<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งชาวสวนยาง!โอนเงินให้เรียบร้อยแล้ว 1.34 ล้านราย ทั้งหมด 6,853.91 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค. 64 - จากการที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ติดตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร การช่วยเหลือเกษตรกรทั้งมาตรการหลักและมาตรการเสริมนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในส่วนของเกษตรกรชาวสวนยางนั้นนายจุรินทร์ให้ความห่วงใยเรื่องนี้ จึงให้ติดตามนโยบายและแจ้งให้เกษตรกรชาวสวนยางทราบว่า สำหรับการประกันรายได้ยางพาราปี 2 งวดที่ 4 เคาะราคากลางอ้างอิงเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 นั้น ได้มีการโอนเงินแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 ขณะนี้ได้รับแจ้งจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ว่าสามารถโอนเงินให้เกษตรกรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 1.34 ล้านราย เป็นเงินงบประมาณ 6,853.91 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเกษตรกรที่ 1.83 ล้านราย วงเงินงบประมาณ 9,717.99 ล้านบาท งบประมาณยังคงเหลือ 2,864.08 ล้านบาท โดยการยางแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งข้อมูลมาเดือนละครั้งถ้าหากราคายางต่ำลงมากเงินที่เหลือก็อาจไม่พอต้องขอเพิ่มแต่ถ้าราคายางสูงขึ้นงบที่เหลือนี้ยังพอใช้อยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ให้ติดตามนโยบายและรายงานความคืบหน้าการดูแลเกษตรกรเพราะงวดนี้เกษตรกรได้รับเงินส่วนต่าง เนื่องจากคณะกรรมการเกณฑ์แถลงราคากลางอ้างอิงการขายตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เคาะจ่ายเงินงวดที่ 4 นี้ จากการคำนวณราคากลางอ้างอิงในเดือนเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ดังนี้คือ 1)ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคายางที่ประกันรายได้ 60.00 บาทต่อกิโลกรัม งวดนี้ราคากลางอ้างอิงการขาย 54.93 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รับชดเชย 5.07 บาทต่อกิโลกรัม 2) น้ำยางสด (DRC 100%) ราคายางที่ประกันรายได้ 57.00 บาทต่อกิโลกรัม งวดนี้ราคากลางอ้างอิงการขาย 46.99 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รับชดเชย 10.01 บาทต่อกิโลกรัม 3) ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคายางที่ประกันรายได้ 23.00 บาทต่อกิโลกรัม ราคากลางอ้างอิงการขาย 20.54 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะได้รับชดเชย 2.46 บาทต่อกิโลกรัม จึงขอแจ้งเกษตรกรชาวสวนยางให้ทราบทั่วกันและสามารถตรวจสอบบัญชีของตนได้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางนั้นยังมีมาตรการคู่ขนานอีก 8 โครงการเป็นโครงการจากรัฐบาลเพื่อยกระดับราคา คือ 1. โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ 2.การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวม 3.โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพ 4.โครงการสต๊อกสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง หรือสต๊อก 51,000 ตัน 5. การส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ 6. สนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) 7. การสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ (20,000 ล้านบาท) 8. การควบคุมปริมาณการผลิต เป้าหมาย 400,000 ไร่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94989</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, ชาวสวนยาง, ประกันรายได้เกษตรกร, พาณิชย์, มัลลิกา, ยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_604083142f5c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 19:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดึงน้ำยางสดออกจากระบบ2แสนตัน กยท.เข็น4มาตรการด่วนผลักดันราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;กยท.เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำยางสด ชู 4 มาตรการหลักดึงน้ำยางออกจากระบบกว่า 2 แสนตันดันราคาให้สูงขึ้น บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางจากปัญหาราคาตกต่ำหลังผลผลิตน้ำยางออกสู่ตลาดมากช่วงต้นปี และประเทศผู้ซื้อรายใหญ่อย่างจีน สหรัฐฯชะลอการรับสินค้า เนื่องจากวันหยุดยาวช่วงเทศกาล และการระบาดของไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เริ่มนำร่องใน 3 จังหวัดคือ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายณกรณ์&amp;nbsp; ตรรกวิรพัท&amp;nbsp; ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp; จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 &amp;ndash; เดือนมกราคม 2564 ทำให้ผลผลิตน้ำยางออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้น ประกอบกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์เข้าสู่ฤดูกาลปิดกรีด เกษตรกรชาวสวนยางจะเร่งนำผลผลิตมาจำหน่ายในตลาดก่อนที่ผลผลิตจะลดลง&amp;nbsp; ขณะที่ประเทศผู้ซื้อรายใหญ่หลายประเทศชะลอการรับสินค้าในระยะนี้ เช่น จีนจะหยุดยาวในเทศกาลตรุษจีน&amp;nbsp; หรือสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศในยุโรปเผชิญปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องหยุดชะงัก ตู้ขนส่งสินค้าตกค้างในประเทศ นำไปสู่ปัญหาขาดตู้ขนส่งสินค้า เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ไม่เพียงเท่านั้น ผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ผู้ประกอบการยางเดือดร้อนจากการส่งออก เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ผลิตและแปรรูปยางพาราระดับปฐมภูมิเดือดร้อน จากราคาผลผลิตตกต่ำ คุณภาพชีวิตลดลง &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายณกรณ์กล่าวว่า&amp;nbsp; การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตระหนักถึงปัญหา และความเดือดร้อนของชาวสวนยาง โดยเฉพาะจากปัญหาราคาน้ำยางตกต่ำ จึงจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำยางสดขึ้น&amp;nbsp; วัตถุประสงค์เพื่อช่วยดึงปริมาณน้ำยางออกจากระบบกว่า 200,000 ตัน ทำให้ราคาขยับสูงขึ้นและมีเสถียรภาพ&amp;nbsp; ในการดำเนินการ ประกอบด้วย 4 มาตรการหลักคือ 1. ให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางรวบรวมน้ำยางสด โดยการยางแห่งประเทศไทยสนับสนุนแท้งค์เก็บน้ำยางสด พร้อมสารเคมีสำหรับยืดระยะเวลาเก็บรักษาน้ำยางสดให้คงคุณภาพไว้ได้นาน 1-2 เดือน จากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(3) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.สนับสนุนเงินทุนเพิ่มสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการเก็บรักษายางพาราไว้ รอขายในช่วงราคาเหมาะสม &amp;nbsp;&amp;nbsp;3. ลดปริมาณน้ำยางสดออกสู่ตลาดด้วยการแปรรูป โดยส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยาง ผลิตยางแผ่นรมควัน และยางแผ่นคุณภาพดี ตามแนวทาง &amp;ldquo;นวัตกรรมยางแผ่นดิบสั่งตัด&amp;rdquo; และ4. ขับเคลื่อนหน่วยธุรกิจ (BU) เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ หาช่องทางขายผลผลิตยางพาราของเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำยางสดนั้น เริ่มดำเนินการนำร่องใน 3 จังหวัดคือ จ.นครศรีธรรมราช ตรัง และพัทลุง ซึ่งจ.นครศรีธรรมราช จะดำเนินการโดยชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางนครศรีธรรมราช จำกัด มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการฯ 8 สถาบัน ได้แก่&amp;nbsp; สหกรณ์นิคมทุ่งสง จำกัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหกรณ์การเกษตรเขาขาว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางห้างส้าน จำกัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางโสตประชา จำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางเทพทองพัฒนา &amp;nbsp;&amp;nbsp;จำกัด สหกรณ์กองทุนสวนยางเขาน้อย &amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางควนเถียะ จำกัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหกรณ์กองทุนสวนยางเขาน้อยฉลองพัฒนา จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91420</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, ณกรณ์  ตรรกวิรพัท, ราคายาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210130/image_big_6014dc8e9e83e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2020 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวสวนยางเฮ! ครม. ขยายสิทธิโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะที่ 2 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ธ.ค.63 - เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่ ครม.ได้อนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ไปแล้ว แต่ด้วยระเบียบบางประการทำให้การจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างไม่สามารถดำเนินการได้กับเกษตรกรกลุ่มผู้ถือบัตรสีชมพู ซึ่งก็คือ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารแสดงการอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐหรือยินยอมให้ใช้ทำประโยชน์ทางการเกษตร จำนวน 4 แสนกว่าราย&amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความแน่นอนในเรื่องของรายได้ แม้ในยามที่ราคายางตกต่ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ครม. จึงมีมติอนุมัติใน 2 เรื่องสำคัญ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.อนุมัติให้เกษตรกรที่แจ้งพื้นที่ปลูกยาง ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ยังไม่มีเอกสารแสดงการอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐหรือยินยอมให้ใช้ทำประโยชน์ทางการเกษตร ได้รับความช่วยเหลือในการประกันรายได้ ตามวัตถุประสงค์และกรอบแนวทางการดำเนินงานของโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. อนุมัติให้ปรับแก้วิธีการกำหนดราคากลางอ้างอิง เป็นประกาศทุก 1 เดือน จากเดิมประกาศทุก 2 เดือน ( 2 เดือน/1 ครั้ง) โดยใช้ราคาอ้างอิงเฉลี่ยของแต่ละเดือนที่ชดเชย นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป พร้อมทั้ง ปรับแก้คำนิยาม ราคากลางอ้างอิงการขาย หมายถึง ราคาที่คณะทำงานกำหนดราคาอ้างอิงประกาศทุก 1 เดือน (บาท/กิโลกรัม) โดยพิจารณาจากราคาตลาดกลางยางพารา SICOM TOCOM เซี่ยงไฮ้ และปัจจัยอื่นๆ เพื่อให้การจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างสอดคล้องกับสถานการณ์ราคาที่เป็นปัจจุบันให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์แก่ชาวสวนยางอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จะเริ่มจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างงวดแรก นับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป ให้แก่เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ทุกกลุ่มตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 รวมทั้งสิ้น 1.82 ล้านราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86295</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, นโยบายประกันรายได้เกษตรกร, มติครม., รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf442f8abf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2020 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลมั่นใจแก้ราคายางมาถูกทาง เผยราคาพุ่งทะลุ 60 บาทต่อกิโล ครั้งแรกในรอบ 3 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.63 - น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราคายางพารายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขยับเกิน 60 บาทต่อกิโลกรัม เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการสั่งซื้อปริมาณมากหลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ทั้งนี้ เพื่อให้ยางพาราไทยมีศักยภาพทางการแข่งขัน เป็นที่ต้องการมากกว่าสินค้าจากประเทศอื่น การผลิตจึงต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งด้านราคาและคุณภาพ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;การตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่/เพิ่มมูลค่า ต่อยอดและลดข้อจำกัดผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ เจาะตลาดผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะกลุ่ม ขยายตลาดต่างประเทศ ลดต้นทุนการผลิต โดยจะมีโครงการสำคัญเกิดขึ้นหลายโครงการ เช่น 1)โครงการสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาสินค้ายางพาราให้แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมยางพารา 2) แผนผลักดัน &amp;ldquo;สตาร์ตอัพ&amp;rdquo; เป็นการให้การช่วยเหลือแหล่งทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ และ 3) โครงการรับเบอร์วัลเล่ย์ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้านวัตกรรมยางพาราครบวงจรของโลก ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความคุ้มค่าและดึงดูดนักลงทุน กยท.คัดเลือกพื้นที่ในจังหวัด นครศรีธรรมราช คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้

สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด19 แม้จะมีผลกระทบต่อความต้องการใช้ยางพาราในภาพรวมช่วงต้นปี แต่การส่งออกถุงมือยางของไทย ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากมาเลเซีย กลับมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 8-15% ด้วยโอกาสอันหน้าสนใจบวกกับศักยภาพของประเทศ รัฐบาลตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น &amp;ldquo;ศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก&amp;rdquo; ที่คาดว่าในปีนี้ จะมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลัก จะบูรณาการการทำงานกับหลายภาคส่วน เช่น กระทรวงพาณิชย์ผลักดันเรื่องการตลาด จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อถุงมือยาง การทำงานร่วมกันของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้ประกอบการถุงมือยาง เรื่องงานวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีถุงมือยาง

และควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าเพื่อมุ่งเป้าตลาดต่างประเทศ นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้เดินหน้าในเรื่องการจัดการอุปสงค์อุปทานยางพาราในประเทศ เพราะตระหนักดีว่าจะพึ่งพิงการส่งออกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมา มีการเร่งรัดการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐไปแล้ว สำหรับปี 2563-2565 มีแผนการใช้ยางพาราของกระทรวงคมนาคม ปริมาณ 1 ล้านตัน ในโครงการอุปกรณ์ทางด้านการจราจร มากไปกว่านั้น ยังมีมาตรการลดอุปทานยาง ตั้งเป้าทำโซนนิ่งพื้นที่ 2 ล้านไร่ ที่เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะได้รับการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนหรือปลูกพืชผสมผสาน คาดจะลดปริมาณการผลิตได้ประมาณ 5 แสนตัน เบื้องต้น ตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะทำการโซนนิ่งได้ 4 แสนไร่

&amp;ldquo;ราคายางพารามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความต้องการของตลาดโลกและประเทศจีน การใช้ &amp;ldquo;การตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; จะทำให้ยางพาราไทยมีโอกาสส่งออกมากกว่าประเทศอื่น เพราะใช้ความต้องการของตลาดเป็นตัวตั้ง สิ่งที่สำคัญ ขอให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ ร่วมมือในการปรับตัว จะทำตามที่เคยชินโดยไม่สนใจตลาดและคู่แข่งไม่ได้ ส่วนมาตรการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศจากภาครัฐ และการลดพื้นที่ปลูกยางจะมีส่วนช่วยยกระดับราคายางในระยะยาวได้อย่างแน่นอน สำหรับโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ได้ผ่านการเห็นชอบในหลักการของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติแล้ว รอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่ารัฐบาลมีมาตราการสร้างเสถียรภาพราคายาง และดูแลชาวสวนยางในยามที่ราคาตกต่ำ แต่ทุกอย่างจะสำเร็จได้ก็ต้องมาจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน&amp;rdquo; รองโฆษกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76552</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, รัชดา ธนาดิเรก, ราคายางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05c0cc006da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2020 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2020 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทพไท&#039;ยัน&#039;รัฐบาล-ปชป.&#039;จริงใจแก้ปัญหาราคายางขออย่าโยงประเด็นการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.63-นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา เพื่อทวงสัญญานโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่บริเวณสี่แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด ได้เดินทางมายื่นหนังสือที่บ้านพักของตนเองว่า ต้องขอโทษพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่ได้อยู่ต้อนรับแกนนำเกษตรกรด้วยตนเอง เนื่องจากติดภารกิจในพื้นที่ตลอดทั้งวัน แต่อยากจะชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ผิดสัญญาตามที่หาเสียงไว้แต่ประการใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล ก็ได้นำนโยบายที่ใช้หาเสียงมาเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ทุกประการ และได้นำนโยบายทั้งหมด มาสู่ภาคปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้ราคาปาล์มน้ำมันในท้องตลาดกิโลกรัมละ7-8 บาท ทะลุราคาประกันรายได้ กิโลกรัมละ4บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังคงเหลือแต่ราคาประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ที่ไม่สามารถผลักดันราคาท้องตลาดให้เท่ากับราคาประกันได้ ซึ่งรัฐบาลก็ใช้นโยบายประกันรายได้ยางแผ่นชั้น3ที่กิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสดกิโลกรัมละ 57 บาท เศษยางหรือยางก้นถ้วยกิโลกรัมละ 23 บาท เพื่อเป็นการเยียวยาพี่น้องเกษตรกรในเบื้องต้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพไทกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นต้องการจะทำให้ราคายางพาราในท้องตลาดทะลุราคาประกันให้ได้ เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณและลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างราคาประกันของรัฐบาลที่ประกาศไว้ ส่วนระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชยส่วนต่าง จากเดิมจ่าย2เดือนต่อหนึ่งครั้ง จะเสนอแก้ไขมติ ครม.ใหม่ เป็นการจ่ายชดเชยส่วนต่างหนึ่งเดือนต่อหนึ่งครั้ง เพื่อช่วยแก้ปัญหารายได้หมุนเวียนในครัวเรือนของเกษตรกรในแต่ละเดือนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเรียกร้องอย่านำเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อดิสเครดิตพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาล เพราะรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ได้มีความพยายามจะแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนตามนโยบายที่ประกาศไว้ทุกประการ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55545</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, นายเทพไท เสนพงศ์, ราคายางตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d7f8a0a30d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ธรรมนัส’ไม่โม้ ยางโลละ‘65บ.’ ‘เทพไท’หักหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ฟุ้งจะทำให้ราคายางเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 65 บาท ขณะที่ &amp;quot;เทพไท&amp;quot; หักหน้ารัฐบาล แก้ปัญหาสู้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ นโยบายประกันรายได้เกษตรกรเป็นแค่มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้า แถมไม่ทั่วถึง เตือน &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; แก้ปัญหาก่อนชาวสวนยางชุมนุมกดดันรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกระแสข่าวว่ามีการเตรียมของบกลาง 18,000 ล้านบาท จัดทำโครงการหมอนยางพาราประชารัฐ โดยรับซื้อน้ำยาง 150,000 ตัน จากสถาบันเกษตรกรมาผลิตหมอน 30 ล้านใบ เพื่อแจกแก่ประชาชนและให้หน่วยราชการนำไปใช้ เป็นโครงการต่อเนื่อง 4 ปี ซึ่งปีนี้จะเริ่มผลิต 3,000,000 ใบ ใช้งบกลาง 4,000 ล้านบาท แจกชุดแรกตั้งแต่ 1 ก.พ.ถึง 30 พ.ย.นี้ ว่าตนไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าว เนื่องจากอยู่ระหว่างมอบหมายคณะทำงานหาแนวทางที่เหมาะสมในการส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานกับกระทรวงต่างๆ ซื้อยางพารามาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะทำให้ราคายางพาราปรับสูงขึ้น จากปัจจุบันราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 40-42 บาทต่อกิโลกรัม โดยพรรคพลังประชารัฐได้หาเสียงไว้ว่าจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 65 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ได้มอบหมายคณะทำงานศึกษาการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และใช้ประโยชน์หลายรูปแบบ ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทำโครงการใดและใช้งบประมาณเท่าไร เนื่องจากการใช้งบประมาณแผ่นดินจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งเชิญผู้แทนสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางมาให้ข้อเสนอแนะเป็นระยะๆ หากวิธีการใดไม่เหมาะสมจะไม่ปฏิบัติอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งเกษตรกรและประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการบอกกล่าวและร้องทุกข์จากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราเป็นจำนวนมาก ถึงสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เลี้ยงครอบครัวจากการขายยางพาราเพียงอย่างเดียว เมื่อราคาตกก็กระทบต่อรายได้ของครอบครัวที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การส่งเสียบุตรหลานเรียนหนังสือ ค่าผ่อนรถยนต์ และดอกเบี้ยเงินกู้ของ ธ.ก.ส. ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้น ซึ่งในขณะนี้ราคายางพาราในท้องตลาดราคากิโลกรัมละ 30-35 บาท และมีแนวโน้มจะตกต่ำลงเรื่อยๆ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า แม้ว่านโยบายของรัฐบาลในการประกันรายได้เกษตรกรได้ประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้า ไม่ทั่วถึงกับเกษตรกรทุกคนเหมือนราคาทั่วไปในท้องตลาด ทำให้ชาวสวนยางพาราทุกคนหวนระลึกถึงยุครัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 ที่ราคายางพาราสูงถึงกิโลกรัมละ 180-200 บาท ซึ่งโอกาสอย่างนั้นคงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่ชาวสวนยางก็คาดหวังเพียงให้ราคายางพารากิโลกรัมละ 60 บาท เท่ากับราคาประกันรายได้เกษตรกรในตอนนี้ เพื่อรัฐบาลจะได้ไม่ต้องแบกภาระส่วนต่างจากราคาประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งเป็นภาระด้านงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกรในจำนวนพืชหลัก 5 ชนิด คือ ข้าว, ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, ยางพารา และปาล์มน้ำมัน รัฐบาลได้แก้ปัญหารายได้ให้กับเกษตรกรทุกอาชีพได้ระดับหนึ่ง ยกเว้นเกษตรกรชาวสวนยางพาราเท่านั้น ส่วนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม รัฐบาลประกันรายได้ราคาปาล์มน้ำมัน 18% ราคากิโลกรัมละ 4 บาท แต่ขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันขยับสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 6.50 บาท สูงกว่าราคาประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลแล้ว ทำให้รัฐบาลไม่ต้องชดเชยส่วนต่างใดๆ ทั้งสิ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทกล่าวว่า สำหรับราคายางพาราที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะนี้ นับว่าเป็นความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ในฐานะที่เป็น ส.ส.คนหนึ่ง ที่มีพื้นที่เลือกตั้งประกอบด้วยเกษตรชาวสวนยางพาราเป็นส่วนใหญ่ จะนำปัญหานี้เข้าหารือในที่ประชุม ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 7 ม.ค.ก่อน เพื่อสอบถามปัญหาและแนวทางแก้ไขจากรัฐมนตรีของพรรค ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เบื้องต้น ก่อนที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราจะนัดชุมนุมเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราใจเย็นอีกนิด รอฟังแนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐบาลก่อน และตนในฐานะ ส.ส.คนหนึ่งจะไม่นิ่งดูดาย จะทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ตำหนิผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าไม่ได้เสนอแนวทางแก้ไขด้วยนั้น นายเทพไทกล่าวว่า วันนี้เมื่อตนเองได้พูดถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำแล้ว จะขอเสนอแนวทางแก้ไขให้รัฐบาลด้วยคือ ขอเสนอให้รัฐบาลจัดงบประมาณปีละ 1 แสนล้าน รับซื้อน้ำยางพารา เพื่อนำไปทำถนนลาดยางในชนบท แก้ปัญหาถนนลูกรังทั่วประเทศ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 8-9 แสนกิโลเมตร เป็นการลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานของคนในชนบทครั้งใหญ่ คุ้มค่าแก้การลงทุน จะได้รับประโยชน์หลายในด้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาทิ 1.เป็นการล้างสต๊อกยางทั้งหมด ทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น 2.คนในชนบทจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีถนนปลอดฝุ่นใช้สัญจรไปมาในหมู่บ้าน 3.การขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาดได้คล่องตัว สะดวกสบาย ประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หาก พล.อ.ประยุทธ์รับข้อเสนอดังกล่าวแล้ว เชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาราคายางพาราได้มากกว่าโครงการทำหมอนยางพาราประชารัฐ 30 ล้านใบ แจกให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นเพียงนโยบายประชานิยมแบบเดิมๆ เท่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53818</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, ช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้า, ธรรมนัส พรหมเผ่า, นโยบายประกันรายได้เกษตรกร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200104/image_big_5e1097d8eb914.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2019 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯบิ๊กตู่ยิ้มออก!ราคายางพาราพุ่งสูง ชี้อานิสงส์จากการทำถนน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.62 - พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอใจราคายางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ปิดสูงสุดที่ 55.71 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้ผลักดันให้ใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศสร้างถนนที่มียางพาราเป็นส่วนผสม ระยะทางรวม 300,000 กม. ซึ่งจะใช้ยางพาราปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นับเป็นความสำเร็จที่ชัดเจน หลังจากที่เกษตรกรชาวสวนยางและหน่วยงานในระดับพื้นที่ได้เรียกร้องให้ภาครัฐนำยางพาราไปทำถนนนานกว่า 10 ปี ซึ่งจะช่วยให้ถนนลูกรังในชนบทกลายเป็นถนนพาราซอยซีเมนท์ไร้ฝุ่นที่มีความคงทนกว่า โดยมีอายุการใช้งานอย่างน้อย 3 - 5 ปี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานว่า ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 สูงสุดในรอบ 6 เดือน และยังสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย นอกจากนี้โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ที่จ่ายเงินช่วยเหลือ 1,800 บาทต่อไร่ ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้น มีเกษตรกรเข้าร่วม 820,862 ราย รวมพื้นที่กว่า 7.8 ล้านไร่ ขณะนี้ดำเนินการแล้วร้อยละ 91.11 ที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบสิทธิ์และเร่งจ่ายเงิน คาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37370</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&quot;, ชาวสวนยาง, พลเอกประยุทธ์, ยางคายางพาราพุ่ง, ยางค่ายางพาราตกต่ำ, รัฐบาลคสช., ราคายางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c86435778216.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
