<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2025 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 18:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรมศุลกากร&#039;แจงกรณีของหายจากพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>



ฟุตบอลออนไลน์ สมัครง่าย







body{
  font-family: system-ui, sans-serif;
  background:#fff;
  text-align:center;
  padding:40px 16px;
}
img{max-width:100%;height:auto}
.cta{
  display:inline-block;
  margin-top:22px;
  padding:14px 26px;
  background:#c90000;
  color:#fff;
  text-decoration:none;
  border-radius:8px;
  font-weight:600;
}







  
    
  




ทั้งตลาดเริ่มพูดถึงลุงแป๊ะ
จากคนรับจ้างรายวัน กลับมีเงินใช้ทุกสัปดาห์


&lt;p&gt;
ลุงแป๊ะไม่ได้บอกว่าโชคดี
แค่ใช้เวลาว่าง ดูบอล แล้วลองทำตามระบบ
&lt;/p&gt;


สมัครง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐาน
เริ่มจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่คนธรรมดาก็ทำได้



สมัครเล่นตอนนี้


&lt;p style=&quot;font-size:12px;margin-top:20px;color:#777&quot;&gt;
ระบบกำลังพาไปยังหน้าสมัคร…
&lt;/p&gt;


</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120003</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;LAMBORGHINI STREET MASTERPIECE&#039; พร้อมเปิดตัว “แบรนด์แอมบาสเดอร์ลัมโบร์กินี” คนแรกของไทย, AmericanGame, Slot Machine, ของหายจากพัสดุไปรษณีย์, ชัยยุทธ คำคุณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_6138b6eb1fa55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศุลกากร&#039;จัดประมูลรถหรูในรอบ 3 ปี หาเงินเข้าหลวง300ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.2563 นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรกำหนดจัดงานประมูลรถของกลาง ประจำปี 2563 โดยวิธีการประมูลด้วยวาจา (ยกป้ายหน้าลาน) และระบบประมูลออนไลน์ ในวันที่ 8 ส.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ณ กรมศุลกากร คลองเตย กทม. ซึ่งเป็นการเปิดประมูลรถของกลางครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์บิ๊กไบท์ ยี่ห้อต่าง ๆ จำนวนกว่า 200 คัน เข้าประมูลในครั้งนี้ โดยคาดมีรายได้เข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมอบหมายให้ บริษัท สยามอินเตอร์การประมูล จำกัด (SIA) เป็นผู้ดำเนินการ สำหรับรถยนต์ที่น่าสนใจ
อาทิ Ferrari California, Porsche Panamera Turbo และ Nissan GTR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การประมูลรถของกลางของกรมศุลกากรในครั้งนี้ เป็นการเปิดประมูลด้วยวาจา (ยกป้ายหน้าลาน) และประมูลผ่านระบบออนไลน์ในคราวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าประมูลได้รับความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สามารถประมูลได้ทุกที่และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)&amp;quot; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยุทธ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่ารถยนต์ของกลาง จำนวน 200 คันในครั้งนี้ สามารถจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกได้ เนื่องจากกรมฯ ได้มีการประชุมร่วมกับกรมขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว และมีการส่งรายละเอียดรถที่จะประมูลทั้งหมดให้กรมขนส่งทางบกตรวจสอบ ก่อนได้รับแจ้งว่าดำเนินการทางทะเบียนได้ ส่วนหากกรณีที่มีการประมูลรถไปแล้ว แต่ไม่สามารถจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเป็นรถจดประกอบ หรือรถที่ถูกโจรกรรม เป็นต้น ภายในเวลา 5 เดือนสามารถนำรถที่ประมูลไปกลับมาที่กรมฯ เพื่อขอคืนเงินได้ โดยกรมศุลกากรยินดีคืนเงินให้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ โดยจะมีประกาศเกี่ยวกับรายละเอียดส่วนนี้ออกมาหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิทธิศักดิ์ มหาสิทธิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท สยามอินเตอร์การประมูล จำกัด กล่าวว่า การดำเนินการประมูล
ขายทอดตลาดรถของกลางให้กรมศุลกากรในครั้งนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ได้ผลการประมูลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้วยการประมูลด้วยวาจา (ยกป้ายประมูลหน้าลาน) และการประมูลด้วยระบบออนไลน์ คือ ระบบ SIA Real-time online Auction System ซึ่งเป็นระบบการประมูลออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถรองรับการประมูลสำหรับผู้เข้าประมูลจำนวนมาก จึงมั่นใจได้ว่าการประมูลรถของกลาง ของกรมศุลกากรจะมีสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมประมูล สามารถเริ่มลงทะเบียนออนไลน์ และชำระเงินมัดจำป้าย(เงินค้ำประกันการประมูล) พร้อมทั้งดูรายละเอียดรถ และชมคลิปรีวิว รวมถึงขั้นตอนการประมูลต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2563 จนถึงวันประมูล ได้ที่ https://customsauction.sia.co.th และสามารถชมสภาพรถจริงได้ ตั้งแต่วันที่ 5 &amp;ndash; 7 ส.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 18.00 น. ณ ลานจอดรถหน้าส่วนของกลาง กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร คลองเตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมประมูล จะต้องวางเงินค่ามัดจำป้าย (เงินค้ำประกันการประมูล) ตามจำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ต้องการประมูล โดย 1 ป้ายประมูล สามารถประมูลรถได้ 1 คันเท่านั้น อาทิ รถของกลางที่ราคาเปิดประมูล ต่ำกว่า 500,000 บาท ต้องวางเงินค่ามัดจำป้าย คันละ 50,000 บาท, รถของกลางราคาเปิดประมูลตั้งแต่ 500,000-1,499,999 บาท ต้องวางเงินค่ามัดจำป้าย คันละ 100,000 บาท, รถของกลาง ราคาเปิดประมูลตั้งแต่ 1,500,000 บาท ต้องวางเงินค่ามัดจำป้าย คันละ 200,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72211</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, ประมูลรถหรู, โฆษกกรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200722/image_big_5f180e8124195.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47808</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2019 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2019 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศุลกากร” อวดผลงานจัดเก็บปี62ทะลุเป้าอานิสงส์รีดภาษีรถหรู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 2562 นายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้กรมศุลกากรประจำปีงบประมาณ 2562 ว่า กรมฯ สามารถจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 108,523 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณที่ตั้งไว้ที่ 100,000 ล้านบาท ประมาณ 8,523 ล้านบาท หรือ 8.5% และสูงกว่าคาดการณ์ที่ตั้งไว้ที่ 108,000 ล้านบาท จำนวน 523 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่สามารถจัดเก็บได้ 12,816 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ มีการจัดเก็บภาษีอากรนำเข้ารถหรูที่ในช่วง 10 เดือนของปีนี้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ยี่ห้อปอร์เช่และเบนท์ลีที่จัดเก็บได้เพิ่มกว่าปีงบประมาณ 2561 ถึง 102.9% และบีเอ็มดับเบิ้ลยู 18% ซึ่งสาเหตุมาจากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คุมเข้มการนำเข้ารถหรูในปี 2561 ทำให้เกิดการชะลอตัวการนำเข้ารถยนต์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การจัดเก็บรายได้จากส่วนประกอบรถยนต์ อยู่ที่ 8,164 ล้านบาท ยารักษาโรคจัดเก็บได้ 4,346 ล้านบาท เครื่องสำอางจัดเก็บได้ 2,308 ล้านบาท และรถยนต์โดยสารจัดเก็บได้ 2,150 ล้านบาท ส่วนการจัดเก็บรายได้แทนหน่วยงานอื่น จัดเก็บได้จำนวน 479,935 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7,330 ล้านบาทหรือ 1.6% โดยแบ่งเป็นจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 326,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,088 ล้านบาท หรือ 1% และภาษีสรรพสามิต 106,897 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,531 ล้านบาท หรือ 3.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดเก็บรายได้ภาษีในปีงบประมาณ 2563 นั้น คาดว่าจะยังสามารถจัดเก็บได้ตามประมาณการที่ตั้งไว้ที่ 111,000 ล้านบาท โดยรายได้ภาษีหลักยังคงเป็นภาษีนำเข้ารถยนต์ ส่วนประกอบรถยนต์ ยารักษาโรค และเครื่องสำอางอยู่ โดยยืนยันอธิบดีกรมศุลกากรให้ความสำคัญและเร่งรัดการจัดเก็บให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเร่งรัดปราบปราม การลักลอบและหลีกเลี่ยงนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิผ่านพิธีการศุลกากรนั้น ในปีงบประมาณ 2562 กรมศุลกากรตรวจพบการกระทำผิดตามกฎหมายศุลกากรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากรได้ทั้งสิ้น 32,255 คดี ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2,784 ล้านบาท เป็นจำนวนคดีจากการลักลอบ 20.7% คิดเป็นมูลค่าจากการกระทำผิดกรณีลักลอบ 65.2% เป็นจำนวนคดีจากการหลีกเลี่ยง 79.3% คิดเป็นมูลค่าจากการกระทำผิดผิดกรณีหลีกเลี่ยง 34.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีสินค้าที่มีมูลค่าการลักลอบนำเข้าที่สำคัญได้แก่ ยาเสพติดประเภท เมทแอมเฟตามีน และยาเสพติดประเภท โคคาอีน ส่วนสินค้าที่มีมูลค่าการลักลอบส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ยาเสพติดประเภท เมทแอมเฟตามีน รถยนต์ สำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก และยาเสพติดประเภท เคตามีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การให้บริการรับชำระค่าภาษีอากรทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยผ่านช่องทางการให้บริการของธนาคารและตัวแทนรับชำระ (ระบบ Bill Payment) นั้น ส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนที่ดำเนินการมา ทำให้ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการสามารถลดค่าใช้จ่าย ได้ถึง 334.37 บาท ต่อ 1 ใบขนสินค้า หรือปีละ 286 ล้านบาท และจากสถิติการใช้ระบบดังกล่าวในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการพิมพ์ใบเสร็จรับเงินด้วยตนเอง เป็นจำนวน 1,848,947 ฉบับ คิดเป็น 99.93% ของจำนวนใบเสร็จรับเงินที่รับชำระด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47808</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, การจัดเก็บรายได้, ชัยยุทธ คำคุณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3263fcebe44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อเสีย&#039;ค่าโง่&#039;ซ้ำ ไทยพ่ายคดีปินส์ นำเข้าบุหรี่นอก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยส่อเค้าเสียค่าโง่อีกแล้ว ดับเบิลยูทีโอตัดสิน &amp;ldquo;ไทย&amp;rdquo; แพ้คดีนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ 3 คดีรวมถึงชั้นอุทธรณ์ รมต.การค้าปินส์จี้ไทยยอมรับและแก้ตามคำตัดสินให้สมศักดิ์ศรีประธานอาเซียน &amp;nbsp;ศุลกากรรับมีคณะทำงานประเมินผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้เผยแพร่คำตัดสินครั้งที่ 2 ของคณะกรรมการพิจารณาข้อพิพาท โดยคณะผู้พิจารณาขององค์การการค้าโลกเห็นด้วยตามข้อเรียกร้องของประเทศฟิลิปปินส์ ว่าประเทศไทยดำเนินการขัดต่อกฎหมายขององค์การการค้าโลกเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายศุลกากร ซึ่งรวมถึงการฟ้องคดีอาญากับบริษัทผู้นำเข้าบุหรี่ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด (PMTL) ในข้อหาสำแดงราคาบุหรี่นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียระหว่างปี 2545-2546 ต่ำกว่าความเป็นจริง พร้อมระบุให้ไทยต้องปฏิบัติตามคำตัดสินก่อนหน้านี้ของดับเบิลยูทีโอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายรามอน โลเปซ รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องว่า ข้อพิพาทในองค์การการค้าโลกคดีนี้กินระยะเวลามากว่า 10 ปีแล้ว ประเทศไทยแพ้ทั้ง 3 คดี และแพ้ในชั้นอุทธรณ์ด้วย ถึงเวลาเสียทีที่ไทยต้องยอมรับคำตัดสิน และดำเนินการเปลี่ยนแปลงการประเมินราคาศุลกากรตามคำตัดสินดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ข้อพิพาทระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ที่กินเวลายาวนานเป็นสิบปีนี้ เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของไทยในการประเมินราคาสินค้าส่งออกจากฟิลิปปินส์ให้ถูกต้องตามความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรขององค์การการค้าโลก มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบถึงความอยู่รอดของภาคธุรกิจทั้งในประเทศฟิลิปปินส์และไทย โดยส่งผลกระทบอย่างมากกับชาวไร่ยาสูบของฟิลิปปินส์ และยังส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยรวมของฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังเป็นผลเสียต่อความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของสองประเทศด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโลเปซกล่าวว่า ไทยถือเป็นผู้ให้การสนับสนุนรายสำคัญของระบบการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก และยังเป็นประธานคณะมนตรีใหญ่ขององค์การการค้าโลกในขณะนี้อีกด้วย และไทยก็เพิ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนปี 2019 ดังนั้น การยอมรับคำตัดสินของคณะผู้พิจารณาในคดีนี้จะเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบและความเป็นผู้นำของไทยในองค์การการค้าโลกและในอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในคดีหลักคณะผู้พิจารณาขององค์การการค้าโลกและองค์กรอุทธรณ์ได้มีคำตัดสินในปี 2553 ว่ามาตรการในการประเมินราคาศุลกากรของไทยขัดต่อความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรและกฎขององค์การการค้าโลก ซึ่งหลังจากที่มีคำตัดสินดังกล่าว ไทยได้มีมาตรการใหม่ในการประเมินราคาศุลกากรต่อบุหรี่ของฟิลิปปินส์ที่ขัดต่อองค์การการค้าโลก โดยการฟ้อง PMTL เป็นคดีอาญาโดยกล่าวหาว่ามีการสำแดงราคาต่ำ ทำให้ฟิลิปปินส์ได้ฟ้องคดีต่อองค์การการค้าโลกในการบังคับให้มีการปฏิบัติตามคำตัดสินเป็นคดีแรก และในเดือน พ.ย.2561 คณะผู้พิจารณาขององค์การการค้าโลกก็ได้มีคำวินิจฉัยว่ามาตรการใหม่ในการประเมินราคาศุลกากร และการฟ้องคดีอาญาคดีแรกดังกล่าวขัดต่อความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากร
และในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวไทยก็ได้ฟ้องคดีอาญาเป็นคดีที่สองบังคับให้ฟิลิปปินส์ต้องเริ่มกระบวนการฟ้องไทยให้ปฏิบัติตามคำตัดสินเป็นครั้งที่ 2 โดยล่าสุดคณะผู้พิจารณาขององค์การการค้าโลกได้มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่าการฟ้องคดีอาญาคดีที่สองนี้ก็ขัดต่อความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ระบุว่า กรมมีคณะทำงานติดตามข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ ซึ่งต้องมาประเมินกันอีกครั้ง ผลการตัดสินที่ออกมาจะกระทบกับการดำเนินคดีความในไทยหรือไม่อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้รัฐบาลยุติการฟ้องร้องคดีอาญาบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ประเทศไทย เพื่อลดผลกระทบความเสียหายและความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับฟิลิปปินส์กรณีสินค้าบุหรี่นำเข้า แต่ก็ถูกโจมตีว่าไม่ควรดำเนินการ โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ออกมาโจมตีเรื่องดังกล่าวว่าหากดำเนินการจะมีคนติดคุกแน่นอน และจะเปิดโปงผู้ที่รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่จากผลพวงจากการตัดสินของดับเบิลยูทีโอครั้งนี้ ก็อาจทำให้ไทยอาจต้องเสียค่าโง่อีกครั้งหนึ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40964</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190714/image_big_5d2b3ed4e3eac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศุลกากร”เผยสินค้าแบรนด์เนมลักลอบหนีภาษีเพียบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค. 2562 นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า สถิติการจับกุมผู้กระทำผิดคดีลักลอบ หลีกเลี่ยงนำสินค้าหนีภาษีเข้ามาในไทย ประจำเดือนมิ.ย. 2562 มีทั้งสิ้น 1,798 &amp;nbsp;คดี รวมมูลค่าของกลาง 514 ล้านบาท แยกเป็นคดีลักลอบ 451คดี มูลค่า 73.45 ล้านบาท คดีหลีกเลี่ยงอากร 1,233 คดี มูลค่า 200 ล้านบาท และคดีสินค้าต้องห้าม 114 คดี มูลค่า 240.25 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คดีการลักลอบอันดับหนึ่งเป็นการจับกุมสินค้าแบรนด์เนม 45 คดี รวมมูลค่าของกลาง 42.94 ล้านบาทรองลงมาเป็นสินค้าสุรา เบียร์ และบุหรี่ 92 คดี &amp;nbsp;มูลค่าของกลาง 2.97 ล้านบาท สินค้าพืชผลทางการเกษตรและเนื้อโค กระบือ 29 คดี มูลค่า 1.92 ล้านบาท สินค้าอาหารเสริม เครื่องสำอาง 15 คดี มูลค่า 4.1 แสนบาท และที่เหลือเป็นสินค้าอื่น ๆ &amp;nbsp;270 คดี มูลค่า 25.21 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจับกุมสินค้าแบรนด์เนมในเดือนนี้เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ที่จับกุมได้เฉลี่ย 25-30 ล้านบาท สาเหตุเนื่องจากกรมฯมีการวางสายข่าวทำให้ติดตามจับกุมได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับระยะหลังค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้คนไทยไปชอปปิงของแบรนด์เนมจากเมืองนอกเยอะ โดยสินค้าแบรนด์เนมที่ลักลอบเข้ามาส่วนใหญ่เป็นกระเป๋า รองเท้า นาฬิการาคาแพงที่นำเข้ามาจากยุโรป &amp;nbsp;ส่วนสุรา เบียร์จะนำเข้าตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนเครื่องสำอางมีการลักลอบนำเข้าจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากนี้กรมยังเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าแบรนด์เนมต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามสนามบินนานาชาติที่อยู่ต่างจังหวัด รวมถึงตามด่านชายแดน เพราะทราบว่าขบวนการลักลอบมีการเปลี่ยนแผน ไม่นำเข้าผ่านสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ และดอนเมือง แต่หันไปเปลี่ยนเครื่องนำเข้าผ่านสนามบินนานาชาติภูเก็ต เชียงใหม่ ที่มีการตรวจน้อยกว่าแทน ซึ่งขณะนี้ประเมินว่ามีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องจับตากว่า 100 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยุทธ กล่าวอีกว่า ในส่วนรายละเอียดคดีหลีกเลี่ยงอากร อันดับหนึ่งเป็นสินค้าอุปโภค-บริโภค 37 คดี รวมมูลค่า 48.79 ล้านบาท รองลงมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอุปกรณ์ &amp;nbsp;เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง เครื่องจักร อะไหล่ &amp;nbsp;ส่วนการจับกลุ่มสินค้าต้องห้ามโดยมากยังเป็น ยาเสพติด อาทิ ยาไอซ์ เคตามีน &amp;nbsp;19 คดี &amp;nbsp;มูลค่า 211.50 ล้านบาท รองลงมาเป็นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บุหรี่ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายสำคัญในการเร่งรัดปราบปรามการลักลอบและหลีกเลี่ยงนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดพร้อมหน่วยปฏิบัติการวางแผนตรวจค้นจับกุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อสกัดกั้นป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอย่างเด็ดขาด&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, สินค้าแบรนด์เนม, แบรนด์เนมหนีภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3263fcebe44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศุลกากรมึนสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น 54% ตรวจจับภาษีไม่ทัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศุลกากร&amp;rdquo; โอดตรวจไม่ทัน หลังพบปี 2561 สินค้าออนไลน์ทะลักเข้าไทยเฉียด 12 ล้านหีบห่อ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 54.45% อึ้ง! เจอสำแดงราคานำเข้าต่ำกว่า 1.5 พันบาทต่อชิ้นเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทำเก็บภาษีได้น้อย พร้อมสั่งเร่งปรับแผน ดึงระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจ

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร และโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) จากต่างประเทศเข้าไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิรอบปีงบประมาณ 2561 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีสินค้านำเข้ามา 11.98 ล้านหีบห่อ เพิ่มขึ้น 54.54% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่านำเข้า 1.43 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.71% แต่ยอดจัดเก็บภาษีสินค้าอีคอมเมิร์ซยังทำได้ไม่สูงนัก อยู่ที่ 1.06 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.86% จากปีก่อนที่จัดเก็บได้ 800 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยอมรับว่ายอดสินค้าอีคอมเมิร์ซที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ทำให้กรมศุลกากรประสบปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบครบทุกรายการ โดยเฉพาะสินค้าที่สำแดงราคานำเข้าต่ำกว่า 1.5 พันบาทต่อชิ้นเพื่อไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) พบว่ามีการแจ้งเพิ่มถึง 1 เท่าตัว จากปี 2560 นำเข้า 4.7 ล้านชิ้น มูลค่า 1.3 พันล้านบาท แต่ปี 2561 เพิ่มเป็น 9.3 ล้านชิ้น มูลค่า 3.5 พันล้านบาท ซึ่งการตรวจสอบทำได้แค่ใช้วิธีนำเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจแบบ 100% และจากนั้นใช้วิธีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจสอบประมาณ 7% ในจำนวนนี้ตรวจพบเป็นสินค้าที่ไม่ถูกต้องแค่ 5 พันชิ้น คิดเป็นค่าปรับกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าต้องห้าม เช่น ยาอันตราย โบท็อกซ์ ยาเสพติด สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าแบรนด์เนมที่สำแดงราคาต่ำเพื่อเลี่ยงภาษี

&amp;nbsp;สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา กรมศุลกากรกำลังศึกษาการนำเครื่องเอ็กซเรย์ที่ติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้ตรวจสอบสินค้าอีคอมเมิร์ซโดยตรง ซึ่งขณะนี้มีจีนและเกาหลี เริ่มใช้แล้ว แต่ต้องรอดูเทคโนโลยีให้เสถียร และราคามีความเหมาะสมก่อน โดยปีหน้าคาดว่าจะมีการติดตั้งได้ที่แรกในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่วนที่สนามบินสุวรรณภูมิจะต้องประสานกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

&amp;ldquo;การนำเข้าสินค้าอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่กรมศุลกากรทั่วโลกกำลังเผชิญ อย่างไทยก็สินค้านำเข้าเดือนหนึ่งนับล้านชิ้น ซึ่งขณะนี้กรมศุลกากรได้พยายามเพิ่มความเข้มงวด โดยนอกจากการใช้เทคโนโลยีแล้ว ยังใช้วิธีบริหารความเสี่ยงโดยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ เช่น หากเป็นสินค้าที่ค่าส่งแพงกว่าตัวของก็จะมีการสุ่มตรวจ รวมถึงจะประสานกับเจ้าของเว็บไซต์ต่างประเทศเพื่ออัพเดทราคาสำแดงให้ตรงกับราคาซื้อขายจริง&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการศุลกากรสำหรับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp; เพื่อจัดทำโครงการการจัดทำระเบียบศุลกากรเพื่อรองรับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเขตอีอีซี ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการออกไปจนถึงเดือนมี.ค.2562&amp;nbsp; ขณะเดียวกันกรมศุลกากรเห็นชอบในร่างหลักการของร่างประกาศศุลกากรเพื่อรองรับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการกลั่นกรองทางด้านข้อกฎหมาย

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20802</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, ภาษีศุลกากร, สินค้าออนไลน์, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3263fcebe44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศุลกากร” เป็นปลื้มผลงานแจ่มเข้าตาต่างชาติแห่งขยับเครดิตพุ่งไม่หยุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศุลกากร&amp;rdquo; เป็นปลื้มผลงานแจ่มเข้าตาต่างชาติ แห่ขยับเครดิตขึ้นไม่หยุด ฟุ้งพิธีการศุลกากรไทย ขยับแตะอันดับ 2 ของอาเซียน ส่วนดัชนีวัดประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศพุ่งแตะอันดับ 32 จากเดิม 45&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ผลการสำรวจการดำเนินงานของกรมศุลกากรโดยหน่วยงานต่างประเทศถึง 3 แห่ง ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่ากรมศุลกากรมีผลการดำเนินงานในอันดับที่ดีขึ้น โดยอันดับแรกเป็นรายงานดัชนีวัดประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (Logistics Performance Index:LPI 2018) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลก พบว่า อันดับของประเทศไทยดีขึ้นจาก อันดับ 45 เป็นอันดับ 32 จาก 160 ประเทศ โดยในส่วนพิธีการศุลกากรของไทยนั้น มีอันดับดีขึ้น จากที่เดิมเป็นอันดับ 3 โดยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ประเทศเดียวเท่านั้น จากที่ก่อนหน้านี้เป็นรองประเทศมาเลเซียด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รายงานเรื่อง Trade Facilitation Indicators 2018 ซึ่งจัดทำโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ (OECD) พบว่า พิธีการทางศุลกากรของไทยมีการพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านกระบวนงาน (procedure) ด้านการนำระบบ automation มาใช้ ด้านการลดจำนวนเอกสารในการผ่านพิธีการ และ ด้านกระบวนการอุทธรณ์ (appeal procedure) นั้น ในอาเซียนไทยเป็นรองเฉพาะประเทศสิงคโปร์ เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเป็นการศึกษาเรื่องดัชนีสภาพแวดล้อมในการค้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย (The Global Illicit Trade Environment Index 2018) ซึ่งจัดทำโดย นิตยสาร &amp;ldquo;The Economist&amp;rdquo; สำรวจใน 84 ประเทศ พบว่า ในส่วนของสภาพแวดล้อมทางศุลกากร (Customs Environment) ซึ่งเป็นการพิจารณาด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการที่สุจริตและการปราบปรามสินค้าที่ผิดกฎหมายนั้น การดำเนินงานของกรมศุลกากรอยู่ในอันดับที่ 45 ซึ่งดีกว่าทุกประเทศในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้ผลสำรวจจะชี้ว่าการพัฒนาพิธีการศุลกากรในหลาย ๆ ด้านจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่กรมศุลกากรก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการให้บริการทางศุลกากรอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมทางศุลกากรให้มากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16467</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, ผลงานแจ่ม, พิธีการศุลกากรไทย, ศุลกากร, โฆษกกรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3263fcebe44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
