<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดตายตํ่าร้อย/ยะลาระบาดหนัก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในไทยถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อมีผู้เสียชีวิตรายวันต่ำกว่าร้อย &amp;nbsp; ศบค.รายงานยอดผู้เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ลดลงเหลือ 87 ราย ติดเชื้อใหม่ 11,375 คน ขณะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังระบาดรุนแรง ยะลาทุบสถิติติดเชื้ออันดับ 2 ของประเทศรองจาก กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,375 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 11,174 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 10,245 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 929 ราย, จากเรือนจำและที่ต้องขัง 184 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 17 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,626,604 ราย ผู้รักษาหายป่วยเพิ่ม 13,127 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยอดรวมหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,496,273 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 113,394 ราย อาการหนัก 3,124 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 725 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 87 ราย เป็นชาย 44 &amp;nbsp;ราย หญิง 43 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 60 ราย มีโรคเรื้อรัง 23 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 16,937 ราย ส่วนยอดฉีดวัคซีนวันที่ 1 ต.ค. 796,583 โดส ยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่ 28 ก.พ.64 จำนวน 54,581,395 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 235,063,766 ราย เสียชีวิตสะสม 4,805,700 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 1,241 ราย, ยะลา 738 ราย, สมุทรปราการ 646 ราย, ชลบุรี 638 ราย, นครศรีธรรมราช 524 ราย, &amp;nbsp;นราธิวาส 495 ราย, ระยอง 451 ราย, &amp;nbsp;สงขลา 434 ราย, ปราจีนบุรี 349 ราย และปัตตานี 311 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับ จ.ยะลา ที่พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของประเทศคือ 738 รายนั้น ได้รับรายงานจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา ว่าการติดเชื้อในพื้นที่ยังเป็นลักษณะเดิม คือการติดเชื้อในบ้านและชุมชน ไม่ได้มีการระบาดเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มคน เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงในชุมชน เป็นต้น สำหรับโรงพยาบาลได้เตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ จ.ยะลา มีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 0.74 น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการลดผู้ติดเชื้อ จะเฝ้าระวังการเสียชีวิตของกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และคัดกรองการติดเชื้อในชุมชน รวมถึงย้ำมาตรการ DMHT ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน จะมีการตั้งศูนย์สู้ภัยโควิดในที่ทำงาน เช่น สำนักงาน โรงงาน สถานประกอบการ ร้านอาหาร และตลาด โดยเน้นมาตรการป้องกันตนเองขั้นสูงสุด (Universal Prevention) และการทำงานที่บ้าน (Work From Home) การตรวจพนักงานด้วยชุดตรวจ ATK ประมาณ 10% ทุกสัปดาห์ เพื่อเฝ้าระวังและแยกกักผู้ติดเชื้อโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้สถานที่เสี่ยงเหล่านี้เป็นแหล่งแพร่เชื้อ ตัดวงจรการระบาด และป้องกันการนำเชื้อกลับไปแพร่ที่บ้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จะเร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนให้มีความครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งภาพรวม จ.ยะลา ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 1 แล้ว 47% ส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 60% โดย อ.เมืองยะลา และ อ.เบตง ได้รับวัคซีนแล้วกว่า 70% แต่ยังต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และเข้มมาตรการร้านอาหารต้องฉีดวัคซีนพนักงานให้ครบ 2 เข็ม โดยจะระดมสรรพกำลังทั้งฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และประชาชน ในการสื่อสารทำความเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีน ซึ่งมีประสิทธิผลในการลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต โดยการฉีดด้วยสูตรไขว้ซิโนแวคตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้าห่างกัน 3 สัปดาห์ ที่กำลังใช้อยู่ในขณะนี้ คาดว่าจะช่วยให้ฉีดเข็ม 2 ได้ครอบคลุมเร็วขึ้น และในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ จะเริ่มฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กนักเรียนอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายแดนภาคใต้, ติดเชื้ออันดับ 2 ของประเทศ, ยะลา, ระบาดรุนแรง, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสียชีวิตรายวันต่ำกว่าร้อย, โควิด-19, โควิดตายตํ่าร้อย/ยะลาระบาดหนัก!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_61585a21bc3fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่วนชายแดนใต้ พบขนปืนระเบิด จ่อหลังรอมฎอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กอ.รมน.ภาค 4 สั่งป้องกันก่อการร้ายสูงสุดช่วงหลัง &amp;ldquo;รอมฎอน&amp;rdquo; 10 วัน หลังพบเบาะแสแนวร่วมเตรียมก่อเหตุ ขนระเบิด อาวุธ เข้าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอ จ.สงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2564 มีคำสั่งจากกองข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งเตือนไปยัง ฉก.จว.และ ฉก.อำเภอทุก ฉก.ในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่อแจ้งให้เพิ่มการระวังป้องกันการก่อเหตุร้ายในช่วง 10 วันหลังสิ้นสุดของเดือนรอมฎอน หรือตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.ถึง 22 พ.ค. เนื่องจากมีข่าวสารที่แน่ชัดว่าแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นในประเทศเพื่อนบ้านได้มีการสั่งการให้สมาชิกในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของ จ.สงขลาก่อเหตุร้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวสมาชิกกลุ่มผู้ก่อการร้ายขนย้ายวัตถุระเบิด อาวุธ เข้ามาพักคอยในพื้นที่ รวมถึงความเคลื่อนไหวของสมาชิกปฏิบัติการที่มีความถี่อย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งบอกเหตุได้ว่ากลุ่มจะก่อเหตุสร้างสถานการณ์ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เป้าหมายอ่อนแอ หรือยิงรบกวน ขว้างระเบิดแสวงเครื่อง (ไปป์บอมบ์) ต่อฐานปฏิบัติการ จุดตรวจ จุดสกัด ตลอดจนสถานที่ราชการ ลอบวางระเบิดแสวงเครื่องต่อเจ้าหน้าที่ที่เคลื่อนที่ด้วยยานยนต์ เดินเท้า รวมถึงทำลายทรัพย์สินของทางราชการและก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ โดยมีพื้นที่เพ่งเล็ง ดังนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ จ.ยะลา จำนวน 4 อำเภอ 11 ตำบล และ 1 เขตเทศบาล ได้แก่ ต.ยุโป, ต.ลิดล, ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลา และเขตเทศบาลนครยะลา ต.จะกว๊ะ, ต.เกะรอ, ต.ตะโละหะลอ อ.รามัน&amp;nbsp; ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา ต.บ้านแหร, ต.แม่หวาด, ต./อ.ธารโต &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่จังหวัดปัตตานี จำนวน 6 อำเภอ 16 ตำบล ได้แก่ ต.ตุยง, ต.ปุโละปุโย, ต./อ.หนองจิก ต.นาประดู่, ต.นาเกตุ, ต./อ.โคกโพธิ์ ต.เตราะบอน, ต.บางเก่า, ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี ต.กะรุบี, ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ ต.กอลำ, ต.เมาะมาวี, ต./อ.ยะรัง ต.ตะโละแมะนา, ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่จังหวัดนราธิวาส จำนวน 7 อำเภอ 18 ตำบล ได้แก่ ต.ช้างเผือก, ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ ต.กาลิซา, ต.บองอ อ.ระแงะ ต.สุวารี, ต.สามัคคี, ต.รือเสาะออก, ต./อ.รือเสาะ ต.เชิงคีรี, ต.ตะมะยูง อ.ศรีสาคร ต.โต๊ะเด็ง, ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี ต.กาเยาะมาตี, ต.ลุโบะสาวอ, ต./อ.บาเจาะ ต.ละหาร, ตะปอเยาะ อ.ยี่งอ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 2 อำเภอ 5 ตำบล ได้แก่ ต.ลำไพล, ต.ท่าม่วง อ.เทพา ต.เปียน และ อ.สะบ้าย้อย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ทุกหน่วยพิจารณาใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าว ยกระดับมาตรการ รปภ.การระวังป้องกันขั้นสูงสุด รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดการตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด หรือด่านตรวจไม่ประจำที่ (Pop up) ตรวจสอบบุคคลเฝ้าระวังในบัญชีเป้าหมายยานพาหนะต้องสงสัยที่มีการแจ้งหาย และท่าทีของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนตรวจสอบสิ่งผิดปกติ วัตถุต้องสงสัย/สิ่งบอกเหตุอื่นๆ เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการก่อเหตุที่อาจเกิดขึ้น ช่วงเฝ้าระวังตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ยังได้รับแจ้งจากผู้รับเหมาก่อสร้างถนนในพื้นที่ว่า เสาตั้งการ์ดเรล ขนาดยาว 1 เมตร รัศมีกว้าง 4 นิ้ว จำนวน 100 ต้น ที่ติดตั้งริมถนนสาย 410 บ้าน กม.32 สามแยกทางขึ้นทะเลหมอกอัยเยอร์เวง หมู่ 2 ต.อัยเยอร์เวง ได้หายไปตั้งแต่วันที่ 16.เม.ย.ถึง 6 พ.ค. ซึ่งเสาตั้งระเบิดแสวงเครื่องหรือไปป์บอมบ์ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่สำคัญ การประกอบพิธีศพของแนวร่วมที่ถูกเจ้าหน้าที่ ตำรวจทหารวิสามัญฯ 2 ศพที่ ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา เมื่อ 3 วันก่อน มีกลุ่มคนแปลกหน้าจากพื้นที่นอก ต.สะเอะ เข้ามาร่วมพิธีศพ มีการสดุดีผู้เสียชีวิตเป็นเช่นวีรบุรุษหรือนักรพบผู้พลีชีพ มีการเข้าแถวจูบศพ และได้มีการนำวิดีโอการไลฟ์สดของ 2 ผู้เสียชีวิต ที่ได้ไลฟ์สดแสดงความกล้าหาญและพร้อมพลีชีพในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ หลังจากที่ไลฟ์สดแล้วทั้ง 2 แนวร่วมจึงได้ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนีจนถูกวิสามัญฯ เสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ภาพข่าวของการไลฟ์สดของแนวร่วมก่อนการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ และภาพพิธีศพของผู้เสียชีวิต ได้มีการนำมาเผยแพร่ในเพจกว่า 100 เพจ ที่เป็นเพจของแนวร่วมปีกทางการเมืองของบีอาร์เอ็น เพื่อเป็นการปลูกระดม รวมทั้งมีการนำสภาพของบ้านหลังที่แนวร่วมเข้าไปพักและยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่จนบ้านเสียหายจากกระสุนปืนทั้งหลัง มีการสร้างเพจเป็นภาพของเด็กๆ ที่กล่าวว่าชุดรายอปีใหม่ของหนูที่เสียหาย ทำให้ไม่มีเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อใส่ในวันอีดิลฟิตรีหรือออกบวช เพื่อต้องการให้เห็นว่าเด็กๆ ได้รับผลกระทบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และถามหาความรับผิดชอบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 กล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งและเป็นข่าวสารที่เชื่อถือได้ ก็มีการสั่งการป้องกันเหตุ ซึ่งเป็นปกติของกำลังในพื้นที่ที่จะต้องป้องกันเหตุร้าย ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เป็นการไม่ประมาท และได้สั่งการให้ ชป.จรยุทธ์ในแต่ละพื้นที่ดำเนินการกดดัน จำกัดเสรีภาพของแนวร่วมในพื้นที่ ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ว่าจะไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102245</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอ.รมน., กอ.รมน.ภาค 4, ชายแดนภาคใต้, รอมฎอน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เตรียมก่อเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d987f4a1f9c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 12:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระแงะปะทะเดือด!กลุ่มก่อความไม่สงบ กดบึ้ม-ซุ่มยิงซ้ำทหารพราน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ เวลา 06.50 น. &amp;nbsp;ได้รับรายงาน จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่ามีเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิด และใช้อาวุธปืนสงครามซุ่มยิง ชุดปฎิบัติการณ์ ลาดตระเวนจรยุทธ ร้อย.ทหารพราน.4513 ฉก.ทพ.45 ขณะเดินกำลังเจ้าหน้าที่ รวม 16 นาย กำลังทำหน้าที่ลาดตระเวน รักษาความสงบเรียบร้อย &amp;nbsp;เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุ พื้นที่ บ้านแฮ (บ้านย่อยบ้านบองอ )หมู่ที่ 4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส &amp;nbsp;คนร้ายได้กดชนวนระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 15 กก.จนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว และคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงคราม ยิงถล่มใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงปะทะคนร้าย นาน 10 นาที จนคนร้ายล่าถอยหนีไป ในป่ารถทึบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังสิ้นเสียงปืน พบกำลังพลเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บถูกสะเก็ดระเบิด 2 นาย ทราบชื่อ &amp;nbsp; กำลังพลเสียชีวิต จำนวน 1 นายคือ &amp;nbsp;อส.ทพ.บาฮาวี มะรือสะ &amp;nbsp; ทหารบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย คือ อส.ทพ.ทิวากร บุญแสน และ อส.ศรราม ราชรักษ์ นำตัวส่ง รพ.ระแงะ (สังกัด ร้อย.ทพ.4513) ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลระแงะอย่างเร่งด่วนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา พล.ต.ไพศาล หนูสังข์ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง จัดกำลังออกไล่ล่ากลุ่ม คนร้ายที่ก่อเหตุ คาดจะเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบ จกร.ในพื้นที่ พร้อมสั่งให้นำชุดสุนัขดมกลิ่น เพื่อแกะรอยคนร้าย คาดว่าคนร้ายยังกบดานในพื้นที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94215</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความไม่สงบ, ชายแดนภาคใต้, นราธิวาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_603608c79d1a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรบมือรัวๆหญิงไทยใจสุดแกร่ง แห่สมัครอาสาสมัครทหารพราน ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กกล.ทพ.จชต.) ค่ายอิงคยุทธบริหาร มีผู้สนใจสมัครสอบอาสาสมัครทหารพรานหญิง (อส.ทพ.หญิง)เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนมากถึง 1,261 คน จากทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ภาคใต้ ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 4 ได้จัดสอบคัดเลือกเพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนำเข้าบรรจุเพื่อปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2564 เพียง 15 อัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 4 ได้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.ถึง 21 ก.ย. ที่กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และวันที่ 25 ก.ย. นี้จะเปิดทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ในสถานีวิ่ง , ดันพื้น และลุกนั่ง ตามลักษณะ,ระเบียบที่ถูกต้อง และตามเกณฑ์ที่กองทัพบกกำหนด (หากไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ จะถูกตัดสิทธิ์ในการสอบภาควิชาการ และการสอบสัมภาษณ์) จากนั้นจะสอบภาควิชาการ ได้แก่ ความรู้วิชาทหารพราน และสอบสัมภาษณ์ในลำดับถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และวันที่ 29 ก.ย. จะการสอบในขั้นตอนที่ 2 ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร มีการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในร่างกาย ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย สอบสัมภาษณ์ โดยสังเกตลักษณะท่าทาง เชาว์ ปัญญา การทดสอบเชิง จิตวิทยา คุณลักษณะทางทหาร ทัศนคติและความจงรักภักดี สำหรับสถานที่สอบ ได้แก่ กรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย กรมทหารราบที่ 153 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78479</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายแดนภาคใต้, ทหารพราน, หญิงไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6c41864c1b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2020 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2020 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาราชมนตรีให้คกก.อิสลามปฏิบัติตามมาตรการ หลังผ่อนปรนละหมาดวันศุกร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 63 - ที่ จ.ปัตตานี จากกรณีสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีข้อเรียกร้องให้จุฬาราชมนตรีได้พิจารณาอนุญาตผ่อนผันให้มีการละหมาดวันศุกร์ ต่อมาสำนักจุฬาราชมนตรีได้รับทราบข้อเรียกร้องดังกล่าวจากทางสมาพันธ์ฯ ทำให้จุฬาราชมนตรีจึงได้มีหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในลำตับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา จุฬาราชมนตรีได้ออกประกาศผ่อนปรนให้มีการปฏิบัติศาสนกิจละหมาดวันศุกร์ (ญุมอะห์) โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการดำเนินการและแนวทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มาตรการตำเนินการ ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดใช้ดุลพินิจร่วมกับคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด โดยขอคำปรึกษาจากผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัด ในการปฏิบัติศาสนกิจละหมาดวันศุกร์ (ญุมอะห์) เพื่อให้เป็นไปตามประกาศจุฬาราชมนตรี ฉบับนี้ (ฉบับที่ 5/2563) และมาตรการหรือคำแนะนำของทางราชการเกี่ยวกับการป้องกันโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.แนวทางการปฏิบัติศาสนกิจละหมาควันศุกร์ สำหรับมัสยิด ให้กรรมการอิสลามประจำมัสยอด หรือหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้ามัสยิด ให้จัดวางเจลล้างงมือแอลกฮอล์ไว้บริเวณประตูทางเข้ามัสยิดงดใช้บ่อทำน้ำละหมาดร่วมกัน ให้ทำความสะอาดพื้นมัสยิดก่อนและหลังการละมาดวันศุกร์ และไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ ต้องเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้เว้นระยะห่างขณะทำการละหมาด&amp;nbsp; 1.50 - 2 เมตร และจัดระเบียบระยะห่างขณะเดินเข้าออกมัสยิดหลังเสร็จสิ้นการละหมาด ให้อาบน้ำละหมาดจากที่บ้าน ใช้ผ้าปูละหมาดของตนเอง ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติศาสนกิจ งดการสลามด้วยการสัมผัสมือ การสวมกอด และการสัมผัสแก้ม โดยให้ยกมือพร้อมกล่าวสลามเท่านั้น เด็กและสตรีให้งดการร่วมละหมาดวันศุกร์ ที่มัสยิด หากมีอาการไอ เจ็บคอมีน้ำมูก หรือไม่สบาย ให้งดการไปร่วมละหมาควันศุกร์ที่มัสยิด ให้กระชับเวลาในการละหมาดวันศุกร์ นับตั้งแต่อาซาน บรรยายธรรม (คุตบะห์) และละหมาด ไม่เกิน 20 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ที่ร่วมตัวเป็นกลุ่ม ตลอดการเลี้ยงอาหารละศีลอด ยังคงให้งดปฏิบัติ ทั้งนี้ในการรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์และไม่ก่อให้เกิดวามเสียหายกับสังคมทุกภาคส่วน จึงใคร่ขอความร่วมมือมายังประธานกรมการอิสลามประจำจังหวัดให้แจ้งไปยังอิหม่ามทุกมัสยิดในสังกัด เช่นเดียวกันแจ้งให้ประชาชนทราบ ให้ปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ตามประกาศจุฬาราชมนตรีต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65003</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาราชมนตรี, ชายแดนภาคใต้, ปัตตานี, ละหมาดวันศุกร์, สมาพันธ์คณะกรรมการอิสลาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200424/image_big_5ea2ac5c8f3ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. ชูบิ๊กดาต้า ช่วยพัฒนาระบบการเรียนการสอน ลดความเหลือมล้ำจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศธ.เผยความคืบหน้าขับเคลื่อนบิ๊กดาต้าอาชีวศึกษา พร้อมเปิดให้ใช้บริการแล้ว โดยมีบริษัทกว่า 1.2 แสนบริษัทลงทะเบียนต้องการกำลังคนกว่า 3 แสนอัตรา คาดในอนาคตสามารถวางแผนการสร้างแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด ที่ทันยุคสมัยตอบโจทย์การพัฒนาประเทศไทย 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพในภาคต่างๆ ให้สอดคล้องรองรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาสู่การริเริ่มจัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และได้มีการขยายผลการจัดตั้งไปยังพื้นที่ภาคต่างๆ จนครบทั้ง 6 ภาค ได้แก่ ภาคใต้และภาคใต้ชายแดน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมเป็น 1 ศูนย์ส่วนกลาง 6 ศูนย์ภูมิภาค 18 &amp;nbsp;ศูนย์กลุ่มจังหวัด ตามทิศทางการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคของรัฐบาล&amp;nbsp; โดยได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการที่ทันสมัยใช้ระบบ Big Data ซึ่งออกแบบระบบโดยวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งจะมีประโยชน์ทำให้เกิดข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและทันสมัย ทำให้ทราบข้อมูลได้รวดเร็ว ถูกต้อง สามารถจัดหากำลังคนได้ตรงกับความต้องการได้ทันท่วงที และสามารถวางแผนการผลิตกำลังคนได้ในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ในห้วงปีที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จัดทำฐานข้อมูลกลางสำรวจความต้องการกำลังคนของสถานประกอบการในพื้นที่ และด้านการผลิตของสถาบันการอาชีวศึกษา &amp;nbsp;จนเกิดเป็นระบบฐานข้อมูลกลางขนาดใหญ่หรือ Big Data System ขณะนี้ได้มีการจัดเก็บข้อมูลของศูนย์ต่างๆ ทั่วประเทศ และเกิดการปรับหลักสูตรใหม่ที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการในพื้นที่เกิดขึ้นหลายแห่ง อาทิ ในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าได้มีการนำฐานข้อมูลมาผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาด้วยการพัฒนาหลักสูตรใหม่เกิดขึ้น เช่นหลักสูตรซ่อมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ที่วิทยาลัยกาญจนาภิเษกปัตตานี เป็นต้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศ และถือเป็นความสำเร็จในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประโยชน์ของการดำเนินงานศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาภาคใต้ชายแดน ประกอบด้วย ด้านนักเรียน นักศึกษา ส่งผลให้ได้เข้าฝึกงานในสถานประกอบการ ได้เรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้เป็นข้อมูลช่วยในการติดสินใจในการศึกษาต่อทางด้านอาชีวศึกษา และสามารถหางานทำหลังจากจบการศึกษา หรือ สามารถวางแผนสถานที่ทำงานได้ ด้านบุคลากรและครู นอกจากได้เข้าฝึกงานในสถานประกอบการ ยังได้พัฒนาสมรรถนะในการสอนเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้มีการจัดการเรียนการสอนได้ตรงต่อสมรรถนะความต้องการของสถานประกอบการ ด้านสถานศึกษา ทำให้ได้ทราบทิศทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากสถานประกอบการ ได้รับวัสดุครุภัณฑ์จากสถานประกอบการเพิ่มปริมาณผู้เรียน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่ออาชีวศึกษาและได้พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการในพื้นที่ ทำให้มีสาขาใหม่ๆ ในการเปิดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อความต้องการของแรงงานในตลาดปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที สุดท้าย ด้านสถานประกอบการ ก็จะได้รับประโยชน์บุคลากรทำงานตรงตามความต้องการ วางแผนขยายการผลิต ผลผลิตได้ด้วยข้อมูลด้านบุคลากร มีการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ลดรายจ่ายในเรื่องประกาศรับสมัครงาน ลดระยะเวลาในการจัดทำแรงงาน และสามารถวางแผนธุรกิจในการขยายกิจการได้โดยดูอัตรากำลังคนในระบบ Big data&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งนับว่า big data จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ชายแดน และการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ &amp;ldquo;สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;rdquo; รวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของพื้นที่ภาคใต้ที่มีการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ความคืบหน้าระบบ Big Data ได้มีการเปิดตัวระบบฐานข้อมูลอาชีวศึกษาอย่างเป็นทางการไปแล้ว ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี ภายใต้ชื่องาน &amp;ldquo;มหกรรมมิติใหม่อาชีวศึกษา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อาชีวะ ฝีมือชน คนสร้างชาติ&amp;rdquo; และเปิดระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลกำลังคนอาชีวศึกษา (Big Data System) ของศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาอย่างเป็นทางการ ล่าสุดข้อมูล ณ เดือน ก.พ. มีภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ สถานประกอบการชั้นนำลงทะเบียนในระบบฐานข้อมูลดังกล่าว 129,341 บริษัท คิดเป็น 100% ของสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยในระยะเวลา 1- 3 ปีมีตัวเลขความต้องการกำลังคน อยู่ที่กว่า 300,000 อัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31428</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, ชายแดนภาคใต้, บิ๊กดาต้า, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b72b349e18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.หวังตั้งกลุ่มฝึกอาชีพนักเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและสถาบันศึกษาปอเนาะ     สร้างเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงศึกษาธิการชูกลไกตั้งกลุ่มฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตรระยะสั้น และจัดตั้งกลุ่มอาชีพให้กับนักเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและสถาบันศึกษาปอเนาะ หวังสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานให้มีการศึกษาควบคู่ไปกับการเรียนรู้ศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นให้บุตรหลานศึกษาในโรงเรียนเอกชน&amp;nbsp; สอนศาสนาอิสลามและสถาบันศึกษาปอเนาะเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; แต่ทั้งนี้นักเรียนในโรงเรียนดังกล่าวนอกจากจะใช้ระบบการเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาแล้ว เยาวชนก็จำเป็นต้องมีความรู้และทักษะทางวิชาชีพอื่นๆ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลทางสังคมโลกในยุคปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมุ่งเน้นให้สถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการจัดฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น พร้อมกับจัดตั้งกลุ่มอาชีพให้กับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน สอนสอนศาสนาอิสลามและเยาวชนในถาบันศึกษาปอเนาะในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อให้นักเรียนและเยาวชนในโรงเรียนดังกล่าวสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้จากการฝึกอบรมไปประกอบาชีพในอนาคตได้ ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อจัดฝึกอบรมวิชาชีพให้กับนักเรียนและเยาวชน เพื่อส่งเสริมให้มีการจัดกลุ่มอาชีพในโรงเรียน โดยนำความรู้ที่ได้รับมาประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ในท้องถิ่น อันจะก่อให้เกิดความสงบสุข และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การดำเนินงานดังกล่าว ศธ. ได้กำหนดเป้าหมายการจัดตั้งกลุ่มอาชีพในโรงเรียน โดยมีสถานศึกษาอาชีวศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&amp;nbsp; จำนวนทั้งหมด 18 แห่ง ที่จัดให้มีการฝึกอบรมวิชาชีพดังกล่าว ซึ่งหวังว่าการดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยสร้างประโยชน์ก่อเกิดอาชีพการสร้างรายได้ที่มีความมั่นคงให้กับครอบครัวของเยาวชน และชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31427</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., กระทรวงศึกษาธิการ, ชายแดนภาคใต้, พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์, สถาบันศึกษาปอเนาะ, อิสลาม, เศรษฐกิจชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b40efd4e7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
