<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเอสไอยกร่าง 6 ประเด็น แย้งอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีอุ้ม-ฆ่าบิลลี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
28 ม.ค. 63- &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ยกร่างประเด็นความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 รวม 6 ประเด็น โดยประเด็นแรกเป็นความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอัยการเห็นว่า &amp;quot;วิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมในไมโทคอนเดรีย เป็นเพียงวิธีการตรวจหาพันธุกรรมของบุคคลในสกุลเดียวกันจากพันธุ์กรรมฝ่ายมารดา ไม่มีพยานบุคคลใดยืนยันได้ถึงแม่ของยายและยายของยายที่เลยไปกว่าชั้นมารดาของนายพอละจีในแต่ละสายว่า ใครที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งดีเอสไอมองว่า อัยการไม่ได้ใช่ดุลยพินิจรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างจากพนักงานสอบสวน แต่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามพยานหลักฐานในสำนวน เนื่องจาก อัยการไม่มีการอ้างอิงว่ารับฟังในประเด็นนี้เอามาจากพยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานหลักฐานชิ้นไหน ขณะที่สำนวนสอบสวนมีพยานผู้เชี่ยวชาญการตรวจสารพันธุกรรมเพียงคนเดียวคือ นพ.วรวีร์ ไวยวุฒิ &amp;nbsp;ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ให้การโต้แย้งและกล่าวอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ประเด็นพยานบุคคล รวม 3 ปาก คือเจ้าหน้าที่อุทยาน กับอดีตนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ที่อัยการเห็นว่าให้การกลับไปมา ไม่น่าเชื่อถือ แต่อัยการเลือกที่จะเชื่อในคำให้การเฉพาะในส่วนที่ว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ปล่อยตัวนายพอละจีไปแล้วหลังจับกุม ซึ่งย้อนแย้งกันเอง และเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามพยานหลักฐานในสำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ประเด็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 147 และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 148 ที่พนักงานอัยการเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 เอาทรัพย์ของนายพอละจีไป และเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้ใช้อำนาจข่มขืนใจนั้น &amp;nbsp;ดีเอสไอเห็นว่า คดีนี้มีพยานบุคคลยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้ต้องหาทั้งหมดได้จับเอาตัวนายพอละจี่ไปโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ทำบันทึกจับกุม ไม่ทำบัญชีของกลาง ไม่แจ้งสิทธิ ไม่นำตัวนายพอละจีไปที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดกลับร่วมกันสร้างเรื่องราวการปล่อยตัวอันเป็นเท็จ ถือเป็นพฤติการณ์อันสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีเจตนาจับเอาตัวไปเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายและเบียดบังเอาทรัพย์สินของนายพอละจี่ไป นอกจากนี้พฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาทั้งหมดมีจำนวนคนมากกว่า และมีอาวุธปืนในขณะจับกุมนายพอละจี​ย่อมถือเป็นการข่มขืนใจนายพอละจี เข้าข่ายความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 147 และ 148
&amp;nbsp;
4.ประเด็นการกล่าวอ้างคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรี &amp;nbsp;ดีเอสไอเห็นว่า มีการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวนายพอละจี ตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 ซึ่งประเด็นแห่งคดีเป็นคนละประเด็นกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และคดีฆาตกรรม และในช่วงเวลาดังกล่าวญาติของนายพอละจีซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถแสวงหาหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า นายพอละจีอยู่ในความควบคุมของผู้ต้องหาทั้งหมดศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้อง มิใช่คำสั่งว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้กระทำผิดอาญาแต่อย่างใด
ความเห็นของพนักงานอัยการที่กล่าวอ้างคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรี โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงอันสำคัญที่ได้จากการสอบสวนในภายหลังจึงไม่ถูกต้อง
&amp;nbsp;
5.ประเด็นการพิสูจน์การฆ่า ซึ่งพนักงานอัยการอ้างว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นการฆ่า และไม่อาจนำคดีฆ่าพญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ มาเทียบเคียงได้เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ตรงกันนั้น ดีเอสไอเห็นว่า คดีนี้มีหลักในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาในทำนองเดียวกัน​ กล่าวคือเป็นคดีที่ไม่มีประจักษ์พยานเห็นการฆ่าและไม่พบศพ โดยพิสูจน์การตายด้วยชิ้นเนื้อซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญและมีแพทย์ยืนยันการเสียชีวิต เช่นเดียวกับคดีนี้ที่พิสูจน์การตายโดยชิ้นส่วนกระดูกอันสำคัญโดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันประกอบคำให้การของพยานที่เป็นเครือญาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.คดีนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ยอมให้การโต้แย้งหรือกล่าวอ้างพยานหลักฐานใดในชั้นสอบสวน ทำให้สำนวนคดีทีแต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังตามพยานหลักฐานทางการสอบสวน ประกอบด้วย พยานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานเอกสารหลายรายการ โดยพยานส่วนหนึ่งผ่านการพิจารณาของศาลทุจริตและประพฤติมิชอบจนอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดทุกข้อกล่าวหา คดีจึงสมควรได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร่างความเห็นแย้งของพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอนจะถูกส่งไปยังศูนย์บริหารคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาก่อนส่งต่อไปยังกลุ่มงานความเห็นแย้ง เพื่อให้ร่วมตรวจสอบอย่างรัดกุม โดยคดีนี้ไม่สามารถนำพยานหลักฐานอื่นเข้ามาประกอบเพิ่มเติมได้ เนื่องจากอัยการไม่ได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55713</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษ, ดีเอสไอ, พอละจี รักจงเจริญ, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d72202b4c785.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2019 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2019 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039;โล่งอก ศาลยกคำร้องถอนประกัน เจ้าตัวยันไม่เข้าพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย. 62 -&amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ปัจจุบันเป็น ผอ.ทสจ. ปัตตานี กับพวกรวม 4 คน ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฆ่าอำพรางนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง เมื่อปี 2557 เดินทางมารายงานตัวครั้งที่ 1 หลังครบกำหนดฝากขังครั้งแรก 12 วัน และต่อมาในเวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชัยวัฒน์กับพวก ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อศาลที่นัดพร้อมสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่าย กรณีดีเอสไอยื่นคำร้องขอถอนประกันนายชัยวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมีความเห็นว่า ต้องการให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวของนายชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ รวม 4 คน โดยให้เหตุผลกรณีให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของนายชัยวัฒน์ มีการกล่าวอ้างว่าการได้มาซึ่งพยานหลักฐานไม่เป็นความจริงและสร้างพยานหลักฐานเท็จ นอกจากนี้ยังให้สัมภาษณ์ว่าจะไปสาบานตนที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งอาจส่งผลให้พยานที่อยู่ในพื้นที่เกิดความสับสน และอาจทำให้พนักงานสอบสวนไม่ได้รับความร่วมมือกับคนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันฝ่ายนายชัยวัฒน์กับพวก ได้ยื่นคัดค้านคำร้องของดีเอสไอต่อศาล โดยระบุว่าการให้สัมภาษณ์เป็นเพียงการอธิบาย แสดงความเห็นโดยสุจริต อีกทั้งตั้งแต่ผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไม่มีใครเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงตำแหน่ง หน้าที่ ปัจจุบันของผู้ต้องหาทั้งหมดไม่มีอำนาจในการสั่งการดำเนินการใดๆ ในพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมกันนี้ นายชัยวัฒน์ยังแถลงลักษณะให้คำมั่นกับศาลว่า จะไม่เข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุและไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา 16.00 น. ศาลพิเคราะห์คำร้องพร้อมข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นว่า ยังไม่พบพฤติการณ์ของนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ชั้นนี้ยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะพิจารณาเพิกถอนประกันหรือการกำหนดเงื่อนไขประกันเพิ่มเติม ศาลจึงให้มีคำสั่งให้ยกคำร้องของดีเอสไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังศาลยกคำร้องขอเพิกถอนคำร้องปล่อยชั่วคราว นายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาซึ่งมีสีหน้ายิ้มแย้มได้เดินลงมาพบกับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว พร้อมนายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ ทนายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัย กล่าวถึงกรณีที่แถลงในศาลว่าจะไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่กระทบกับรูปคดี และยืนยันว่าจะไม่เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พื้นที่เกิดเหตุว่า ตรงนี้เป็นแนวทางของคดีที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน เราก็เคารพการสอบสวน ซึ่งขั้นตอนของคดีก็ยังมีการยื่นคำร้องฝากขัง หลังสรุปสำนวนคดีก็ต้องรอดูอัยการว่าจะมีความเห็นสั่งคดีอย่างไร ส่วนที่มีการสัมภาษณ์เกี่ยวกับคดีก่อนหน้านี้ก็เป็นใช้สิทธิตามที่ได้แถลงต่อศาลไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าสุดท้ายแล้วศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ นายพรชัย กล่าวว่า นายชัยวัฒน์คงจะไม่มีการให้สัมภาษณ์อีกแล้ว เพราะศาลท่านได้เมตตา เช่นเดียวกับผู้ต้องหาคนอื่นๆ ที่จะไม่ให้สัมภาษณ์เช่นกัน ส่วนแนวทางสู้คดีก็คงต้องดูพยานหลักฐานของดีเอสไอว่ามีเพิ่มเติมอย่างไร ก็คงจะเห็นได้อีกที หากมีการสั่งฟ้องคดีหรือนัดตรวจพยานหลักฐาน ส่วนพยานหลักฐานเราก็เตรียมไว้เบื้องต้นตามที่ดีเอสไอแจ้งข้อหามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงการย้ายนายชัยวัฒน์ไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ จ.ปัตตานี นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อยู่ที่ไหนก็ได้ เป็นข้าราชการก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด ขอให้ชาวปัตตานีได้เห็นทำงานก่อน ตนจะทำงานให้ดีที่สุด ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าของกระทรวงทรัพยากรฯ ซึ่งก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะว่าจริงๆ แล้วเป็นข้าราชการ ผู้บริหารสั่งไปไหนด็ต้องไป อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าไม่ได้สั่งให้ไปทุจริต และตนจะไปรายงานตัวช่วงต้นเดือนหน้า ทั้งนี้ ศาลนัดรายงานตัวฝากครั้งอีกครั้งวันที่ 6 ธ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการโยกย้ายครั้งนี้เกี่ยวกับคดีการหายตัวไปของบิลลี่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ ก่อนกล่าวขอบคุณสื่อมวลชน และขอตัวเดินทางกลับทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์กับพวกในชั้นฝากขังนั้น ก่อนหน้านี้ศาลได้กำหนดวงเงินการประกันตัวคนละ 800,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ส่วนของการดำเนินคดีกลุ่มนายชัยวัฒน์ ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการฝากขังครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 24 พ.ย.- 5 ธ.ค.นี้ โดยศาลกำหนดนัดให้นายชัยวัฒน์กับพวกมารายงานตัวอีกครั้ง ภายหลังครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 2 ในวันที่ 6 ธ.ค.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51075</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษ, บิลลี่, พอละจี รักจงเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddba761b5c07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
