<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝุ่นพิษทะลักภาคเหนือพุ่ง7จังหวัด! เชียงใหม่วิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ. 62 - นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศกับกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 08.00 น. พบว่า มีจังหวัดที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐาน คือ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกินค่ามาตรฐาน 100 ได้แก่ เชียงราย (ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย), เชียงใหม่ (ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลศรีภูมิ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่), ลำปาง (ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ), ลำพูน (ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน), แพร่ (ตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่), พะเยา (ตำบลเวียง อำเภอเมืองพะเยา) และตาก (ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 60 &amp;ndash; 93 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 74 &amp;ndash; 123 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) มีค่าระหว่าง 124 &amp;ndash; 203 โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีค่า PM2.5 อยู่ที่ 93 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM10 อยู่ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ AQI มีค่า 203 และที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีค่า PM2.5 อยู่ที่ 91 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM10 อยู่ที่ 123 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ AQI มีค่า 203 ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสาน 7 จังหวัดภาคเหนือ ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงได้จัดเจ้าหน้าชุดปฏิบัติการพร้อมด้วยเครื่องจักรกลสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชื้นและลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงดำเนินมาตรการควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ เน้นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้กำหนดช่วงเวลาและจัดระเบียบการเผา ประกาศเขตห้ามเผา ส่งเสริมการจัดทำแนวกันไฟ และรณรงค์การไถกลบแทนการเผา ส่วนพื้นที่ริมทางหลวงให้เฝ้าระวัง &amp;nbsp;การเผาในเขตริมทางหลวงอย่างเข้มข้น อีกทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมปฏิบัติการระงับไฟป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมประชาสัมพันธ์ผลกระทบของหมอกควันต่อสุขภาพอนามัย และข้อมูลคุณภาพอากาศ รวมถึงคำแนะนำในการปฏิบัติตนแก่ประชาชน ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาขยะและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อป้องกันสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุมให้หลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรม &amp;nbsp;ในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน รวมถึงใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันมิให้สูดดมฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกาย ส่วนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษ เพราะทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางอยู่ในระดับต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานแก้ไขปัญหาโดยด่วนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29022</URL_LINK>
                <HASHTAG>7จังหวัด, ค่าPM2.5, ชยพล, ปภ., ฝุ่นพิษ, ภาคเหนือ, เชียงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c63a1342eb29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน58จังหวัดรับมือน้ำท่วมเฉียบพลัน- น้ำป่าไหลหลาก 19-21 ส.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กอปภ.ก. สั่งการจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 19 &amp;ndash; 21 ส.ค. 61&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20ส.ค.61-กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สั่งการให้จังหวัดเสี่ยงภัย 58 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 19 &amp;ndash; 21 ส.ค. 61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านสรรพกำลังและเครื่องจักรกลสาธารณภัย รวมถึงจัดชุดเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนจัดชุดเคลื่อนที่เร็วประจำพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมแจ้งเตือนประชาชนติดตามข่าวสาร พยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เปิดเผยว่า กอปภ.ก. โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสภาวะอากาศ ปริมาณฝนสะสม สถานการณ์น้ำท่า และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่า ช่วงที่ผ่านมาทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่เกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ศูนย์เฉพาะกิจติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ประกาศแจ้งเรื่องการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ วันละ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร ระหว่างวันที่ 23 &amp;ndash; 27 สิงหาคม 2561 และประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าหย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชั่น &amp;ldquo;เบบินคา&amp;rdquo; ได้เคลื่อนออกจากบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยเข้าปกคลุมประเทศเมียนมา ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง รวมถึงกรมทรัพยากรธรณีได้ประกาศให้เฝ้าระวังดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กอปภ.ก.จึงได้สั่งการให้จังหวัดเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด แยกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยและดินโคลนถล่มเป็นพิเศษ 23 จังหวัด ได้แก่ น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ลำปาง พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ลำพูน กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี ตราด ระยอง ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยและดินโคลนถล่ม 34 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และฉะเชิงเทรา ภาคใต้ 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสตูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์คลื่นลมแรง 13 จังหวัด แยกเป็น ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะที่พื้นที่ลุ่มต่ำ ริมฝั่งแม่น้ำ พื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ที่มีสถานการณ์น้ำท่วมขังอยู่เดิม และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์มาก ซึ่งต้องทำการระบายน้ำเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่เสี่ยงคลื่นลมแรง ให้กำชับชาวเรือ ผู้ประกอบการขนส่งทางเรือ เดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง รวมถึงติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัย พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากระดับน้ำท่วมถึง ตลอดจนหมั่นสังเกตสัญญาณความผิดปกติทางธรรมชาติจะได้อพยพหนีภัยทันท่วงที ทั้งนี้ สามารถติดต่อแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสาขาในพื้นที่ หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15756</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ชยพล, ดินโคลนถล่ม, น้ำป่า, ปภ., เตือนภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a3948183a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เตือน41จังหวัดรับมือน้ำหลาก-ดินถล่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค. 61 - นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาวะอากาศ ปริมาณฝนสะสม สถานการณ์น้ำท่า และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่า ในช่วง 2 &amp;ndash; 3 วันที่ผ่านมาหลายจังหวัดมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องกันหลายวัน กอปรกับแม่น้ำหลายสายเริ่มมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม สำหรับคลื่นลมบริเวณอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2 - 4 เมตร ปภ. จึงได้ประสาน 41 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ แยกเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ ตาก กำแพงเพชร และพิจิตร, ภาคตะวันออก 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว ชลบุรี และระยอง, ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี และราชบุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ, ภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา กระบี่ สตูล ตรัง และภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฝ้าระวังและติดตามปริมาณน้ำฝนรายวัน ปริมาณน้ำฝนสะสม ระดับน้ำในลำน้ำ และพื้นที่ลาดเชิงเขาอย่างใกล้ชิด ส่วนพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ให้เฝ้าระวังอันตรายจาก คลื่นลมแรง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งอย่างเด็ดขาด รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็วและเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากสถานการณ์ภัยในระยะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สามารถติดต่อแจ้งเหตุและติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสาขาในพื้นที่ หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14493</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล, ดินถล่ม, น้ำหลาก, ปภ., ฝนตกหนัก, เตือน41จังหวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b612e0f7cf1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2018 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พายุฤดูร้อนถล่ม22จังหวัด! ปภ.เร่งช่วยผู้ประสบภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค. 61 - นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 13 &amp;ndash; 20 มี.ค. 2561 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย รวม 22 จังหวัด 60 อำเภอ 123 ตำบล 340 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 2,559 หลัง แยกเป็น ภาคเหนือ 2 จังหวัด ได้แก่ พะเยา เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอเชียงคำ บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 200 หลัง เชียงราย เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน อ.เมืองเชียงราย เวียงเชียงรุ้ง พญาเม็งราย และแม่ลาว รวม 7 ตำบล 16 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 50 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ เกิดวาตภัย ในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ ยางตลาด เมืองกาฬสินธุ์ ห้วยเม็ก ฆ้องชัย หนองกุงศรี สหัสขันธ์ เขาวง และห้วยผึ้ง รวม 23 ตำบล 84 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 377 หลัง, อุดรธานี เกิดวาตภัยในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ กุมภวาปี ประจักษ์ศิลปาคม&amp;nbsp; ไชยวาน หนองวัวซอ หนองแสง ศรีธาตุ โนนสะอาด และทุ่งฝน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 400 หลัง, หนองบัวลำภู เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ เมืองหนองบัวลำภู ศรีบุญเรือง และนากลาง รวม 8 ตำบล 28 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 238 หลัง, บุรีรัมย์ เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอสตึก บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 214 หลัง,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร้อยเอ็ด เกิดวาตภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ เมืองร้อยเอ็ด โพนทอง เชียงขวัญ ธวัชบุรี เมยวดี และจังหาร รวม 7 ตำบล 8 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 188 หลัง, หนองคาย เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ ท่าบ่อ เฝ้าไร่ โพนพิสัย ศรีเชียงใหม่ และเมืองหนองคาย รวม 16 ตำบล 40 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 92 หลัง, นครพนม เกิดวาตภัย ในพื้นที่อำเภอนาแก บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 77 หลัง, มุกดาหาร เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอดงหลวง บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 41 หลัง, มหาสารคาม เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอโกสุมพิสัย บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 59 หลัง, สุรินทร์ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ ท่าตูม จอมพระ และโนนนารายณ์ รวม 4 ตำบล 10 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 19 หลัง,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สกลนคร เกิดวาตภัยในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ วานรนิวาส สว่างแดนดิน โคกศรีสุพรรณ และเมืองสกลนคร รวม 7 ตำบล 9 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 15 หลัง, ขอนแก่น เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอภูเวียง บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 14 หลัง, ยโสธร เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ กุดชุม และเมืองยโสธร บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 219 หลัง, อุบลราชธานี เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอเดชอุดม บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 223 หลัง, ศรีสะเกษ เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ ไพรบึง ขุขันธ์ และโนนคูณ บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 23 หลัง และนครราชสีมา เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอครบุรี บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 2 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภออู่ทอง บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 30 หลัง ชัยนาท เกิดวาตภัย ในพื้นที่อำเภอสรรคบุรี บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 1 หลัง ภาคตะวันออก 1 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี เกิดวาตภัยในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ ศรีราชา และเมืองชลบุรี รวม 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 60 หลัง ภาคใต้ 1 จังหวัด ได้แก่ ยะลา เกิดวาตภัยในพื้นที่อำเภอเมืองยะลา บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 17 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค กระเบื้องมุงหลังคา และวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัยโดยด่วนแล้ว รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำรวจ ประเมินและจัดทำบัญชีข้อมูลความเสียหายเพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ทั้งการชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนเป็นวัสดุก่อสร้าง หรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามความเหมาะสม ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5472</URL_LINK>
                <HASHTAG>22จังหวัด, ชยพล, ปภ., ผู้ประสบภัย, พายุ, วาตภัย, อธิบดีปภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9f77f06b53b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
