ 15 แห่งอยู่ในเอเชีย จำนวน 9 แห่งในญี่ปุ่น 4 แห่งในเกาหลี และอีก 2 แห่งในมาเลเซีย ยกตัวอย่างที่คุ้นๆ ก็จะมี วู้ดเบอร์รี่ คอมมอน พรีเมียม เอาท์เล็ต, ลาสเวกัส นอร์ท พรีเมียม เอาท์เล็ต, โยจู พรีเมียม เอาท์เล็ท และโกเทมบะพรีเมียมเอาท์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความน่าสนใจกับการทำลักชัวรี่พรีเมียมเอาท์เล็ตในประเทศไทย ชฎาทิพให้รายละเอียดว่า ในช่วงประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ต่างๆ ที่เลือกขายสินค้าในเอาท์เล็ตมียอดขายเติบโตดีมาก บางรายผลิตสินค้าเพื่อรองรับสำหรับเอาท์เล็ตโดยเฉพาะอีกด้วย ขณะเดียวกันมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 35 ล้านคน เดินทางมาท่องเที่ยวและมองหาสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสมคุ้มค่า จึงนับเป็นเวลาที่ถูกต้องในการจะเปิดพรีเมียมเอาท์เล็ตในเมืองไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในการทำศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ อาจมีการติดต่อกับแบรนด์อยู่แล้ว แต่การทำศูนย์การค้าอยู่ดีๆ แล้วไปทำลักชัวรี่พรีเมียมเอาท์เล็ตเลย คงทำไม่ได้ การมีพาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์อย่างไซม่อนคงดีกว่า ด้วยประชากรคนไทยมากกว่า 70 ล้านคน นักท่องเที่ยวก็มากขึ้นทุกปี จริงๆ มากกว่ามาเลเซียอีก เลยเห็นว่าเมืองไทยก็มีศักยภาพ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวคิดการสร้างพรีเมียมเอาท์เล็ตของสยามพิวรรธน์ ไม่ได้เพิ่งคิดมาเร็วๆ นี้ แต่มองมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยเมื่อ 3 ปีก่อนหน้าก็มีความพยายามกลับมาคิดจะทำอยู่ตลอด บวกกับว่าคอนเซ็ปต์ศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ที่เปิดให้บริการในเขตกรุงเทพฯ อาจไม่เหมาะกับการขยายไปต่างจังหวัด ซึ่งจริงๆ สยามพิวรรธน์เองก็ต้องการไปเปิดต่างจังหวัดอยู่แล้ว การมีธุรกิจใหม่จะเป็นโมเดลนำไปสู่ต่างจังหวัดได้ จับตาดูว่าความคึกคักของลักชัวรี่พรีเมียมเอาท์เล็ตจะเป็นอย่างไร เพราะก่อนหน้ากลุ่มเซ็นทรัลได้ออกมาประกาศว่าจะเปิดตัวเซ็นทรัล วิลเลจ ในไตรมาส 3 ปี 2562 และมองอีก 2-3 ทำเลที่จะขยายอีกเช่นเดียวกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10833</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ชฎาทิพ จูตระกูล, รุ่งนภา สารพิน, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 23:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 23:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สยามพิวรรธน์ จ่อเปิดห้างเอาท์เล็ตชานกรุง เน้นกลุ่มพรีเมี่ยมชูส่วนลด25-70%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค้าปลีกแข่งเปิดเอาท์เล็ต &amp;ldquo;สยามพิวรรธน์&amp;rdquo; ร่วมทุน &amp;quot;ไซม่อน&amp;quot; ทุ่มงบกว่า 1 หมื่นล้านบาท เปิด 3 แห่งในประเทศไทย รองรับลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าสยามพารากอน ,สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัท สยามพิวรรธน์ ไซม่อน จำกัด ทุนจดทะเบียน 130 ล้านบาท เพื่อสร้างลักชัวรี่พรีเมี่ยมเอาท์เล็ตในประเทศไทย เบื้องต้นน่าจะพัฒนาโครงการดังกล่าภายใน 3 ปีจำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย กรุงเทพฯ จังหวัดตอนใต้ และเหนือของไทย ภายใต้เงินลงทุนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท รองรับความต้องการผู้บริโภคชาวไทย และการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีมากขึ้นทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทำเลแรกที่หลังจากเซ็นสัญญาร่วมกันจะอยู่ในเขตกรุงเทพฯ โซนภาคตะวันออก เฟสแรกจะใช้พื้นที่ 150 ไร่ ซึ่งจะมีร้านค้าแบรนด์เนมลักชัวรี่ทั่วทุกมุมโลก และพันธมิตร้านอาหารคอยให้บริการกับผู้บริโภค หลังจากนั้นมีแผนจะสร้างส่วนขยายเป็นรูปแบบของเมือง โดยผู้บริโภคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตได้ตลอดทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเข้ามาช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว จะเริ่มก่อสร้างในอีก 3 เดือนข้างหน้า และสามารถเปิดให้บริการได้ช่วงปลายปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรามีความตั้งใจจะสร้างเอาท์เล็ตมานานแล้ว มองว่าตอนนี้ประเทศไทยมีความพร้อม ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ และนักเดินทางที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยกันมากขึ้นทุกปี ขณะเดียวกันยังมีพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีคอนเนคชั่นกับแบรนด์ระดับลักชัวรี่ต่างๆ ทำให้มีความมั่นใจว่าจะผลักดันให้ประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้งอย่างแท้จริง&amp;rdquo; นางชฎาทิพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ไซม่อน เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลก ครอบคลุมโครงการบันเทิงและมิกซ์ยูส ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รายใหญ่ที่สุดของโลกมีมากกว่า 230 โครงการในพอร์ตโฟลิโอ หรือคิดเป็นพรีเมี่ยมเอาท์เล็ตจำนวน 96 แห่งทั่วโลก โดยสัญญาร่วมทุนกับสยามพิวรรธน์ในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของไซม่อนที่เข้าสู่ประเทศไทย และเป็นประเทศที่ 4 ในเอเชีย ต่อจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เอาท์เล็ตแห่งแรกที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะประกอบไปด้วยร้านค้ามากกว่า 200 ร้าน ทั้งร้านค้าลักชัวรี่แบรนด์ รวมถึงแบรนด์ของดีไซเนอร์ที่เป็นที่ชื่นชอบ และได้รับความนิยมมากที่สุด มีสินค้าที่หลากหลายที่มอบส่วนลด 25-70% ทุกวัน ทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากดีไซเนอร์ต่างๆ รองเท้า แอคเซสเซอรี่แฟชั่น ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง แบรนด์พิเศษต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับแบรนด์ที่พบได้ในพรีเมี่ยมเอาท์เล็ตปัจจุบันของไซม่อนในที่ต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10782</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชฎาทิพ จูตระกูล, สยามพิวรรธน์, เอาท์เล็ต, แบรนด์เนม, ไซม่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b16bb08de412.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
