<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘เอกา โกลบอล’ จับกระแสตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารรุ่งยอดขายโตกระฉูด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค. 2564 &amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) ผู้นำตลาดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) เปิดเผยว่า ปี 2563 อุตสาหกรรมธุรกิจอาหารทั่วโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องอาศัยอยู่บ้าน แทนการเดินทางไปทำงานที่บริษัท เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จึงเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้ออาหารต่อครั้งในปริมาณที่เยอะขึ้น ขณะที่คนไทยเริ่มเห็นความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการอาหารรายย่อยในประเทศ (เอสเอ็มอี) เริ่มตระหนักและมองหานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดส่งผลบวกต่อยอดขายของบริษัทฯ ในปีที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารภายในประเทศโดยรวม มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20-30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องมาในปีนี้ ส่งผลต่อการตื่นตัวของผู้บริโภคในประเทศและทั่วโลก มีความต้องการอาหารที่มีความปลอดภัยสูง (Food Safety) มากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนสร้างการใช้ชีวิตวิถีใหม่ ในปีนี้บริษัทเตรียมนำระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาใช้ และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อลดการสัมผัส ลดการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นภายในโรงงาน และยังรองรับปัญหาในอนาคตหากเกิดวิกฤตโรคติดต่อใหม่ๆ ที่อาจมีกระทบต่อแรงงานขาดหายไป และอาจมีผลกระทบต่อธุรกิจที่หยุดชะงักตามไปด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อีกหนึ่งเทรนด์ที่ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญมากขึ้นในปี 2564 คือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ สามารถย่อยสลายเองได้ ฯลฯ ดังนั้นเอกา โกลบอล จึงให้ความสำคัญกับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างสมบูรณ์ เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร (Sustainable Growth) พร้อมกับให้ความสำคัญด้านการพัฒนานวัตกรรม และการวิจัย (R&amp;amp;D) เพื่อคิดค้นและพัฒนาบรรจุภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำมาหมุนเวียนเป็นวงจรต่อเนื่องโดยไม่มีของเสีย ตลอดจนผลักดันบริษัทฯ ให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความสมดุลในการดึงทรัพยากรธรรมชาติมาใช้งานใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดิมทีบรรจุภัณฑ์ของเอกา โกลบอล สามารถรีไซเคิลได้ 100% แล้ว แต่บริษัทฯ ต้องการเพิ่มระดับงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้มข้นมากขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น จากพืชแทนการใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากน้ำมัน เพราะธุรกิจของเอกา โกลบอล ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ การที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนได้เสมอ เราจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น ต้องเข้าใจตลาด ต้องมองอนาคตให้ออก และใช้ R&amp;amp;D เข้ามาช่วย เอกา โกลบอล ต้องการเป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของคนทั่วโลก ที่ก้าวนำเทรนด์ใหม่ๆ เสมอ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เอกา โกลบอล ยังเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับเอสเอ็มอีไทย จากการนำโมเดลในประเทศอินเดียที่บรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารของเอกา โกลบอล ได้ไปช่วยให้ผู้ประกอบการอาหารรายเล็กของอินเดีย กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสินค้าส่งไปขายในระดับโลกได้ ซึ่งมั่นใจว่าโมเดลนี้จะเกิดผลสำเร็จในประเทศไทยได้เช่นกัน โดยปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้นำร่องโครงการทดสอบการจัดเก็บอาหารกับบรรจุภัณฑ์อาหารวิถีใหม่ให้กับเอสเอ็มอี ประเภทอาหารและขนมหวานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปแล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จ และได้รับความสนใจล้นหลาม ในปี 2564 จึงเตรียมขยายการทำงานไปสู่ภูมิภาค เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยทั่วประเทศได้เข้าถึงเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารของเอกา โกลบอล และนวัตกรรมบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศ Modified Atmosphere Packaging Process หรือ MAP รวมถึงยังมองว่าในอนาคตมีโอกาสขยายผลไปสู่ตลาดเอสเอ็มอีในประเทศเพื่อนบ้าน และในภูมิภาคเอเชียต่อไปได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โควิด-19 ทำให้เทรนด์ธุรกิจอาหารเปลี่ยนไปในเวลาที่รวดเร็วขึ้น ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก จำเป็นต้องมองหาช่องทางขายใหม่ๆ มองตลาดที่กว้างขึ้น จากเดิมที่เน้นขายแค่หน้าร้าน แต่วันนี้เริ่มมีการมองตลาดต่างจังหวัด ตลาดภูมิภาค หรือแม้แต่โอกาสขยายตลาดไปต่างประเทศ ซึ่งบริษัทฯ มองเห็นโอกาสขยายธุรกิจสู่ตลาดเอสเอ็มอีที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นตามเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนไป ควบคู่กับลูกค้าเดิมที่เป็นบริษัทใหญ่ ซึ่งที่มีการเติบโตอยู่แล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89452</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ นันทิรุจ, บรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร, บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210111/image_big_5ffc05f5b87aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกา โกลบอล ผู้นำตลาดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร รุกทำธุรกิจไม่ตกเทรนด์ ตอบโจทย์ ความต้องการของผู้บริโภค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ซึ่งเจ้าของกิจการ จำเป็นต้องปรับหมุนกลวิธีการทำธุรกิจให้ทัน ไม่ตกเทรนด์ ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจของเราได้ง่ายขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขาย และกำไรที่จะส่งผลให้ธุรกิจเติบโตและอยู่รอดปลอดภัยในยุคดิจิทัลที่เฟื่องฟู โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะถูกกดดันมากขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังดูไม่สดใสนัก ดังนั้นการพึ่งพาการทำการตลาดทางเดียว และช่องทางการขายทางเดียว จึงไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกัน เอสเอ็มอีไทยที่ทำธุรกิจด้านอาหารและขนมหวาน โดย &amp;lsquo;ชัยวัฒน์ นันทิรุจ&amp;rsquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) ผู้นำตลาดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) ขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;LIVE A HEALTHIER LIFESTYLE.&amp;rdquo; (การกินอยู่อย่างมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น) กล่าวว่า สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่เจ้าของกิจการต้องทำ คือ ต้องพัฒนาสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภค พร้อมๆ กับสร้างความพึ่งพอใจของลูกค้าสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสะดวกสบายของผู้บริโภค นับเป็นข้อคำนึงสำคัญ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ผู้บริโภคในยุคนิวนอร์มอล ต่างมองหาวิธีการที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น โอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการจะมาพร้อมกับความสามารถในการผลิตอาหารที่มีรสชาติอร่อย ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ รวมไปถึงการบรรจุสินค้าในบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ใจในเรื่องอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค ใช้งานง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บรรจุภัณฑ์ของเอกา โกลบอล ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต สามารถรักษาอายุของอาหารได้นานสุดกว่า 2 ปี และถูกพัฒนามาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชีวิตประจำวันของเราง่ายขึ้น โดยบรรจุภัณฑ์ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา มีหลากหลายรูปทรงให้เลือกใช้ สามารถเข้าไมโครเวฟได้ เพียงเปิดแล้ว นำเข้าไมโครเวฟ อุ่นให้ร้อน ก็นำมารับประทานได้ทันที เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับเอสเอ็มอีไทย และติดอาวุธให้ธุรกิจ สามารถตอบสนองผู้บริโภคยุคนิวนอร์มอลได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นเจ้าของกิจการอาหารและขนมหวาน จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากเชื้อโรคด้วย &amp;nbsp;เพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นชี้ชัดว่าเทรนด์ผู้บริโภคในอนาคต จะเน้นความปลอดภัยของอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ มีการงดเว้นอาหารสดที่ไม่ผ่านความร้อน หรือแม้แต่อาหารที่ปรุงสุกมาแล้ว ก็ต้องอุ่นซ้ำ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ โดยอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-To-Eat) ในบรรจุภัณฑ์ของเอกา โกลบอล เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ (Sterilized Food) ภายใต้แรงดัน (Retort) ที่อุณหภูมิ 110-120 องศาเซลเซียส และผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกระบวนการความร้อน (Hot Filled) ที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เป็นอาหารปลอดเชื้อ มีความปลอดภัยสูง ไม่มีการปนเปื้อนทั้งเชื้อโรคและสารกันบูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากผู้ประกอบการท่านใด ต้องการพัฒนาธุรกิจและเพิ่มโอกาสในการขยายฐานการตลาดที่กว้างขึ้น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจนอกจากความต้องการของลูกค้า ทั้งความอำนวยความสะดวกสบายให้ชีวิตง่ายขึ้น และมีความปลอดภัยสูงแล้ว ยังจำเป็นต้องรู้จักลักษณะของผลิตภัณฑ์ด้วยว่าเหมาะกับการเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร ตลอดจนถึงการทำความรู้จักกับนวัตกรรมบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศ Modified Atmosphere Packaging Process หรือ MAP ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีการถนอมอาหาร (Food preservation) เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตอาหาร เพื่อชะลอการเน่าเสีย ทั้งนี้สามารถโทรปรึกษาเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eka-global.com หากสนใจเข้าอบรมที่ห้องแล็บ เอกา โกลบอล ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 038-574-187&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82674</URL_LINK>
                <HASHTAG>EKA GLOBAL, ชัยวัฒน์ นันทิรุจ, สุขภาพ&quot;</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201103/image_big_5fa0f91d57a4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่อนผันระเบียบขยายลงทุนอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงทุนด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอีอีซีนั้น มองว่าเป็นข้อดีและเกิดประโยชน์กับภาคธุรกิจทั้งในเรื่องการเดินทาง ระบบการขนส่ง และการส่งออก ที่มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทราก็มองว่าจะทำให้ความคึกคักด้านที่พักอาศัยแถบโรงงานจะดีขึ้น แต่หากในแง่ของการขยายโรงงานอาจจะทำได้ยากสักนิด &amp;nbsp;เนื่องจากถูกจัดให้เป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยเป็นหลัก และพื้นที่ในการผลิตและอุตสาหกรรมจะอยู่ในระยอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การส่งเสริมการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อน และยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่ยุค &amp;ldquo;ไทยแลนด์ 4.0&amp;rdquo; ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายนำร่องใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ทำให้จังหวัดดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ ที่ต้องการเข้าไปขยายกิจการในพื้นที่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่ายังคงมีอุปสรรคที่อาจจะทำให้การขยายลงทุนบางทำเลไม่สามารถดำเนินงานได้ง่ายมากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากกฎระเบียบเรื่องของพื้นที่ไม่ได้อำนวยต่อการขยายให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผ่อนปรนเขตสร้างโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ชัยวัฒน์ นันทิรุจ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เอกา โกลบอล จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิด Longevity Packaging กล่าวว่า การลงทุนด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอีอีซีนั้น&amp;nbsp; มองว่าเป็นข้อดีและเกิดประโยชน์กับภาคธุรกิจทั้งในเรื่องการเดินทาง ระบบการขนส่ง และการส่งออก ที่มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทราก็มองว่าจะทำให้ความคึกคักด้านที่พักอาศัยแถบโรงงานจะดีขึ้น แต่หากในแง่ของการขยายโรงงานอาจจะทำได้ยากสักนิด เนื่องจากถูกจัดให้เป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยเป็นหลัก และพื้นที่ในการผลิตและอุตสาหกรรมจะอยู่ในระยอง โดยปกติแล้วในการสร้างโรงงานจะมีการกำหนดระยะร่น เพื่อสร้างโรงงานได้ แต่กฎระเบียบใหม่จะทำให้ระยะร่นเพิ่มมากขึ้น และอาจทำให้เป็นปัญหาในการขยายโรงงานอุตสาหกรรมยาก อาจจะต้องผลักดันไประยองหรือมาบตาพุด ในฐานะผู้ผลิตอีอีซีอาจไม่ได้ทำให้รับประโยชน์ในแง่การขยายโรงงาน แต่ทำให้ขนส่งดีขึ้น ส่วนการผลิตคงต้องย้ายไประยองจึงจะได้เปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กฎกระทรวงใหญ่ครอบไว้ก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่ในรายละเอียดอาจจะต้องจัดโซนนิ่ง เพราะพื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทราค่อนข้างกว้าง หากอยู่ในโซนท่องเที่ยวแล้วจัดให้เป็นพื้นที่สำหรับโครงการที่พักอาศัยก็ไม่น่ามีปัญหา แต่หากเป็นโรงงานอุตสาหกรรมก็ควรจะมีโซนนิ่งหรือข้อผ่อนผัน หรือเป็นการออกกฎระเบียบที่ลงลึกไปในรายละเอียดของบางเขตพื้นที่ให้มีข้อยกเว้น เพราะในบางทำเลมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่แล้ว คงไม่มีใครมาสร้างที่อยู่อาศัย รัฐบาลต้องมาสำรวจ ไม่ควรปล่อยไปเลย ไม่ใช่พูดโดยรวมว่าเป็นฉะเชิงเทรา แต่ต้องมาดูในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละพื้นที่ด้วย หากไม่จัดโซนนิ่งเลยจะทำให้การขยายโรงงานอุตสาหกรรมลำบาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่งเสริมความรู้พลาสติกรีไซเคิล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชัยวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า ในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกรายใหญ่ ก็มองว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินงานให้ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ คงเป็นเรื่องของรีไซเคิลและสิ่งแวดล้อม โดยประการแรกเลยรัฐบาลต้องเข้าใจก่อนเกี่ยวกับพลาสติกว่ามีหลายประเภท จากนั้นจึงทำการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นประเภทของพลาสติกว่ามีทั้งแบบที่รีไซเคิลได้ ย่อยสลายได้และไม่ได้ ต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องดังกล่าว ต่อมาก็คงเป็นเรื่องของการแยกขยะให้ถูกต้อง เพื่อให้โรงงานสามารถนำพลาสติกที่รีไซเคิลได้กลับมาใช้ประโยชน์ จะเห็นได้ว่าในประเทศไทยมีการนำพลาสติกที่นำมาใช้ใหม่ได้ไม่ถึง 1% หากไม่มีการประชาสัมพันธ์ ใครจะรู้ใครจะทำ และการคัดแยกขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลกับรีไซเคิลได้ไม่ให้ปะปนกันนั้น จะเป็นประโยชน์มากกว่า ไม่ใช่ใช้เสร็จก็ทิ้งอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกันนี้ ยังอยากให้รัฐบาลช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับผู้ผลิตอาหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าว่ามีอะไรบ้าง เนื่องจากประเทศไทยมีอุตสาหกรรอาหารและเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกแห่งหนึ่ง หากต้องการให้ประเทศไทยเติบโตอาหารเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน หากมีการผลิตแต่สินค้าแบบพื้นฐาน ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม เน้นเรื่องของราคาเพียงอย่างเดียวก็คงจะไม่สามารถสร้างรายได้ที่มากขึ้นให้แก่ประชาชน อาทิ ข้าว หากสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มกับผลิตภัณฑ์ได้ ก็จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรรมมากขึ้น นอกจากจะสามารถมุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนโดยรวมจะดีขึ้น ภาครัฐควรให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการ ทั้งวิธีการถนอมอาหาร และต้องสร้างมูลค่าสินค้าให้ตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กางเป้า 5 โตมากกว่าเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับคุณภาพ และการผลิตด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อให้สินค้าของบริษัทได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวัน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น&amp;nbsp; บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด จึงได้ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าจากสินค้าของบริษัทไปสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุอาหารพร้อมรับประทานและอาหารสัตว์ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีคุณภาพ และมีมาตรฐานระดับโลกในด้านความสะอาดและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อช่วงต้นปี 2562 บริษัทได้ซื้อกิจการ &amp;ldquo;พริ้นท์แพค เอเซีย&amp;rdquo; ซึ่งมีทั้งโรงงานผลิตและลูกค้าในประเทศจีน ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิด Longevity Packaging รายใหญ่ในภูมิภาค โดยมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ล้านชิ้นต่อปี โดยมีโรงงานในประเทศไทย 1 แห่ง ประเทศจีน 2 แห่ง&amp;nbsp; และสำนักงานขายในอินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายชัยวัฒน์ กล่าวเกี่ยวกับแผนการดำเนินธุรกิจภายในระยะเวลา 5 ปี นับจากปี 2563 ว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ทำการผลิตเต็มกำลังที่มีอยู่ หรือ 2,500 ล้านบาทชิ้นต่อปี&amp;nbsp; ซึ่งจะส่งผลให้รายได้เติบโตไปในทิศทางเดียวกันที่ 2,500 ล้านบาท จากคาดการณ์รายได้ปีที่ผ่านมากว่า 1,000 ล้านบาท โดยวัตถุดิบส่วนใหญ่ 80% เป็นการนำเข้าจากญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย เป็นต้น ตอนนี้กำลังการผลิตค่อนข้างพร้อม เหลือการทำตลาดเพียงอย่างเดียว บริษัทมีทีมทั้งในจีน อินเดีย และไทย ทั้งหมด 20 กว่าคนที่เตรียมลุย และในประเทศที่ไม่ตั้งสาขา ก็มีตัวแทนจำหน่ายในการ่วมมือ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สำหรับไทยนั้นจะเป็นฐานการผลิตที่คอยส่งออกเป็นหลัก มีอัตราการเติบโตทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านตลาดในประเทศจีนคาดการณ์ว่าจะสามารถเติบโตได้ปี 30-40% โดยที่ผ่านมานั้นมีแบรนดิ้งที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว เนื่องจากใช้สินค้าคุณภาพ และฐานลูกค้าในประเทศดังกล่าวจะเป็นกลุ่มอินโนเวชั่น รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคุณภาพสูง มีวอลุ่มมหาศาล โดยผู้ประกอบการมีความพยายามจะทำพรีเมียมโปรดักต์ ซึ่งลักษณะของการทำตลาดในจีนก็จะเน้นบีทูบี และออกงานประมาณ 3-4 ครั้งที่เป็นงานแฟร์ด้านอาหารและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงยังมีอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้เข้าเว็บไซต์ไปซื้อสินค้าได้อีกด้วย ขณะที่ตลาดในอินเดียจะมีสำนักงานอยู่ 3 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ เดลี, เจนไน และบังคาลอร์ ฐานลูกค้าขนาดใหญ่จะอยู่ในผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบการเติบโตจะพบว่าอินเดียเติบโตมากที่สุด เนื่องจากเพิ่งเปิดตลาดได้ไม่นาน แต่ยังสู้ตลาดจีนไม่ได้ในแง่วอลุ่ม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ส่งออกโดยรวมจะติดลบ แต่ในส่วนของบริษัทไม่มีผลกระทบ เพราะต้องยอมรับว่าเมื่อเศรษฐกิจถดถอยก็ทำให้แบรนด์สินค้าต่างๆ ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มมาเสริมผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เพื่อมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ดีขึ้น เพราะคนกลุ่มดังกล่าวจะมองหาหรือเลือกทานอะไรที่มองเห็นแล้วสวยงาม หรือแม้กระทั่งมองเห็นสินค้าภายในว่าน่ารับประทานขนาดไหน การส่งออกภาพรวมแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มุ่งสู่การเป็นอินเตอร์แบรนด์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในปี 2563 บริษัทมีแผนจะรีแบรนดิ้งแผนในปีหน้าจะทำการรีแบรนดิ้งเอกา โกลบอล รวมถึงมีการขยายช่องทางใหม่ๆ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ในเมืองไทยและอินเดีย ส่วนการทำการตลาดในแต่ละประเทศก็ทำอย่างเต็มที่&amp;nbsp; ไม่น่ามีปัญหาอะไร หากมีการสร้างแบรนด์ให้ชัดเจน แข็งแรง ก็จะเกิดความเชื่อมั่น เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากแก่ลูกค้า รวมถึงจะมีการสร้างเทคนิคอลเซ็นเตอร์ หรือศูนย์กลางเรียนรู้แก่ลูกค้าและบุคคลภายนอกเข้ามาดูผลิตภัณฑ์ คาดว่าต้องใช้งบอีก 300-400 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านการแข่งขันในกลุ่ม Longevity Packaging ยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เนื่องจากต้องมีการใช้เทคโนโลยีค่อนข้างสูง และใช้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก โดยการที่จะให้ลูกค้ายอมรับในคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับอายุการจัดเก็บ หากไม่ดีก็คงจะมีผลกระทบ เกิดการเรียกคืนสินค้า นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อมั่น การที่ลุยสร้างแบรนด์ เนื่องจากต้องการให้เป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์ และสื่อให้เห็นถึงคุณภาพระดับโลก ไม่ใช่เป็นโลคอลแบรนด์เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ Longevity Packaging ของบริษัท สามารถแบ่งประเภทได้ตามการใช้งานที่หลากหลาย ได้แก่ 1.บรรจุภัณฑ์สำหรับผลไม้แปรรูป 2.บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารเด็ก 3.บรรจุภัณฑ์สำหรับข้าวหุงสำเร็จ 4.บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสัตว์ 5.บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารปลาและอาหารทะเล และ 6.บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์จากนม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53856</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ นันทิรุจ, บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200105/image_big_5e11df5d7aa72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
