<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.หนุนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศรับมือโควิด-19 ตรวจคัดกรอง-เฝ้าระวัง-ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ-สร้างแหล่งอาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) ตรวจวัดอุณหภูมิทุกคนก่อนเข้าชุมชนที่บ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยา จ.ชลบุรี (ขวา) แปลงผักในเมืองที่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู &amp;nbsp;เขตสาทร &amp;nbsp;กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช. หนุนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจับมือพลังภาคีในท้องถิ่น เช่น &amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ รับมือโควิด-19&amp;nbsp; ปฏิบัติการเชิงรุก&amp;nbsp; โดยใช้กลไกที่มีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ร่วมกันตั้งด่านตรวจคัดกรอง&amp;nbsp; เฝ้าระวัง&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; แจกอุปกรณ์ป้องกัน&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; เปิดร้านค้าชุมชนขายสินค้าราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ไก่ไข่&amp;nbsp; ปลูกผักเป็นแหล่งอาหารสำรอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; (พม.) และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน&amp;nbsp; (อสม.)&amp;nbsp; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) &amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบล&amp;nbsp; (อบต.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ตั้งด่านตรวจวัดอุณหภูมิ&amp;nbsp; คัดกรองผู้ที่อาจจะมีเชื้อโควิด&amp;nbsp; เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้แพร่กระจายไปเกือบทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้กลไกที่มีอยู่ปฏิบัติการเชิงรุก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช. กล่าวว่า&amp;nbsp; ในฐานะที่ พอช.ทำงานร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยมีภารกิจหลักที่ พอช.ให้การสนับสนุนและส่งเสริม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; โครงการซ่อมสร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาสหรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; &amp;nbsp;การจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือชาวชุมชน หรือ &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;
(สมชาติ ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผอ.พอช.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่&amp;nbsp; พอช.จึงได้ออกแบบการทำงานเชิงรุกในพื้นที่&amp;nbsp; เพื่อให้เครือข่ายต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับ พอช.สามารถดำเนินมาตรการป้องกันและฟื้นฟูชุมชนจากสถานการณ์โควิดได้ทันทีเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง&amp;nbsp; เนื่องจากในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน ต่างๆ ทั่วประเทศมีประสบการณ์ในการทำงานป้องกันและฟื้นฟูชุมชนมาแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเฝ้าระวัง&amp;nbsp; ตรวจคัดกรอง&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัยกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; แจกจ่ายพี่น้องในชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; รวมทั้ง พอช.ได้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบทในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนการทำงานเชิงรุกนั้น&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอช.ได้ประสานงานไปยังสำนักงานภาค พอช.ทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนในแต่ละจังหวัดติดตามข้อมูลและสถานการณ์จากหน่วยงานราชการว่าในแต่ละจังหวัด&amp;nbsp; แต่ละพื้นที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเท่าไหร่&amp;nbsp; และในแต่ละพื้นที่ดำเนินการอย่างไรไปบ้างแล้ว&amp;nbsp; หรือมีข้อเสนอและความต้องการการสนับสนุนจาก พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การรับมือและป้องกันสถานการณ์โควิดรอบใหม่นี้ พอช.ได้ใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจัดทำแผนปฏิบัติงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและฟื้นฟูชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิดต่อไปด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เครือข่ายชุมชนทั่วประเทศร่วมเฝ้าระวัง-ป้องกันโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่การแพร่ระบาดของโควิดตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.)&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นต่างๆ&amp;nbsp; ร่วมกันป้องกันโควิดแพร่ระบาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัยแจกจ่ายพี่น้องประชาชนในชุมชนรวมกันกว่า 1 ล้านชิ้น&amp;nbsp; การตรวจวัดไข้ร่วมกับ อสม.เพื่อคัดกรองผู้ที่อาจจะติดเชื้อ&amp;nbsp; จัดทำเจล&amp;nbsp; แอลกอฮอล์ล้างมือ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;พอช.และภาคเอกชนยังสนับสนุนการจัดทำครัวชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ข้าวกล่อง&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; อาหารสด-แห้ง&amp;nbsp; แจกจ่ายผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิดกว่า&amp;nbsp; 340,000 กล่อง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้เกิดการตื่นตัว&amp;nbsp; และนำประสบการณ์จากการทำงานป้องกันการแพร่ระบาดในช่วงที่ผ่านมาพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดในครั้งนี้&amp;nbsp; โดยใช้กำลังคนและงบประมาณของชุมชนที่มีอยู่นำมาปฏิบัติการเชิงรุก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเหนือ&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองเชียงใหม่ใช้งบประมาณจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมือง (ได้รับงบสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 300,000 บาท) ในช่วงโควิดปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำมาทำกิจกรรม 4 ด้านต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.สำรวจผู้เดือดร้อนในชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายบ้านมั่นคง&amp;nbsp; 40 ชุมชน&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยประมาณ 500 ครอบครัว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.นำงบประมาณมาให้ผู้เดือดร้อนกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาเร่งด่วน 24 ชุมชนๆ ละ 1 คน (คนละ 2,000 บาท) และจัดตั้งร้านค้าชุมชน&amp;nbsp; จำหน่ายข้าวสาร&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; อาหารอื่นๆ (คนที่ไม่มีเงินนำอาหารไปกินก่อน&amp;nbsp; ชำระคืนทีหลัง) 3.จัดทำครัวกลางแจกจ่ายอาหารให้ผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; คนแก่&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ป่วย ฯลฯ&amp;nbsp; 4.สนับสนุนพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารในชุมชน&amp;nbsp; 24 ชุมชน&amp;nbsp; โดยเครือข่ายฯ สนับสนุนกล้าพันธุ์ผักสวนครัวที่เพาะแล้วให้แต่ละชุมชนนำไปปลูกเพื่อลดรายจ่ายในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดตาก&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เตรียมแผนงานระยะสั้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ระดับตำบล&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 86 แห่ง&amp;nbsp; ร่วมกับ อสม.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; จัดตั้งจุดตรวจคัดกรองโควิดในพื้นที่&amp;nbsp; และแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย &amp;nbsp;เจลล้างมือ&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; น้ำดื่ม&amp;nbsp; ให้ผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ผู้ที่ตกงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะกลาง&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้น&amp;nbsp; โดยแจกเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp; แจกพันธุ์ปลาดุก&amp;nbsp; เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้น&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นอาหาร&amp;nbsp; และระยะยาว&amp;nbsp; จัดตั้งธนาคารหรือกองทุนเมล็ดพันธุ์พืช&amp;nbsp; พัฒนากองทุนอาหารในตำบล&amp;nbsp; ส่งเสริมการใช้กองทุนที่มีอยู่แล้วในตำบล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนมาช่วยเหลือสมาชิกและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน ต.เกาะทวด&amp;nbsp; อ.ปากพนัง&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกับกองทุนสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;รพ.สต. อสม. &amp;nbsp;จัดระบบดูแลผู้เดินทางจากกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;และต้องกักตัว 14 วันตามมาตรการควบคุมโรค &amp;nbsp;โดยชุมชนร่วมกับ อบต.เกาะทวดจะจัดส่งอาหารให้แก่ผู้ที่กักตัวเองอยู่ในบ้าน&amp;nbsp; รวมทั้งจัดหาเครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อตรวจร่างกาย&amp;nbsp; เพื่อรายงานต่อ อสม.ทุกวัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังส่งทีมให้ความรู้ &amp;nbsp;รถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่&amp;nbsp; และใช้หอกระจายข่าวให้พี่น้องในชุมชนได้รับรู้แนวทางการป้องกันการติดเชื้อเพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลตนเองและครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมตำบลท่าช้าง อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี มอบเครี่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายจำนวน 8 เครี่องให้โรงพยาบาลบ้านลาด &amp;nbsp;และ รพ.สต.ท่าช้าง &amp;nbsp;เพื่อให้ อสม. นำไปใช้ในการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งหนุนเสริมการทำงานในการป้องกันและเฝ้าระวังในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลท่าช้าง &amp;nbsp;จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;มอบเครื่องวัดอุณหภูมิ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองโสน ร่วมกับ อบต.หนองโสน อ.เมือง&amp;nbsp; จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;มอบหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ให้กับชาวบ้านในตำบล &amp;nbsp;&amp;nbsp;ครัวเรือนละ 1 กล่อง &amp;nbsp;จำนวน 1,600 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลอ่างทอง &amp;nbsp;อ.ทับสะแก&amp;nbsp; ร่วมกับวัดอ่างทอง &amp;nbsp;ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีรายได้น้อยในตำบลที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;โดยแจกไข่ไก่และน้ำตาล เป็นขวัญกำลังใจและลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมุทรสาคร &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนและกลุ่มเกษตรกรตำบลคลองตัน &amp;nbsp;อ.บ้านแพ้ว &amp;nbsp;ร่วมกับคณะทำงานอาสากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร &amp;nbsp;แจกถุงยังชีพให้แก่แรงงานข้ามชาติในพื้นที่ &amp;nbsp;โดยจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานข้ามชาติไม่ต่ำกว่า 200,000 คน&amp;nbsp; และกำลังได้รับความยากลำบากเนื่องจากแรงงานเหล่านี้อยู่ในระหว่างการตรวจคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อ&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีงานทำ&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลตลาดกระทุ่มแบน&amp;nbsp; อ.กระทุ่มแบน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำสมาชิกปลูกพืชผักสวนครัวเช่น &amp;nbsp;คะน้า &amp;nbsp;กวางตุ้ง &amp;nbsp;ผักบุ้ง &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; และจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนปลูกผักในรอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:108.0pt&quot;&gt;พลังชุมชนต้านภัยโควิด -19&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงสถานการณ์โควิด 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.มีมาตรการช่วยเหลือชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยการพักหนี้ให้แก่สหกรณ์ผู้ใช้สินเชื่อในโครงการบ้านมั่นคงเป็นเวลา 6 เดือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 395 องค์กร&amp;nbsp; รวม 119,956&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ช่วยให้กลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;และองค์กรที่ใช้สินเชื่อทั่วประเทศไม่ต้องชำระดอกเบี้ยรวม 74.50 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทในช่วงสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; แยกเป็น 1.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง จำนวน 220 โครงการ 234 เครือข่ายเมือง ครอบคลุม 2,931 ชุมชน 535,557 ครัวเรือน วงเงินอนุมัติทั้งสิ้น 55,835,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชนบท จำนวน 1,529 โครงการ 1,558 ตำบล&amp;nbsp; วงเงินอนุมัติทั้งสิ้น 71,558,375 บาท&amp;nbsp; โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น&amp;nbsp; การรณรงค์ให้ความรู้&amp;nbsp; การป้องกัน&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้าอนามัย&amp;nbsp; ทำเจลล้างมือ&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; สร้างอาชีพ&amp;nbsp; เปิด ร้านค้าชุมชน สร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ไก่ ฯลฯ&amp;nbsp; โดยโครงการต่างๆ เหล่านี้ยังดำเนินการถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางสร้างแหล่งอาหารในเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; (ใกล้วัดเทพลีลา-ม.รามคำแหง) กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางตั้งแต่ปี 2551 เพื่อเป็นเวทีปรึกษาหารือและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (ดู พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551) มีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 5,000 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรกว่า 20,000 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่โควิดในช่วงต้นปี 2563&amp;nbsp; ชาวชุมชนได้รับผลกระทบจากโควิดเช่นกัน&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; ทำงานในร้านอาหาร&amp;nbsp; ขับมอเตอร์ไซค์&amp;nbsp; แท็กซี่ &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; และ พอช. จัดทำครัวชุมชนแจกอาหารให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นมา&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังได้รับอนุญาตจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้ใช้พื้นที่ว่างที่อยู่ติดชุมชน 1 ไร่&amp;nbsp; ปลูกผักต่างๆ และเลี้ยงปลาดุก 6 บ่อซีเมนต์แจกจ่ายกัน&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ก็ใช้พื้นที่ว่างปลูกผักเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางได้รับงบสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองจาก พอช.จำนวน 300,000 บาท&amp;nbsp; จึงนำมาทำครัวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกผัก เช่น คะน้า&amp;nbsp; กวางตุ้ง&amp;nbsp; ผักบุ้ง&amp;nbsp; กะเพรา&amp;nbsp; มะเขือ&amp;nbsp; และเลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; ตอนนี้เลี้ยงปลาดุกเพื่อแจกไปแล้ว 5 รุ่นๆ ละ 600 ตัว&amp;nbsp; เราจะแจกเฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ครอบครัวละ 1 กิโลฯ อาทิตย์ละครั้ง&amp;nbsp; และผักเก็บได้ฟรี&amp;nbsp; เพื่อเอาไปทำกับข้าว&amp;nbsp; แต่จะต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาให้ดู&amp;nbsp; เพื่อฝึกการทำบัญชีครัวเรือน&amp;nbsp; ควบคุมรายจ่าย และยังมีกองทุนข้าวสารที่ซื้อข้าวสารมาขายให้สมาชิกเดือนละ 1 ครั้งในราคาต่ำกว่าทุนครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ 40 บาท&amp;nbsp; ขายผู้ได้รับผลกระทบ 20 บาท&amp;nbsp; ส่วนคนทั่วไปขายบวกกำไรนิดหน่อยเพื่อให้มีเงินมาหมุนเวียน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านที่มาเอาปลาดุกต้องนำบัญชีครัวเรือนมาแสดง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ชาวชุมชนยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;กองทุนวันละบาท&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยสมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; แล้วนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสมาชิกในยามที่เดือดร้อน&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงโควิดปี 2563-2564 นี้&amp;nbsp; กองทุนฯ นำเงินมาจัดทำครัวกลาง&amp;nbsp; แจกผักสด&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ทำหน้ากากผ้า&amp;nbsp; เจลล้างมือ&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแล้วประมาณ 86,000 บาท&amp;nbsp; (ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการฯ มีสมาชิกประมาณ 2,700 คน&amp;nbsp; เงินกองทุนประมาณ 700,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการรับมือกับสถานการณ์โควิดช่วงนี้&amp;nbsp; นุชจรีบอกว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุข 15 (ลาดพร้าว)&amp;nbsp; และเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อในกลุ่มประชากรแฝง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขอความร่วมมือเจ้าของบ้านเช่าให้ตรวจสอบผู้เช่าว่าทำงานที่ไหน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่&amp;nbsp; ส่วนคนในชุมชนต่างก็ให้ความร่วมมือดี&amp;nbsp; มีการป้องกันตัวเองในครอบครัว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใส่หน้ากากเวลาออกจากบ้าน&amp;nbsp; มีเจลล้างมือ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เพาะเห็ดที่ชุมชนบางบอน กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการป้องกันโควิดและสร้างแหล่งอาหารในชุมชนเขตวังทองหลางแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ต่างก็ใช้พื้นที่ว่างในชุมชนทำสวนผักในช่วงสถานการณ์โควิดเช่นกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนเฟื่องฟ้า&amp;nbsp; เขตประเวศ&amp;nbsp; ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู&amp;nbsp; เขตสาทร&amp;nbsp; ชุมชนในเขตบางบอนเพาะเห็ด&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านมั่นคงเขาน้อย จ.ชลบุรี&amp;nbsp; ตั้งร้านค้าชุมชน&amp;nbsp;ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในเมืองพัทยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วาศินี&amp;nbsp; กาญจนกุล&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์บ้านมั่นคงเขาน้อยพัทยา&amp;nbsp; อ.บางละมุง&amp;nbsp; จ.ชลบุรี&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; สหกรณ์บ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยาฯ&amp;nbsp; เกิดจากการรวมตัวของคนจนที่ทำงานในเมืองพัทยาที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; จำนวน 304 ครอบครัว&amp;nbsp; โดย พอช. ให้การสนับสนุนกระบวนการรวมกลุ่มและสินเชื่อเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2558&amp;nbsp; มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 800 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองพัทยา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; รถสองแถว&amp;nbsp; แม่ค้า&amp;nbsp; ขายอาหาร ทำประมง&amp;nbsp; นวดแผนโบราณ&amp;nbsp; ลูกจ้างร้านอาหาร&amp;nbsp; โรงแรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดนักท่องเที่ยวหายไป&amp;nbsp; จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงโควิดปี 2563 &amp;nbsp;สหกรณ์บ้านมั่นคงฯ นำงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจาก พอช.จำนวน 300,000 บาท&amp;nbsp; มาจัดตั้งร้านค้าคุณภาพชีวิตในชุมชน&amp;nbsp; ใช้เงินลงทุน 150,000 บาท&amp;nbsp; จำหน่ายสินค้าจำเป็นในราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เนื้อหมูซื้อมากิโลกรัมละ 170 บาท&amp;nbsp; ขาย 100 บาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้าวสาร&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; น้ำปลา&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; เครื่องใช้ในบ้าน ฯลฯ ขายราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือชาวชุมชนที่ตกงาน&amp;nbsp; หรือมีรายได้ลดลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ร้านค้าชุมชนบ้านมั่นคงเขาน้อยเมืองพัทยา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 150,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; นำมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; ด้อยโอกาส จำนวน 22 ชุมชนในเมืองพัทยา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผู้ป่วยติดเตียง&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; แม่เลี้ยงเดี่ยว&amp;nbsp; เด็กนักเรียนครอบครัวยากจน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมอบข้าวสาร&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ผ้าอ้อมผู้ใหญ่&amp;nbsp; นมผง&amp;nbsp; ชุดนักเรียน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โควิดปีแล้วว่าหนักแล้ว&amp;nbsp; แต่ปีนี้หนักยิ่งกว่าเก่า&amp;nbsp; เพราะบางละมุงมีคนติดโควิดเยอะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองพัทยาต้องปิด&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; ชาวชุมชนก็ไม่มีรายได้&amp;nbsp; สหกรณ์จึงต้องให้ความช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp; เพราะสมาชิกจะต้องผ่อนชำระค่าที่ดินและสร้างบ้านประมาณเดือนละ 2,400 บาท&amp;nbsp; ช่วงนี้สหกรณ์จึงพักชำระหนี้ให้สมาชิกที่เดือดร้อนคนละ 3 เดือน&amp;nbsp; ตอนนี้พักชำระไปแล้วประมาณ 20 ราย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์บอกเล่าผลกระทบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่าอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.พักชำระหนี้โครงการบ้านมั่นคงอย่างน้อย 3 เดือนเหมือนปีที่แล้ว&amp;nbsp; และให้สนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป&amp;nbsp; เพราะผลกระทบในปีนี้หนักกว่าเก่า&amp;nbsp; ชุมชนยังพึ่งตัวเองไม่ได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนในชุมชนที่ต้องหากินในเมืองพัทยา&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหมือนกับเมืองร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ในชุมชนบ้านมั่นคงเขาน้อยฯ&amp;nbsp; มีสมาชิกติดเชื้อโควิดในช่วงต้นปี 2564&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 2 คน&amp;nbsp; คือ 1 คนติดจากการเข้าไปส่งอาหารในบ่อนการพนัน&amp;nbsp; อีก 1 คนยังไม่ทราบแน่ชัด&amp;nbsp; และได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว&amp;nbsp; ขณะนี้หมอให้กลับมารักษาตัวที่บ้านอีก 30 วัน&amp;nbsp; คณะกรรมการชุมชนจึงให้กักตัวเองอยู่ในบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากต้องการอาหารหรือสิ่งของจำเป็นให้โทรแจ้งมา&amp;nbsp; ทางคณะกรรมการจะจัดหาให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งแต่โควิดปีที่แล้ว&amp;nbsp; ชุมชนได้ตั้งจุดคัดกรองโควิดบริเวณป้อมยามทางเข้าชุมชน&amp;nbsp; โดยจ้าง รปภ. 2 คน&amp;nbsp; สลับกันตรวจวัดไข้ผู้ที่จะเข้า-ออก&amp;nbsp; พอถึงตอนนี้เรายิ่งเข้มงวดมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีคนในชุมชนติดเชื้อแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงประกาศให้ชาวบ้านทุกคนใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน&amp;nbsp; ส่วนเด็กเล็กเราไม่ให้ออกมาวิ่งเล่น&amp;nbsp; และหากใครออกไปนอกชุมชนเมื่อกลับเข้ามาจะต้องตรวจวัดอุณหภูมิ&amp;nbsp; และใช้เจลล้างมือทุกครั้ง&amp;nbsp; ส่วนคนข้างนอกไม่ว่าจะเป็นคนส่งอาหาร&amp;nbsp; ไปรษณีย์&amp;nbsp; คนขายอาหารเราจะไม่ให้เข้า&amp;nbsp; ให้เอาของฝากไว้ที่ป้อมยาม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์ฯ บอกมาตรการเข้มงวด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ จ.ขอนแก่น มีแปลงนารวม-ผลิตน้ำดื่ม จัดกิจกรรม &amp;lsquo;กายปลอดภัย &amp;nbsp;ใจคลายกังวล&amp;rsquo; ไม่ให้ชาวบ้านตื่นกลัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้าสนอง&amp;nbsp; รวยสูงเนิน&amp;nbsp; ที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพ&amp;nbsp; อ.ชุมแพ&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แม้ว่าตอนนี้ในเขตเทศบาลเมืองชุมแพยังไม่มีผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp; และยังเป็นพื้นที่ควบคุม&amp;nbsp; แต่ข่าวต่างๆ ที่ประโคมเรื่องโควิดทุกค่ำเช้าทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว&amp;nbsp; บางคนกินไม่ได้&amp;nbsp; นอนไม่หลับ&amp;nbsp; เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อ&amp;nbsp; เครือข่ายบ้านมั่นคงเทศบาลเมืองชุมแพมีสมาชิก 13 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวน 1,052 ครอบครัว&amp;nbsp; จึงได้เริ่มจัดกิจกรรมสร้างความรู้&amp;nbsp; ความเข้าใจ&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ชาวบ้านตื่นกลัว&amp;nbsp; และช่วยกันป้องกันโรคตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 5 มกราคมเป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โดยเครือข่ายฯ&amp;nbsp; ร่วมกับเทศบาลเมืองชุมแพจัดอบรมการทำเจลล้างมือแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้แทนชุมชนต่างๆ 13 ชุมชน&amp;nbsp; เพื่อให้นำกลับไปสอนลูกบ้าน&amp;nbsp; และสอนวิธีใช้เจลล้างมือ&amp;nbsp; ใช้แอลกอฮอล์มาเช็ดประตู&amp;nbsp; ลูกบิดที่ต้องจับบ่อยๆ&amp;nbsp; เวลาไปไหนก็ให้พกเจลไปด้วย&amp;nbsp; ส่วนหน้ากากผ้าอนามัยเราทำตั้งแต่ปีที่แล้ว&amp;nbsp; ยังมีใช้กันอยู่&amp;nbsp; แต่ที่น่าห่วงคือ&amp;nbsp; ชาวบ้านที่ตื่นกลัว&amp;nbsp; เพราะเหมือนกับโควิดมันมาอยู่ใกล้ๆ ตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเราจึงเข้าไปจัดกิจกรรมในชุมชนต่างๆ เพื่อให้ความรู้ในการป้องกันตัว&amp;nbsp; และให้หากิจกรรมต่างๆ ทำ&amp;nbsp; จะได้ไม่เครียด&amp;nbsp; ไม่กังวล มีสติ ไม่กลัวเกินเหตุ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้เวลาว่างปลูกผักสวนครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองบอกถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;งานที่ทำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพช่วยกันทำเจลล้างมือ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนงบประมาณในการจัดทำเจล&amp;nbsp; ป้าสนองบอกว่าใช้งบพัฒนาคุณภาพชีวิตจาก พอช.ประมาณ 30,000 บาท&amp;nbsp; คาดว่าจะทำแจกจ่ายและใช้งานใน 13 ชุมชนได้นานประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp; หรือจนกว่าสถานการณ์โควิดจะบรรเทาลง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณในการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวในชุมชนต่างๆ และในครัวเรือน เพื่อเป็นแหล่งอาหารสำรองหากสถานการณ์โควิดยืดเยื้อยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่เรายังโชคดีกว่าอีกหลายพื้นที่&amp;nbsp; เพราะเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพเราวางแผนเรื่องความมั่นคงทางอาหารมาก่อนแล้ว&amp;nbsp; เรามีแปลงนารวม&amp;nbsp; เนื้อที่ 38 ไร่&amp;nbsp; ชาวบ้านระดมทุนซื้อมาตั้งแต่ปี 2553&amp;nbsp; ราคา 2 ล้าน 6 แสนบาท&amp;nbsp; ช่วยกันทำนา&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; และยังมีโรงงานผลิตน้ำดื่มในชุมชน&amp;nbsp; เมื่อเกิดโควิดปีที่แล้วเรายังเอาน้ำดื่มไปช่วยเหลือพี่น้องที่ชัยภูมิ&amp;nbsp; หากขาดเหลือเราก็ยังมีข้าวปลาอาหารเอาไว้กิน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าสนองบอกทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางตัวอย่างของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่รวมพลังชุมชนเพื่อต้านภัยโควิด-19 !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;ชีวิตใหม่ชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; จ.น่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านใหม่ของชาวลัวะห้วยขาบ 60 ครอบครัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากย้อนเวลากลับไปเมื่อรุ่งเช้าของวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp; หมู่บ้านชาวลัวะ &amp;nbsp;บ้านห้วยขาบ &amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านหลายครอบครัวกำลังเตรียมตัวเพื่อจะออกไปทำงานในไร่&amp;nbsp; บางครอบครัวกำลังล้อมวงกินอาหารมื้อเช้า&amp;nbsp; ท่ามกลางเม็ดฝนที่พรมลงมาตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันใดนั้นมีเสียง &amp;ldquo;เปรี๊ยะๆ&amp;rdquo; ดังสนั่นมาจากยอดเขาเหนือหมู่บ้าน&amp;nbsp; แต่กว่าที่ใครจะไหวตัวทัน&amp;nbsp; ทั้งก้อนหินและดินโคลนจากภูเขาที่อยู่สูงเหนือหมู่บ้านขึ้นไปประมาณ 100 เมตรได้ถล่มไถลลงมาราวกับสายน้ำจากนรก&amp;nbsp; มันโถมทับบ้านเรือนที่อยู่ด้านล่าง&amp;nbsp; มีบ้านเรือนที่ถูกดินและก้อนหินทับพังทั้งหลังจำนวน 4 หลัง&amp;nbsp; ทับบางส่วน 2 หลัง&amp;nbsp; มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเหตุร้ายผ่านไป&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตภัยพิบัติ&amp;nbsp; และอาจเกิดดินถล่มลงมาได้อีก&amp;nbsp; จึงมีคำสั่งอพยพชาวห้วยขาบทั้งหมด 60 ครอบครัว&amp;nbsp; รวม 253 ชีวิตที่พ้นภัยลงมาอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวหลายแห่งในอำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; และต่อมาได้ย้ายเข้าอยู่ในบ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; เพื่อรอการก่อสร้างบ้านพักแห่งใหม่ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานของรัฐและเอกชนร่วมกันดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อําเภอบ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ 134 กิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชากรมีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น ลัวะ &amp;nbsp;ขมุ ม้ง เย้า คนเมือง ฯลฯ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และมีแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์มาแต่โบราณ เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติ เพราะบ่อเกลือเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ สวยงาม โอบล้อมไปด้วยขุนเขาเขียวขจี มีลำธารไหลผ่าน&amp;nbsp; ในช่วงฤดูหนาว เมืองทั้งเมืองจะปกคลุมไปด้วยไอหมอกและอากาศที่หนาวเย็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;lsquo;ลัวะ&amp;rsquo; เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรล้านนามาก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง (อยู่ในกลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร สำเนียงพูดคล้ายภาษาเขมร) แต่ด้วยผลจากสงครามการสู้รบในอดีต ทำให้อาณาจักรลัวะแตกพ่ายล่มสลาย แต่ชนเผ่าลัวะยังสืบเชื้อสายกระจายตัวอยู่หลายจังหวัดในภาคเหนือ&amp;nbsp; เช่น น่าน แพร่&amp;nbsp; เชียงใหม่ ฯลฯ ปัจจุบันชาวลัวะรวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ประสบปัญหาต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ทำให้คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและภูเขามาก่อนกลายเป็นผู้บุกรุกป่า ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ฯลฯ&lt;/p&gt;


	ตั้งอยู่ในตำบลบ่อเกลือเหนือ (ก่อนดินถล่มมี 61 ครัวเรือน ประชากรจำนวน 261 คน) ชาวลัวะบ้านห้วยขาบอยู่อาศัยที่นี่มานานไม่ต่ำกว่า 100 ปี ปัจจุบันมีอาชีพปลูกกาแฟ ถั่วดาวอินคา (ถั่วชนิดหนึ่งมีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกาใต้ เมล็ดกินได้) และปลูกข้าวไร่ (ข้าวเหนียว) ตามเชิงเขาเอาไว้กินในครัวเรือน ส่วนที่มาของหมู่บ้านมาจากชื่อลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ในอดีตมีแมลง &amp;lsquo;ขาบ&amp;rsquo;(ภาษาลัวะ) หรือแมลงเม่าอาศัยอยู่ตามลำห้วยชุกชุม จึงเรียกชื่อหมู่บ้านตามนั้น


&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมศักดิ์ ใจปิง อายุ 38 ปี ชาวบ้านห้วยขาบ เล่าถึงวิถีชีวิตของชาวลัวะว่า ชาวลัวะมีชีวิตเรียบง่าย ปลูกข้าวไร่เอาไว้กินเอง เป็นข้าวเหนียว ใช้วิธีปลูกข้าวแบบหยอดหลุมและหมุนเวียนตามที่ราบเชิงเขาเพราะพื้นที่มีน้อย ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่หมุนเวียนประมาณ 6-7 แห่ง เมื่อครบ 7 ปีจะหมุนเวียนกลับมาทำไร่ข้าวในพื้นที่เดิม เพื่อให้ดินฟื้นตัวและกลับมาอุดมสมบูรณ์อีก เพราะคนลัวะปลูกข้าวโดยไม่ใช่ปุ๋ย แต่จะให้ธรรมชาติ เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแล โดยจะมีพิธีบูชาระหว่างการปลูกข้าว และเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวประมาณช่วงเดือนมกราคมจะมีพิธี &amp;lsquo;กินดอกแดง&amp;rsquo; เพื่อขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขาที่ช่วยดูแลทำให้ข้าวอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปีหนึ่งครอบครัวผมจะปลูกข้าวได้ประมาณ 30 กระสอบ ก็พอกินทั้งปี แต่บางปีได้ไม่พอกิน เพราะมันแล้ง ต้องปลูกพืชอย่างอื่นด้วย ตอนนี้ส่วนใหญ่จะปลูกกาแฟ ถั่วดาวอินคา &amp;nbsp;มีพ่อค้ามารับซื้อ ช่วงที่ว่างงานในไร่ก็จะไปทำงานรับจ้างในไร่ของคนอื่น เขาจะมาจ้างปลูกข้าวโพด หรือให้ถางหญ้า ได้ค่าจ้างวันละ 200-300 บาท เอามาใช้จ่ายในครอบครัว&amp;rdquo; ชาวบ้านห้วยขาบเล่าถึงการทำมาหากิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากใครเคยมาเยือนบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; จะเห็นบ้านเรือนของพวกเขาปลูกกระจายอยู่ตามที่ราบเชิงเขา ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีลำห้วยขาบใสเย็นไหลผ่านกลางหมู่บ้าน เป็นเสมือนหมู่บ้านในนิทานที่สงบสุขและร่มเย็นมาช้านาน...หากดินบนภูเขาจะไม่ถล่มลงมา...!! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บ้านใหม่...ชีวิตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงแรกชาวบ้านห้วยขาบทั้ง 60 ครอบครัวเข้าพักอาศัยที่บ้านพักชั่วคราว ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;และหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนงบประมาณและช่วยกันก่อสร้าง เพื่อรอการก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินที่กรมป่าไม้อนุญาต&amp;nbsp; เนื้อที่ 39 ไร่ (พื้นที่จริง 34 ไร่) บริเวณป่าสงวนแห่งชาติดอยภูคา-ป่าผาแดง หมู่ที่ 3 ต.ดงพญา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ &amp;nbsp;จ.น่าน &amp;nbsp;ห่างจากหมู่บ้านห้วยขาบเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร โดยกรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้ที่ดิน (ช่วงแรก) 30 ปี ตั้งแต่มกราคม 2562 - มกราคม 2592 แบ่งพื้นที่สร้างบ้านและทำกินได้ครอบครัวละ 120 ตารางวา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการก่อสร้างบ้านพักถาวรให้กับชาวบ้านห้วยขาบจำนวน 60 หลังคาเรือน เป็นบ้านขนาด 5X8 ตารางเมตร (มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น) โครงสร้างเป็นปูนและเหล็ก รูปแบบบ้านประยุกต์มาจากบ้านของชาวลัวะ ราคาก่อสร้างประมาณหลังละ 320,000 &amp;nbsp;บาท ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 22.5 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุดหนุนการสร้างบ้าน และการประกอบอาชีพ รวม 1,320,000 บาท อบต.ดงพญา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;การประปาส่วนภูมิภาค &amp;nbsp;สนับสนุนการจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ ประมาณ 4 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกผักส่วนกลาง&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; และสนามกีฬา&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 4 ไร่&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงต้นปี 2563 &amp;nbsp;และชาวบ้านทั้ง 60 ครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนวัฒน์ จรรมรัตน์  ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ บอกว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังเข้าไปทำไร่ในพื้นที่เดิมบริเวณไม่ไกลจากบ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; ส่วนบ้านหลังเก่าหากเป็นไม้ก็จะรื้อเพื่อเอามาต่อเติมที่บ้านใหม่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำครัว&amp;nbsp; ยุ้งข้าว&amp;nbsp; ห้องเก็บของ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ถ้าใครเข้าไปที่บ้านห้วยขาบเดิมก็จะมองไม่เห็นหมู่บ้านแล้ว&amp;nbsp; เพราะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่เข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านใหม่ต่างก็รู้สึกว่าชีวิตมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น&amp;nbsp; ไม่ต้องนอนผวา&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวว่าเวลาหน้าฝน&amp;nbsp; ก้อนหินดินโคลนจากภูเขาจะถล่มลงมาทับอีก&amp;nbsp; แต่สิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องก็คือ&amp;nbsp; หมู่บ้านที่ชาวลัวะมาอยู่ใหม่นี้ขึ้นอยู่กับหมู่ที่&amp;nbsp; 3 ตำบลดงพญา ทำให้กองทุนต่างๆ ของหมู่บ้านเดิมที่ชาวลัวะมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนหมู่บ้านห้วยขาบต้องยุบรวมเข้ากับกองทุนหมู่บ้านหมู่ที่ 3 ตามระเบียบของทางราชการ&amp;nbsp; ซึ่งชาวลัวะไม่ต้องการ&amp;nbsp; เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาด้านการรวมกองทุน&amp;nbsp; และมีปัญหาด้านการปกครอง (หมู่ที่ 3 เป็นคนพื้นราบ&amp;nbsp; มีวัฒนธรรม&amp;nbsp; ประเพณีแตกต่างกัน) จึงขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านใหม่เป็นหมู่ที่ 8 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กาแฟ&amp;rsquo; พืชเศรษฐกิจใหม่ของชาวลัวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภานุวิชญ์ จันที ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือ ชาวห้วยขาบ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบได้รับการสนับสนุนจากทางราชการและบริษัทซีพีให้ปลูกกาแฟในปี &amp;nbsp;2556&amp;nbsp; เป็นพันธุ์กาแฟอาราบิก้า&amp;nbsp; ปัจจุบันมีชาวบ้านปลูกกาแฟจำนวน 43&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกตามไหล่เขาใกล้บ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันประมาณ 130 ไร่&amp;nbsp; ผลผลิตรวมกันประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อปี&amp;nbsp; จะเก็บผลกาแฟสุกปีละครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านจะขายเมล็ดกาแฟสดหรือกาแฟเชอร์รี่&amp;nbsp; ราคากิโลฯ ละ 20 บาท&amp;nbsp; ต่อมาก็ขายเป็นกาแฟกะลา (เมล็ดกาแฟแห้งเอาเปลือกนอกออกแล้วแต่ยังไม่ได้คั่ว) กิโลฯ ละ 120 บาท&amp;nbsp; 10 กิโลฯ เราขายได้เงิน 1,200 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เราตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อเอาเมล็ดกาแฟมาคั่วและบรรจุถุงขาย&amp;nbsp; เป็นกาแฟอินทรีย์&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; มีกลิ่นหอม รสชาติหวานนุ่ม&amp;nbsp; และยังเอาดอกกาแฟมาทำชา&amp;nbsp; เอากากมาทำสบู่&amp;nbsp; ทำให้กาแฟ 10 กิโลฯ ขายได้เงินเกือบหมื่นบาท&amp;nbsp; ชาวบ้านก็ตื่นเต้นกันใหญ่&amp;nbsp; เพราะเมื่อก่อนขายกาแฟเชอร์รี่ได้แค่กิโลฯ ละ 20 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; ภานุวิชญ์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาวลัวะและกาแฟคั่วเข้ม &amp;nbsp;กลาง &amp;nbsp;และอ่อน &amp;nbsp;ขนาด 250 กรัม &amp;nbsp;ราคา 160-180 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหากจะว่าไปแล้ว&amp;nbsp; อาจเหมือนกับความโชคดีที่มาหลังจากความสูญเสียของชาวลัวะห้วยขาบ&amp;nbsp; แต่ความจริงเป็นแผนงานการบูรณาการการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดน่าน&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; กระทรวงมหาดไทย การประปา&amp;nbsp; การไฟฟ้า&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; และบริษัทไทยเบฟฯ&amp;nbsp; ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และการทำมาหากิน&amp;nbsp; รวมทั้งการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย&amp;nbsp; โดยขณะนี้ทางจังหวัดน่านกำลังก่อสร้างสะพานคอนกรีตเข้าสู่หมู่บ้าน&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เตรียมสนับสนุนงบประมาณสร้างร้านกาแฟและสินค้าชุมชนรองรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ธนวัฒน์ จรรมรัตน์  ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ บอกว่า &amp;nbsp;ตอนนี้พื้นที่ปลูกกาแฟและผลผลิตจากบ้านห้วยขาบยังมีไม่มากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากมีพื้นที่น้อย&amp;nbsp; ดังนั้นต่อไปชาวห้วยขาบจะขยายพื้นที่ปลูก&amp;nbsp; โดยปลูกกาแฟต้นใหม่แซมลงในพื้นที่เดิม&amp;nbsp; รวมทั้งปลูกกาแฟในพื้นที่ว่างทั้งในหมู่บ้านเก่าและที่หมู่บ้านใหม่ &amp;nbsp;เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอ&amp;nbsp; และนำมาจำหน่ายในหมู่บ้านรองรับนักท่องเที่ยวที่มาอำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; รวมทั้งขายทางออนไลน์&amp;nbsp; และออกบูธตามงานต่างๆ ด้วย เพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพและมีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ลัวะคอฟฟี่&amp;nbsp; อัญมณีแห่งขุนเขา&amp;nbsp; กาแฟอินทรีย์เพื่อสร้าง &amp;lsquo;ชุมชนดี&amp;nbsp; มีรอยยิ้ม&amp;rsquo;&amp;nbsp; ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟบ้านห้วยขาบ&amp;rdquo; (ติดตามช่องทางการสนับสนุนชุมชนได้ที่ Facebook แฟน่าน ลั๊วะคอฟฟี่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน&amp;nbsp;เน้น &amp;lsquo;ชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;rsquo; แก้ปัญหาฝุ่นควันคลุมเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;((ซ้าย) ชาวบ้านร่วมกันทำแนวป้องกันไฟ &amp;nbsp;(ขวา) พิธีมอบอุปกรณ์ดับไฟเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาที่อำเภอเมืองเชียงใหม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานไม่ต่ำกว่า 15 ปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูแล้งของทุกปี&amp;nbsp; ทำให้ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว&amp;nbsp; ฝุ่นละอองขนาดเล็กและควันจากการเผาไหม้นอกจากจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายแล้ว&amp;nbsp; ยังมีปัญหาต่างๆ ติดตามมามากมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ระบบนิเวศน์&amp;nbsp; การสูญเสียความชื้นในดินในป่า&amp;nbsp; พื้นที่ป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และยังทำให้เกิดความขัดแย้งติดตามมา&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; คนบนดอยกับคนเมือง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า&amp;nbsp; ต่างคน&amp;nbsp; ต่างหน่วยงาน&amp;nbsp; มองปัญหาคนละด้าน&amp;nbsp; หรือไม่ก็โทษกันไปโทษกันมา&amp;nbsp; ประกอบกับเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่&amp;nbsp; มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; แต่ไม่มีกลไกที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงทำให้ปัญหาปะทุรุนแรงขึ้นทุกปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายติดอันดับหนึ่งของโลก (Air&amp;nbsp; quality and pollution city ranking : จากการสำรวจเมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ชี้รากเหง้าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากปัญหาดังกล่าว &amp;nbsp;ทำให้ชาวเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง ในนามภาคประชาสังคม &amp;nbsp;ประกอบด้วย นักกิจกรรมทางสังคมนักวิชาการ แพทย์ &amp;nbsp;ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปิน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา หอการค้า&amp;nbsp; นักธุรกิจ สื่อมวลชน&amp;nbsp; ประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;ได้ร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยได้จัดตั้งกลุ่ม &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ขึ้นมา ในเดือนกันยายน 2562 เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ บอกว่า รากเหง้าของปัญหาฝุ่นควัน คือ การพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุหลัก 5 ประการ คือ 1.การจัดการทรัพยากรของรัฐมีปัญหา ไม่สามารถจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ ทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงตลอดเวลา 2.การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ไร่ข้าวโพด ซึ่งส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ระบบนิเวศน์ป่าไม้เสียสมดุล ป่าที่เชียงใหม่มีลักษณะเป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น โดยทั่วไปในเขตป่าผลัดใบ ต้นไม้จะมีการทิ้งใบจากต้นและเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต และถูกความชื้นของป่าเขตนั้นหยุดยั้งไฟโดยอัตโนมัติ แต่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้กระบวนการนี้แปรปรวน ความชื้นจากเขตป่าดิบชื้นไม่สามารถหยุดยั้งการลามของไฟป่าได้ ทำให้ชาวบ้านต้องชิงเผาเพื่อควบคุมไฟป่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ฝุ่นควันจากยานพาหนะ การเผาขยะ การเปิดแอร์ ควันไฟจากการทำครัว การปิ้งย่าง ฝุ่นควันจากโรงงาน 5.ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการเผาเศษพืชไร่ ประกอบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงภาวะความกดอากาศสูงจากประเทศจีนเข้ามาปกคลุมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ จึงทำให้ฝุ่นควันเกิดการสะสม เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝุ่นควันจากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp; ทำให้เกิดก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 (ค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์&amp;nbsp; โดยใช้ค่า Particulate Matters : PM) &amp;nbsp;ซึ่งนอกจาก PM 2.5 จะเข้าไปในปอดทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและเป็นมะเร็งได้แล้ว &amp;nbsp;ยังสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดและเส้นเลือดได้ด้วย ทำให้เกิดการอักเสบและการอุดตันของเส้นเลือดในระบบต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; หัวใจและสมอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ PM 2.5&amp;nbsp; ยังลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานและลอยไปได้ไกล จึงมีโอกาสที่จะถูกสูดเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะตกลงสู่พื้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สอดคล้องกับข้อมูลจากการวิจัยของนายแพทย์พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า&amp;nbsp; จังหวัดเชียงใหม่มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดประมาณ 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ในภาคอื่นๆ มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ยประมาณ 20 คนต่อประชากร 100,000 คน &amp;nbsp;ดังนั้นคนเชียงใหม่จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดสูงถึง 2 เท่าของคนในภาคอื่น !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2550 จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลงเพราะปัญหาฝุ่นควันในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอนว่า&amp;nbsp; จะทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลนำร่องแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่การก่อตั้ง &amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; ในเดือนกันยายน 2562 สภาลมหายใจฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ เช่น&amp;nbsp; การจัดเวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยานในเมือง ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ลดการเผาขยะ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพื้นที่นอกเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 อำเภอ (รวมอำเภอเมืองเป็น 25 อำเภอ) รวม &amp;nbsp;207 ตำบล&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการจัดตั้งและเป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้วเป็นพื้นที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดม&amp;nbsp; อินจันทร์&amp;nbsp; รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 เป็นต้นมา สภาองค์กรชุมชนร่วมกับสภาลมหายใจขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน โดยการลงพื้นที่ในตำบลที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;โดยมีพื้นที่นำร่อง 32 ตำบลใน 25 อำเภอ เพื่อหาข้อมูลหาสาเหตุปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของชาวบ้านอย่างไร รวมทั้งให้ชาวบ้านเสนอความเห็นว่าหากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นควันควรจะมีวิธีใดที่เหมาะสมแก่ชุมชนหรือตำบลนั้นๆ&amp;nbsp; เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; บางตำบลปัญหาฝุ่นควันเกิดจากการเผาซังข้าวโพด เผาเศษฟางในนาข้าวก่อนทำนารอบใหม่&amp;nbsp; การตัดแต่งกิ่งลำไยแล้วนำมาเผา การ &amp;lsquo;ชิงเผาป่า&amp;rsquo; เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่ารลุกลาม &amp;nbsp;การเผาใบไม้-กิ่งไม้ในสนามกอล์ฟ บางตำบลชาวบ้านจะเผาป่าในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตก เพราะเชื่อว่าการเผาป่าจะทำให้เห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดถอบจะออกเยอะ&amp;nbsp; ราคาขายกิโลกรัมละ 300-400 บาท บางครอบครัวมีรายได้เฉพาะช่วงเห็ดถอบออก (พฤษภาคม-มิถุนายน) นับแสนบาท จึงทำให้มีการเผาเศษซากพืชและเผาป่าหมุนเวียนตลอดทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;จัดอบรม &amp;lsquo;เพาะเห็ดป่า-ถ่านไบโอชาร์-จานใบไม้-ทำปุ๋ย&amp;rsquo; ลดการเผา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดมบอกต่อไปว่า&amp;nbsp; จากข้อมูลปัญหาที่พบ สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; และภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า เช่น เห็ดถอบ เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) &amp;nbsp;ให้แก่ชาวบ้านในตำบลต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้ กิ่งไม้ หญ้า ฟางข้าว เหง้ามันสําปะหลัง ซังและต้นข้าวโพด เพื่อลดการเผา&amp;nbsp; โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำวนเกษตร ปลูกพืชยืนต้น หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ ไผ่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน นำฟางข้าว กิ่งลำไยมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคิดค้นนวัตกรรมจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร เช่น นำใบไม้มาทำจานใส่อาหารทดแทนการใช้พลาสติก และลดการเผาใบไม้ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้จัดกิจกรรมระดมทุนต่างๆ&amp;nbsp; และเปิดรับบริจาคเพื่อนำสิ่งของ อุปกรณ์ในการดับไฟ&amp;nbsp; และนำงบประมาณไปมอบให้ตำบลต่างๆ เพื่อใช้ในการป้องกันและดับไฟป่า&amp;nbsp; โดยในปี 2563&amp;nbsp; มอบสิ่งของไปแล้ว 140 หมู่บ้าน&amp;nbsp; 17 อำเภอ&amp;nbsp; 90 ตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในปีนี้จัดพิธีส่งมอบอุปกรณ์ไปเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาให้กับ 35 ตำบล &amp;nbsp;และ 1 ผืนป่านำร่องในพื้นที่รอบดอยสุเทพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 295 หมู่บ้าน &amp;nbsp;40 ตำบล &amp;nbsp;จาก 21 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; เครื่องเป่าลม 250 เครื่อง เครื่องพ่นน้ำ 30 เครื่อง &amp;nbsp;ถังฉีดน้ำ 100 ถัง &amp;nbsp;เครื่องตัดหญ้า 100 เครื่อง &amp;nbsp;เลื่อยยนต์ตัดไม้ 20 เครื่อง &amp;nbsp;ถังเปล่า&amp;nbsp; 200ลิตร 100 ถัง &amp;nbsp;ไม้ตบไฟ 800 อัน &amp;nbsp;คราดมือเสือ 1,000 อัน &amp;nbsp;ไฟฉายคาดหัว 800 อัน กล้องส่องทางไกล 100 ตัว &amp;nbsp;และวิทยุสื่อสาร 120 เครื่อง &amp;nbsp;รวมมูลค่า 2,300,000 บาท &amp;nbsp;ทั้งนี้ชุมชนที่ได้รับมอบอุปกรณ์จะต้องมีการเตรียมแผนการในการป้องกันและดับไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ผนึกพลังสร้าง &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; ใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; สภาลมหายใจพร้อมด้วยภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;  สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ร่วมกันแถลงข่าวและชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นควันละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ในปี 2564&amp;nbsp; โดยมีนายเจริญ​ฤทธิ์​ สงวน​สัตย์​ &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัชวาลย์ &amp;nbsp;ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ตั้งเป้าหมายจะลดพื้นที่เผาและลดค่า PM 2.5 ให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; โดยจะเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; และชุมชน&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนผนึกกำลังร่วมกัน&amp;nbsp; โดยใช้มาตรการเชิงป้องกันแทนการไล่ดับไฟเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; และใช้ข้อมูล&amp;nbsp; ข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ความรู้ด้านวิชาการ&amp;nbsp; และเทคโนโลยีมาสนับสนุน &amp;nbsp;ถือเป็นนวัตกรรมใหม่&amp;nbsp; และเป็น &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo; หากเกิดผลสำเร็จในช่วงฤดูแล้งปีนี้&amp;nbsp; จะนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองเป็นจำเลยในเรื่องปัญหาฝุ่นควัน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; เพราะจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา &amp;nbsp;วางแผน &amp;nbsp;ปฏิบัติการ&amp;nbsp; และร่วมสรุปบทเรียน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นพลังพื้นฐานที่สำคัญและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประสบผลสำเร็จต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91400</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, ธนวัฒน์ จรรมรัตน์, นุชจรี  พันธ์โสม, พอช., ภานุวิชญ์ จันที, วาศินี  กาญจนกุล, สนอง  รวยสูงเนิน, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สมศักดิ์ ใจปิง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุดม  อินจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_6013d46f61019.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มศึกษาทางเลือก จวกยุบโรงเรียนขนาดเล็กเตรียมขอพบรมว.ศธ.ให้ทบทวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.62-นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ นายกสมาคมการศึกษาทางเลือก &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปดูระเบียบ แนวปฏิบัติ ประกาศ คำสั่ง ของ สพฐ.เกี่ยวกับการควบรวม เลิกสถานศึกษา และเสนอแนะให้ยกเลิกของเก่าทั้งหมด แล้วออกเป็นประกาศใหม่ฉบับเดียว เพื่อแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเดิมๆ หลายปีแล้วที่ กพฐ.หยิบยกพูดมาตลอด เพื่อต้องการยุบโรงเรียนขนาดเล็กถือเป็นวิธีการบอนไซโรงเรียนขนาดเล็กของ กพฐ.ให้ตายไปตามธรรมชาติ ซึ่ง กพฐ.ควรจะยุบตัวเองลงมากกว่า เพราะบริหารโรงเรียนขนาดเล็กอย่างไรถึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งที่ผ่านมาตนขอตั้งคำถามว่าโรงเรียนขนาดเล็กถูกต้องยุบหลายพันแห่งแล้วแต่คุณภาพดีขึ้นหรือไม่ รวมถึงโรงเรียนเหล่านี้ที่ถูกยุบไปก็ถูกทิ้งร้างเป็นการลงทุนที่เปล่าประโยชน์ทั้งที่มีผู้บริจาคที่ดินให้เพื่อทำประโยชน์ในการจัดการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัชวาลย์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้สมาคมการศึกษาทางเลือกได้ทำการวิจัยวิกฤตและทางออกโรงเรียนขนดเล็ก ซึ่ง กพฐ.สามารถมาขอข้อมูลเหล่านี้ ไปประกอบการพิจารณาการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กได้ เช่น จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ โรงเรียนเล็กเป็นลักษณะโรงเรียนเฉพาะชุมชนห่างไกล ที่มีลักษณะเฉพาะต้องมีการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย &amp;nbsp; เป็นต้น ดังนั้นโรงเรียนเล็ก จะใช้วิธีบริหารเหมือนโรงเรียนขนาดใหญ่ไม่ได้ และที่ผ่านมา สพฐ.ก็จะใช้วิธีการบริหารแบบโรงเรียนแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยตนมีตัวอย่างโรงเรียนเล็กที่ถูกยุบและชุมชนบริหารจัดการได้ดี ดังนั้น หากประธาน กพฐ.ต้องการจะลงพื้นที่ตนพร้อมนำเสนอข้อมูลให้ ดังนั้นฝากประธาน กพฐ.อย่าสร้างความขัดแย้งกับชาวบ้าน อย่างไรก็ตามในเร็วๆนี้ ตนได้ประสานขอพบนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อขอให้ทบทวนการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กแทนการยุบหรือควบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43357</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก, ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, สมาคมการศึกษาทางเลือก, ีีรมว.ศธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d5277356e68d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
