<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลิกวิกฤติ&quot;โควิด&quot;ดึงลงทุนอีอีซี อมตะปรับโหมดธุรกิจรับเทรนด์นิวนอร์มอล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;สิ่งที่รัฐควบคุมโควิดได้ดี ทำให้ต่างชาติมองว่าไทยเก่ง สามารถบริหารจัดการเรื่องโควิด-19 ได้อย่างดีมาก ดังนั้นเอกชนจะต้องเตรียมพร้อมและปรับตังเองเพื่อรองรับ สำหรับอมตะก็พร้อมอยู่แล้วเมื่อประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เปิดคลายล็อกดาวน์ เชื่อนักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในไทยแน่นอน แต่อุตสาหกรรมที่เข้ามานั้นต้องเป็นอุตสาหกรรมที่รักษ์สิ่งแวดล้อม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีอีซี หรือเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของภาครัฐที่จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจของไทยให้เติบโต แต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทำให้เศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ยิ่งแย่ลงไปอีก แต่ก็มีหลายฝ่ายต่างคาดหวังว่าหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลคลายล็อก ทำให้หลายภาคส่วนต่างคาดการณ์ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มมีการขยับตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ได้มองว่าภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมภายหลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย และตอนนี้ยังอยู่ในสภาวะโควิด-19 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวให้เข้ากับโควิด-19 ซึ่งภาพรวมของนิคมอุตสาหกรรมในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ช่วงปกติเป็นโลว์ซีซั่น และเมื่อรวมกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปด้วย จึงดูว่าแย่มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันแย่ขนาดไม่มีความต้องการอะไรเลย ยังมีความต้องการอยู่เข้ามาเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เร่งปรับตัวรับชีวิตวิถีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะปกติคงไม่ใช่ เพราะก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็เริ่มส่งสัญญาณเข้ามาว่าสภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี เมื่อมีโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องปรับทัพกันทั้งหมด เพื่อเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพราะ ถ้าปรับไม่ทันก็จะเข้าสู่สภาวะที่ลำบาก ซึ่งโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เราเข้าสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มเร็วขึ้น ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดี สำหรับข้อดีคือ ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเร่งสร้างรายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าทำไม่ได้ก็ลำบาก เนื่องจากเราต้องอยู่กับโควิดไปจนกว่าจะมีวัคซีน นอกจากนี้นิคมอุตสาหกรรมเองก็จะต้องปรับตัวเองโดยใช้ดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในทุกด้าน และต้องเร่งหาแนวทางในการกระตุ้น ดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ยอมรับว่าเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะที่เหนื่อย แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยทุกอย่างเซ็กเตอร์ ยังมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพ และพร้อมที่จะลงทุน ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยอัดฉีด ซึ่งเขาทำกันทั่วโลก เพื่อหนุนเกื้อกูลให้เอกชนค่อยๆ ฟื้น เมื่อภาคฟื้นภาครัฐก็ค่อยถอน นี่คือกลไกของเศรษฐกิจ สำหรับไทยก็มีงบ 1.9 ล้านล้านบาท ที่เตรียมอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ&amp;quot; นายวิบูลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิกฤติเป็นโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวิบูลย์ กล่าวว่า การควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทย ทำให้ทั่วโลกยอมรับในด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย และสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน จึงทำให้มีภาคอุตสาหกรรมย้ายฐานลงทุน และไทยคือหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพขณะนี้เป็นเทรนด์โลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าโรคระบาดก็น่ากลัว แต่เงินไม่มีสักบาทน่ากลัวกว่า เราจะทำอย่างไรให้มาเจอกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าวัคซีนมา คิดว่าตัวเศรษฐกิจจะเดินไปค่อนข้างดี แต่ขณะที่ยังไม่มีก็ต้องใช้วิธีการนี้ และต้องทำตัวให้เข้ากับโควิด-19 &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่เรื่องเศรษฐกิจก็สำคัญ จะล้มละลายก็ไปไม่ได้ ดีที่สุดก็ถอยคนละก้าว เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า เรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่ปัญหา เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ประเทศที่เป็นโซเชียลลิสเหมือนท็อปดาว การควบคุม (control) ของเรา จึงมีโอกาสที่จะดึงการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(แท็งก์แยกตะกอน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีนั้น โควิดทำให้เกิดโอกาสการลงทุนในพื้นที่อีอีซีมามากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากแพลตฟอร์มถูกเปลี่ยน และถูกผลักดันเข้าสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของธุรกิจที่จะปรับตัวให้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาและผลิตสินค้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สิ่งที่รัฐควบคุมโควิดได้ดี ทำให้ต่างชาติมองว่าไทยเก่ง สามารถบริหารจัดการเรื่องโควิด-19 ได้อย่างดีมาก ดังนั้นเอกชนจะต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวเองเพื่อรองรับ สำหรับอมตะก็พร้อมอยู่แล้วเมื่อประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เปิดคลายล็อกดาวน์ เชื่อนักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในไทยแน่นอน แต่อุตสาหกรรมที่เข้ามานั้นต้องเป็นอุตสาหกรรมที่รักษ์สิ่งแวดล้อม&amp;quot; นายวิบูลย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยอดขายที่ดินฟื้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวิวัฒน์ กรมดิษฐ์ ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาที่ดิน บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ก็ต้องยอมรับว่าการซื้อขายที่ดินอาจจะลดลงไปบ้าง แต่เชื่อว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ยิ่งหากมีวัคซีนแล้วก็จะยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งลูกค้าหลักของบริษัทเป็นชาวจีน เชื่อว่าหากรัฐบาลผ่อนคลายให้นักธุรกิจเดินทางก็จะทำให้นักธุรกิจเหล่านี้กลับมาเดินหน้าธุรกิจได้ เพราะการซื้อขายที่ดินต้องยอมรับว่าต้องมีการเดินทางมาดูทำเลด้วยตนเอง หากผ่อนคลายให้นักลงทุนเข้ามาก็เชื่อว่ายอดขายจะเร่งตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งบริษัทมีที่ดินที่รองรับนักลงทุนราว 1 หมื่นไร่ ทั้งในระยองและชลบุรี และยังเดินหน้าในการเจรจาซื้อที่ดินต่อเนื่อง แต่จะพิจารณาให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ส่วนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ก็ยังเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างในประเทศเวียดนาม บริษัทเดินหน้าในการพัฒนาต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชูชาติ สายถิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยในภาพรวมแล้วเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจต่อการลงทุนมากประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร มีสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ที่มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน เส้นทางคมนาคมขนส่ง แหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางบกและทางทะเล ล้วนเป็นปัจจัยบวกในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดจะสูงขึ้นมากถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี พ.ศ.2580 จึงเป็นปัญหาสำคัญที่มีความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(น้ำเสียในบ่อบำบัด)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอมตะฯ ได้มีการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีระบบบำบัดน้ำเสียและการรีไซเคิลน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ภายในนิคมฯ ถึง 5 สถานี มีกำลังการผลิตน้ำเสียทั้งหมด 35,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็น 13 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ระบบการหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมดสามารถประหยัดหรือลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำได้ถึง 35-40% หรือเท่ากับการนำน้ำดิบ 1 ลูกบาศก์เมตรมาใช้ได้เท่ากับ 1.4 ลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้อมตะฯ ยังได้นำระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่พัฒนาขึ้นดังกล่าวไปใช้กับนิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศเวียดนาม เมียนมา และลาว โดยมีเป้าหมายในการประหยัดน้ำหรือลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลักการ 3Rs และกระบวนการรีไซเคิลน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ตามรูปแบบที่ดำเนินการอยู่ จะส่งผลโดยตรงทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้น้ำ การจัดการน้ำเสีย และลดการแย่งชิงน้ำกับชุมชนในปีวิกฤติภัยแล้ง รวมถึงการอนุรักษ์แหล่งน้ำ เกิดจากกระบวนการจัดการน้ำเสียที่มีคุณภาพสูงเพื่อให้รองรับกับระบบกรอง RO (Reverse Osmosis Membrane) จึงทำให้เกิดประโยชน์ทั้งการประหยัดน้ำ และการจัดการน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การพัฒนาเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำที่มีความมั่นคงและยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และการตัดสินใจของนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้เติบโต ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน เป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชวลิต รัตนธรรมสกุล หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมการบำบัดของเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ &amp;ldquo;การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมือง โดยการใช้นำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่อีอีซี&amp;rdquo; ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ กล่าวว่า &amp;ldquo;น้ำเสีย&amp;rdquo; จากภาคอุตสาหกรรม จะเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ของ EEC ที่สำคัญสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำประปาในช่วงฤดูแล้งได้ดี โดยแนวทางที่จะช่วยให้การจัดการทรัพยากรน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การใช้ 3Rs (Reduce Reuse and Recycle)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(บ่อพักน้ำของนิคมฯ อมตะซิตี้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจากการวิจัยเบื้องต้นพบว่า ในปี 2563 พื้นที่อีอีซีมีนิคมอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการประหยัดน้ำโดยได้ดำเนินการโครงการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และระยอง ประมาณ 40% และที่มากกว่า 15% ได้แก่ สวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์ ศรีราชา, นิคมอุตสาหกรรม WHA ตะวันออก, นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นต้น นอกจากนี้ผลการสำรวจ พบว่า ประเภทของอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำมากในพื้นที่อีอีซี มีศักยภาพในการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 15% อาทิ กลุ่มสิ่งทอมีศักยภาพประหยัดน้ำได้ 15-49.5%, กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีศักยภาพประหยัดน้ำได้ 15-37%, กลุ่มผลิตภัณฑ์อโลหะและยางประหยัดน้ำได้ 18-55%, กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ประหยัดน้ำได้ 16-34%, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มประหยัดน้ำได้ 15-18% และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ประหยัดน้ำได้ 15%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุมมอง &amp;ldquo;น้ำเสีย&amp;rdquo; จากนี้จะเปลี่ยนไป เมื่อน้ำเสียจะกลายเป็นแหล่งน้ำจืดในอนาคต เทคโนโลยีการจัดการน้ำตัวช่วยในการยกระดับน้ำเสียให้เป็นน้ำใส การรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ใหม่ คือความหวังของอุตสาหกรรม เพราะโอกาสของอีอีซีอยู่ที่ความมั่นคงด้านน้ำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70595</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวลิต รัตนธรรมสกุล, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), วิบูลย์ กรมดิษฐ์, วิวัฒน์ กรมดิษฐ์, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200705/image_big_5f01d3cda0fdd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริหารจัดการน้ำ รีไซเคิลของเสียเสริมศักยภาพอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยอาจใช้ต้นแบบของญี่ปุ่นและจีน คือการรีไซเคิลน้ำเสียมาเป็นน้ำประปาเกรด 2 ขายให้กับแหล่งที่ต้องการซื้อได้เลย ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งก็สนใจ ส่วนบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของเทศบาลบางแห่งก็อยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำและเอากลับไปขายให้อุตสาหกรรม ชุมชน และภาคเกษตรก็ได้ แต่ทั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องปลดล็อกกฎหมายหลายส่วนที่ยังเป็นข้อจำกัดในปัจจุบัน เพราะน้ำทุกหยดควรมีประโยชน์มากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยตอบโจทย์มาตรฐานคุณภาพน้ำที่รีไซเคิลให้หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ จึงจะมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน และช่วยเสริมศักยภาพอีอีซีให้เป็นเมืองเศรษฐกิจแห่งความหวังของประเทศได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รีไซเคิลน้ำสู้วิกฤติขาดแคลน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากการลงทุนภายใต้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำให้มีการขยายตัวโรงงานอุตสาหกรรม โดยหนึ่งในปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างมากของการมีสวนอุตสาหกรรมเกิดขึ้น คงเป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการรีไซเคิลน้ำให้มีคุณภาพดีเหมาะสมกับกิจกรรมที่จะนำไปใช้นั้น จะมีบทบาทสำคัญยิ่ง โดยที่ผ่านมานักวิจัยภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ได้ทำการศึกษาแนวทางการนำน้ำใช้แล้ว หรือน้ำเสียที่ผ่านมาบำบัดกลับมาใช้ใหม่โดยการรีไซเคิลน้ำให้มีคุณภาพดีเหมาะสมกับกิจกรรมที่จะนำไปใช้ โดยนำร่องศึกษาในพื้นที่อีอีซี ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ คาดว่าผลการศึกษานี้จะช่วยสร้างรูปธรรมและเป็นแนวทางเพิ่มเติมสำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รีไซเคิลน้ำเสียเพื่อเพิ่มปริมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการศึกษา ซึ่งการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองอีอีซี โดยนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ โดยภาพรวมมุ่งศึกษาในเชิงนโยบาย โดยหาตัวเลขน้ำเสียต้นทุนที่ชัดเจน และแหล่งต้นทุนของน้ำเสียที่มีศักยภาพ จากนั้นจึงพัฒนาระบบการรีไซเคิลน้ำเสียจากระบบบำบัดให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนการทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ&amp;nbsp; และทดแทนความต้องการใช้น้ำของพื้นที่อีอีซีในอนาคต การศึกษานี้จะจัดทำร่างระดับคุณภาพมาตรฐานของน้ำรีไซเคิลที่จะนำกลับไปใช้ในกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ว่าจะต้องมีลักษณะอย่างไร สำหรับเป็นแนวทางให้พื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมในอีอีซี เช่น การนำไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม หรือพื้นที่สีเขียว การใช้ชำระชะล้างต่างๆ ล้างถนน ลดฝุ่น หรือนำมาเป็นน้ำใช้อื่นๆ&amp;nbsp; เช่น น้ำหล่อเย็นในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแนวทางที่เป็นมาตรฐานที่ชัดเจนในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ การคาดการณ์ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นภายใน 20 ปีข้างหน้าในพื้นที่อีอีซี 3 จังหวัด พบว่าถ้ายังไม่มีการเติบโตของอีอีซี จะมีน้ำเสียชุมชนโดยประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่โครงการอีอีซีสมบูรณ์แบบ แน่นอนว่าการเติบโตของเมืองจะเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ ส่งผลให้มีน้ำเสียชุมชนเพิ่มขึ้นมากกว่า 600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เมื่อรวมกับน้ำทิ้งจากภาคอุตสาหกรรม จะทำให้มีปริมาณน้ำเสียรวมมากกว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงเกิดน้ำเสียขึ้นปริมาณมาก จึงมีศักยภาพจะเอามาใช้ประโยชน์ชดเชยความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ได้ ในปัจจุบันระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่มีปริมาณน้ำเสียเข้าสู่ระบบมากกว่า 75% ของความสามารถในการรองรับน้ำเสียในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ ระบบบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยา และระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัญหาขาดแคลนจากการขยายเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชวลิต รัตนธรรมสกุล หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมการบำบัดของเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมือง โดยการใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่อีอีซี ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ กล่าวว่า ปัญหาน้ำขาดแคลนในพื้นที่อีอีซีส่วนใหญ่มาจากสาเหตุการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และการขยายตัวของเมืองอุตสาหกรรม เกษตรกรรมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาน้ำขาดแคลนมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำสำหรับชุมชน จากภาวะแล้ง ผลกระทบของโลกร้อนต่อแหล่งน้ำคุณภาพน้ำมีการปนเปื้อน ไม่ถูกสุขอนามัย และมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการบริโภคและอุปโภค เกิดสงครามแย่งน้ำจากภาคชุมชน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การประปาและชลประทาน ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับพื้นที่อีอีซีครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีทั้งภาคชุมชน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม และคาดการณ์ว่าในอนาคตเมื่อการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้สมบูรณ์แบบตามแผนงานของรัฐบาล จะขาดแคลนน้ำไม่น้อยกว่า 100ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี การศึกษานี้จึงหาแนวทางที่จะเพิ่มปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อการความต้องการใช้ทั้งภาคชุมชน เกษตร และอุตสาหกรรมนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการรวบรวมข้อมูลการหาแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่อีอีซี เห็นได้ชัดเจนว่าการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้น เพราะมีผลกระทบกับชุมชน และชุมชนมักไม่เห็นด้วย แม้มีอ่างเก็บน้ำ แต่ในภาวะแล้งที่ยาวนานก็ทำให้เก็บน้ำได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงต้องหาทางเลือกแหล่งน้ำต้นทุนอื่น อาทิ การนำน้ำทะเลมาทำน้ำจืด ซึ่งทำได้แต่มีต้นทุนสูงและราคาแพง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เมื่อพิจารณาแหล่งน้ำต้นทุนอื่นที่เป็นไปได้ คงจะไม่พ้นน้ำเสียที่บำบัดแล้ว ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้และราคาถูกลงมาก โดยในพื้นที่อีอีซีมีน้ำเสียปริมาณมากที่มาจากน้ำเสียชุมชน คือ น้ำเสียจากระบบบำบัดของชุมชน หรือเทศบาลและ อบต. อีกส่วนจากน้ำเสียจากสถานประกอบการ สถานบริการ และอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยกต้นแบบต่างประเทศปรับใช้ในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชวลิตกล่าวว่า น้ำเสียที่เกิดขึ้นในทุกวัน หากมีปริมาณที่มากพอก็สามารถบำบัดและปรับสภาพน้ำเพื่อนำมารีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย จะเห็นตัวอย่างในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ แต่ทั้งนี้ต้องสร้างมาตรฐานให้เกิดการยอมรับ โดยการจะดึงน้ำเสียที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ยังต้องพิจารณาถึงข้อกำหนด กฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นกฎหมายเฉพาะ เช่น ภาคอุตสาหกรรม สถานประกอบการ สถานบริการด้วย จึงต้องพิจารณาถึงการลดข้อจำกัด ความซ้ำซ้อนและมาตรการเศรษฐศาสตร์ ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนตัวอย่างของประเทศที่นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ของต่างประเทศ ในเมืองฟุกุโอกะของญี่ปุ่น เดิมมีการนำน้ำทะเลมาทำเป็นน้ำจืดแต่ต้นทุนสูง สุดท้ายก็เอาน้ำเสียของเมืองมาบำบัดและกรองมาเป็นน้ำประปาเกรด 2 ที่มีคุณภาพดีและขายราคาถูกกว่าน้ำประปา ขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีทั้งการนำน้ำทะเลมาทำน้ำจืด และการซื้อน้ำจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสูง โดยปัจจุบันเตรียมพร้อมและสนใจเรื่องรีไซเคิลน้ำมาก ทำให้ต้นทุนถูกลงกว่าการใช้น้ำจืดที่ผลิตจากน้ำทะเล และใช้เทคโนโลยีในการกรอง ทำให้ได้น้ำคุณภาพดี มีการให้ความรู้กับประชาชน ได้รับการยอมรับจากประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากน้ำรีไซเคิลที่ได้มีคุณภาพน้ำดีกว่าน้ำประปา&amp;nbsp; มีการเดินระบบท่อจ่ายน้ำประปาผลิตจากน้ำรีไซเคิลนำมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ทั้งยังส่งกลับไปขายให้กับมาเลเซียอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านประเทศจีนมีการลงทุนสร้างโรงงานรีไซเคิลน้ำจากการบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ 50,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันที่เมืองเทียนสิน โดยรับน้ำทิ้งจากโรงบำบัดน้ำเสีย Jizhuangzi และเดินระบบท่อจ่ายน้ำรีไซเคิลความยาว 52 กิโลเมตรไปยังชุมชน ซึ่งน้ำรีไซเคิลนี้สามารถจ่ายน้ำให้กับชุมชน 158,000 ครัวเรือน และการใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ ใช้เป็นน้ำหล่อเย็น เป็นต้น ราคาค่าน้ำรีไซเคิลอยู่ที่ 0.3 ดอลลาร์ฯ ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถูกกว่าราคาค่าน้ำประปา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประเทศไทยอาจใช้ต้นแบบของญี่ปุ่นและจีน คือการรีไซเคิลน้ำเสียมาเป็นน้ำประปาเกรด 2 ขายให้กับแหล่งที่ต้องการซื้อได้เลย ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งก็สนใจ ส่วนบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของเทศบาลบางแห่งก็อยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำและเอากลับไปขายให้อุตสาหกรรม ชุมชน และภาคเกษตรก็ได้ แต่ทั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องปลดล็อกกฎหมายหลายส่วนที่ยังเป็นข้อจำกัดในปัจจุบัน เพราะน้ำทุกหยดควรมีประโยชน์มากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยตอบโจทย์มาตรฐานคุณภาพน้ำที่รีไซเคิลให้หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ จึงจะมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน และช่วยเสริมศักยภาพอีอีซีให้เป็นเมืองเศรษฐกิจแห่งความหวังของประเทศได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชลประทานจัดงบพัฒนาเพิ่มแหล่งกักเก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปี 2563 กรมชลฯ มีโครงการที่จะดำเนินการ 877 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 176,968 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 939,595 ไร่ เก็บน้ำได้ 210.45 ล้านลูกบาศก์เมตร ครัวเรือนได้ประโยชน์ 380,020 ครัวเรือน แบ่งเป็น 1.การพัฒนาแหล่งน้ำใหม่จำนวน 421 แห่ง เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.77 แสนไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 2.58 แสนไร่ ปริมาณน้ำกักเก็บได้ 199.54 ล้านลูกบาศก์เมตร 2.การปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 456 แห่ง พื้นที่รับประโยชน์ 6.82 แสนไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการเร่งด่วนวางไว้เพื่อกักเก็บน้ำต้นทุนในฤดูฝน จำนวน 266 โครงการ งบประมาณรวม 2,705.7 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,300 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 3.74 แสนไร่ เก็บน้ำได้ 64.84 ล้านลูกบาศก์เมตร ครัวเรือนได้ประโยชน์ 79,624 ครัวเรือน กระจายทั่วประเทศ แบ่งเป็น 1.แก้มลิงวงเงิน 975.4 ล้านบาท 2.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักวงเงิน 608.6 ล้านบาท ส่วนมากเป็นโครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 3.โครงการบรรเทาวิกฤติภัยแล้งและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกัก 859.6 ล้านบาท 4.ขุดลอกคลองวงเงิน 261.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการขนาดใหญ่ของกรม ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ 1.โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเสร็จจะช่วยลดอุทกภัยในพื้นที่และสามารถเก็บน้ำในลำน้ำได้จำนวนหนึ่ง 2.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช 3.โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี 4.โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ และ 5.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันออก แต่ละโครงการที่ได้มีการวางในงบประมาณรายจ่ายแต่ละปีล้วนมาจากแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ 20 ปีของประเทศที่นำมาจัดในงบรายปีเพื่อให้ส่งประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและคนไทยทั้งประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62942</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ชวลิต รัตนธรรมสกุล, ญี่ปุ่น, ทองเปลว กองจันทร์, สิงคโปร์, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200412/image_big_5e930221160a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
