<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว&#039;คมนาคม&#039;เร่งเคลียร์ผู้บุกรุกพื้นที่สร้างรถไฟเชื่อมสามสนามบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 2563 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมเปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะทำงานเร่งรัดการส่งมอบพื้นที่และการรื้อย้ายสาธารณูปโภค โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน&amp;rdquo; ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ &amp;ndash; อู่ตะเภา&amp;rdquo; ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาท ว่า ในที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าในการเตรียมพื้นที่เพื่อส่งมอบให้ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) โดยหลังจากนี้ รฟท. ต้องเร่งออกประกาศเชิญชวนจัดจ้างเรื่องการรื้อย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการรื้อย้ายผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ ซึ่งมีอยู่จำนวน 302 หลังคาเรือนนั้น ขณะนี้มีการรื้อย้ายแล้ว 208 หลัง รอรื้อย้าย 43 หลัง ขึ้นศาลไกล่เกลี่ย 5 หลัง รอเจรจาอีก 46 หลัง โดย รฟท. คาดว่าจะสามารถเจรจาได้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.63 สำหรับเรื่องการยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ มีผู้เช่าที่ รฟท. ยังไม่ได้ทำการยกเลิกจำนวน 104 สัญญา &amp;nbsp;โดยในส่วนของช่วงดอนเมือง-พญาไท จะแล้วเสร็จในเดือน ธ.ค.63 และช่วงลาดกระบัง-อู่ตะเภา โดย รฟท.จะเร่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือน ต.ค.63 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนพื้นที่เช่าที่มีทั้งหมด 213 สัญญา มีผลกระทบต่อโครงการจำนวน 104 สัญญา โดยอยู่ในช่วงดอนเมือง-พญาไท 100 สัญญา แบ่งเป็นสัญญาที่ไม่กระทบต่อโครงการ 49 สัญญา สัญญาที่กระทบต่อโครงการ 51 สัญญา ซึ่งจะต้องยกเลิกสัญญาทั้งหมด โดยจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนธ.ค.63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าสำหรับการเวรคืนที่นั้นเบื้องต้นได้จัดทำตารางแผนการดำเนินงานโดยกำหนดจะส่งมอบพื้นที่เวนคืนให้เอกชนคู่สัญญา กรณีที่ผู้ถูกเวนคืนมาทำสัญญาตั้งแต่เดือนม.ค. 64 &amp;ndash; มี.ค.64และส่งมอบพื้นที่เวนคืนชุดสุดท้าย ในเดือนส.ค.-ก.ย. 64โดยคาดว่าจะออกหนังสือเริ่มงาน(NTP) ให้เอกชนคู่สัญญาภายในเดือนมี.ค. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า สำหรับการโอนโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ภายใน 2 ปี หลังการลงนามในสัญญา หรือภายในเดือนต.ค.64 นั้น ขณะนี้การตรวจสอบทรัพย์สินและระบบรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตเรลลิงก์ อาจจะล่าช้ากว่าแผนเล็กน้อย เนื่องจากติดปัญหา ผู้เชี่ยวชาญจากอิตาลี ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ยังเดินทางมาประเทศไทยไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบให้บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) เร่งพิจารณาจุดที่จะสร้างเป็นสถานีพัทยาว่าจะอยู่ที่จุดใด พร้อมกับทำแผนการพัฒนาเมืองรอบสถานี (TOD) โดยให้นำมาเสนอในการประชุมครั้งต่อไปเช่นเดียวกัน โดยที่ประชุมได้เสนอให้นำผลการศึกษาเรื่องการพัฒนา TOD ของ สนข. ที่ได้มีการศึกษาเสร็จแล้วมาเป็นแนวคิดในการพัฒนาของซีพีด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78462</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน, รถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน, เส้นทางก่อสร้าง, ไล่ที่ผู้บุกรุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e884d87abed7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมชงแผนฟื้นฟู ขสมก. ให้ “อนุทิน” เคาะ 14 ก.ย.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจาณารายละเอียดแผนฟื้นฟูกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.(ฉบับปรับปรุงใหม่) เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยมีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน โดยมี 4 หน่วยงานของกระทรวงการคลัง ประกอบด้วย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และสำนักงบประมาณ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงคมนาคม ได้มีความเห็นร่วมกัน และได้ข้อยุติแนวทางการปรับปรุงรายละเอียดแผนฟื้นฟูฯ ให้มีความชัดเจน และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เตรียมสรุปและเสนอคณะกรรมการพิจารณารายละเอียดแผนฟื้นฟูฯ ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันที่ 14 ก.ย. 2563 นี้&amp;rdquo;แหล่งข่าวกล่าว&amp;nbsp;
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณารายละเอียดแผนฟื้นฟูกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ฉบับปรับปรุงใหม่) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ได้มีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา โดยได้แต่งตั้งนายชัยวัฒน์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการ เพื่อไปจัดทำแผนการบริหารหนี้ให้มีความชัดเจนว่าจะบริหารอย่างไร รวมถึงอธิบายรายละเอียดเรื่องการดำเนินงานฟื้นฟูที่จะไม่ให้เกิดภาระหนี้ในอนาคต พร้อมกันนี้ จะต้องจัดทำรายละเอียดอย่างรอบคอบ สามารถตอบคำถามในบางประเด็นของแผนฟื้นฟูฯ ได้ เช่น การแก้ไขปัญหาการขาดทุนของ ขสมก. อย่างยั่งยืน โดย ขสมก. จะมี EBITDA เป็นบวกในปี 2572 รวมถึงการทำผลกำไรจากการจัดเก็บอัตราค่าโดยสารที่ถูกลงในราคา 30 บาท/คน/วัน (ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว) ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ข้อสรุปของการประชุมเมื่อวานที่ผ่านมา ยังคงสามารถเดิมของแผนฟื้นฟูฉบับใหม่ไว้ มีการตั้งข้อสังเกต 3-4 ข้อ เพื่อให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. กลับไปจัดทำรายละเอียด ก่อนนำเสนอที่ประชุมในวันที่ 14 กันยายนนี้ โดยข้อสังเกตประกอบด้วย เรื่องของราคาในการจัดจ้างรถร่วมเอกชน เข้ามาร่วมเดินรถตามแผนฟื้นฟูใหม่ 54 เส้นทาง ซึ่งมีการนำข้อมูลราคาว่าจ้าง จากหน่วยงานกลางเข้ามาชี้แจงให้ที่ประชุมทราบ อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ที่ประชุมขอให้ ขสมก.กลับไปนำข้อมูลด้านวิชาการจากหน่วยงานอื่น 1-2 หน่วยงาน เข้ามาประกอบเป็นข้อมูลรวม เพื่อให้ทราบราคาว่าจ้างเฉลี่ย ประกอบการพิจารณาและตัดสินใจของที่ประชุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการบริหารพลังงานไฟฟ้า หรือการชาร์จแบตเตอรี่ให้กับรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี. ซึ่งมีความแตกต่างจากรถที่ใช้น้ำมันทั่วไป เนื่องจากรถเหล่านี้จะต้องหมุนเวียนเข้าอู่ที่มีอุปกรณ์ชาร์จ และต้องใช้ระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มอย่างเหมาะสม จึงต้องมีการปรับบริหารเวลาการเดินรถให้สอดคล้อง กับการจัดการพลังงานด้วย ซึ่งส่วนนี้ที่ประชุมขอให้ ขสมก.เตรียมข้อมูลไม่แจกแจงรายละเอียดด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นเรื่องของเงินภาระเกี่ยวกับการบริการเดินรถด้านสังคม หรือ PSO จากปัจจุบันหากแผนฟื้นฟูฉบับใหม่ ขสมก. ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ระยะเวลาที่ดำเนินการไปจนถึงปี 2572 ซึ่งผลประกอบการของ ขสมก.จะกลับมาเป็นบวก โดยช่วงเวลาดังกล่าว ที่ประชุมต้องการทราบถึงตัวเลข PSO ที่ชัดเจนในแต่ละปี เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ ที่ภาครัฐ ยังจำเป็นต้องอุดหนุน ขสมก. แต่ละปีเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแผนฟื้นฟูฉบับใหม่นั้น เช่น การจัดหารถเมล์พลังงานไฟฟ้าจำนวน 2,511 คัน การเก็บค่าโดยสารกับเหมาจ่าย วันละ 30 บาท ที่ประชุมเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวหมดแล้วและหากที่ประชุมที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.ฉบับใหม่ ในวันที่ 14 กันยายน 63 กระทรวงคมนาคมก็เตรียมนำแผนฟื้นฟูดังกล่าวเข้าขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ภายในเดือนกันยายนนี้ ตามที่นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมที่จะเกษียณอายุราชการภายในเดือนกันยายนตั้งใจไว้จะทำโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จในระหว่างที่ยังปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76935</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก., ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, แผนฟื้นฟูกิจการของขสมก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bed44b4920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2020 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2020 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดใช้บริการรถสาธารณะช่วงหยุดยาว 7.96 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย. 2563 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว และดูแลความปลอดภัยการเดินทางของประชาชนทั้งรถส่วนบุคคลและด้วยระบบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องระหว่างวันที่ 4 - 7 กันยายน 2563 โดยข้อมูลสะสมเมื่อวันที่ 3 - 6 กันยายน 2563 พบว่า มีประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 7,968,080 คน-เที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ต่ำกว่าประมาณการ 10.63% มีปริมาณการจราจรเข้า - ออกกรุงเทพฯ จำนวน 11,215,836 คัน สูงกว่าประมาณการ 36.21% โดยพบว่าส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 10,538,851 คัน ส่วนสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายทางถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม ในวันที่ 3 - 6 กันยายน 2563 พบว่า มีจำนวนอุบัติเหตุเกิดขึ้น 325 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 48 คน บาดเจ็บ 309 คน บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรง 81.18%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุสำคัญเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด โดยเกิดที่กรุงเทพฯ มากที่สุด จำนวน 32 ครั้ง สำหรับอุบัติเหตุที่มีรถจักรยานยนต์เกี่ยวข้อง จำนวน 92 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 25 คน บาดเจ็บ 115 คน เกิดที่จังหวัดราชบุรีและสุพรรณบุรี มากที่สุดจังหวัดละ 7 ครั้ง นอกจากนี้มีอุบัติเหตุโดยรถโดยสารสารธารณะ จำนวน 3 ครั้ง ทั้งนี้ ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุในบริการขนส่งสาธารณะทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการเตรียมความพร้อมของระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท ในวันที่ 3 - 6 กันยายน 2563 สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง นอกจากนี้ในการตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ ณ จุดตรวจความพร้อม 121 แห่ง จำนวน 50,523 คัน พบข้อบกพร่อง 20 คัน และได้สั่งให้แก้ไขแล้ว ส่วนความพร้อมของท่าเรือ/แพ ณ จุดตรวจความพร้อม 89 แห่ง จำนวน 1,152 ลำ พบมีเรือโดยสารไม่พร้อมใช้งาน จำนวน 1 ลำ และได้สั่งปรับปรุงแล้ว ด้านการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่รถไฟ รถไฟฟ้า และผู้ประจำเรือไม่พบว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การเดินทางและดำเนินการเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของวันหยุดยาวตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 6 กันยายน ต่อเนื่องถึงวันที่ 7 กันยายน ที่ประชาชนจะเริ่มทยอยเดินทางกลับจากทุกภูมิภาค ซึ่งจะมีปริมาณการเดินทางที่สูงขึ้น โดยเน้นย้ำการบริหารจัดการจราจรเส้นทางบนโครงข่ายคมนาคมจะต้องไม่ติดขัด มีความคล่องตัวสามารถเคลื่อนตัวไปได้อย่างต่อเนื่อง เข้มงวดมาตรการด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถโดยสาร รถไฟ/รถไฟฟ้า เรือ เครื่องบิน ประชาชนจะต้องได้รับความสะดวกอย่างเพียงพอ ไม่ล่าช้า ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ต้องไม่เกิดการเอาเปรียบผู้โดยสารโดยเด็ดขาด และผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ผู้ประจำรถโดยสาร รถไฟ/รถไฟฟ้า เรือ เครื่องบิน จะต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมให้บริการ และรักษามาตรการด้านสาธารณะสุขเพื่อเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ขอให้ประชาชนชนเพิ่มความระมัดระวังการขับขี่ยานพาหนะมากขึ้น เนื่องจากหลายพื้นที่มีฝนตกทำให้ถนนลื่น และขอให้ขับรถช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัดนิรภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในสังกัดได้ตั้งศูนย์อำนวยการ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ให้บริการข้อมูล ประสานการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและรับเรื่องข้อร้องเรียนต่าง ๆ ดังนี้ ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม โทร. 1356 ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โทร. 1584 ศูนย์บัญชาการกรมทางหลวง โทร. 1586 ศูนย์ความปลอดภัยกรมทางหลวงชนบท โทร. 1146 ศูนย์ควบคุมทางพิเศษบูรพาวิถี การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โทร. 1543 ศูนย์รัชดา ขสมก. โทร. 1348 และศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ รฟท. โทร. 1690&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76735</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, ปลัดกระทรวงคมนาคม, ยอดใช้รถสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190415/image_big_5cb405d17f487.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมสั่งทบทวนแผนทำโครงการอีอีซีระยะที่2เน้นระบบขนส่งสาธารณะเชื่อม CLMV </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ย.2563 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ระยะที่ 2 ครั้งที่ 2/2563 ว่า โดยระยะที่ 2 มีจำนวน 131 โครงการ วงเงิน 386,565 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ (พ.ศ. 2565-2570) ระยะเวลา 6 ปี ขณะที่ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2560-2564) เนื่องจากยังมีบางโครงการยังไม่สามารถเดินหน้าได้ประมาณ 40 โครงการจึงได้นำโครงการที่จะบรรจุไว้ในแผนโครงสร้างพื้นฐาน อีอีซี ระยะที่ 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามใน131 โครงการ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบรายละเอียดของแต่ละโครงการ ทบทวนจัดความสำคัญ รวมถึงเรื่องการสำรวจออกแบบ ศึกษาผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)งบประมาณ กรอบวงเงินที่ใช้ ขั้นตอนและระยะเวลา &amp;nbsp;จากนั้นให้ส่งมาที่สำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจร(สนข) ภายในวันที่ 14 กันยายน นี้ ก่อนสรุปส่งไปที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายในเดือน ต.ค.นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระยะที่ 2 เน้นให้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก และการขนส่งสินค้าทางราง ทางน้ำ ให้เป็นระบบหลักที่สำคัญของพื้นที่และสามารถเชื่อมโยง อีอีซีกับพื้นที่อื่นๆของประเทศ รวมทั้งสามารถเชื่อมกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เพื่อให้ อีอีซีเป็นศูนย์กลางของการขนส่งอุตสาหกรรมในภูมิภาค จะเห็นได้ว่าระยะที่ 2 นั้น อีอีซี ไม่ใช่แค่ 3 จังหวัด แผนระยะที่2 นี้จะเห็นได้ว่า อีอีซี เป็นพื้นที่ศูนย์กลางในการเชื่อมการขนส่งสินค้าและการเดินทางของภูมิภาค&amp;rdquo;นายชัยวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สัดส่วนของการลงทุนในระบบรางและขนส่งสาธารณะจะอยู่ที่ 43% รองลงมาคือการลงทุนทางถนน โยจะใช้งบประมาณแผ่นดิน40% เป็นงบประมาณเพิ่มเติม32% ที่เหลือ PPP 27% ขณะที่งบของรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 1% โยในแผนระยะที่ 2 จะมี3 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1.การรองรับการเดินทางของประชาชน นักท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณธ 2.การขนส่งสินค้า เน้นทางรางกับทางน้ำเป็นหลัก และ3 การสนับสนุนใช้เทคโนโลยีแบบเชิงรุก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76470</URL_LINK>
                <HASHTAG>(อีอีซี, CLMV, ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, ปลัดกระทรวงคมนาคม, รโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง, แผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ระยะที่ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bed44b4920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2020 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2020 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมมึนรฟท.สรุปงบส่วนเกินสายสีแดง10,000 ล้านไม่ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.2563 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมเพื่อหารือเรื่องการปรับกรอบวงเงินลงทุนเพื่อหาแหล่งเงินเพิ่มเติมในโครงการก่อสร้างรถไฟชานเมือง(สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ว่า จากที่รับฟังข้อมูลของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)พบว่า ขณะนี้รายการที่เกินจากวงเงินงบประมาณและที่จะของบประมาณเพิ่มกว่า 10,345 ล้านบาทในวงเงินก่อสร้างเพิ่มเติมนั้น รายการที่นำเสนอไม่ตรงกับวงเงินที่เสนอมา รวมทั้งรายการที่เสนอมากว่า 200 รายการ พบว่าแบ่งเป็นรายการที่ทำไปแล้ว กับรายการที่เตรียมสั่งทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามซึ่งทำให้ที่ประชุมวันนี้ ให้ รฟท.ไปจัดทำรายการกว่า200รายการให้ชัด ว่าเป็นรายการอะไรบ้างที่ทำไปแล้ว และ รอทำ และรายการที่ทำไป ผู้มีอำนาจสั่งการให้ทำตรงกับอำนาจจริงหรือไม่ เบื้องต้นให้ รฟท. ไปจัดทำรายการ และงบประมาณที่ทำจริงกลับมาเสนอ นายสรพงศ์&amp;nbsp;ไพฑูรย์พงศ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.) ในวันที่ 20 ส.ค. ก่อนที่ รมต. จะประชุมวันที่ 21 ส.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ในเบื้องต้นพบว่ารายการ และ วงเงิน ไม่ตรงแน่นอน ซึ่งเป็นไปได้ที่กรองวงเงินงบประมาณ ที่ขอจะลดลงจาก 10,345 ล้านบาทซึ่งวงเงินนี้ทาง รฟท. จะต้องไปทำรายการให้ชัดเจนว่ามีรายการอะไรบ้าง และ จริงๆเท่าไหร่ ซึ่งหากสรุปชัดเจนเรื่องกรอบวงเงินที่จะอนุมัติ ในส่วนงบประมาณนี้สามารถนำงบประมาณ เผื่อเหลือเผื่อขาด จากการก่อสร้างมาจ่ายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องสมเหตุสมผลที่จะชี้แจงกับ กระทรวงคมนาคม และ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า การหาข้อสรุปเรื่องเงินงบประมาณที่ รฟท. ขออนุมัตินี้เพื่อจ่ายให้กับผู้รับจ้าง หากไม่สามารถเคลียร์ที่มาของเงินที่จะจ่ายก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการแน่นอน อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมจะพยายามหาข้อสรุปเพื่อไม่ให้กระทบบต่อการเปิดเดินรถที่ตามกำหนเจะต้องเปิดให้บริการในปี 64 แน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของงบประมาณที่เพิ่มหากเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย ทางคณะทำงานก็จะไม่ตัดงบประมาณแน่นอน เพราะปัจจัยหลักการให้บริการ จะต้องบนพื้นฐานความปลอดภัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74729</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบส่วนเกินหมื่นล้าน, ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมือง(สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bed44b4920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039;เปิดใจเร่งทำงานเก้าอี้ปลัดคมนาคมก่อนเกษียณอายุราชการอีก2 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ส.ค.63-นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยก่อนจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน นี้ ว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี 10 เดือนที่ได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่าเหนื่อย แต่ดีใจที่มีโอกาสได้เข้ามาปฏิบัติภารกิจด้านคมนาคมอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อxระเทศชาติ และประชาชน ทั้งนี้ ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมนั้น ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทั้งในตำแหน่งรองผู้อำนวยการฯ และผู้อำนวยการ ระยะเวลารวม 5 ปี ส่วนตนรู้สึกเป็นสิ่งที่วิเศษในชีวิต สนุก และท้าทาย รวมถึงมีคุณค่ากับชีวิตที่ได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยต้องการอะไรจากกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเข้ามาทำงานที่กระทรวงคมนาคม และจะเกษียณในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้ ยอมรับว่าทำงานเยอะมาก แต่คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า ได้เรียนรู้ด้านการคมนาคม โดยเฉพาะตอนที่อยู่ สนข. ซึ่งตอนนั้นเปรียบเหมือนนกที่บินสูง มองเห็นมุมภาพต่างๆ ด้านล่าง ให้เห็นภาพว่าประเทศไทยต้องการคมนาคมอะไรบ้าง&amp;rdquo; นายชัยวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการทำหน้าที่ปลัดกระทรวงคมนาคม ระยะเวลา 1 ปี 10 เดือนที่ผ่านมานั้น รู้สึกภูมิใจที่ได้มีโอกาสมาทำหน้าที่ปลัดฯ ได้ทำประโยชน์ด้านการคมนาคมมากมาย ทำให้ตลอดเวลาที่ทำงาน รู้สึกมีความสุข ทั้งนี้ ในช่วงก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งในเวลานั้น ตนไม่ได้ดีใจกับตำแหน่ง เนื่องจากรู้สึกว่าสูงเกินเอื้อม แต่ภูมิใจ เพราะเมื่อได้รับมอบหมายแล้ว เพราะมองว่าตนเป็นผู้มีความรู้ ความตั้งใจในการทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่ผมทำงานที่ สนข. จนมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม ทำให้ผมได้รู้รายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะการจัดทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 รวม 111 โครงการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระทรวงฯ และถือเป็นเรื่องที่ภูมิใจ และตั้งใจจะทำให้สำเร็จ เพราะถ้าทำสำเร็จทุกโครงการ ประเทศไทยจะอยู่ได้สบายๆ 50 ปี เช่น โครงการรถไฟทางคู่, รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล (แคราย-ลำสาลี), รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) เป็นต้น ผนวกรวมไปถึงการบริหารงานอย่างต่อเนื่องของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วย&amp;rdquo; นายชัยวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับโครงการหรือการดำเนินการใดที่รู้สึกภาคภูมิใจในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม นั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้แกะปัญหาของกระทรวงคมนาคมหลายเรื่อง เช่น การยุติข้อพิพาททางด่วนระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยการขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน จนเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน รวมถึงการตัดสินใจให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ อีกทั้งยังภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ตั้งแต่เริ่มต้น เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในอีกระยะเวลาประมาณ 2 เดือนก่อนที่จะเกษียณอายุราชการนั้น ตนต้องการจะแก้ไขปัญหาหรือปฏิบัติภารกิจของกระทรวงคมนาคมให้สำเร็จในหลายโครงการที่ยังคั่งค้างอยู่ เช่น การฟื้นฟูกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รวมถึงโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต ที่จะต้องมาจัดทำรายละเอียดว่า วงเงินที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอเพิ่มวงเงิน 10,345 ล้านบาทที่กระจายอยู่ในทุกสัญญานั้น มีความจำเป็นหรือไม่ และแผนการเปิดให้บริการเป็นอย่างไร ก่อนที่จะไปชี้แจงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รับทราบต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี จะสร้างพร้อมกับทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือเชื่อมการเดินทางฝั่งตะวันออก-ตะวันตก ที่ได้หารือร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเสนอให้ ครม.พิจารณาภายใน 2 เดือนก่อนที่ตนจะเกษียณอายุราชการ ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ที่ต้องดำเนินการต่อ เพราะถือเป็นระบบการคมนาคมที่ดีของอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมานั้น ถือเป็นอีก 1 โครงการที่กระทรวงคมนาคมได้เดินหน้าโครงการอย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะคำตอบไม่ใช่แค่การลงทุนหลักแสนล้าน แต่สิ่งที่จะได้ คือ การเชื่อมกับประเทศจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจของโลก และส่งผลต่อประเทศอื่นๆ มากมาย มีความคุ้มค่าจากสิ่งที่ลงทุนกับอนาคตของประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสังคมด้วย หากเราไม่สามารถเชื่อมต่อได้ จะทำให้ตกขบวน และล้าหลังประเทศอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งานของกระทรวงคมนาคม คือ การทำงานสำหรับอนาคต สิ่งที่รัฐบาล และกระทรวงคมนาคมลงทุนไปนั้น ไม่เพียงแค่ส่งผลภายในประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงโลกด้วย โดยเฉพาะในส่วนของระบบราง ที่ผมให้น้ำหนักเรื่องการพัฒนาระบบรางมากๆ ซึ่งภาพการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมของไทยในครั้งนี้ ถือเป็นภาคที่ 2 ของประวัติศาสตร์ไทย หลังจากภาคแรก คือ ในช่วงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งโครงการทั้งหลายที่อยู่ในแผนนั้น ถ้าทำสำเร็จใช้ไปได้อีก 100 ปีสบายๆ คุ้มค่ากับประเทศไทยมากๆ&amp;rdquo; นายชัยวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73625</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, ปลัดกระทรวงคมนาคม, เกษียณอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bed44b4920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2020 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมเผยหยุดยาว 24-28 ก.ค.นี้คนแห่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเดินทางถึง7.27 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.63-นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าตามที่กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว และดูแลความปลอดภัยการเดินทางของประชาชน รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องระหว่างวันที่ 24 - 28 กรกฎาคม 2563 โดยข้อมูลสะสมเมื่อวันที่ 24 - 27 กรกฎาคม 2563 พบว่า มีประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 7,278,977 คน-เที่ยว สูงกว่าประมาณการ 1.55%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีปริมาณการจราจรเข้า - ออกกรุงเทพฯ จำนวน 10,617,596 คัน ต่ำกว่าประมาณการ 11.36% โดยพบว่าส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 9,983,176 คัน ส่วนสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายทางถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม ในวันที่ 24 - 27 กรกฎาคม 2563 พบว่า มีจำนวนอุบัติเหตุเกิดขึ้น 283 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 40 คน บาดเจ็บ 226 คน บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรง 79.15% สาเหตุสำคัญเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด โดยเกิดที่จังหวัดชลบุรี มากที่สุดจำนวน 28 ครั้ง พบอุบัติเหตุที่มีรถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องจำนวน 76 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 26 คน เกิดที่จังหวัดพัทลุง มากที่สุด 6 ครั้ง ทั้งนี้ ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุในบริการขนส่งสาธารณะ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเตรียมความพร้อมของระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท ในวันที่ 24 - 27 กรกฎาคม 2563 สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง อย่างไรก็ดีพบว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการเดินทางด้วยรถ บขส. ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ในการตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ ณ จุดตรวจความพร้อม 121 แห่ง จำนวน 49,119 คัน พบข้อบกพร่อง 32 คัน ได้สั่งให้แก้ไข 31 คัน และเปลี่ยนรถ 1 คัน ส่วนความพร้อมของท่าเรือ/แพ พบมีเรือโดยสารไม่พร้อมใช้งานโดยสั่งห้ามใช้ 2 ลำ ด้านการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่รถไฟ รถไฟฟ้า และผู้ประจำเรือไม่พบว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด แต่อย่างใด &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การเดินทางและดำเนินการเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 ที่ประชาชนจะเดินทางกลับจากทุกภูมิภาค และจะมีปริมาณการเดินทางที่สูงขึ้น โดยเน้นย้ำให้จัดระเบียบการจราจร ใช้เทคโนโลยีกล้อง CCTV และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการสำรวจสภาพการจราจรบนเส้นทางหลักสำคัญ เพื่อควบคุมและสั่งการให้การบริหารจัดการจราจรมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ให้จัดเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลอำนวยความสะดวกประชาชนอย่างเพียงพอตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการให้บริการรถโดยสารสาธารณะทั้งรถโดยสาร รถไฟ/รถไฟฟ้า เรือ เครื่องบินต้องเคร่งครัดในมาตรฐานความปลอดภัยทั้งพื้นที่สถานี ยานพาหนะโดยสาร และผู้ปฏิบัติหน้าที่ ต้องไม่เกิดการล่าช้าและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง พร้อมทั้งรักษามาตรการด้านสาธารณะสุขเพื่อเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถประสานเจ้าหน้าที่ด้านการเดินทาง ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุและรับเรื่องข้อร้องเรียนต่าง ๆ ได้ที่ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม โทร. 1356 ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โทร. 1584 ศูนย์บัญชาการกรมทางหลวง โทร. 1586 ศูนย์ความปลอดภัยกรมทางหลวงชนบท โทร. 1146 ศูนย์ควบคุมทางพิเศษบูรพาวิถี การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โทร. 1543 ศูนย์รัชดา ขสมก. โทร. 1348 และศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ รฟท. โทร. 1690&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72702</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเดินทางระบบสาธารณ, ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, ปลัดกระทรวงคมนาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200725/image_big_5f1ba4e54ba9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
