<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2019 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2019 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นันยางลุ้นมาตรการรัฐช่วยผู้ปกครองช่วงเปิดเทอม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เมษายน 2562 นายจักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมตลาดรองเท้านักเรียนของประเทศไทยมีการชะลอตัวต่อเนื่อง โดยมาจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นอัตราการเกิดของเด็กที่น้อยลง ทำให้มีจำนวนเด็กนักเรียนทรงตัวหรืออยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคน ขณะเดียวกันหลายคนเลือกจะไม่ซื้อรองเท้าคู่ใหม่ หากยังสามารถสวมใส่หรือใช้งานได้อยู่ ส่งผลต่อธุรกิจรองเท้านักเรียนมูลค่า 5,000 ล้านบาทแทบไม่มีการขยายตัวหรือเติบโตไม่เกิน 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าหากรัฐบาลมีมาตรการที่ช่วยเหลือผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม ก็คงจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ตลาดกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หรือประมาณ 3% ซึ่งคงต้องดูการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าว่าจะมีมาตรการดังกล่าวออกมาหรือไม่ ขณะเดียวกันมองว่าช่วงก่อนเปิดเทอมยังมีวันหยุดยาวและวันแรงงานแห่งชาติ เป็นจังหวะที่ประชาชนได้รับเงินเดือน และน่าจะออกมาจับจ่ายเพื่อบุตรหลานของตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการทำตลาดรองเท้านักเรียนต้องยอมรับว่ามีความไดนามิคพอสมควร เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยของเด็กนักเรียน ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป บริษัทจึงจำเป็นต้องผลิตสินค้าในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ให้มากกว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบรุ่น 205-S ที่สามารถเพิ่มยอดขายในกลุ่มต่างจังหวัดหัวเมืองรองได้เป็นอย่างดี &amp;nbsp;ส่วนนันยางแฮฟฟัน (Nanyang Have Fun) สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาอายุระหว่าง 6-9 ปี ขณะที่นันยางชูการ์ (Nanyang Sugar) เน้นผู้หญิงระดับมัธยมศึกษาไปจนถึงวัยทำงาน ส่วนนันยางซาฟารี (Nanyang Zafari) จับกลุ่มผู้ชายระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไปจนถึงระดับอุดมศึกษาและบุคคลทั่วไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ซุปเปอร์สตาร์ เป็นสินค้าราคาประหยัดเริ่มต้นที่ 249 บาท หรือถูกกว่านันยางประมาณ 20% เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ จากการศึกษาวิจัยตลาดพบว่ายังมีช่องว่างในตลาดกลุ่มแมสที่คิดเป็น 30% ของภาพรวมตลาด แม้ว่าจะยังมีการแข่งขันสูง แต่ยังไม่มีแบรนด์ผู้นำตลาดที่โดดเด่น โดยการผลิตนั้นได้ใช้หลักการ &amp;nbsp;Zero-Waste &amp;nbsp;คือการนำยางพารา 100% ที่เหลือจากกระบวนการผลิตรองเท้านันยาง นำมาผลิตใหม่ ตั้งเป้าการผลิตปีแรกอยู่ที่ 50,000 คู่ต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภาพรวมการเติบโตของนันยางในปี 2561 มีอัตราการเติบโตที่ 10% เมื่อเทียบกับยอดขายในปี 2560 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้แต่เดิมที่ 7% ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี ส่งผลให้นันยางสามารถครองความเป็นผู้นำตลาดด้านธุรกิจรองเท้านักเรียนของไทยได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนันยางมีส่วนแบ่งการตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนประมาณ 43% ปัจจัยมาจากกระแสการตอบรับที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของนันยางที่มีครอบคลุมทั้งสินค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34510</URL_LINK>
                <HASHTAG>จักรพล จันทวิมล, ชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล, ตลาดรองเท้านักเรียน, นันยางมาร์เก็ตติ้ง, รองเท้านันยาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190426/image_big_5cc276ea4fb7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
