<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ. กระทุ้งก.แรงงาน เร่งจัดหาวัคซีนให้ชาวต่างชาติที่ทำงานในนิคมฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.2564 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าได้รับมอบหมายจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เข้าประชุมหารือร่วมกับนายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้นักลงทุนและผู้ปฏิบัติงานที่เป็นชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ มีนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับการสนับสนุนวัคซีนจากความร่วมมือของกระทรวงแรงงานและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ประมาณ 36,000 คน ในการนี้จึงได้แจ้งว่า ยังมีชาวต่างชาติที่ปฏิบัติงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของนักลงทุนบีโอไออีกประมาณ 8,000 คน จึงขอให้กระทรวงแรงงานและบีโอไอนำไปพิจารณาเพื่อขอโควต้าเพิ่มเติมจากกระทรวงสาธารณสุขให้แก่นักลงทุนและผู้ปฏิบัติงานในกลุ่มนี้เพิ่มเติม เนื่องจากเป็นบุคลากรกลุ่มสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ


ทั้งนี้ กนอ.มีความประสงค์ขอรับการจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงานชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย ซึ่งกระทรวงแรงงานเห็นควรให้ กนอ.ประสานข้อมูลการขอรับการจัดสรรวัคซีนร่วมกับบีโอไอในคราวเดียว เพื่อให้การจัดสรรวัคซีนเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันท่วงที สำหรับหลักเกณฑ์การสนับสนุนวัคซีนแก่นักลงทุนต่างชาติของ กนอ.คือ ผู้บริหารและผู้ชำนาญการจากต่างประเทศ กลุ่มสมาร์ทวีซ่าที่อยู่ในไทยเกิน 6 เดือน และครอบครัวอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเข็มแรกที่อื่นมาก่อน


ส่วนวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้กับกลุ่มดังกล่าวคือ วัคซีนแอสตร้าเซเนก้าที่ได้รับบริจาคจากประเทศญี่ปุ่น สถานที่ฉีดจะใช้จุดบริการที่มีอยู่แล้วของกระทรวงแรงงาน โดยกำหนดจุดในกรุงเทพมหานคร 10 จุด และในต่างจังหวัดที่ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ จังหวัดละ 1 จุด คาดว่าจะเริ่มทยอยฉีดได้ประมาณเดือนส.ค.นี้


&amp;ldquo;กนอ.จะพยายามติดตามความคืบหน้าในการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้กับบุคลากรภายใต้การกำกับดูแลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ผู้ปฏิบัติงานในนิคมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการผลิตและการส่งออก และช่วยนำพาเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศให้มีความแข็งแกร่งตามไปด้วย เมื่อปัญหาโควิดบรรเทาลง&amp;rdquo; นายวีริศ กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110859</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฉีดวัคซีน, กนอ., การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ชาวต่างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210529/image_big_60b1b83fc379b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดชาวต่างชาติลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2564 รายงานข่าว&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดรับลงทะเบียนฉีดวัคซีน Covid-19 ชาวต่างด้าว ที่มีบัตรประชาชนต่างด้าว และคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ที่มีพาสปอร์ตสำหรับคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโดยไม่จำกัดจำนวน สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีน Covid-19 ในระบบออนไลน์แล้วเท่านั้น จะมีการนัดหมายจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในการรับวัคซีน Covid-19 ในวันเวลาที่เหมาะสมต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงื่อนไขการ เปิดรับลงทะเบียนฉีดวัคซีน Covid-19 ชาวต่างด้าว ที่มีบัตรประชาชนต่างด้าว หรือมีบัตรประจำตัวสีชมพู ที่สามารถยืนยันตัวตนได้ว่า เป็นคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ที่มีพาสปอร์ตสำหรับคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จะไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียนวัคซีน Covid-19 ในบุคคลทั้ง 2 กลุ่มข้างต้น และภายหลังจากการลงทะเบียนลงทะเบียนวัคซีน Covid-19 ผ่านระบบออนไลน์ https://vaccinecovid19.cra.ac.th/ จะมีการนัดหมายวันเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง โดยผู้ที่ได้รับการนัดหมายวันและเวลา ภายหลังจากการลงทะเบียนรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ข้างต้นแล้วเท่านั้น สามารถไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค Covid-19 ได้ที่ CAT Convention Hall ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม เป็นต้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนออนไลน์และได้รับวัน-เวลาเข้ารับวัคซีนแล้ว ท่านได้ QR Code ขอให้ท่านบันทึก QR Code นั้นไว้ เพื่อนำมาเข้าเช็กอินในวันนัดฉีดวัคซีน (พร้อมบัตรประชาชน) ขอให้มาตรงตามนัด หรือมาก่อนเวลาไม่เกิน 15 นาที เพื่อลดความแออัดในพื้นที่การให้บริการ (ทั้งนี้วิธีการบันทึก QR Code เพื่อให้เช็กอินเข้าฉีดวัคซีน เข้าไปที่เมนู &amp;ldquo;ตรวจสอบการลงทะเบียน&amp;rdquo; ใส่เลขที่บัตรประชาชนเพื่อเข้าถึง QR Code การลงทะเบียนของท่าน)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103978</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด, ชาวต่างชาติ, ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab422e6350d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2019 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2019 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชื่นชมฝรั่งนักท่องเที่ยวมีจิตอาสา เดินเก็บขยะใกล้วงเวียนหอนาฬิกาเมืองสุโขทัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย.62-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กที่ จ.สุโขทัย กำลังมีการกล่าวถึงและชื่นชมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชาย-หญิงคู่หนึ่ง ที่มีจิตอาสาช่วยกันเดินเก็บเศษขยะใส่ถุงพลาสติกเพื่อนำไปทิ้งในถังขยะ ตรงบริเวณริมถนนจรดวิถีถ่อง ใกล้วงเวียนหอนาฬิกา ต.ธานี อ.เมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานประเพณีสงกรานต์เสื้อลายดอก ถนนข้าวตอกสุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กนามว่า Aof Siri Sotthiworakul และ Nuttapol Hatairat Dechaprakrom ได้มีการเผยแพร่ภาพความน่ารักประทับใจของนักท่องเที่ยวคู่นี้ พร้อมโพสต์ข้อความระบุ &amp;ldquo;ชาวต่างชาติ 2 ท่าน ช่วยเก็บขยะหลังสงกรานต์ถนนข้าวตอก ปล.มีคนไทยอีก 2 ท่านมาช่วยเก็บด้วย ขอชื่นชมทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นคนเชื้อชาติอะไร เก็บขยะที่ไหน เพราะท่านกำลังช่วยเหลือโลกของพวกเรา&amp;rdquo; จนทำให้มีการแชร์ต่ออีกจำนวนมาก พร้อมกับกล่าวขอบคุณและชื่นชมในความมีน้ำใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันอีกฝั่งถนนตรงข้ามกัน ทางด้านนายอธิราช &amp;nbsp;วรรณา รองนายกเทศมนตรีเมืองสุโขทัยธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองช่าง เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ทำการเร่งเคลียร์พื้นที่เก็บเต็นท์ กวาดเศษขยะ กองฟาง ฉีดน้ำล้างคราบโคลน คราบแป้ง และทำความสะอาดถนน บริเวณที่จัดงานสงกรานต์เสื้อลายดอก ถนนข้าวตอกสุโขทัย เพื่อให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33758</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตอาสา, ชาวต่างชาติ, สุโขทัย, เก็บขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190416/image_big_5cb57d0c41a76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2018 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2018 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบแล้วสาวรัสเซียพ่นสีสเปรย์ถนนที่ราไวย์หวังตามหาแฟน!สั่งปรับ5พัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค.2561 - จากกรณีเหตุการณ์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติผู้หญิงพ่นสีสเปรย์บนพื้นถนนบริเวณรอบหนองน้ำในหาน ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และได้ปรากฏเป็นคลิปเผยแพร่ในสื่อโซเชียล เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก ทำให้นายอรุณ โสฬส &amp;nbsp;นายกเทศมนตรี ต.ราไวย์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลราไวย์ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง โดยประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมนักท่องเที่ยวต่างชาติดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน &amp;nbsp;พ.ต.อ.ธงชัย วิไลพรหม ผกก.2บก.ทท.3 พ.ต.อ.ภคยศ ทนงศักดิ์ ผกก.สภ.ฉลอง และ พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง ผกด.ตม.จังหวัดภูเก็ต ได้บูรณการกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนออกทำการสืบสวนในพื้นที่
จนกระทั่ง ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ &amp;nbsp;Ms.Serebryanskaya Anastasiya อายุ 34 ปี &amp;nbsp;ชาวรัสเซีย จึงได้ทำการติดตามจนพบตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบถามให้การยอมรับว่าตนเองเป็นบุคคลในคลิปและทำการฉีดพ่นสีสเปรย์บนพื้นถนนจริง &amp;nbsp;โดยได้กระทำเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 08.00น.จึงได้เชิญตัวมาพบพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง และ แจ้งข้อกล่าวหาว่าได้กระทำผิดฐาน พ่นสีหรือทำให้ปรากฏด้วยประการใดๆซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใดๆบนถนน ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 &amp;nbsp;ซึ่ง ผู้ก่อเหตุรับทราบข้อกล่าวหา ให้การรับสารภาพ และยินยอมให้เปรียบเทียบปรับในอัตราโทษสูงสุด จำนวน 5,000บาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพว่า กระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่ทราบว่าเป็นความผิด เนื่องจากต้องการตามหาแฟนที่หายไปหลายปีจึงพ่นสีสเปรย์ลงบนถนนเผื่อแฟนมาพบเห็นข้อความดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ตำรวจขอขอบคุณผู้บันทึกคลิปวีดีโอดังกล่าว ทำให้สามารถทำการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้อย่างรวดเร็วในทันทีและขอประชาสัมพันธ์ประชาชนให้ช่วยกันสอดส่องดูแลหากพบการกระทำความผิดต่างๆและสามารถบันทึกเป็นคลิปวีดีโอได้จะเป็นหลักฐานสำคัญให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทำการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25417</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวต่างชาติ, นักท่องเที่ยว, พื้นถนน, พ่นสีสเปรย์, ภูเก็ต, รัสเซีย, ราไวย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181230/image_big_5c283eb22f703.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2018 23:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 23:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวมาเลย์รวมอยู่ในกลุ่มชาวต่างชาติโดนลักพาตัวฆ่าทิ้งที่กรุงคาบูล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตำรวจอัฟกานิสถานพบศพชาวต่างชาติ 3 คน ที่โดนลักพาตัวแล้วสังหารทิ้งในกรุงคาบูลเมื่อวันพฤหัสบดี เผยเป็นชาวอินเดีย, มาเลเซีย และมาซิโดเนีย ที่เป็นลูกจ้างของบริษัทโซเด็กซ์โซ่จากฝรั่งเศส ยังไม่มีกลุ่มใดอ้างอยู่เบื้องหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ทหารอัฟกันตรวจค้นยานพาหนะที่ด่านตรวจในเมืองจาลาลาบัดเมื่อวันพุธ อัฟกานิสถานเผชิญการโจมตีโดยไอเอสและตอลิบันถี่ขึ้น แต่การลักพาตัวและสังหารชาวต่างชาติครั้งนี้ยังไม่มีใครอ้างเป็นผู้ก่อเหตุ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีอ้างคำแถลงของกระทรวงมหาดไทยและตำรวจอัฟกานิสถาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2561 ว่าคนกลุ่มนี้พร้อมกับคนขับรถโดนลักพาตัวภายหลังทั้งหมดออกจากที่ทำงานเพื่อไปยังสนามบินในวันพฤหัสบดี ศพของพวกเขาถูกพบในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา ที่เขตมุสซาฮีของกรุงคาบูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของกระทรวงกล่าวว่า ชาวต่างชาติ 3 คนนี้ ซึ่งประกอบด้วย ชาวอินเดีย, มาเลเซีย และมาซิโดเนีย ทำงานให้บริษัท โซเด็กซ์โซ่ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการบริหารจัดการของฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ชาวมาเลเซียมีอายุ 64 ปี, ชาวอินเดียอายุ 39 ปี และมาซิโดเนียอายุ 37 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฮัชมัต สตานิกไซ โฆษกตำรวจคาบูลกล่าวกับเอเอฟพีว่า ตำรวจเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นการก่อการร้าย แต่ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาประกาศว่าอยู่เบื้องหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบาฮาร์ เมฮีร์ โฆษกกระทรวงมหาดไทย เผยว่า ศพทั้งหมดถูกพบในรถอีกคันหนึ่งบริเวณชานกรุง พวกเขาโดนยิงภายในรถคันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่อีกคนของกระทรวงเผยว่า ตำรวจกำลังสอบปากคำคนขับรถในฐานะผู้ต้องสงสัย เหยื่อทั้ง 3 ราย ถูกมัดมือแล้วยิง โดยศพ 2 ศพ ถูกพบอยู่ในกระโปรงรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การลักพาตัวและสังหารชาวต่างชาติครั้งนี้เกิดในช่วงเวลาที่เมืองหลวงของอัฟกานิสถานเผชิญเหตุการณ์โจมตีบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยฝีมือของนักรบกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) และตอลิบัน ที่พุ่งเป้ากองกำลังฝ่ายความมั่นคงและสถานที่ราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน กรุงคาบูลก็เกลื่อนด้วยแก๊งอาชญากรที่ลักพาตัวเหยื่อเพื่อเรียกค่าไถ่ โดยเป้าหมายมักเป็นชาวต่างชาติและชาวอัฟกันที่มีฐานะ และบางครั้งก็ส่งเหยื่อให้พวกกลุ่มก่อความไม่สงบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14621</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงคาบูล, ชาวต่างชาติ, ลักพาตัว, อัฟกานิสถาน, โซเด็กซ์โซ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180802/image_big_5b632e7a0b69e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 17:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮ่องกงทวงแชมป์ เมืองค่าครองชีพแพงสุดสำหรับต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ฮ่องกงกลับมาทวงแชมป์เมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติประจำปี 2561 ตามการจัดอันดับของเมอร์เซอร์ แทนที่กรุงลูอันดาของแองโกลา ขณะท็อปไฟว์มีเมืองในเอเชียถึง 4 เมือง กรุงเทพฯ ขยับ 15 อันดับ อยู่ที่ 52 จาก 209 เมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ชายหญิงนั่งชมวิวของเมืองเกาลูนและฮ่องกง จากศูนย์การค้านานาชาติ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการสำรวจค่าครองชีพประจำปี 24 ของเมอร์เซอร์ บริษัทให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2561 ระบุว่า ฮ่องกงเป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกสำหรับผู้อยู่อาศัยที่เป็นชาวต่างชาติ โดยใน 5 อันดับแรกนั้นยังมีเมืองในเอเชียรวมอยู่ด้วยอีก 3 เมือง ได้แก่ กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น (2), สิงคโปร์ (4) ซึ่งขยับขึ้น 1 อันดับจากปีที่แล้ว และกรุงโซลของเกาหลีใต้ (5) โดยนครซูริกของสวิตเซอร์แลนด์ ได้อันดับ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับที่เหลือใน 10 อันดับแรก ได้แก่ 6.กรุงลูอันดา, 7.นครเซี่ยงไฮ้ ของจีน, 8.กรุงเอนจาเมนา ของชาด, 9.กรุงปักกิ่ง ของจีน และ 10.กรุงเบิร์น ของสวิตเซอร์แลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เมืองที่มีค่าครองชีพถูกที่สุดจากการสำรวจ 209 เมืองทั่วโลกของเมอร์เซอร์ปีนี้ คือ กรุงทาชเคนต์ ของอุซเบกิสถาน ถูกกว่ากรุงตูนิส ของตูนิเซีย (208) และกรุงบิชเคก ของคีร์กิซสถาน (207)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรุงเทพมหานครนั้น ขยับขึ้น 15 อันดับจากปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 52 ในปีนี้ กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียก็ขยับขึ้นเช่นกันถึง 20 อันดับ มาอยู่ที่ 145 ในปีนี้ แต่กรุงฮานอยของเวียดนาม ตกลงถึงอันดับ 37 อันดับ อยู่ที่ 137.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมอร์เซอร์ใช้นครนิวยอร์กของสหรัฐเป็นฐานอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบค่าครองชีพ รวมถึงความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้บริษัทข้ามชาติและรัฐบาลทั้งหลายสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับลูกจ้างของตนที่ทำงานในประเทศนั้นๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าใช้จ่ายที่เมอร์เซอร์ใช้เป็นตัวชี้วัดค่าครองชีพของแต่ละเมืองนั้นมี 200 รายการ ตั้งแต่ค่าที่พัก, อาหาร, ระบบขนส่ง, เครื่องแต่งกาย, ราคากาแฟ 1 ถ้วย, น้ำมัน 1 ลิตร, นม 1 ลิตร, ขนมปัง, เบียร์, ตั๋วภาพยนตร์ และอื่นๆ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12149</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าครองชีพฅ, ชาวต่างชาติ, ลูอันดา, สิงคโปร์, ฮ่องกง, เมอร์เซอร์, แพงที่สุดในโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b320dc6d6409.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2018 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พบเชื้อเมอร์สชาวต่างชาติต้องสงสัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13มิ.ย.61-นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีการพบชายชาวแอฟริกัน ที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และมีอาการต้องสงสัยว่าป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส นั้น ขณะนี้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันบำราศนราดูร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าไม่พบเชื้อไวรัสเมอร์ส-โควี ในชาวต่างชาติคนดังกล่าวแต่อย่างใด เบื้องต้นผู้ป่วยเป็นปอดอักเสบและตรวจพบเชื้อวัณโรค ซึ่งขณะนี้อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรค ได้ประสานไปยังสายการบินและสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อติดตามกลุ่มเสี่ยงที่ร่วมเดินทางมากับผู้ป่วย รวมถึงบุคคลอื่นที่มีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วยตลอดเส้นทางการเดินทางในประเทศไทยในการเข้าสู่ระบบป้องกัน และรับการรักษา ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีการเฝ้าระวังโรคเมอร์สและโรคติดต่ออื่นๆ จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทั้งทางอากาศยาน ทางเรือ ทางบก ยังคงทำงานอย่างเต็มที่ภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ ที่กำหนดให้แต่ละประเทศดำเนินการตรวจคัดกรองผู้เดินทาง และควบคุมโรคภายในประเทศไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นโดยรอบ ซึ่งดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคอย่างต่อเนื่องใน 3 ส่วน คือ ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ โรงพยาบาล และในชุมชน โดยเฉพาะในด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในช่องทางเข้า-ออกประเทศ จัดพื้นที่คัดกรองผู้เดินทาง ในกรณีที่พบผู้เดินทางสงสัยป่วยจะแยกผู้เดินทางและนำส่งโรงพยาบาลต่อไป นอกจากนี้ มีการวางแผนที่จะเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการคัดกรองผู้ป่วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพของคนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับจากประเทศแถบตะวันออกกลาง หากภายใน 14 วัน มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค หรือมีประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สงสัยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง มีการเข้าฟาร์มสัตว์หรือสัตว์ป่าต่างๆ รวมถึงมีการดื่มน้ำนมดิบโดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะน้ำนมอูฐ .&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวต่างชาติ, ผู้ต้องสงสัยป่วยโรคเมอร์ส, โรคเมอร์ส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180520/image_big_5b013f4baaf2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
