<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>IRPC เดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่น ลุยดีเซลมาตรฐานยูโร 5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ก.ย. 2564 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยถึงโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นและคุณภาพน้ำมันดีเซล ยูโร 5 (Ultra Clean Fuel Project หรือ UCF) วงเงินลงทุน 1.3 หมื่นล้านบาท ว่า &amp;ldquo;ขณะนี้โครงการ UCF มีความก้าวหน้าตามแผนงาน โดยได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างร่วมกับผู้รับเหมาและที่ปรึกษาโครงการ ได้แก่ Hyundai Engineering Co. Ltd. (Hyundai) จากประเทศเกาหลี เพื่อดำเนินงานออกแบบทางวิศวกรรม จัดซื้อจัดจ้าง และก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ (Diesel Hydro treating Unit) Wison Engineering Ltd. และ บริษัท วิซั่น เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด (Wison) จากประเทศจีน เพื่อดำเนินงานออกแบบทางวิศวกรรม จัดซื้อจัดจ้าง และงานก่อสร้างหน่วยผลิตไฮโดรเจน (Hydrogen Manufacturing Unit) และ บริษัท ฟอสเตอร์ วีลเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Foster Wheeler) ที่ปรึกษาโครงการและบริหารจัดการตามแผนงานที่กำหนด
&amp;nbsp;
IRPC มีความมั่นใจที่จะได้ทำงานร่วมกับ Hyundai Wison และ Foster Wheeler เนื่องจาก Hyundai มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในงานด้านวิศวกรรมและก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมันเป็นอย่างดี ประสบความสำเร็จในงานโครงการก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมันดีเซลยูโร 5 สำหรับโรงกลั่นในประเทศมาเลเซีย และ Wison มีประสบการณ์ในงานโครงการด้านวิศวกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่มากกว่า 200 โครงการในประเทศจีนและต่างประเทศทั่วโลก มีความชำนาญและเทคโนโลยีในงานออกแบบทางวิศวกรรม งานก่อสร้าง รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้าง &amp;nbsp;ตลอดจน Foster Wheeler ที่มีประสบการณ์ในการควบคุมงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน IRPC จึงมีความมั่นใจในการดำเนินงานที่จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสำเร็จลุล่วงด้วยดี และสามารถทำการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ตามแผนในปี พ.ศ. 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ UCF มีความสอดคล้องกับนโยบายของประเทศที่กำหนดให้จำหน่ายน้ำมันดีเซล ตามมาตรฐาน ยูโร 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เพื่อลดปัญหามลภาวะและฝุ่นละออง รวมถึงลดปัญหา PM 2.5 เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงาน และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามวิสัยทัศน์ใหม่ &amp;ldquo;IRPC สร้างสิ่งที่ดีเพื่ออนาคต&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115873</URL_LINK>
                <HASHTAG>IRPC, ชวลิต ทิพพาวนิช, ประสิทธิภาพโรงกลั่น, ไออาร์พีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6136dc5345a55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;IRPC Smart Farming &#039;  วิถีเกษตรไฮเทคเพื่อคนพิการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.สวนผักลูกโตๆ ผลผลิตที่ได้จากการทำเกษตรอัจฉริยะ

Smart Farming &amp;nbsp;หรือที่รู้จักกันว่าเป็น &amp;quot;เกษตรอัจฉริยะ&amp;quot; &amp;nbsp;ซึ่งเกษตรกรยุคใหม่ส่วนใหญ่ได้พยายามปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรดั้งเดิม มาเป็นวิถีไฮเทคมากขึ้น &amp;nbsp;โดยนำเทคโนโลยีมาบูรณาการเข้ากับการทำเกษตร อาทิ การใช้ GPS ตรวจจับสภาพอากาศ การทำระบบวิเคราะห์ข้อมูลควบคุมปัจจัยการเพาะปลูก เช่น Internet of Things (IoT) รวมไปถึงการจัดการเรื่องผลผลิต จนออกสู่ท้องตลาด เพื่อช่วยให้เกษตรกรทำงานได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น &amp;nbsp;

ที่สำคัญก็คือ Smart Farming &amp;nbsp; กระตุ้นความสนใจให้กับคนรุ่นใหม่หันมาทำเกษตร กลับมาพัฒนาบ้านเกิดในต่างจังหวัดมากขึ้น &amp;nbsp; เพราะจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2561 ระบุว่าประชากรไทยทำงานในภาคเกษตรกว่า 27 ล้านคน คิดเป็นประชากรกว่า 2 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ &amp;nbsp;สะท้อนให้เห็นว่าเป็นอาชีพพื้นฐานและยังเป็นรายได้สำคัญของประเทศอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชวลิต ทิพพาวนิช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงการ &amp;ldquo;IRPC Smart Farming&amp;rdquo; ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) ก็เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันการทำเกษตรอัจฉริยะ &amp;nbsp;โดย ชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ให้ความสำคัญกับโครงการ &amp;nbsp;ซึ่งต่อยอดมาจาก &amp;quot;โครงการลำไทรโยงโมเดล&amp;quot; ที่มีบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วัตถุประสงค์ของโครงการ IRPC Smart Farming มีเจตนาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน และยกระดับเกษตรไทย &amp;nbsp;ให้เรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อนำมาพัฒนาตัวเอง &amp;nbsp;และการทำการเกษตร &amp;nbsp;นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากวิถีเดิมที่เคยปฏิบัติมา &amp;nbsp;ที่สำคัญคือ โครงการยังเน้นให้โอกาสกับกลุ่มคนที่ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ &amp;nbsp;ตลอดจนผู้สูงอายุ &amp;nbsp;รวมทั้ง ผู้ดูแลคนพิการติดเตียง ได้เข้ามาเรียนรู้การทำเกษตร โดยทาง IRPC &amp;nbsp;ได้นำองค์ความรู้ และ เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงไม่ซับซ้อนใช้งานได้ง่าย มาผสมผสานและปรับใช้ตามความเหมาะสมกับศักยภาพและวิถีชีวิตของตนเอง และพร้อมส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ให้แก่คนรุ่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยจะนำความสำเร็จของโครงการ ทั้งในเรื่องของการแก้ปัญหาภัยแล้ง สร้างระบบการจัดการน้ำ และใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม สร้างเป็นต้นแบบโครงการ Smart Farming ต่อไป

ในรายละเอียดตัวโครงการ พื้นที่ดำเนินโครงการตั้งอยู่ ณ ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาคนพิการ สังฆมณฑลอุดรธานี บ้านศรีวัฒนา อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี โดยมีคนพิการและผู้ดูแลคนพิการจำนวน 92 คน เข้ามาเรียนรู้และประกอบอาชีพ ทั้งด้านการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ แต่เดิมทางศูนย์ฯ ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้ง ส่งผลให้คนพิการต้องหยุดทำงานและขาดรายได้เลี้ยงชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลผลิตทางการเกษตรจากผู้พิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความท้าทายของ IRPC &amp;nbsp;ในการดำเนินโครงการครั้งนี้ คือ การพิจารณาคัดเลือกเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้เหมาะสม สามารถนำมาปรับใช้กับพื้นที่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องเปิดโอกาสให้คนพิการ รวมถึง ผู้สูงอายุ และผู้ดูแลคนพิการติดเตียง ให้ได้เข้ามาเรียนรู้และฝึกฝนการใช้เทคโนโลยีในการทำเกษตรกรรม เพื่อนำไปสร้างอาชีพและรายได้ ให้แก่ตนเองและครอบครัว &amp;nbsp;พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต ในระยะเวลาประมาณ 3 ปี ซึ่งจะเริ่มขึ้นภายในปี 2564 &amp;ndash; 2566

แผนเบื้องต้นมีการวางผังพื้นที่ต้นแบบ บนเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ &amp;nbsp;จากพื้นที่ทั้งหมดของศูนย์ส่งเสริมพัฒนาคนพิการประมาณ 200 ไร่ &amp;nbsp;โดยการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ส่วน &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความเหมาะสมมาปรับใช้ไม่ซับซ้อนและสามารถใช้งานได้ง่าย มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของเกษตรกรซึ่งเป็นคนพิการ สร้างผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ และคุ้มค่าแก่การลงทุน &amp;nbsp;

โดยได้ร่วมกับศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีแบบผสมผสาน อาทิ การให้น้ำแก่พืช โดยควบคุมและสั่งงานผ่าน Smart Phone การดูแลพื้นที่ผ่านกล้องวงจรปิด หรือการใช้ระบบการปลูกพืช ได้แก่ การปลูกพืชแบบผสมผสาน การปลูกพืชคลุมดิน รวมถึงการสร้างโรงเลี้ยงไก่ไข่พลังงานสะอาด โรงเรือนปลูกผักอัจฉริยะ และการติดตั้งระบบฉีดน้ำรดหลังคาโรงเรือนเลี้ยงไก่ เป็นต้น

&amp;nbsp; 2.การขับเคลื่อนโครงการ IRPC Smart Farming ผ่านการจ้างงานภายใต้โครงการ Restart Thailand ของ ปตท. โดยการจ้างแรงงานและนักศึกษาจบใหม่ มาร่วมโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม (Smart Farming &amp;amp; Smart Marketing) ระยะเวลา 12 เดือน ในทักษะอาชีพ Smart Farming จัดสรรมาจำนวน 6 คน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ มาปฏิบัติงาน เพื่อดึงศักยภาพและความรู้ความสามารถ ในมิติของการเกษตร การบริหาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์การเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการเลี้่ยงไก่

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งการสำรวจพื้นที่ การจัดการแหล่งน้ำ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีด้านการชลประทานในการปลูกพืช การใช้เทคโนโลยี Internet ในพื้นที่ทำการเกษตร การวางผังการจ่ายน้ำในแปลงสาธิต และการใช้อุปกรณ์ (หัวจ่ายน้ำแต่ละชนิด) การออกแบบและจัดทำแปลงปลูกผักสาธิต เป็นต้น ซึ่งทั้งหมด IRPC จะมีการติดตามและประเมินผลต่อไป .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107783</URL_LINK>
                <HASHTAG>IRPC Smart Farming, ชวลิต ทิพพาวนิช, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน), เกษตรอัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d81b1d15e6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 22:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 22:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมเงินให้พร้อม IRPC เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ดอกเบี้ย 3% ขายผ่าน 7 สถาบันการเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เมษายน 2564 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่าบริษัท เตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 5 รุ่น ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ ประกอบด้วยหุ้นกู้อายุ 5 ปี เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี และหุ้นกู้อายุ 3 ปี 7 ปี 10 ปี และ 15 ปี เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ &amp;nbsp;ซึ่งจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นเดือนพ.ค.นี้ พร้อมกับกำหนดมูลค่าของการออกหุ้นกู้ โดยกำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุของหุ้นกู้ คาดว่าจะเปิดจองซื้อในวันที่ 17 - 1 9 พฤษภาคมนี้ ผ่านสถาบันการเงินทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารทหารไทย และบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อนำไปชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด พร้อมขยายธุรกิจของ IRPC โดยมีโครงการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ &amp;nbsp;โครงการผลิตเม็ดพลาสติก PP เกรดพิเศษสำหรับผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ หรือ Melt blown รวมถึงการร่วมทุนกับ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทั้งหมด) ในการจัดตั้ง บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด เพื่อผลิตผ้า Melt blown ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญสำหรับผ้าชั้นกรองหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุดกาวน์ และแผ่นกรองอากาศ เป็นต้น คาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ และการสร้างห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพของอุปกรณ์ทางการแพทย์ ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปีนี้ รวมทั้ง โครงการปรับปรุงการผลิตเพื่อรองรับมาตรฐานน้ำมัน EURO V คาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4 ปี 2566 รวมถึงการมองหาพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เพื่อต่อยอดทางธุรกิจและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และความสามารถในการเติบโตของ IRPC ในระยะยาว ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษมีมูลค่าสูง ที่ใช้งานได้อย่างหลากหลายมากขึ้นและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ทุกรูปแบบ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสุขอนามัย เป็นต้น&amp;quot;นายชวลิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ปี 2563 เกิดดารด้อยค่าสินค้าคงเหลือสูง และส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ต่ำ สำหรับปีนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นมากจากต้นปี &amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทฯ ในเรื่องกำไรสต็อกน้ำมัน รวมทั้งส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุอาหาร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสุขอนามัย และชิ้นส่วนยานยนต์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ IRPC สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณ 100,000 บาท โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sec.or.th และสามารถติดต่อผู้จัดการการจัดจำหน่ายตามรายละเอียดด้านล่าง รวมทั้งสามารถทำการจองซื้อหุ้นกู้ผ่านช่องทาง online ของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ เว้นแต่ธนาคารทหารไทย ได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ลงทุนภายใต้สถานการณ์ Covid-19 ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101101</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวลิต ทิพพาวนิช, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC, สนอขายหุ้นกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_608979d744a2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> IRPC โชว์Q4/63 กำไร 1,608 ล้านบาทเตรียมจ่ายปันผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 2564 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2563 ที่ 40,661 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้สุทธิ 37,671 ล้านบาท เป็นผลมาจากราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมี Market GIM อยู่ที่ 6,144 ล้านบาท (11.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเวชภัณฑ์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ และกลุ่มเครื่องใช้ในบ้าน รวมทั้งต้นทุน Crude Premium ที่ปรับตัวลดลง มี Accounting GIM จำนวน 7,507 ล้านบาท หรือ 13.45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,608 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนที่มีผลกำไรสุทธิ 1,556 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ 3&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานปี 2563 เทียบกับปี 2562 บริษัทฯ มี Market GIM และ Accounting GIM ลดลง ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ ราคาและปริมาณการขายลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้ง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2563 ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปีจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงสงครามราคาระหว่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย โดยราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงต่ำสุดอยู่ที่ 13.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายน และเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากผู้ผลิตน้ำมันดิบร่วมมือปรับลดกำลังการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมัน ประกอบกับหลายประเทศ มีรายงานความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 6,152 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2563 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์ ด้านการเติบโต (Growth) เทคโนโลยีดิจิทัลและกระบวนการทำงาน (Digital &amp;amp; Process) และทรัพยากรมนุษย์ (People) ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี โดยการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม และขยายขอบเขตการลงทุนเพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและการพัฒนาธุรกิจ ให้พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น โครงการ IRPC 4.0 นำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร และพัฒนาการบริการลูกค้าสู่ความเป็นดิจิทัลทั้งระบบ โครงการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงผ่านกระบวนการทำงานแบบ Cross Function หรือ Agile New Way of Working Team (ANT) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ รวมทั้งโครงการ New Organization Agile Human (NOAH) พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพิ่มศักยภาพของพนักงาน สร้างแรงจูงใจในการทำงาน พัฒนาภาวะผู้นำ นำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรที่ดี และสอดรับกับการเติบโตของบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการช่วยเหลือสังคมจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยอง &amp;nbsp; ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง ที่ศูนย์ตรวจโรคทางเดินหายใจความดันลบแบบ &amp;ldquo;One Stop Service&amp;ldquo; หรือ &amp;ldquo;อาคารระยองรวมใจพัฒน์&amp;rdquo; ที่บริษัทฯ มอบให้กับโรงพยาบาลระยอง ได้ถูกใช้เป็นอาคารหลักในการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด&amp;ndash;19 ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งของบุคลากรทางการแพทย์ และผู้เข้ารับการตรวจได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2564 บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ตามแผนกลยุทธ์การมุ่งสู่ปิโตรเคมีปลายน้ำเพื่อใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยได้ร่วมมือกับ ปตท. ในการศึกษาการลงทุนผลิต Melt Blown ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 และ Nitrile Butadiene Latex ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือทางการแพทย์ตามแผนการลงทุนในธุรกิจใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางเพื่อตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น หน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 และชุดกาวน์ เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มเสถียรภาพด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน และจะสร้างการเติบโตให้กับ IRPC ในอนาคต&amp;rdquo; นายชวลิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานปี 2563 ในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 31 มีนาคม 2564 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92577</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ชวลิต ทิพพาวนิช, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด, ปันผล, ผลประกอบการไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d376aab6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GPSC ตั้งบริษัทย่อยซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าโซลาร์ในไต้หวัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย.2563 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท.เปิดเผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;คณะกรรมการบริษัทฯได้อนุมัติให้บริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม GPSC โดยบริษัทฯ ถือหุ้น 100%จัดตั้งบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ วัน จำกัด (GRP1)ดำเนินการในการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 90% จากบริษัท ShengYang Energy Co., Ltd ซึ่งถือหุ้นโดย Tatung Forever EnergyCo., Ltd. (TFE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Tatung Co., Ltd โดย Tatung Co., Ltd เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันโดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,521 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่หรือเทียบเท่าประมาณ 2,748 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) เพิ่มอีกประมาณ50 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งสิ้น 563เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ และขยะ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นจาก 5,026 เมกะวัตต์ เป็น 5,076 เมกะวัตต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ShengYang Energy Co., Ltd. มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้การบริหารจัดการรวมกำลังการผลิตติดตั้งทั้งสิ้น 55.8 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้ว 54.4 เมกะวัตต์ และที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 1.4 เมกะวัตต์การอนุมัติการเข้าทำธุรกรรมนี้ เนื่องจาก GPSC ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของSheng Yang Energy ซึ่งรัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนผ่านมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าซึ่งรวมถึงการกำหนดอัตราการรับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการโครงการนี้จึงจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านรายได้ให้กับบริษัทฯ อีกทั้งยังเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับแผนและกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯในการขยายธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทฯ&amp;rdquo;นายชวลิตกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83969</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, ชวลิต ทิพพาวนิช, ซื้อโรงไฟฟ้าไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d376aab6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2020 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2020 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>IRPC ตั้ง &#039;ชวลิต ทิพพาวนิช&#039;นั่งซีอีโอคนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายชวลิต ทิพพาวนิช ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมทั้งแต่งตั้งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริษัทฯ ต่อจากนายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่จะกลับไปรับภารกิจอื่นที่ ปตท. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ นายนพดลฯ ยังคงดำรงตำแหน่ง กรรมการบริษัทฯ IRPC ต่อไป

ปัจจุบันนายชวลิต อายุ 58 ปี โดยดำรงตำแหน่ง กรรมการ&amp;nbsp; เลขานุการคณะกรรมการ กรรมการบริหารความเสี่ยงและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่&amp;nbsp; บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC มีประสบการณ์และผ่านภารกิจในการกำกับดูแล และกำหนดทิศทางให้กับกลุ่มธุรกิจที่สำคัญของ ปตท. และบริษัทในกลุ่มปตท. ดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
-รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
-ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประจำรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย&amp;nbsp; บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติงานในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านบริหารศักยภาพองค์กร&amp;nbsp; บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
-ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประจำรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย&amp;nbsp; บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และปฏิบัติงานในตำแหน่ง ประธานบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
-ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจและบริหารโครงการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;

สำหรับประวัติการศึกษา นายชวลิต จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า (โทรคมนาคม) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นายชวลิต CEO คนที่ 6 ของ IRPC จะเข้ามาขับเคลื่อนองค์กรโดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอัจฉริยะที่พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจพลังงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความสมดุลของการดำเนินธุรกิจ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอย่างรวดเร็วและเท่าทันสถานการณ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82992</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวลิต ทิพพาวนิช, ซีอีโอ, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201106/image_big_5fa4e7773645f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;GPSC&#039;โชว์แกร่งกำไรQ2/63โต20%ชี้ปัจจัยบวกราคาก๊าซลด ยอดใช้ไฟฟ้า-ไอน้ำเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.2563 &amp;nbsp;นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ผลประกอบการไตรมาส 2/2563 &amp;nbsp;บริษัทฯ มีรายได้ 18,138 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,896 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2563 &amp;nbsp;รายได้จะลดลง 1% แต่กำไร เพิ่มขึ้น 20% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ ไม่รวมค่าตัดจำหน่าย (Adjusted Net Income) 2,264 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 57% ทำให้ผล การดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย. 63) บริษัทฯ มีรายได้ 36,446 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% และมีกำไรสุทธิไม่รวมค่าตัดจำหน่าย 4,212 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทฯ ในช่วง 6 เดือนในปีนี้เพิ่มสูงขึ้น เนื่องมาจากการรับรู้ผลประกอบการจากบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (GLOW) เต็ม 6 เดือนในปี 2563 ในขณะทีในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทฯ รับรู้รายได้จาก GLOW เพียงแค่ &amp;nbsp;3 เดือนเศษเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการรับรู้กำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้าศรีราชาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าความพร้อมของโรงไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว และการปรับโครงสร้างรายได้จากสัญญาเช่าการเงิน &amp;nbsp;รวมถึงผลบวกจากปัจจัยของราคาเชื้อเพลิง ที่ปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาด นอกจากนี้ บริษัท โกลว์ ไอพีพี 3 ได้รับค่ารอนสิทธิในที่ดินสำหรับการสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง 500 kV ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเงิน 223 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการ Synergy ระหว่าง GPSC และ GLOW ที่เริ่มส่งผลบวกต่อผลประกอบการ รวมไปถึง ปริมาณการใช้ไฟฟ้า และไอน้ำของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ไม่ได้รับผลกระทบมากนักในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;rdquo; นายชวลิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในรายละเอียดของไตรมาส 2/2563 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2563 ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัย ในส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) มีการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า IPP ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าห้วยเหาะ สปป. ลาว ในส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 เนื่องจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นในส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) กำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าของบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP) และ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อิจิโนเซกิ-1 (ISP-1) รวมไปถึงรายได้จากการให้บริการรับเหมาออกแบบ และก่อสร้างของบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด (CHPP)
&amp;nbsp;นายชวลิต ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในด้านการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้มีการลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหน่วยกักเก็บพลังงาน (R&amp;amp;D Center) ในวงเงิน 230 ล้านบาท สำหรับทดสอบความปลอดภัยของหน่วยกักเก็บพลังงาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) มากยิ่งขึ้น โดยในส่วนโรงงานผลิตกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปีนี้
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73738</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, ชวลิต ทิพพาวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d376aab6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
