<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลตัดสินกทม.ผิด สร้างลิฟต์BTSช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; (กทม.) ชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจัดทำลิฟต์และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการที่สถานีขนส่งรถไฟฟ้า BTS จำนวน&amp;nbsp; 23 สถานี ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่ศาลปกครองสูงสุดกำหนดในคำพิพากษา ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.650/2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กทม.ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการที่สถานีขนส่งรถไฟฟ้า BTS ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะรายที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นท้องที่จังหวัดเดียวกับท้องที่ที่ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้า BTS) ตั้งอยู่ เป็นเงินจำนวนรายละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหาย นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากศาลฯ เห็นว่า แม้ในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายแดงที่ อ.650/2557 กทม.จะประสบกับปัญหาและอุปสรรคหลายประการ และมีเหตุผลเพียงพอจะรับฟังได้ว่า บางสถานีและการก่อสร้างลิฟต์ในบางจุดมีข้อจำกัด รวมทั้งจะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาดังกล่าว อีกทั้ง กทม.ได้พยายามปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเรื่อยมาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจนถึงปัจจุบันแล้ว ระยะเวลาได้ล่วงเลยมากว่า 5 ปี ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร และความล่าช้าดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของ กทม. ซึ่งเป็นเรื่องที่ กทม.สามารถที่จะเร่งรัดให้เป็นไปโดยรวดเร็วขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า การจัดให้มีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ รวมทั้งสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ามีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการที่สถานีขนส่งและรถรางนั้นอยู่ในวิสัยที่ กทม.จะดำเนินการได้ อีกทั้งเป็นกรณีที่ กทม.พึงคาดหมายได้ว่า หากการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ย่อมส่งผลให้คนพิการรวมถึงผู้ฟ้องคดีหลายรายยังคงต้องประสบกับอุปสรรคและไม่ได้รับความสะดวกตามสมควรในการใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ต่อไป กรณีจึงถือได้ว่า กทม.ปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตั้งแต่พ้นกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.650/2557 จนถึงวันฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีบางรายมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นท้องที่เดียวกับท้องที่ที่ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ ฉะนั้น การที่ กทม.ปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลฯ ล่าช้าเกินกว่าที่กำหนด จึงส่งผลโดยตรงให้ผู้ฟ้องคดีดังกล่าวซึ่งล้วนแต่มีความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย และผู้สูงอายุ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ต้องประสบกับอุปสรรคและไม่ได้รับความสะดวกตามสมควรในการใช้บริการระบบรถไฟฟ้าฯ ซึ่งเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการสาธารณะเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป กรณีจึงถือได้ว่า การกระทำของ กทม.ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งมวลชนที่พิพาทซึ่งเป็นบริการสาธารณะ อันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายให้ความคุ้มครองไว้ ดังนั้น การที่ กทม. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลไม่แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จึงครบองค์ประกอบของการกระทำละเมิดตามมาตรา 420&amp;nbsp; แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยถือเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควรและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้ฟ้องคดีเฉพาะรายดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีผู้ฟ้องคดีรายที่มิได้มีภูมิลำเนาในท้องที่จังหวัดเดียวกับท้องที่ที่ระบบขนส่งมวลชนที่พิพาทตั้งอยู่ โดยไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์พิเศษอื่นใดที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีดังกล่าวได้รับความเสียหายจากการไม่อาจเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งมวลชนที่พิพาท&amp;nbsp; กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า การกระทำของ กทม.ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีกลุ่มนี้แต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116833</URL_LINK>
                <HASHTAG>BTS, กรุงเทพมหานคร, ชดใช้ค่าเสียหาย, ศาลปกครองสูงสุด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de5f1ecda590.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งแก๊งจีทูเจี๊ยะจ่าย1.5หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ 2 นักการเมือง-3 อดีตบิ๊กข้าราชการพาณิชย์ยุค &amp;quot;ยิ่งลักษณ์&amp;quot; ต้องชดใช้ค่าเสียหายโครงการระบายข้าวจีทูจี &amp;quot;บุญทรง&amp;quot; 1,768&amp;nbsp; ล้าน &amp;quot;ภูมิ&amp;quot; 2,242 ล้าน &amp;quot;มนัส-ทิฆัมพร&amp;quot; 4,011 ล้าน &amp;quot;อัฐฐิติพงศ์&amp;quot; ได้ลดเหตุช่วงสัญญา 1-2 ไม่ได้เกี่ยวโดยตรง เหลือ&amp;nbsp; 2,694 ล้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีระหว่าง นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ และอดีตผู้ช่วยเลขานุการในคณะทำงานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นายอัฐฐิติพงศ์ หรืออัครพงศ์ ทีปวัชระ หรือช่วยเกลี้ยง อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 โดยมีนายกรัฐมนตรี, รมว.พาณิชย์, ปลัดกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 กรณีขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งให้ทั้งหมดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการทุจริตโครงการรับจำนำ และโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลปกครองกลางพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 มีพฤติการณ์จงใจกระทำการทุจริต ร่วมกันกับข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และภาคเอกชน รวมถึงมีลักษณะการแบ่งงานกันทำ และจงใจทำให้เกิดความเสียหายในโครงการระบายข้าวจีทูจี ดังนั้นจึงเป็นการละเมิดต่อการปฏิบัติหน้าที่ และจงใจทำให้รัฐเสียหาย ไม่เป็นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ไม่อาจนำข้าวดังกล่าวมาขายราคามิตรภาพได้หรือต่ำกว่าราคาตลาดได้ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงการชำระเงินเป็นการโอนเงินผ่านธนาคาร และแคชเชียร์เช็ค ไม่สอดคล้องกับการขายข้าวแบบจีทูจี&amp;nbsp; รวมถึงมีการส่งมอบหน้าคลังสินค้า ทำให้มีการนำข้าวในคลังมาเวียนขายภายในประเทศ การกระทำดังกล่าวจึงทำให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และมีการแก้ไขสัญญาซื้อขายด้วย ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 มีอำนาจสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1, 2, 4, 5 ชดใช้ 20% จากมูลค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จึงชอบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดีในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 3 ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ ทำหน้าที่ล่ามในการเจรจาซื้อขายข้าว แต่ไม่เคยแสดงความเห็นใด ๆ ในการทำสัญญาฉบับที่ 1-2 ต่อมาเมื่อปี 2555 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว กระทรวงพาณิชย์ และเป็นคณะอนุกรรมการระบายข้าวโดยตำแหน่ง รวมถึงมีการเจรจาและทำบันทึกในการซื้อขายข้าวสัญญาฉบับที่ 3-4&amp;nbsp; ด้วย ขณะเดียวกันมีส่วนร่วมในการแก้ไขสัญญาซื้อขายข้าวฉบับที่ 2 เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลปกครองกลางยังระบุอีกว่า ในการคำนวณค่าเสียหายต้องคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งความร้ายแรงและความเป็นธรรมด้วย เมื่อไม่ปรากฏชัดว่าในช่วงที่ผู้ฟ้องคดีที่ 3&amp;nbsp; เป็นเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ และทำหน้าที่ล่าม เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับที่ 1-2 โดยตรง แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับที่ 3-4 และการแก้ไขสัญญาฉบับที่ 2 ในช่วงเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว&amp;nbsp; กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นการให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 รับผิดทางละเมิด 20% ในสัญญาฉบับที่ 1-2 ด้วยจึงเป็นไม่เป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพิพากษาว่า ให้นายมนัส (ผู้ฟ้องคดีที่ 1) ชดใช้&amp;nbsp; 4,011 ล้านบาท นายทิฆัมพร (ผู้ฟ้องคดีที่ 2) ชดใช้ 4,011&amp;nbsp; ล้านบาท นายภูมิ (ผู้ฟ้องคดีที่ 4) ชดใช้ 2,242 ล้านบาท&amp;nbsp; และนายบุญทรง (ผู้ฟ้องคดีที่ 5) ชดใช้ 1,768 ล้านบาท ส่วนนายอัฐฐิติพงศ์ (ผู้ฟ้องคดีที่ 3) ให้ชดใช้ในส่วนสัญญาฉบับที่ 1-2 จำนวน 10% และชดใช้สัญญาฉบับที่ 3-4 จำนวน 20% รวมชดใช้ 2,694 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ และคำสั่งตั้งคณะกรรมการรับผิดทางละเมิด รวม 4 ฉบับนั้น ศาลเห็นว่า หนังสือทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวมิได้มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 และไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่จะมีผลกระทบ จึงพิพากษาเพิกถอนเฉพาะคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่ 453/59 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 3 ที่ให้ชดใช้ 20%&amp;nbsp; จากมูลค่าความเสียหาย ยกฟ้องผู้ฟ้องคดีที่ 1, 2, 4, 5&amp;nbsp; ส่วนคำร้องอื่นนอกเหนือจากนี้ให้ยก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97713</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าราชการพาณิชย์, จีทูเจี๊ยะ, ชดใช้ค่าเสียหาย, ต้องชดใช้ค่าเสียหายโครงการระบายข้าวจีทูจี, ศาลปกครองกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการระบายข้าวจีทูจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061e1e293210.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งผู้นำบราซิลจ่าย1แสน ชดใช้ดูหมิ่นนักข่าวหญิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลเซาเปาลูของบราซิลมีคำตัดสินให้ประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ผู้นำขวาจัด จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่นักข่าวหญิงเป็นเงิน 20,000 เรอัล หรือราว 108,000 บาท โทษฐานกล่าววาจาหมิ่นเกียรติเธอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร (Photo by Bruna Prado/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างเอกสารของศาลเมืองเซาเปาลูของบราซิลที่ถึงมือนักข่าวเมื่อวันเสาร์ที่่ผ่านมาว่า ผู้พิพากษามีคำตัดสินเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ว่าโบลโซนาโรจะต้องจ่ายเงิน 20,000 เรอัล ชดใช้ค่าเสียหายแก่ปาตริเซีย กัมปุส เมลลู นักข่าวของหนังสือพิมพ์โฟลยา เด เอส. เปาลู เนื่องจากผู้นำขวาจัดรายนี้ &amp;quot;ทำลายเกียรติของผู้ร้อง ก่อความเสียหายทางศีลธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบลโซนาโรยังสามารถอุทธรณ์คำตัดสินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์ที่นำมาสู่การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เมื่อโบลโซนาโรพูดในทำนองว่า กัมปุส เมลลู เสนอตัวหลับนอนกับแหล่งข่าวรายหนึ่งเพื่อแลกกับข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับตัวเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักข่าวหญิงรายนี้เขียนข่าวสืบสวนสอบสวนหลายชิ้นเกี่ยวกับองค์กรหนึ่งที่ใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามกับโบลโซนาโรในแอปพลิเคชันวอตส์แอป ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 มกราคม กัมปุส เมลลู ก็เคยชนะคดีที่ฟ้องเอดูอาร์โด ลูกชายของประธานาธิบดีโบลโซนาโร โดยศาลสั่งให้เขาจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่เธอ 30,000 เรอัล หรือราว 162,000 บาท ฐานสร้างความเสียหายทางศีลธรรม จากการกล่าวอ้างว่าเธอให้ท่ายั่วยวนแหล่งข่าวเพื่อข้อมูลที่สร้างความเสียหายต่อพ่อของเขา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชดใช้ค่าเสียหาย, ชาอีร์ โบลโซนาโร, ดูหมิ่นนักข่าว, ประธานาธิบดีบราซิล, ปาตริเซีย กัมปุส เมลลู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_606088ef99db6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 21:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 21:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสิงคโปร์สั่งบล็อกเกอร์จ่าย3ล้าน ชดใช้โพสต์หมิ่นนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บล็อกเกอร์สิงคโปร์โดนคำสั่งศาลให้จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายเกือบ 3 ล้านบาท ฐานหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ด้วยการแชร์บทความทางเฟซบุ๊กที่พาดพิงลีกับคดีคอร์รัปชันอื้อฉาวในมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นายกฯ ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ (Photo by Adli Ghazali/Anadolu Agency/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอดิต อับดุลเลาะห์ ผู้พิพากษาศาลสูงสิงคโปร์ ตัดสินเมื่อวันพุธที่ 24 มีนาคม ให้เหลียง ซื่อ เฮียง บล็อกเกอร์ชาวสิงคโปร์ที่เป็นนักวิจารณ์รัฐบาล จ่ายค่าเสียหายให้กับนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง 133,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 3.06 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าที่ลีเรียกร้องเอาไว้ 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ลีกล่าวหาเหลียงว่าหมิ่นประมาทเขา จากกรณีที่เหลียงแชร์บทความของสำนักข่าวมาเลเซียแห่งหนึ่งทางเฟซบุ๊กเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 กล่าวหาว่าลีเป็นหนึ่งในบุคคลเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่มาเลเซียกำลังสอบสวนเรื่องการฟอกเงินที่อื้อฉาวของกองทุนวันเอ็มดีบีของทางการมาเลเซีย คดีนี้เริ่มไต่สวนเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลิม เทียน ทนายความของเหลียงวิจารณ์คำตัดสินของศาลว่าผิดพลาดและมีความบกพร่องอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มสิทธิมนุษยชนมักกล่าวหาเจ้าหน้าที่สิงคโปร์ว่าใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อปิดปากผู้วิจารณ์รัฐบาล เมื่อปี 2562 สิงคโปร์ออกกฎหมายต่อต้านการให้ข้อมูลเท็จทางออนไลน์ ให้อำนาจรัฐมนตรีออกคำสั่งบล็อกโพสต์ต่างๆ ทางโซเชียลมีเดียที่เห็นว่าเป็นข้อมูลเท็จ ทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97188</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชดใช้ค่าเสียหาย, นายกฯสิงคโปร์, ลี เซียนลุง, สิงคโปร์, โพสต์หมิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b4b0f065d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2019 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2019 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ณัฐวุฒิ&#039;พ้อไม่มีเงินจ่ายชดใช้เผาตึก แต่ลั่นไม่มีวันย้ายข้างสมคบเผด็จการเด็ดขาด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค 62 - ที่สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์ บริเวณสะพานลอย หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแรวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) &amp;nbsp;พร้อมแกนนำนปช. อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมกันวางดอกไม้เพื่อรำลึกถึงนายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายประท้วงการยึดอำนาจในปี 2549 โดยวันนี้ครบ 12 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐวุฒิ กล่าวภายหลังถึงกรณีศาลแพ่งพิพากษาให้นายณัฐวุฒิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ ชดใช้ 21,356,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คดีเผาตึกย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ หลังเหตุสลายชุมนุมปี 2553 ว่า &amp;quot;เราไม่มีกำลังที่จะชดใช้ค่าเสียหายตามที่ ศาลพิพากษา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไก็ตามมื่อเข้าไปอ่านในรายละเอียดของคำพิพากษา ก็พบว่าตัวผู้เสียหาย เจ้าของตึก เจ้าของร้านที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ทั้งในคำฟ้องและคำเบิกความก็ระบุชัดว่าสถานการณ์ในวันนั้น ตั้งแต่ช่วงบ่าย ทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือ ควบคุมพื้นที่ไว้หมดแล้ว ก่อนที่เพลิงจะไหม้ในช่วงค่ำ ประมาณ 5 ชั่วโมง นับจากเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เห็นจากคำเบิกความก็คือว่า แม้แต่เจ้าของตึก หรือผู้เช่าที่ประกอบการ ค้าขาย ถูกเจ้าหน้าที่ทหารต้อนออกมาแล้ว ลืมยาโรคประจำตัวจะกลับเข้าไป เจ้าหน้าที่ทหารก็ปฏิเสธไม่ให้เข้าไป สิ่งเหล่านี้ เป็นข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้เสียหาย แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษา พวกผมก็เคารพ แล้วก็พยายามหาทางแก้ปัญหากันอยู่ ซึ่งคงต้องมีการปรึกษาหารือ กับผู้เสียหายทุกคนทุกราย เพื่อที่จะให้เข้าใจสภาพการณ์ที่เป็นจริงของกันและกัน และก็จะหาทางแก้ไขปัญหานี้ไปด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าพวกผมจะไม่มีกำลัง หาเงินไปชดใช้ จากคำพิพากษาดังกล่าว แต่หากมีแต่ถ้าหากมีกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง ที่จะทำให้สถานการณ์นี้ผ่านไปโดยที่เจ้าทรัพย์เองก็รับได้และพวกผมก็พอทำได้ นี่เป็นเรื่องที่จะต้องหาทางออกร่วมกันต่อไป&amp;quot;นายณัฐวุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงอนาคตของนปช. &amp;nbsp;นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นปช.มีอดีตที่ยาวนานที่สุด ส่วนอนาคตของนปช. มันเกิดจากอดีตที่เราสู้ด้วยกันมา หมายความว่า ถ้าสังคมไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย นปช.ก็มีอนาคตต่อไป ถ้าสังคมไทยยังไม่กลับคืนสู่ประชาธิปไตย ต่อให้แกนนำนปช.ไม่ต้องคดีความอะไรเลย องค์กรนี้ก็เปรียบเหมือนไร้อนาคต ดังนั้นถ้าจะดูอนาคตของนปช. ก็อยากจะให้ดูไปพร้อมๆกับอนาคตของประชาธิปไตยในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พวกผม โดยความเป็นเพื่อนพี่น้อง มันตัดกันไม่ตายขายกันไม่ขาด เพราะสู้ร่วมกันมาขนาดนี้ แต่ด้วยความจริงที่ปรากฏ บางคน ข้ามฟากย้ายข้าง ไปทำงานให้กับฝ่ายผู้มีอำนาจ ก็ถือว่า ในทางความสัมพันธ์ของการต่อสู้ จบกันแค่นี้ บางคนก็อยู่ในช่วงสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้า กับชตากรรมหลากหลายรูปแบบ นี่เป็นเรื่องที่พวกผมก็ต้องสู้กันต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกนนำนปช.ผู้นี้ กล่าวว่า วันหนึ่ง เราสู้บนเวทีชุมนุม สู้บนท้องถนน เรานำพาพี่น้องประชาชนออกไปแสดงพลัง มาถึงวันนี้ เราก็ต้องเปลี่ยนสถานการณ์ มาสู้เพื่อที่จะรับมือกับผลกระทบทั้งหลายที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นการต่อสู้กับปัญหาของพวกเราในวงแคบแต่เรียนว่าพวกตนก็ยังสู้อยู่ แล้วจะไม่มีทางหยุดต่อสู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และผมจะไม่มีทางทรยศต่อประชาชน โดยการข้ามฟากย้ายข้าง ไปสมทบกับเผด็จการโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม&amp;quot;นายณัฐวุฒิ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49249</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชดใช้ค่าเสียหาย, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นปช., ประชาธิปไตย, เต้น ณัฐวุฒิ, แกนนำเสื้อแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191031/image_big_5dba6425db4a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2019 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2019 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โกงข้าวอ่วมแน่!ทยอยฟ้องศาลเรียกค่าเสียหาย335คดี อัยการลั่นไม่มีขาดอายุความแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย.62 -&amp;nbsp;นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ทั้งนักการเมือง, เจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน ภายหลังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาตัดสินจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ รวมทั้งนักการเมืองในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐสังกัดกรมการค้าต่างประเทศ และกลุ่มเอกชนไปเมื่อปี 2560 ว่า ตามที่นายเทพสิทธิ์ รักไตรรงค์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครอง เคยแจ้งให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ทราบเมื่อเดือน ธ.ค. 2561 ว่าสำนวนคดีจาก อคส. จำนวน 246 คดี และจาก อ.ต.ก. จำนวน 89 คดี รวม 335 คดี ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าว ที่ทั้งสองหน่วยงานขอให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีปกครอง ดำเนินการพิจารณาฟ้องเอกชนคู่สัญญาที่ผิดสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร และสัญญาตรวจสอบคุณภาพข้าวสาร รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท เอกสารยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่าตั้งแต่เดือน ม.ค. 2562 อคส. และ อ.ต.ก. ได้รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพิ่มเติมส่งกลับมาให้คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีปกครอง ซึ่งคณะทำงานอัยการคดีปกครองทยอยพิจารณาสำนวนกว่า 300 คดีอย่างต่อเนื่อง และได้ทยอยยื่นฟ้องคดีในนาม อคส. และ อ.ต.ก. ต่อศาลปกครองกลางแล้ว ซึ่งการฟ้องเรียกค่าเสียหายให้กับ อคส. และ อ.ต.ก.นี้ ขอให้สบายใจได้ว่าไม่เกิดความเสียหายในชั้นพนักงานอัยการกับปัญหาเรื่องอายุความดำเนินคดีแน่นอน อย่างไรก็ดี สำหรับคดีที่ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับกลุ่มเอกชนนั้นทยอยฟ้องไป อยู่ในระหว่างรอศาลไต่สวน ยังไม่มีคดีใดที่ศาลมีคำตัดสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีที่อัยการยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งกับกลุ่มเอกชนนั้น ทยอยเข้าสู่ศาลปกครองกลางมาตั้งแต่ช่วงต้นปีนับ 100 คดี ซึ่งในส่วนสำนวนคดี อคส.ล่าสุดได้ยื่นฟ้องเพิ่มเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีบริษัทผิดสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 ซึ่งศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ 1247/2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสำนวนคดี อ.ต.ก. ยื่นฟ้องเอกชนเพิ่มเติมด้วย เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา เป็นคดีหมายเลขดำ 1248/2562 กรณีผิดสัญญาจ้างตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพชนิด และน้ำหนักข้าวสาร โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 กับอีกคดีล่าสุดยื่นฟ้องเพิ่มวานนี้ (14 มิ.ย.) ซึ่งศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ 1260/2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการบังคับคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ทั้งในส่วนที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งทางปกครองบังคับคดีให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้มูลค่า 35,717,273,028.23 บาท (คดีอาญาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งให้จำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่มีการยื่นอุทธรณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ ให้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ชดใช้ 1,768,973,012.66 บาท (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 42 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาหรือฮั้วประมูล โครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี คดีรอฟังผลอุทธรณ์), นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ จำนวน 2,242,571,739.68 บาท (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 36 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์), นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 40 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็น ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 32 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์), นายอัครพงศ์ (หรืออัฐฐิติพงศ์) ช่วยเกลี้ยงหรือทีปวัชระ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 24 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์) ที่ถูกออกคำสั่งให้ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยรายละ 4,000 ล้านบาทนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ยิ่งลักษณ์ และกลุ่มผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดทั้ง 6 รายดังกล่าว ได้ยื่นฟ้องกลับ รมว.คลัง และกระทรวงการคลัง เป็นคดีปกครองต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ซึ่งในส่วนคำขอทุเลาการบังคับคดีนั้น ก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด โดยส่วนคำฟ้องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และกลุ่มผู้ได้รับคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย ได้ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเรื่องการชดใช้ค่าสินไหนทดแทนนั้น ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลปกครองกลาง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38609</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีทูจี, ชดใช้ค่าเสียหาย, ระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ, สินไหมทดแทน, โครงการรับจำนำข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190615/image_big_5d043ce8bc657.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 22:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขสมก.อ่วมค่าโง่พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขสมก.อ่วม! ศาลปกครองกลางสั่งชดใช้ค่าเลิกสัญญาซื้อรถเมล์เอ็นจีวีให้เบสท์ริน 1,159 ล้านบาท &amp;nbsp;พร้อมสั่งระงับการทำสัญญาซื้อรถเมล์เอ็นจีวีกับ ช.ทวี ชั่วคราว เหตุมติบอร์ดน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขสมก.จ่อยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ประธานเบสท์รินเตรียมเสนอรัฐบาลให้ ขสมก.เช่า-ซื้อรถของบริษัท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด, บริษัท อาร์ แอนด์ เอ คอมเมอร์เชียล วิฮีเคิลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี จำกัด, &amp;nbsp; บริษัท รถยนต์เซินหลง (เซี่ยงไฮ้) จำกัด และบริษัทเทคโนโลยีพลังงานใหม่เป่ยฟังกวางโจว จำกัด เนื่องจากบอกเลิกสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์โดยสารปรับอากาศเอ็นจีวี และบำรุงรักษาจำนวน 489 คัน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเงิน 1,159,969,552.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 1,147,831,350.06 บาท นับถัดจากวันที่ 7 มิ.ย.60 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ขสมก.ส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 30 ก.ย.59 จำนวน 547,427.71 บาท คืนแก่บริษัท เบสท์รินฯ กับพวก ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากคืนไม่ได้ ให้ชดใช้เป็นเงินตามจำนวนหนังสือค้ำประกันดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศาลให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าบริษัท เบสท์รินฯ กับพวกทำสัญญาซื้อขายรถเมล์เอ็นจีวีให้ ขสมก.จำนวน 489 คัน เมื่อวันที่ 30 ก.ย.59 และมีกำหนดส่งมอบรถทั้งหมดภายใน 90 วันนับถัดจากวันลงนามสัญญา ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีทั้ง 489 คัน ณ วันที่ 24 ม.ค.60 และได้นำรถ 390 คันไปติดตั้งระบบจีพีเอส ในจำนวนนี้ได้นำไปจดทะเบียนต่อกรมขนส่งทางบกเป็นชื่อของ ขสมก.แล้วจำนวน 292 คัน &amp;nbsp;แม้จะมีรถยนต์บางส่วนยังอยู่ที่กรมศุลกากร การที่ ขสมก.ไม่ตรวจรับมอบรถโดยอ้างว่า ได้รับหนังสือจากสำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งว่าให้รอกรมศุลกากรพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้าก่อน รวมทั้งอ้างว่าส่งมอบรถไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา เป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการตรวจสอบรับและทดสอบรถเมล์เอ็นจีวีมีมติให้มีการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีเป็นงวดๆ ได้ ดังนั้นการที่ ขสมก.อ้างสิทธิตามข้อ 21 ของสัญญาที่ว่า ขสมก.มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที หากบริษัท เบสท์รินฯ ส่งมอบรถไม่ครบตามจำนวนที่กำหนดในสัญญา และมีสิทธิริบหลักประกัน รวมทั้งสิทธิเรียกค่าเสียหายจากบริษัทได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้ การบอกสัญญาจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ ขสมก.อ้างว่ารถเมล์เอ็นจีวีดังกล่าวไม่ได้เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูปทั้งคันจากประเทศจีน หรือเป็นรถที่ประกอบในประเทศไทย แต่เป็นรถที่ประกอบขึ้นที่ประเทศมาเลเซียนั้น ศาลเห็นว่า จากประกาศของ ขสมก.เรื่องการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษา ลงวันที่ 23 พ.ค.59 มีเจตนารมณ์ในการจัดซื้อที่มิได้ถือแหล่งผลิตหรือแหล่งประกอบรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญ แม้ตามข้อตกลงในสัญญาตกลงที่จะซื้อขายรถที่ผลิตในประเทศจีนทั้งคัน แต่ข้อเท็จจริง เป็นการนำรถมาประกอบที่ประเทศมาเลเซีย ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่าง ที่จะทำให้การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีของ ขสมก.ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริการสาธารณะ ดังนั้นการที่ ขสมก.อ้างว่าบริษัท เบสท์รินฯ กับพวกเป็นฝ่ายผิดสัญญา และสามารถบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ จึงพิพากษาให้ ขสมก.ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศาลปกครองกลางยังได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัท สยาม สแตนดาร์ด เอนเนอจี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมประมูลโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน เมื่อวันที่ 4 ต.ค.60 หรือหลังจากที่ ขสมก.ยกเลิกสัญญาจัดซื้อรถเมล์จำนวนดังกล่าวจากบริษัท เบสท์รินฯ แล้ว ได้ยื่นฟ้อง ขสมก. และคณะกรรมการบริหารกิจการ ขสมก. (บอร์ด ขสมก.) &amp;nbsp;กรณีบอร์ด ขสมก.มีมติในการประชุมครั้งที่ 16/2560 &amp;nbsp;ให้ ขสมก.ทำสัญญาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน วงเงิน 4,221 ล้านบาทเศษ จากกลุ่มทำงาน SCN-CHO โดยบริษัท ช. ทวี จำกัด (มหาชน) และบริษัท สแกนอินเตอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;เนื่องจากศาลเห็นว่ามติบอร์ดขสมก.ในการประชุมครั้งที่ 15/2560 วันที่ 18 ธ.ค.60 และการประชุมครั้งที่ 16/2560 วันที่ 20 ธ.ค.60 น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานว่า ในการประชุมทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว ไม่มีการลงมติอนุมัติให้ขสมก.เข้าทำสัญญา และไม่มีการรับรองรายงานการประชุมดังกล่าว จึงสั่งมิให้ ขสมก.และบอร์ด ขสมก.นำมติดังกล่าวไปดำเนินการใดที่มีผลผูกพันกับ ขสมก.และบอร์ด ขสมก.เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยถึงกรณีศาลปกครองกลางพิพากษาให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด จำนวน 1.1 พันล้านบาท พร้อมคืนเเบงก์การันตี หลังยกเลิกสัญญารถเมล์เอ็นจีวีมิชอบ ว่าหลังจากนี้ ขสมก.จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยจะดำเนินการภายใน 30 หลังจากนี้ โดยเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด ส่วนแผนการรับรถยังคงเดินหน้าปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายคณิสสร์ ศรีวัชระประภา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ระบุเพิ่มเติมว่า แม้บริษัทจะได้รับค่าเสียหายมา แต่ประชาชนกลับไม่ได้ใช้บริการรถเมล์เอ็นจีวี เพราะความจริงแล้วบริษัทไม่ได้ต้องการความเสียหาย แต่ต้องการนำรถที่ดีและราคาถูกมาให้บริการ ทั้งนี้ จะไม่ยื่นอุทธรณ์เรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม เพราะไม่ใช่จุดประสงค์ของบริษัท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ต้องการที่จะส่งมอบรถที่สั่งมาให้กับทาง ขสมก.เพื่อที่ประชาชนจะได้ใช้ โดยทางบริษัทก็จะไม่อุทธรณ์เรื่องค่าเสียหายเพิ่ม แต่พยายามเจรจากับรัฐบาล และขสมก.เพื่อหาทาง โดยอาจจะมีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ ขสมก.มีการเช่าหรือซื้อของบริษัทไป&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6891</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก., ชดใช้ค่าเสียหาย, บริษัท เบสท์รินฯ, ผิดสัญญา, รถเมล์เอ็นจีวี, ระงับการทำสัญญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accc625445bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
