<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าปลีกทรุดยาว ปี63ก็ยังชะลอตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2562 นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2562 ที่ผ่านมา มีสัญญาณการหดตัวขึ้นในทุกหมวดสินค้า ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับจีดีพีทั้งประเทศ โดยจากการรวบรวมข้อมูลผลประกอบการสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคาดว่าอุตสาหกรรมค้าปลีก ในปี 2562 น่ามีการเติบโตเพียง 2.8% ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่เติบโต 3.2% ซึ่งการที่การบริโภคภาคค้าปลีกค้าส่งอ่อนแอลงมาตลอด สาเหตุหลักคงมาจากกำลังซื้อกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลางลงล่าง ที่ต้องอาศัยรายได้จากผลผลิตภาคเกษตร ยังคงมีกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่ และรอการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐผ่านมาตรการต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง สะท้อนให้เห็นในหมวดสินค้าไม่คงทน &amp;nbsp;ที่เติบโตลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะที่ผู้บริโภคระดับกลางที่มีรายได้ประจำเริ่มแสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ส่งผลให้การเติบโตการบริโภคหมวดสินค้ากึ่งคงทนเติบโตถดถอยลง &amp;nbsp;เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา ซึ่งหมวดนี้เคยมีการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 8-12 ในช่วง 10 ปีผ่านมา แต่กลับเติบโตเพียง 3.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2563 มองว่ายังปัจจัยลบที่อาจทำให้การบริโภคภาคค้าปลีกไม่เติบโตเท่าที่ควร ได้แก่ 1.ผลกระทบจากการเลิกจ้างและลดการผลิต ปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่กระทบคู่ค้าตลาดส่งออกทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย, การถูกสหรัฐตัดสิทธิประโยชน์ GSP สินค้าไทย อุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออกได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2.ผลจากภัยแล้งปี 2562 คาดว่ากระทบผลผลิตและรายได้ทางการเกษตรลดลง 16% จากปี 2561 สำหรับปี 2563 คาดว่ารายได้ทางการเกษตรจะทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อย ในกรอบ -0.5% ถึง 0.0% &amp;nbsp;3.ผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ การประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 5-6 บาทต่อวัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 กระทบโดยตรงต่อการจ้างงานภาคบริการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้าปลีกค้าส่ง และก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อ 4.ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรอบนี้เป็นวงกว้างและเป็นเวลานาน การชะลอตัวของเศรษฐกิจในรอบนี้ ผลกระทบแตกต่างจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะมีผลต่อชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนราว 70% ของประชากร หนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ครัวเรือน ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อเป็นสำคัญ ทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจในรอบนี้มีผลกระทบเป็นวงกว้างและต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่า ยังพอปัจจัยบวกในการขับเคลื่อนการบริโภคภาคค้าปลีกในปี 2563 ได้แก่ 1.น่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นจากนโยบายการคลังออกมาเพิ่มอีก ที่ผ่านมานโยบายการคลังเน้นบรรเทาช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำในกลุ่มที่ยังมีกำลังจับจ่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้จ่ายให้กลุ่มคนชั้นกลาง ลูกจ้างประจำ ที่ยังไม่ถูกลดการทำงานเหมือนลูกจ้างชั่วคราว 2. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2563 คาดว่าน่าจะผ่านการพิจารณาอนุมัติเดือนมกราคม 2563 การเร่งรัดเบิกจ่ายน่าจะเริ่มเห็นผลราวปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคม 2564 ซึ่งจะถูกเร่งรัดใช้ให้หมดภายในเดือนกันยายน งบประมาณปี 2563 จึงเป็นงบประมาณที่จะถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบภายใน 6 เดือน ซึ่งจะเป็นงบที่มาบรรเทาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวระยะสั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ข้อ 3.นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ยังมีช่องว่างให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 42% ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จึงมีโอกาสที่จะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 4.ท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มเติบโตจากนักท่องเที่ยวจีน พบว่าช่วง 2 เดือนนี้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53214</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, ชะลอตัว, ธุรกิจค้าปลีก, วรวุฒิ อุ่นใจ, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8f448551565.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ขุนคลัง” รับต่างชาติกังวลแตะเบรกลงทุนหลังตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 เม.ย. 2562 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวว่า ยืนยันว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยในไตรมาส 1/2562 ยังขยายตัวได้ดี และเชื่อว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 2/2562 สะท้อนจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ยังเติบโตได้ดี และความชัดเจนในการจัดการเลือกตั้งก็เป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนสำคัญที่ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและกล้าใช้จ่ายในช่วงดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ยังน่ากังวล คือ การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลมาจากการความยืดเยื้อในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังจากการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว ขณะที่นักลงทุนไทย ส่วนใหญ่มีความคุ้นชินกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศอยู่แล้ว ก็ได้มีการวางแผนและตัดสินใจเรื่องการลงทุนอยู่แล้ว ในส่วนนี้ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ส่วนใหญ่เริ่มมีการชะลอการลงทุนไว้ประมาณ 1-2 เดือน เพื่อรอดูความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลมีความยืดเยื้อออกไปอีกจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้มีการคาดการณ์สถานการณ์ดังกล่าวไว้หมดแล้ว จึงได้มีความพยายามในการเตรียมความพร้อมและผลักดันการลงทุน โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้เดินหน้าได้ตามแผน เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทดแทนการลงทุนของภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง เพื่อให้เศรษฐกิจยังคงเติบโตต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพและสมดุล เพราะรัฐบาลลไม่อยากให้การเติบโตทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลงมามาก เพราะหากการขยายตัวตกลงมามาก ก็จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูให้กลับมาขยายตัวดีขึ้น ขณะที่การประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จะใช้งบประมาณน้อยกว่า ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33189</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ, ชะลอตัว, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5a837d4dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไนท์แฟรงค์ ชี้อสังหาฯปี 62 ชะลอตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2562 นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 คาดว่าจะชะลอตัวจากสถานการณ์ตลาดโดยรวม ทั้งนี้คาดว่าไตรมาสแรกของปีนี้ ราคาเสนอขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ด้วยแรงหนุนจากการเปิดตัวของโครงการในหลายทำเลทั้งในและพื้นที่รอบซีบีดี นอกจากนี้ในไตรมาสแรกอัตราการโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากผู้ซื้อต้องการโอนให้เสร็จก่อนนโยบายกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะถูกบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานครในปี 2561 มีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดรวมทั้งสิ้นประมาณ 65,000 ยูนิต ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 11% ส่งผลให้อุปทานสะสมของคอนโดมิเนียมเฉพาะในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2552 &amp;ndash; 2561 อยู่ที่ประมาณ 500,000 ยูนิต ทั้งนี้จากการศึกษาของฝ่ายวิจัยอสังหาริมทรัพย์ ไนท์แฟรงค์ฯ พบว่าไตรมาส 3/2561 มีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงที่สุดคือ 25,000 ยูนิต ในขณะที่ไตรมาสสุดท้ายของปีมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดประมาณ 17,000 ยูนิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการเปิดตัวหนาแน่นในเขตชานเมืองโดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน ซึ่งอุปทานใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวคิดเป็น 57% ของหน่วยเปิดใหม่ทั้งหมดในไตรมาส 4 ปี 2561 เมื่อมองภาพรวมทั้งปี พบว่าเขตชานเมืองโดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายแทบทุกสายยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ส่วนทำเลเด่นที่ ได้แก่ ถ.สุขุมวิทตั้งแต่ช่วงอโศก &amp;ndash; เอกมัย ถ.พหลโยธินตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย (หมอชิต-คูคต) พระราม 9 &amp;ndash; รัชดาภิเษก ลาดพร้าว &amp;ndash; รามคำแหง และจรัญสนิทวงศ์ &amp;ndash; เพชรเกษม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านยอดขาย พบว่ายอดขายเฉลี่ยของโครงการเปิดใหม่ในกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ประมาณ 55% โดยคอนโดมิเนียมขายดีส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ซีบีดี 51% และโซนรอบซีบีดีมี 64% ในขณะที่คอนโดเปิดใหม่ย่านชานเมืองมียอดขายประมาณ 50% ขณะที่ภาพรวมด้านราคาเสนอขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรของยูนิตเปิดใหม่ อยู่ที่ 150,641 บาทต่อตร.ม. ปรับตัวลดลง 6% โดยราคาเสนอขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรของคอนโดใหม่ในเขต CBD อยู่ที่ 250,000 บาทต่อตร.ม. ลดลง 8%และพื้นที่รอบ CBD อยู่ที่ 120,000 บาทต่อตร.ม. ลดลง 7%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27658</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชะลอตัว, ปี2562, แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์, ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bebe269b04a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 21:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 21:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยเศรษฐกิจจีนปี 61 ขยายตัวช้าที่สุดในรอบ 28 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ชี้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเมื่อปี 2561 นั้น ชะลอตัวที่สุดในรอบ 28 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ค้าในห้องค้าหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ในกรุงปักกิ่งนั่งพักอยู่หน้าจอแสดงดัชนีหุ้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ว่าตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเมื่อปีที่แล้วจะสอดคล้องกับการคาดการณ์โดยทั่วไป แต่ก็เป็นการเน้นย้ำความวิตกกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลก ที่อาจส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจของโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (เอ็นบีเอส) ของจีนกล่าวว่า ปี 2561 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอยู่ที่ 6.6% ถือเป็นอัตราต่ำสุดนับแต่ปี 2533 โดยลดลงจากอัตราขยายตัว 6.8% เมื่อปี 2560 แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายอย่างเป็นทางการที่ตั้งเป้าไว้ที่ 6.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขการขยายตัวของไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วยังสะท้อนถึงสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ตอกย้ำการคาดเดาของนักเศรษฐศาสตร์ด้วยว่าการชะลอตัวของจีนยังเกิดต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจ 3 เดือนสุดท้ายของปีขยายตัวแค่ 6.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งลดลงจาก 6.5% ของปี 2560 และเทียบเท่ากับอัตราการขยายตัวในช่วงวิกฤติการเงินโลกเมื่อ 10 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างคำกล่าวของหนิง จี้เจ้อ ผู้อำนวยการเอ็นบีเอส ว่าทุกคนกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับทิศทางของสถานการณ์ระหว่างประเทศ ที่มีปัจจัยที่เป็นตัวแปรและความไม่แน่นอนอยู่มาก โดยเฉพาะการปกป้องทางการค้าที่กำลังอยู่ในกระแสนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก ที่ซึ่งการค้าคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจีดีพี สิ่งนี้ส่งผลกระทบ&amp;quot; เขากล่าว และว่า แรงกดดันที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงนั้นมีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเติบโตที่ช้าลงนั้นส่งผลให้นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ให้คำมั่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลจีนจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจ &amp;quot;ตกหน้าผา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็วหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนเกือบครึ่งหนึ่ง เพื่อกดดันให้จีนยอมโอนอ่อนทางการค้า การขยายตัวของสงครามการค้าที่สองฝ่ายตอบโต้กันด้วยมาตรการภาษีนั้นอยู่ในช่วงสงบศึกชั่วคราวขณะนี้ ภายหลังทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ตกลงพักรบกัน 3 เดือน โดยผู้แทนเจรจาของสองฝ่ายกำลังเร่งคลี่คลายความขัดแย้งให้ทันเส้นตายอยู่ที่เดือนมีนาคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27174</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายตัวช้าสุด, ชะลอตัว, รอบ 28 ปี, สงครามการค้า, สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS), เศรษฐกิจจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c45d307dafa3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
