<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 07:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 07:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองกำลังชนกลุ่มน้อยเคลื่อนทัพปกป้องชาวบ้านหลังทหารเมียนมายิงประชาชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 2564 สถานการณ์ในสหภาพเมียนมาทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;กองกำลังชนกลุ่มน้อยทุกชนเผ่า หลากหลายชาติพันธุ์ เคลื่อนพลนำกำลังพร้อมอาวุธ ออกมาร่วมประท้วงการปฎิวัติ รัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา ภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิ้นอ่องหลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สหภาพเมียนมา ทั้งนี้การเคลื่อนพลของทหารชนกลุ่มน้อยเพื่อปกป้องชาวบ้านให้ปลอดภัยจากการกระทำรุนแรงของทหารเมียนมา ภายหลังสัปดาห์ที่ผ่านมา ทหารเมียนมาใช้กระสุนปืนจริงยิงใส่ประชาชนที่ออกมาประท้วงทำให้มีประชาชนเสียชีวิตไปแล้วหลายสิบคน การนำกำลังพลของทหารชนกลุ่มน้อยออกมา อาจจะนำไปสู่การปะทะระหว่างทหารเมียนมากับทหารชนกลุ่มน้อย หากทหารเมียนมายังใช้ความรุนแรงยิงประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95230</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองกำลังกะเหรี่ยง, ชนกลุ่มน้อย, สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา, เคลื่อนพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_60441f147875e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 19:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ครูแดง&#039; จับมือ อ.แม่ฟ้าหลวง ออกหน่วยเคลื่อนที่แปลงสัญชาติให้ผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์อาข่า 34 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.64 - ที่ห้องประชุมหมู่บ้านป่าคาสุขใจ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้มีอำเภอเคลื่อนที่ มายังหมู่บ้านป่าคาสุขใจ เพื่อรับคำร้องขอแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ตามมาตรา 10 (4) โดยนายอำเภอ สำนักทะเบียนอำเภอ&amp;nbsp;และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้มาดำเนินการรับคำร้องผู้เฒ่าไร้สัญชาติ จำนวน 34 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์อาข่า ที่ตั้งรกรากมาอยู่ประเทศไทยแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ ครูแดง ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าได้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติมาหลายปี มีความคืบหน้า คือมีคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ลดเงื่อนไขในการขอแปลงสัญชาติสำหรับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยข้อมูลของสำนักทะเบียนกลางระบุว่าทั่วประเทศไทย มีผู้เฒ่าไร้สัญชาติทั้งหมดราว 77,000 คน โดยรัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นในที่ประชุมของสหประชาชาติ เมื่อปี 2562 ในการแก้ปัญหานี้ นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 17) &amp;nbsp;จังหวัดเชียงราย มีคำร้องค้างอยู่อีกประมาณ 2,800 คำร้อง โดยคณะกรรมการมีมติว่าจะเร่งพิจารณาให้ครบภายใน 6 เดือน ซึ่งจะทำให้คำร้องที่ส่งไปเพิ่มเติมจะได้รับการพิจารณาเร็วขึ้น คำร้องหากผ่านระดับจังหวัดแล้ว มูลนิธิพชภ. จะทำหนังสือติดตามให้กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เร่งรัดการดำเนินการต่อโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ให้ทุกอำเภอทั่วประเทศดำเนินการ 10 เรื่อง flagships ให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น สำหรับเรื่องสถานะบุคคลก็เป็นหนึ่งในเรื่องเร่งด่วน วันนี้มีการประสานงานจนได้มาออกอำเภอเคลื่อนที่ในวันนี้ สำหรับการแปลงสัญชาติของผู้สูงอายุ ลดเกณฑ์ลงจากอายุ 65 ปี เหลือ 60 ปี โอกาสที่พี่น้องคนบนพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน โอกาสที่จะไปติดต่อราชการถือว่าลำบาก ทั้งภาษา การเดินทาง ฐานะ ตนเองจึงเห็นความสำคัญของนโยบาย ให้มาบริการประชาชนถึงพื้นที่ จากนี้อำเภอจะนำเอกสารคำร้อง ส่งต่อให้แก่คณะกรรมการจังหวัด เพื่อพิจารณาคำร้อง วันนี้ 34 รายก็คิดว่าอีกไม่นานก็จะรับได้สิทธิของการเป็นประชาชนไทย ทั้งสวัสดิการ เบี้ยผู้สูงอายุ การเดินทางต่างๆ ก็สะดวก ได้รับสิทธิเต็มที่ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหมี่เพอ เบเช อายุ 64 กล่าวว่าได้มายื่นรับคำร้องแปลงสัญชาติในวันนี้ รู้สึกเหมือนหัวใจพองโต รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น เริ่มมีคุณค่าความเป็นคนมากขึ้น เพราะตลอดมาตนเองไม่มีบัตรประชาชนไทย ก็เหมือนไม่มีตัวตน หากได้บัตรประชาชนไทยก็จะเดินทางได้ เป็นอีกขั้นหนึ่งที่ใกล้จะได้สัมผัสบัตรประชาชนไทย ก่อนหน้านี้ความฝันดูเลือนลาง แต่วันนี้ก็มาอีกขั้น ใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อคิดถึงว่าจะได้รับบัตรประชาชนไทย อยู่ที่ไหนก็มีความสุข ทำไร่ก็มีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการรับคำร้องแปลงสัญชาติของกลุ่มผู้เฒ่าเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เฒ่าต่างใส่ชุดอาข่ามาอย่างสวยงามท่ามกลางอากาศหนาวของดอยแม่สลองที่อุณหภูมิลดต่ำลงประมาณ 16 องศาเซลเซียส แม้การดำเนินการใช้เวลาค่อนข้างนานสำหรับแต่ละราย มีขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารประกอบคำร้อง การลงแบบพิมพ์ลายนิ้วมือโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผู้เฒ่าก็นั่งรอคิวกันอย่างใจจดจ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90232</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, จังหวัดเชียงราย, ชนกลุ่มน้อย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_60057c764ff54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป๊อก&#039; ลั่นห้ามเรียกรับผลประโยชน์ให้บัตรปชช.ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ต้องร้องเพลงชาติไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มท.ปรับปรุงแนวทางให้บัตรประชาชนผู้เฒ่าไร้สัญชาติ-กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;ldquo;บิ๊กป๊อก&amp;rdquo;กำชับห้ามเรียกรับผลประโยชน์ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชื่นชม เผยหลักเกณฑ์ใหม่เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องทดสอบร้องเพลงชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ฝ่ายประชาสัมพันธ์กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้เผยแพร่ข่าวการปรับปรุงแนวทางช่วยเหลือคนเฒ่าไร้สัญชาติ โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า มท.ได้ดำเนินการปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อแก้ไขอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิโดยได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎร์และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก&amp;nbsp;พร้อมทั้งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ให้สามารถขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้เช่นเดียวกับคนต่างด้าวอื่นทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้แปลงสัญชาติ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 วรรคสอง คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 วรรคสาม คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 วรรคสี่ และคุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย มาตรา 10 วรรคห้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ได้กำชับให้พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ให้เร่งดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายรัฐ และห้ามไม่ให้มีการแสวงหา หรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆจากการดำเนินการโดยเด็ดขาดเพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรแล้วยังทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและจริยธรรมที่ดีของเจ้าหน้าที่อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเอกสารเผยแพร่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ มท.ระบุถึงแนวทางในการปรับปรุงครั้งนี้ อาทิ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดีตามมาตรา 10 (2) ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยให้ใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน ขณะที่คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 (4) ให้นับระยะเวลาจากวันที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (จากใบสำคัญถิ่นที่อยู่) หรือวันที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แต่ถ้าเอกสารชำรุด สูญหาย หรือมีเหตุที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ให้นับระยะเวลาจากวันที่นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นได้เพิ่มชื่อผู้ขอแปลงสัญชาติในทะเบียนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทยตามมาตรา &amp;nbsp;กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติ ให้พิจารณาจากการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร คือ สามารถพูดหรือฟังภาษาไทยกลางหรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอแปลงสัญชาติเข้าใจได้ โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย หรือคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัด และไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนน&amp;rdquo; เอกสารข่าวของ มท.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่ได้เกิดไทยและต้องการแปลงสัญชาติต้องตอบคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย และต้องร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญบารมี ในการสอบในระดับอำเภอและจังหวัด ทำให้เกิดปัญหามากเพราะกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวนไม่น้อยไม่สามารถทำได้เพราะมีวิถีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ใช้แต่ภาษาถิ่น ซึ่งแนวทางใหม่ที่ออกมานี้เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องร้องเพลงชาติไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo;กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชม พล.อ.อนุพงษ์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมทีมงานที่กำหนดแนวทาง แก้ไขปัญหากลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทยแต่มีภูมิลำเนาในไทยมานาน จนกลมกลืนกับสังคมไทย ซึ่งพบปัญหาอุปสรรคในกระบวนการแปลงสัญชาติมานานมากว่า 20 ปี &amp;nbsp;ถือว่าเป็นการปลดล็อคปัญหาที่ค้างมานานอย่าง ตรงประเด็น หวังว่ามท.จะมีระบบติดตามการปฏิบัติตามนโยบายนี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดผลได้จริงโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า แต่ยังมีข้อห่วงใยที่อย่างเสนอแนะไว้คือ 1.หนังสือสั่งการที่ออกมาในครั้งนี้ &amp;nbsp;ควรจัดอบรมทีมงานฝ่ายทะเบียนของอำเภอต่างๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากเพื่อความที่เข้าใจที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ผลจริงจัง 2. กลุ่มที่เกิดนอกแต่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เด็ก เวลาเกิน 20 ปีแล้ว จะต้องขอมีใบถิ่นที่อยู่และใบต่างด้าวก่อนแล้วจึงขอแปลงสัญชาติใช่หรือไม่ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะติดเกณฑ์รายได้ซึ่งกำหนดไว้สูงถึง 25,000 บาทต่อเดือน ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ คงยากที่จะแก้ไขปัญหาให้คนกลุ่มนี้ 3.ผู้ที่ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงหรือหลังการเกิด ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภท โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางพันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์คนใดทรงสิทธิในการแปลงสัญชาติในปัจจุบันเป็นไปตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ขอให้ตระหนักว่า แนวคิดในการรับรองข้อเท็จจริงที่ก่อตั้งสิทธิในสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวทั่วไปตั้งแต่ พ.ศ.2454 จนถึงปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญเท่าใดนัก แต่ถูกตีความอย่างแตกต่างโดยผู้รักษาการตามกฎหมาย จากการใช้มากที่สุดเพื่อสร้างความกลมกลืนทางสัญชาติให้แก่ราษฎรไทยที่เกิดในต่างประเทศ มาจนถึงสถานการณ์ความคิดที่ไม่อินังขังขอบต่อราษฎรไทยดังกล่าวในช่วงเวลาที่ยาวนาน จนเกิดความอยุติธรรมทางสัญชาติในสังคมไทย จนกระทั่งเกิดแสงเรืองๆ ขึ้นเมื่อได้มีคำสั่งฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการโดยเฉพาะหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ทางการกำหนดไว้ เช่น การร้องเพลงชาติ การทดสอบภาษาไทย ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการตรวจสอบความประพฤติ จากหน่วยงานต่างๆ ที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57738</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย, กลุ่มชาติพันธุ์, คนต่างด้าว, ชนกลุ่มน้อย, นางเตือนใจ ดีเทศน์, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, พ.ร.บ.สัญชาติ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e732f94957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2018 11:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2018 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ป้อม&#039;โยนมหาดไทยพิจารณาสัญชาติไทยให้4หมูป่า ยันยึดระเบียบทัดเทียมกันหมด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

13ก.ค.61 -พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการขอสัญชาติให้โค้ชและเด็กอีก3 คนในทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย&amp;nbsp; ว่า ยังไม่รู้ ตอบไม่ได้ เป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทยดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคิดว่าต้องทัดเทียมกันหมด ทุกอย่างเป็นระเบียบ&amp;quot;พล.อ.ประวิตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทีมฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย และโค้ช รวม 13 คน&amp;nbsp; ที่ติดถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน&amp;nbsp; จากข้อมูลเบื้องต้นมีเด็ก 3 คน ซึ่งอายุ 13 ปี&amp;nbsp; 14 ปี และ 16 ปี เป็นบุคคลไร้สัญชาติ เนื่องจากพ่อ แม่ เป็นชนกลุ่มน้อย จึงเกิดกระแสว่าทางการไทยอาจพิจารณาให้สัญชาติไทยกับเด็กดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่า ด.ช.อดุลย์ สามอ่อน วัย 14 ปี สมาชิกทีมหมูป่า ที่พูดตอบโต้กับนักดำน้ำชาวอังกฤษที่ค้นพบทีมหมูป่า13 ชีวิตเป็นครั้งแรกสร้างความประทับใจจากทั่วโลกจากการใช้ภาษาอังกฤษนั้น มีเชื้อสายชาติพันธ์ว้า พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ไทย เมียนมา จีนกลาง และภาษาท้องถิ่นของกลุ่มว้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโค้ชเอก-นายเอกพล จันทะวงศ์&amp;nbsp; อายุ 25 ปี เป็นชาวพม่าเชื้อสายไทใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย เปิดเผยกับสำนักข่าวไทย ว่า ก่อนที่นายเอกพล จันทะวงษ์ หรือโค้ชเอก และน้องๆ ทีมหมูป่าอีก 3 คน จะเข้าไปติดในถ้ำหลวง ได้ยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยไว้แล้ว ซึ่งขั้นตอนอยู่ระหว่างตรวจสอบหาหลักฐานการเกิด สอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อยื่นเรื่องขออนุมัติสถานะต่อนายอำเภอ หากอายุต่ำกว่า 18 ปี นายอำเภอสามารถอนุมัติให้สัญชาติได้ แต่หากเกิน 18 ปี อย่างโค้ชเอก เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในการรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอำเภอแม่สาย ยอมรับขณะนี้มีผู้ยื่นขอสัญชาติไทย 20,000-30,000 คน บางคนยื่นเรื่องมา 5-10 ปี แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ รัดกุม และทัดเทียม ตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายวิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; กล่าวว่า หลักเกณฑ์การขอสัญชาติเบื้องต้น ต้องเป็นบุคคลที่เกิดและอาศัยในไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือผู้ปกครองในสถานสงเคราะห์ ต้องเป็นผู้ขอสัญชาติ และสถานสงเคราะห์ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน ซึ่งน้องๆ ทีมหมูป่าที่ไร้สัญชาติ ทราบว่ามีอายุ 13, 14 และ16 ปี พ่อแม่เป็นชนกลุ่มน้อยชาวไทยใหญ่อาศัยอยู่แม่สาย ซึ่งการตรวจสอบหากพบว่ามีเลขบัตร 13 หลักที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ถือว่าอยู่ในกระบวนการที่ขึ้นทะเบียนไว้ ถ้าพยานหลักฐานครบถ้วน จะดำเนินการได้ภายใน 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13327</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 ทีมหมูป่าอะคาเดมี, ชนกลุ่มน้อย, ด.ช.อดุลย์ สามอ่อน, ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน, นายวิทัศน์ เตชะบุญ, นายสมศักดิ์ คณาคำ, นายเอกพล จันทะวงศ์, บุคคลไร้สัญชาติ, ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b21f63bd19c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 21:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 21:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนประณามพม่าปะทะชนกลุ่มน้อยตะอางใกล้ชายแดน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนประณามการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนของจีน ที่ทำให้มีคนสังเวยชีวิตแล้ว 19 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ระบุมีกระสุนปลิวข้ามพรมแดนและส่งผลให้ชาวบ้านอพยพเข้าไปหลบภัยในจีนอีกจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงหยุดยิงกันทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2561 ชนกลุ่มน้อยในพม่าใช้ช้างเป็นพาหนะเดินทางไปหลบภัยที่เมืองต้าหนายของจีน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561 กล่าวว่า การต่อสู้กันรอบใหม่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่่ผ่านมา เมื่อกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยโจมตีที่ตั้งของฝ่ายความมั่นคงหลายแห่งรอบเมืองมูเซ เมืองติดชายและเป็นศูนย์กลางทางการค้าของรัฐชานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านรายหนึ่งบอกกับเอเอฟพีว่า เธอได้ยินเสียงปืนดังตลอดทั้งคืนจนถึงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ ชาวบ้านพากันหวาดผวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลพม่ากล่าวว่า การปะทะกันเมื่อวันเสาร์ส่งผลให้มีคนเสียชีวิต 19 คน เป็นพลเรือน 15 คน ที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และมีคนบาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 27 คน นับว่าเป็นการปะทะครั้งนองเลือดที่สุดในรอบหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (ทีเอ็นแอลเอ) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ตะอางหรือปะหล่อง กล่าวยอมรับว่า กองกำลังของพวกเขาโจมตีกาสิโนแห่งหนึ่งของพวกทหารอาสาที่มีความเกี่ยวโยงกับกองทัพพม่า กับที่ตั้งของกองทัพพม่าชานเมืองมูเซ เมืองติดชายแดนจีนที่อยู่ห่างแค่ 200 เมตรจากแม่น้ำที่เป็นเส้นกำหนดเขตแดนระหว่างรัฐชานของพม่ากับมณฑลยูนนานของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ สถานทูตจีนในนครย่างกุ้งออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า มีกระสุนปลิวข้ามพรมแดนมาตกในดินแดนจีนด้วย และยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งอพยพข้ามชายแดนเข้ามาขอลี้ภัย &amp;quot;สถานทูตจีนในพม่าประณามเหตุการณ์รุนแรงนี้ และรู้สึกเจ็บปวดไปกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับอันตราย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานทูตยังได้ยื่นหนังสือแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลพม่า พร้อมกันนั้นก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง &amp;quot;ใช้ความอดกลั้น&amp;quot;, ทำความตกลงหยุดยิงทันที และป้องกันไม่ให้สถานการณ์นี้บานปลาย รวมถึงขอให้ฟื้นฟูสันติภาพในพื้นที่ชายแดนจีน-พม่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปะทะระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังตะอางเมื่อต้นปี 2560 เคยผลักดันให้ผู้ลี้ภัยในพม่าอพยพข้ามแดนเข้ามณฑลยูนนานของจีนมากกว่า 20,000 คน และกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดระหว่างพม่ากับจีน ซึ่งคาดหวังว่าพม่าจะเป็นประตูทางผ่านสำหรับยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ &amp;quot;หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง&amp;quot; ของจีนที่ต้องการส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9107</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง, จีน, ชนกลุ่มน้อย, ตะอาง, ทีเอ็นแอลเอ, ประณาม, พม่า, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af84f9a60bfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
