<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 22:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 22:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมออกประกาศแนวทางปฏิบัติป้องกันโควิด-19 หลังพบผู้บริหาร-เจ้าหน้าที่ราชการติดเชื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;12 เม.ย,64-รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2564 นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามออกประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่อง แนวทางปฏิบัติการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ของกระทรวงคมนาคม โดยมีใจความว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน พบว่า เริ่มมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคมติดเชื้อโควิด-19 จำนวนหลายราย

ดังนั้น เพื่อป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อดังกล่าว รวมถึงเพิ่มมาตรการให้เคร่งครัดมากขึ้น กระทรวงคมนาคมจึงออกแนวทางปฏิบัติให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมดำเนินการ ดังนี้ 1.แนวทางปฏิบัติ/มาตรการป้องกัน โดยขอความร่วมมือทุกหน่วยงานปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 โดยการเว้นระยะระหว่างกันและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา จัดให้มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างทั่วถึงเพียงพอ และล้างมือบ่อยๆ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ติดตั้งและใช้แอปพลิเคชันไทยชนะ

อย่างไรก็ตามขณะที่บุคคลที่เคยไปในพื้นที่เสี่ยง/กิจการเสี่ยง/กิจกรรมเสี่ยง หรือสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลในกลุ่มเสี่ยงขอให้ใข้มาตรการกักตนเองอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ในเดือน เม.ย. 2564 ขอให้ส่วนราชการในสังกัด รวมทั้งขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นำมาตรการให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ (Wark from Home) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2563 มาใช้ตามความเหมาะสม

โดยเฉพาะวันที่ 16 และ 19 เม.ย. 2564 เพื่อลดความคับคั่งในการเดินทางกลับจากต่างจังหวัดของประชาชน ส่วนการจัดการประชุม การเรียน การศึกษาอบรม ขอให้พิจารณาใช้รูปแบบออนไลน์และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดพัฒนารูปแบบการเรียน&amp;nbsp; การศึกษาอบรมแบบออนไลน์ แทนรูปแบบการเรียน
การศึกษาอบรมในห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.แนวทางปฏิบัติเมื่อพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยให้แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ภายใน 3 ชั่วโมงนับตั้งแต่พบผู้ป่วย เพื่อให้ดำเนินการสอบสวน ป้องกัน และควบคุมโรค โดยให้ดำเนินการตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติตต่อ/คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร รวมทั้งหยุดกิจกรรมหรือการให้บริการในแผนก/พื้นที่ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อ อีกทั้งทำความสะอาดฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่สัมผัสร่วม เช่น ราวบันใด ที่จับประตู ลิฟต์ ห้องน้ำ และ 3.แนวทางปฏิบัติในการรายงาน โดยขอให้ทุกหน่วยงานถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และรายงานผลการดำเนินการให้กระทรวงคมนาคมทราบเป็นประจำทุกวัน จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99314</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ชยธรรม์ พรหมศร, มาตรการคุมเข้มโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_60746099be8fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม เล็งชง ครม.ขยายวงเงินเวนคืนที่ดินไฮสปีดเพิ่ม2.1พันล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค. 2564 นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานเร่งรัดการรื้อย้าย ส่งมอบพื้นที่รถไฟเชื่อมสามสนามบิน (สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภา) ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การแก้ไขปัญหาผู้บุกรุก โดยในขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จครบ 100% 2.การเวนคืนที่ดิน ซึ่งการดำเนินการเป็นไปตามแผน และ 3.การรื้อย้ายสาธารณูปโภค ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาลงรายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กรอบระยะเวลาเป็นไปตามแผนที่กำหนด หรือจะส่งมอบพื้นที่ระยะแรก ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภาให้กับเอกชนคู่สัญญา ภายใน 24 ต.ค. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะทำงานฯ ระบุว่า ในวันที่ 30 มี.ค. 2564 เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาขยายกรอบวงเงินสำหรับค่าจัดกรรมสิทธิ์และสำรวจอสังหาริมทรัพย์ กรณีเวนคืนตามสัญญาร่วมลงทุนฯ วงเงิน 2,170 ล้านบาท ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จากเดิมที่มีมติอนุมัติไปแล้ว 3,570 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 5,740 ล้านบาท ทั้งนี้ การขอขยายกรอบวงเงินเพิ่มนั้น สืบเนื่องจากภายหลังการลงพื้นที่ พบว่า พื้นที่ที่จะเวนคืน มีราคาตลาดเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงในบางพื้นที่ จะต้องมีการขยายเขตทางเพิ่มเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวงเงิน 2,170 ล้านบาท แบ่งเป็น งบจำเป็นเร่งด่วน โดยขอรับงบกลางปี 2564 เพื่อจ่ายค่าเวนคืนช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา วงเงิน 607.56 ล้านบาท จะเสนอ ครม. อีกครั้งต่อไป ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน ให้ทันส่งมอบพื้นที่ช่วงสุวรรณภูมิภายใน 24 ต.ค. 2564 และขอรับงบประมาณประจำปี 2565 วงเงิน 1,562.59 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าเวนคืน ช่วงพญาไท-ดอนเมือง วงเงิน 792.11 ล้านบาท และค่าเผื่ออุทธรณ์ ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา (อาจไม่ต้องใช้) วงเงิน 770.48 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะที่ การทำสัญญาหลังประกาศค่าทดแทนทั้งหมด 754 สัญญา พื้นที่รวม 920 ไร่นั้น ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 78% เหลืออีก 22% จะเร่งทำสัญญาให้แล้วเสร็จภายในต้น ก.ย. 2564 ทั้งนี้ ภายใน มิ.ย. 2564 จะทราบว่า มีผู้มาทำสัญญาเท่าใด ซึ่งหากไม่มาทำสัญญา รฟท.จะออกประกาศครอบครองและวางทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้เกิดการครอบครองต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากที่ประชุม ระบุอีกว่า การส่งมอบพื้นที่ของโครงการนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา จะส่งมอบพื้นที่ไม่เกินวันที่ 24 ต.ค. 2564 จากนั้นจะออกเอกสารแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) เพื่อให้เอกชนคู่สัญญาเริ่มดำเนินการก่อสร้างต่อไป ส่วนระยะที่ 2 ช่วงพญาไท-ดอนเมือง จะเร่งรัดส่งมอบพื้นที่ไม่เกิน ธ.ค. 2565 ซึ่งจะเร็วกว่าแผนที่กำหนด 1 ปี หรือจากเดิมกำหนดส่งมอบพื้นที่ภายใน ต.ค. 2566&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของการย้ายสถานี ตามที่ก่อนหน้านี้มีกระแสว่า เอกชนจะย้ายสถานีรถไฟความเร็วสูงพัทยา จากตำแหน่งเดิมที่เส้นทางทับกับสถานีรถไฟพัทยาในปัจจุบัน ไปตำแหน่งใหม่ใกล้ตลาดนํ้าสี่ภาคนั้น รายงานข่าว แจ้งว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการเสนอขย้ายสถานีเข้ามาให้พิจารณา แต่ทั้งนี้ ในอนาคต หากมีความจำเป็นจะขอเพิ่มสถานีในโครงการฯ สามารถยื่นเสนอดำเนินการเพิ่มเติมได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) รับผิดชอบบริหาร และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทฯ ในขณะที่ นายธิติฏฐ์ นันทพัฒน์สิริ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะผู้บริหาร (Executive Advisor) เพื่อให้คำปรึกษาด้านการวางกลยุทธ์ และดำเนินงาน เสริมสร้างความแข็งแกร่งของบริษัทฯ ต่อไป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97330</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยธรรม์ พรหมศร, ส่งมอบพื้นที่รถไฟเชื่อมสามสนามบิน, เพิ่มงบเวนคืน, เวนคืนที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605d4e9c0bb4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.ทุ่ม20ล้านศึกษาระบบขนส่งเชื่อมต่อรับโครงข่ายรถไฟฟ้านำร่องสายสีแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 2564 นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 1 (ปฐมนิเทศโครงการ) ภายใต้การศึกษาโครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงรูปแบบการเดินทาง เข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าและสนามบินในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ว่า จากข้อสั่งการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลอย่างเป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชนนั้น กระทรวงคมนาคมจึงได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น และสร้างโครงข่ายให้สมบูรณ์และครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา และราคาเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จำเป็นต้องพัฒนาระบบการเชื่อมต่อการเดินทาง เพื่อให้ผู้สัญจรเข้าถึงระบบรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก ทำให้ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน จึงมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาโครงการดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะสำหรับการจัดทำแผนการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทาง หรือ Feeder และแผนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานบริเวณรอบสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้การเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้า สนามบิน และระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นๆ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการ สนข. กล่าวว่า สนข. ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา (บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด) ดำเนินโครงการศึกษาการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงรูปแบบการเดินทางเพื่อเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าและสนามบินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้งบประมาณในการศึกษาฯ วงเงิน 20 ล้านบาท ระยะเวลาการศึกษา 18 เดือน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการศึกษาฯ ตั้งแต่ ก.ย. 2563-มี.ค. 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการศึกษาดังกล่าว เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ให้สามารถเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้า รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะรถไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล โดยในเบื้องต้นจะจัดทำแผนระบบการขนส่งรองเชื่อมระบบขนส่งหลัก (Fedder) ในเส้นทางที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 9 เส้นทาง ระยะทาง 170.38 กิโลเมตร (กม.) และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 6 โครงการ ระยะทาง 150.76 กม. เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สายสีชมพู สายสีส้ม เป็นต้น โดยในเบื้องต้น จะนำร่องกับโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่จะเปิดทดลองให้บริการประชาชนในวันที่ 28 ก.ค. นี้ และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ พ.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจในโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ของที่ปรึกษาโครงการ และเจ้าหน้าที่ สนข. ได้ออกแบบระบบ Feeder ในระยะรัศมี 3 กม. ในสถานีหลักที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่โดยรอบสถานีต่างๆ มีระบบโดยสารสาธารณะที่จะเดินทางสู่สถานีรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีราคาเหมาะสม พร้อมกันนี้ ที่ปรึกษาของโครงการ จะทำการสำรวจอละออกแบบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบสถานี เช่น ทางเดินเท้า Skywalk หลังคาคลุมกันแดดกันฝน จุดจอดรถโดยสารสาธารณะ จุดจอดและจรสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล เป็นต้น อีกทั้ง จะมีการจัดทำแอปพลิเคชั่น เพื่อให้ข้อมูลการให้บริการขนส่งสาธารณะในระบบ Feeder ให้ประชาชนได้รับทราบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากผลการศึกษาฯ นั้น ระบุว่า เส้นทาง Feeder ที่จะดำเนินการนำร่อง เพื่อเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงในช่วงเปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้บริการ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.นี้ จำนวน 2 สถานี เนื่องจากมีศักยภาพ และมีความเหมาะสม รวมถึงมีประชาชนเดินทางเป็นจำนวนมาก โดยจะนำรถมินิบัสไฟฟ้ามาวิ่งให้บริการ ได้แก่ 1.สถานีรังสิต จำนวน 6 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางเลียบคลองเปรม-รังสิต (วนซ้าย), เส้นทางเลียบคลองเปรม-รังสิต (วนขวา), เส้นทางพหลโยธิน 87-สถานีรังสิต, เส้นทางสถานีรถไฟฟ้าหลักหก-แยกบางพูน, เส้นทางสถานีรถไฟฟ้ารังสิต-บขส.รังสิต และเส้นทางซอยเจริญชัย-สถานีรังสิต 2.สถานีบางบำหรุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปเส้นทางที่มีความเหมาะสมอีกครั้งต่อไป ในส่วนของสถานีที่เหลือนั้น จะทยอยพิจารณาความเหมาะสม และสอดคล้องกับการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ พ.ย.นี้ ซึ่งประเมินว่า สถานีอื่นๆ ที่มีความเหมาะสม เช่น สถานีตลิ่งชัน สถานีดอนเมือง สถานีหลักสี่ สถานีวัดเสมียนนารี เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97223</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยธรรม์ พรหมศร, สายสีแดง, โครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงรูปแบบการเดินทาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60482c9edcb69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90530</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คมนาคมถกแผนส่งมอบพื้นที่สร้างรถไฟเชื่อมสามสนามบิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค. 2564 นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะทำงานเร่งรัดการส่งมอบพื้นที่และรื้อย้ายสาธารณูปโภค โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ครั้งที่ 1/2564 เปิดเผยว่า เป็นการรับทราบและติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานของคณะทำงานฯ ได้แก่ การขอใช้พื้นที่ของกรมทางหลวงและเวนคืนพื้นที่บริเวณทางออกสุวรรณภูมิ ซึ่งรูปแบบแนวเส้นทางของโครงการรถไฟความเร็วสูงขาออกจากสถานีสุวรรณภูมิไปยังอู่ตะเภาจะก่อสร้างอยู่ระหว่างโครงสร้างของโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เดิมกับถนนต่างระดับขาเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของกรมทางหลวง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจะต้องมีการเวนคืนพื้นที่ในช่วงทางโค้งเข้าบรรจบกับทางวิ่งหลัก โดยมีการเวนคืนพื้นที่ 1 ไร่ 89 ตารางวา ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบตามแนวทางดังกล่าว โดยเอกชนคู่สัญญาตกลงปรับรูปแบบโครงสร้างบริเวณจุดตัดทางต่างระดับ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างทางยกระดับศรีนครินทร์ - ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (M7) ตามที่กรมทางหลวงออกแบบ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้า ปัญหาอุปสรรค และแนวทางดำเนินการของฝ่ายรัฐ ได้แก่ การรังวัดโฉนดที่ดินในเขตตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน การทำสัญญาจ่ายค่าทดแทนการเวนคืน การขอใช้พื้นที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่เวนคืน ได้มอบหหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ประสานงานกับหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ส่วนการโยกย้ายผู้บุกรุกในช่วงสุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา จากทั้งหมด 302 หลัง ได้ดำเนินการไปแล้ว 300 หลัง และฝ่ายเอกชนได้เริ่มดำเนินการล้อมรั้วเพื่อป้องกันผู้บุกรุกแล้ว และให้การรถไฟแห่งประเทศไทยติดตามตรวจสอบไม่ให้มีประชาชนบุกรุกเข้าพื้นที่ พร้อมทั้งให้รายงานต่อที่ประชุมทุก ๆ เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90530</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยธรรม์ พรหมศร, ปลัดกระทรวงคมนาคม, รถไฟเชื่อม3สนามบิน, ส่งมอบพื้นที่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190617/image_big_5d073747c9488.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตรภาพอัมพาต แห่กลับกรุงแน่น ติดหนึบลากยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศปถ.เผยยอดอุบัติเหตุ 5 วัน คนไทยสังเวย 2,748 ครั้ง ดับแล้ว 316 ราย บาดเจ็บรวม 2,741 คน โคราชสยองรวมแล้ว 16 ศพ ด้านอธิบดีคุมประพฤติเผยเมาแล้วขับยังพุ่งพรวด 2,073 คดี บุรีรัมย์รับแชมป์ทำสถิตินำโด่ง ศาลสั่งติดอุปกรณ์ EM 39 ราย ห้ามออกจากบ้าน 5 ทุ่มถึงตี 4 ยาว 30 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2564 กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2564 (ศปถ.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 2 ม.ค.2564 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 383 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 44 ราย ผู้บาดเจ็บ 384 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยธรรม์กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 30.29 ขับรถเร็ว ร้อยละ 28.98 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.85 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 67.10 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 38.38 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 37.86 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 33.94 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 30.84
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยธรรม์กล่าวว่า ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,930 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 61,655 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 529,869 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 117,106 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 31,305 ราย ไม่มีใบขับขี่ 28,884 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ร้อยเอ็ด (20 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย เชียงใหม่ (จังหวัดละ 3 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ร้อยเอ็ด (21 คน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วันของการรณรงค์ (29 ธ.ค.63-2 ม.ค.64) เกิดอุบัติเหตุรวม 2,748 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 316 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 2,741 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 9 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (97 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (16 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (99 คน)&amp;quot; นายชยธรรม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยธรรม์กล่าวต่อไปว่า วันนี้เป็นวันหยุดสุดท้ายของเทศกาลปีใหม่ คาดว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับเป็นจำนวนมาก ทำให้เส้นทางสายหลักจากภูมิภาคต่างๆ ที่มุ่งเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดมีปริมาณรถหนาแน่น และบางเส้นทางอาจมีการจราจรติดขัด ประกอบกับผู้ขับขี่อาจมีอาการอ่อนล้าจากเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุง่วงหลับใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศปถ.จึงได้กำชับให้จังหวัดเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติงานของจุดตรวจบนเส้นทาง สายหลัก ถนนสายรอง เส้นทางลัด และเส้นทางเลี่ยงเมือง โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คุมเข้มพฤติกรรมเสี่ยง ขับรถเร็ว รวมถึงเรียกตรวจเพื่อประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุง่วงหลับใน&amp;quot; ปลัดกระทรวงคมนาคมระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงคมนาคมในฐานะประธานแถลงข่าวศูนย์ ศปถ.กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ได้เน้นย้ำเรื่องของการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของประชาชน ทั้งความพร้อมด้านรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย และแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ใช้บริการสาธารณะให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัยและไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า ถึงสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2564 ว่า เข้าสู่วันที่ 5 ของการควบคุมเข้มงวด (2 ม.ค.2564) แต่กลับมีจำนวนคดีที่เข้าสู่งานคุมประพฤติพุ่งสูงถึง 1,168 คดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิตถวัลย์กล่าวต่อว่า เป็นคดีขับรถในขณะเมาสุรา จำนวน 1,162 คดี ขับเสพ จำนวน 5 คดี และคดีขับรถประมาท จำนวน 1 คดี ทำให้ยอดสถิติคดีสะสมรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,196 คดี จำแนกเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 2,073 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.40 คดีขับเสพ จำนวน 105 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.78 คดีขับรถประมาท จำนวน 18 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.82
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสะสมสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 309 คดี 2.จังหวัดจันทบุรี จำนวน 182 คดี และ 3.จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 153 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีเข้าสู่งานคุมประพฤติในวันที่ 5 ของช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2564 พบว่า คดีขับรถในขณะเมาสุราปี พ.ศ.2563 จำนวน 3,701 คดี และปี พ.ศ.2564 มีจำนวน 1,162 คดีลดลง จำนวน 2,539 คดี&amp;quot; นายวิตถวัลย์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวว่า กรมคุมประพฤติได้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ในคดีขับรถในขณะเมาสุราเพิ่มเติมอีกจำนวน 26 ราย โดยส่วนใหญ่มีเงื่อนไขห้ามออกจากที่พักอาศัยในช่วงเวลาตั้งแต่ 23.00-04.00 น. เป็นระยะเวลา 30 วัน รวมยอดสะสมคดีขับรถในขณะเมาสุราที่ศาลสั่งติดอุปกรณ์ EM จำนวน 39 ราย จังหวัดที่ศาลสั่งติดอุปกรณ์ EM สูงสุดคือ จังหวัดสุโขทัย มีจำนวนถึง 30 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88710</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยธรรม์ พรหมศร, วิตถวัลย์ สุนทรขจิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210103/image_big_5ff1cb6c92a58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2021 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2021 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5วันอันตรายปีใหม่เซ่น316ศพ! เจ็บ2,741ราย อุบัติเหตุ2,748ครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค. 64&amp;nbsp;- ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อเวลา 10.30 น. นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2564 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2564 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 2 มกราคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่ห้าของการรณรงค์ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 383 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 44 ราย ผู้บาดเจ็บ 384 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 30.29 ขับรถเร็ว ร้อยละ 28.98 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.85 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 67.10 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 38.38 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 37.86 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. ร้อยละ 33.94 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 30.84 ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,930 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 61,655 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 529,869 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 117,106 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 31,305 ราย ไม่มีใบขับขี่ 28,884 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ร้อยเอ็ด (20 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย เชียงใหม่ (จังหวัดละ 3 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ร้อยเอ็ด (21 คน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วันของการรณรงค์ (29 ธ.ค.63 &amp;ndash; 2 ม.ค. 64) เกิดอุบัติเหตุรวม 2,748 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 316 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 2,741 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 9 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (97 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (16 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (99 คน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยธรรม์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้เป็นวันหยุดสุดท้ายของเทศกาลปีใหม่ คาดว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับเป็นจำนวนมาก ทำให้เส้นทางสายหลักจากภูมิภาคต่าง ๆ ที่มุ่งเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด มีปริมาณรถหนาแน่น และบางเส้นทางอาจมีการจราจรติดขัด ประกอบกับผู้ขับขี่อาจมีอาการอ่อนล้าจากเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่&amp;nbsp; จึงทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุง่วงหลับใน ศปถ.จึงได้กำชับให้จังหวัดเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติงานของจุดตรวจ&amp;nbsp; &amp;nbsp;บนเส้นทาง สายหลัก ถนนสายรอง เส้นทางลัด และเส้นทางเลี่ยงเมือง โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คุมเข้มพฤติกรรมเสี่ยงขับรถเร็ว รวมถึงเรียกตรวจเพื่อประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุง่วงหลับใน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำเรื่องของการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของประชาชน ทั้งความพร้อมด้านรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ (COVID-19) อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ใช้บริการสาธารณะให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัยและไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เปิดเผยว่า ศปถ.ได้เน้นย้ำให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดใช้กลไกของด่านชุมชน จุดสกัด และด่านตรวจในพื้นที่ระหว่างอำเภอ ชุมชน หมู่บ้าน เข้มข้นการปฏิบัติเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน โดยให้ทุกภาคส่วนยังคงเฝ้าระวังและป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง เน้นการกวดขันการขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้บางเส้นทางอาจมีการจราจรคับคั่งและใช้ระยะเวลาในการเดินทางนาน จึงขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด มีน้ำใจกับผู้ร่วมใช้เส้นทาง ไม่ขับรถเร็ว ง่วงไม่ขับ หยุดพักรถเมื่อมีอาการเมื่อยล้าหรือง่วงนอน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจที่ปฏิบัติหน้าที่สร้างความปลอดภัยบนเส้นทางสายต่าง ๆ เพื่อให้เดินทางถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88651</URL_LINK>
                <HASHTAG>316ศพ, 5วันอันตราย, ชยธรรม์ พรหมศร, ปีใหม่, ศปถ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210103/image_big_5ff13c36cb547.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุดพลุ! จรดปากกา ไฮสปีดไทย-จีน 5 สัญญา 4 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26พ.ย.63 นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงคุณธรรมและลงนามสัญญาการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) จำนวน 5 สัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) โดยนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทคู่สัญญา ได้แก่ สัญญา 3-2 นายพลพัฒ กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) , สัญญา 3-3 นายสุทธิพันธ์ โกศัยพลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เอ็นยิเนียร์และอุตสาหกรรม จำกัด , สัญญา 3-4 นายสุเมธ สุรบถโสภณรองประธานบริหารอาวุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) , สัญญา 3-5 นายอรรถสิทธิ์ ดำรงรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจการร่วมค้า เอสพีทีเค จำกัด และ สัญญา 4-7 นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยธรรม์ กล่าวว่า พิธีลงนามสัญญาการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา จำนวน 5 สัญญา ในวันนี้ เป็นโครงการที่รัฐบาล โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมไทยสู่โลก และเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสนใจและเร่งรัด ติดตามความก้าวหน้าของโครงการมาโดยตลอด และในขณะเดียวกัน เส้นทางนี้ก็จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมไทยไปสู่ สปป.ลาว และจีน โดยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เรียกว่า Belt and Road Initiative หรือ BRI ที่จะเชื่อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปถึงยุโรปได้ด้วยทางรถไฟ โดยกระทรวงคมนาคมพยายามเร่งรัดโครงการให้เดินหน้าโดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงนามในสัญญาจ้างงานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร สัญญา 2.3 ของโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; นครราชสีมา) ไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายนิรุฒ กล่าวว่า การลงนามในสัญญาก่อสร้างงานโยธา 5 สัญญา ในวันนี้ ประกอบด้วย สัญญาที่ 3-2 งานโยธาสำหรับงานอุโมงค์ (มวกเหล็กและลำตะคอง) ดำเนินการโดย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีจุดเด่นคืองานก่อสร้างอุโมงค์ยาวรวม 8 กิโลเมตร และการก่อสร้าง
ทางรถไฟระยะทางรวม 12.23 กิโลเมตร สัญญาที่ 3-3 งานโยธาสำหรับช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง ดำเนินการโดย บริษัท ไทยเอ็นยิเนียร์และอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งมีงานก่อสร้างสถานีปากช่อง และการก่อสร้างทางรถไฟระยะทางรวม 26.10 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัญญาที่ 3-4 งานโยธาสำหรับช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ดำเนินการโดย&amp;nbsp;
บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีจุดเด่นคือ มีงานก่อสร้างทางรถไฟระยะทางยาวที่สุดในโครงการ ถึง 37.45 กิโลเมตร สัญญาที่ 3-5 งานโยธาสำหรับช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา ดำเนินการโดย บริษัท กิจการร่วมค้า เอสพีทีเค จำกัด (ซึ่งประกอบด้วย บริษัท นภาก่อสร้าง จำกัด บริษัท ทิมเซคาร์ตาร์ เอสดีเอ็น บีเอชดีจำกัด และบริษัท บิน่า พูรี่ เอสดีเอ็น บีเอชดี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจากประเทศมาเลเซีย) ซึ่งเป็นงานก่อสร้างสถานีนครราชสีมา และการก่อสร้างทางรถไฟระยะทางรวม 12.38 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสัญญาที่ 4-7 งานโยธาสำหรับช่วงสระบุรี-แก่งคอย ดำเนินการโดย บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีจุดเด่นคืองานก่อสร้างสถานีสระบุรี และการก่อสร้างทางรถไฟระยะทางรวม 12.99 กิโลเมตร โดยทั้ง 5 สัญญาที่ลงนามในวันนี้ มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 101.15 กิโลเมตร มีวงเงินลงทุนรวม 40,275 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จและคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2568 จะเป็นการยกระดับมาตรฐานรถไฟไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นการลงทุนเพื่อวางรากฐานความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทยในระยะยาว สนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค สร้างโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว กระจายรายได้ นำความเจริญสู่ท้องถิ่นตลอดแนวเส้นทางโครงการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85134</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยธรรม์ พรหมศร, เซ็นสัญญา, ไฮสปีด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201126/image_big_5fbf7e38552b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
