<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชาวเลราไวย์&#039; ติดเชื้อโควิดทะลุ 220 ราย จวกภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไร้การเยียวยาทำเดือดร้อนหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - นายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลชุมชนหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ชุมชนอยู่ในขั้นวิกฤติ แม้ชาวบ้านร้อยละ 90 จะได้รับการฉีดวัคซีนชิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว โดยพบมีผู้ติดเชื้อที่กำลังรักษาตัว 220 คน ซึ่งอยู่ในโรงพยาบาลสนาม 44 คน อยู่ในหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ(Hospital) 165 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้เพิ่งตรวจพบเชื้ออีก 11 คน และคาดว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีกทุกวัน เพราะหน่วยงานสาธารณสุขยังไม่ได้เข้ามาตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อแบบปูพรม ทำให้เชื่อว่ายังผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อยและผู้ป่วยไม่แสดงอาการแฝงอยู่เป็นจำนวนมาก และลักษณะชุมชนที่แออัดทำให้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ล่าสุดมีชาวเลเสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย นอกจากนี้ชุมชนชาวเลอื่นในเกาะภูเก็ตก็ยังพบการระบาดของโรคอย่างหนักไม่แพ้กัน เช่น ชุมชนแหลมตุ๊กแกพบผู้ติดเชื้อมากกว่า 100 ราย ชุมชนชาวเลบ้านสะปำมีคำสั่งจังหวัดภูเก็ตให้ปิดชุมชน รวมถึงชาวเลตามเกาะในทะเลอันดามันก็ส่งข่าวมาว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนมากและได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การประกาศให้เป็นภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ทั้งโควิดยังระบาดหนัก นักธุรกิจใหญ่เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ นักท่องเที่ยวลงมาก็ไปเที่ยวตามโปรแกรมหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ แต่ชาวบ้านยังติดเชื้อเพิ่มทุกวัน และไม่สามารถประกาศเป็นพื้นที่สีแดงได้ ถ้าประกาศสีแดงได้ อย่างน้อยชาวบ้านจะได้รับการช่วยเหลือเต็มที่ตามมาตรการของรัฐเหมือนจังหวัดอื่น&amp;rdquo;นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนิท กล่าวต่อว่า ตอนนี้ชาวบ้านทุกครัวเรือนกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะผู้ติดเชื้อกระจายไปทั่วชุมชน โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวป่วยต้องไปรักษาหรือกักตัว ทำให้การออกเรือหาปลาต้องหยุดชะงัก ขณะที่งานอื่นๆ ก็หาได้ยากในสถานการณ์แบบนี้ เพราะคนข้างนอกไม่อยากเข้าใกล้ชาวบ้านที่มาจากราไวย์เพราะรู้ว่าโควิดระบาดหนัก การช่วยเหลือมีเพียงเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ตที่ตั้งศูนย์ทำข้าวกล่องมาแจกให้ชาวบ้านแต่ยังไม่เพียงพอ จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือทางจังหวัดเร่งมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน โดยแจกเครื่องยังชีพ ข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงเร่งตรวจคัดกรองทั้งชุมชนเพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชน ก่อนที่เชื้อจะแพร่กระจายไปทั้งหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้ว่าเราออกหาปลามาได้ ก็ไม่มีใครอยากซื้อเพราะเขากลัวติดโควิด พวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร สถานการณ์ตอนนี้ชาวบ้านลำบากกันจริงๆ&amp;rdquo;นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านครูแสงโสม หาญทะเล ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล กล่าวว่า ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อรวมมากกว่า 200 คน จากจำนวนประชากรทั้งผู้ประกอบการและชาวบ้านรวมประมาณ 2,000 คน ส่งผลให้ต้องมีมาตรการปิดเกาะมานานกว่า 1 เดือนแล้ว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด แต่อย่างไรก็ตามวิกฤตการณ์โควิดที่ยาวนานส่งผลต่อเศรษฐกิจของชุมชนอย่างมาก เนื่องจากการท่องเที่ยวที่หยุดชะงัก ทำให้ชาวบ้านที่ขับเรือท่องเที่ยวรับจ้าง ลูกจ้างโรงแรมตกงาน ต้องกลับมาออกเรือหาปลาแต่ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะร้านอาหารบนเกาะปิดทั้งหมดทำให้ราคาอาหารทะเลตกต่ำ ส่งไปขายบนฝั่งตลาดก็ไม่มีความต้องการสูงเหมือนเดิม การออกทะเลจึงเป็นเพียงการหาปลาเพื่อนำมาบริโภคประทังชีวิตเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านจะออกจากเกาะไปหางานทำก็ไม่ได้ เพราะต้องกักตัว ปิดเกาะ หลายคนตกงาน ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟปั่นหน่วยละ 18 บาทให้เอกชน ค้างจ่ายไม่ได้ก็ต้องถูกตัดไฟ บางครอบครัวถูกตัดไฟมา 3-4 เดือนแล้ว โรงเรียนต้องเป็นสถานที่กักตัวเพราะคนติดเชื้อเยอะมาก ชาวบ้านต้องตั้งศูนย์ต้านโควิดด้วยสมุนไพร แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นบ้าง หลายหน่วยงานได้ลงมาช่วยและกระจายการฉีดวัคซีนมากขึ้น&amp;rdquo; ครูแสงโสม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางสาวพรสุดา ประมงกิจ ชาวเลชุมชนแหลมตงบนเกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่า แม้ชาวเลบนเกาะพีพีจะไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก เนื่องจากชาวบ้านบางส่วนที่มีอาชีพพึงพาการท่องเที่ยว เช่น พนักงานโรงแรมหรือร้านอาหารต้องถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือนลงครึ่งหนึ่ง ชาวบ้านผู้ชายต้องอาศัยออกเรือหาปลามาขายและใช้เป็นอาหารในครัวเรือน ผู้หญิงออกหาหอยตามโขดหินประคับประคองตามสถานการณ์ การใช้จ่ายในครัวเรือต้องประหยัดอย่างที่สุด ขณะที่ปัญหาที่ดินนั้น ทางอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีแจ้งกับชาวบ้านว่า ชุมชนตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฯ ตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติ ฉบับใหม่ มีสิทธิอยู่อาศัยและทำกินได้ไม่เกิน 20 ปี ซึ่งชาวบ้านรู้สึกตกใจว่าในอนาคตชุมชนอาจถูกขับไล่ออกจากเกาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมของชาวเล จึงร่วมมือกับเครือข่ายในการผลักดัน ร่าง พรบ.ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชนของชาวเลในอันดามันทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โควิดทำให้ไม่มีเรือเมล์วิ่งมาที่เกาะพีพี เหลือแต่เรือขนส่งสินค้าสัปดาห์ละครั้ง เกาะพีพีอยู่ห่างไกลมาก การช่วยเหลือหรือการดูแลอาจไม่ทั่วถึง โชคดีที่ฝั่งหาดแหลมตงยังไม่มีชาวเลติดเชื้อ แต่ก็ต้องอยู่อย่างลำบาก กินแต่ปลา ข้าวก็หุงน้อยลงเพราะราคาแพง ที่น่าเป็นห่วงคือหากมีชาวบ้านป่วยหนัก คนที่ไม่มีเงินหรือไม่มีเรือหางก็จะไปหาหมอลำบากบนฝั่งลำบากเพราะเรือเมล์ไม่มีวิ่ง ตอนนี้ชาวบ้านก็เตรียมพร้อมหาสมุนไพรมาปลูก เผื่อไว้รักษาอาการป่วย&amp;rdquo; นางสาวพรสุดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชาวเลในอันดามันที่เป็นกลุ่มที่มีปัญหาด้านสิทธิชุมชนอยู่แล้วก็ยังได้รับผลกระทบจากโควิดซ้ำเติมด้วย โดยมีการร้องเรียนเข้ามาหลายกรณี เช่น ปัญหาที่ดินชุมชนบนเกาะหลีเป๊ะที่มีข้อพิพาทกับเอกชนและอุทยานฯ กำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่กรณีเร่งด่วนที่มีการร้องเรียนล่าสุด คือ กรณีเกาะจำ จ.กระบี่ ที่ทางอุทยานแห่งชาติฯ แจ้งกับชาวบ้านให้รื้อถอนบาฆัด (ที่อยู่อาศัยและใช้เก็บอุปกรณ์หาปลาตามวิถีดั้งเดิมของชาวเล) ออกภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 แต่ยังไม่มีการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งตามข้อมูลการสำรวจชาวบ้านตั้งบากัสมากว่า 60-70 ปีแล้ว รวมไปถึงเกาะพีพีด้วย ซึ่งจะหมุนเวียนเข้าไปใช้บาฆัดหนีลมมรสุม โดยเรื่องนี้อาจเป็นการละเมิดสิทธิชุมชน ตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติ และเป็นข้อขัดแย้ง ทาง กสม.จะเข้าไปตรวจสอบด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115911</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดภูเก็ต, ชาวเล, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, หาดราไวย์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_61372cba0d396.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 22:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดันร่างกฎหมาย คุ้มครองวิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศมส.เร่งจัดทำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ยกกรณีกะเหรี่ยงบางกลอย-ชาวเล สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน ระบุถ้ากฎหมายคลอดช่วยลดปัญหาเลือกปฏิบัติ คาดประกาศใช้ปี 65 เตรียมลงพื้นที่ทำเวทีรับฟังความเห็น พร้อมจัดเสวนาออนไลน์ยกร่าง 11 มี.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 4 มี.ค. ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความไม่เข้าใจในวีถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกินชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย รวมถึงปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย การตัดไม้ทำลายป่า และการรุกพื้นที่ทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง-ชาวเล&amp;nbsp; ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นส่งผลให้คนในสังคมอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การทำไร่หมุนเวียน ไม่ใช่การทำไร่เลื่อนลอย รวมถึงการทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ในส่วนของ ศมส. ในฐานะหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนกระบวนการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ผ่านมาได้ดำเนินการพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ และการสื่อสารความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยแก่คนในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.นพ.โกมาตรกล่าวว่า ด้านกฎหมาย ศมส.ได้เดินหน้าผลักดันการจัดทำ (ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมทางเชื้อชาติ ตลอดจนส่งเสริมและให้ความคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิม คาดหวังจะให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวประกาศใช้ได้อย่างน้อยในปี 2565 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจะผ่านได้ ต้องมีการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มชาติพันธุ์และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ศมส.จึงวางแนวทางการลงพื้นที่เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น ควบคู่กับการจัดเสวนาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยนำร่องจัดกิจกรรมเสวนาเพื่อสร้างความเข้าใจจากผู้ยกร่าง ได้แก่ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำ (ร่าง) พ.ร.บ.ฯ, อ.คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการกฎหมาย ประธานคณะทำงานยก (ร่าง) พ.ร.บ.ฯ และนายอภินันท์ ธรรมเสนา นักวิชาการ ศมส. ในวันที่ 11 มี.ค.64 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้อง 601 ชั้น 6 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเปิดเวทีเสวนาสาธารณะครั้งนี้เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดมานุษยวิทยากฎหมาย และสื่อสารหลักการและเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.ฯ ให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจ นำไปสู่การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และเป็นส่วนสำคัญส่งเสริมการขับเคลื่อนแนวนโยบายและกฎหมายด้านชาติพันธุ์ให้บรรลุผล สำหรับผู้สนใจสามารลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังกิจกรรมที่ ศมส.ได้ โดยรับจำนวนจำกัด 30 คน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสามารถรับชมผ่านเพจของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร-SAC สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ยูทูบ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร-SAC&amp;quot; ดร.นพ.โกมาตรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95029</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มชาติพันธุ์, กะเหรี่ยงบางกลอย, คุ้มครองวิถีชีวิต, ชาวเล, ปัญหาเลือกปฏิบัติ, ร่างกฎหมาย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_6040da29917b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเล-มันนิ-กะเหรี่ยงรวมพลังร่วมประกาศปฏิญญา ‘หลีเป๊ะ’ พร้อมขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล/&amp;nbsp; ปิดฉากการจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11 ที่เกาะหลีเป๊ะ &amp;lsquo;ส่งเสริมชีวิต&amp;nbsp; สู่การผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rsquo; ขณะที่ชาวเล-มันนิ-กะเหรี่ยง&amp;nbsp; รวมพลังร่วมประกาศปฏิญญา &amp;lsquo;หลีเป๊ะ&amp;rsquo; เพื่ออนาคตของลูกหลาน ที่มีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;มีสิทธิ์&amp;nbsp; มีความเสมอภาค&amp;nbsp; พร้อมขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุ&amp;nbsp;คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปี 2565 เนื่องจากเป็นกฎหมาย 1 ใน 16 ฉบับเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศที่มีประชากรกว่า 6 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายภาครัฐ&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกับชาวเลจัดงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;รวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยชูประเด็นเรื่อง &amp;lsquo;ส่งเสริมชีวิต&amp;nbsp; สู่การผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rsquo; ที่บริเวณชายหาดหน้าโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; โดยมีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ชาวมันนิ&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงจากภาคเหนือ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติชุมชน&amp;nbsp; ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; นักวิชาการ &amp;nbsp;ศิลปิน &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; ประมาณ 600&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนเข้าร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสียงสะท้อนจากชาวเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวแสงโสม&amp;nbsp; หาญทะเล&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ทะเล&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 โดยจะจัดงานหมุนเวียนกันไปในพื้นที่ที่มีชาวเลอาศัยอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายทะเลอันดามัน (ระนอง&amp;nbsp; พังงา&amp;nbsp; กระบี่&amp;nbsp; ภูเก็ต&amp;nbsp; สตูล) ทุกปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายเพื่อ 1. ส่งเสริมความเข้มแข็งกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; การประสานภาคีความร่วมมือ &amp;nbsp;2.เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ในระดับนโยบายและกฎหมาย และ 3.เพื่อเผยแพร่รูปธรรมการพัฒนาพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลต่อสังคม สาธารณะและนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;ชุมชนชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนเครือข่ายชาวเลบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ชาวเลเป็นกลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิม &amp;nbsp;แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;มอแกน &amp;nbsp;มอแกลน &amp;nbsp;และอูรัคลาโว้ย&amp;nbsp; มีภาษาพูดเป็นของตนเอง&amp;nbsp; แต่ไม่มีภาษาเขียน&amp;nbsp; มีหลักฐานว่าชาวเลอยู่อาศัยและหากินในท้องทะเลแถบอันดามันมานานไม่ต่ำกว่า 300 ปี&amp;nbsp; โดยการทำประมงแบบพื้นบ้าน&amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนชาวเล 43 ชุมชนกระจายอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ระนอง&amp;nbsp; พังงา&amp;nbsp; ภูเก็ต &amp;nbsp;กระบี่&amp;nbsp; และสตูล&amp;nbsp; มีประชากรรวมประมาณ 12,241 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;หลายสิบปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ชาวเลได้รับผลกระทบทั้งด้านที่อยู่อาศัยและการทำมาหากิน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; โดนเอกชนขับไล่ฟ้องร้องให้ออกไปจากที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ทั้งที่ชาวเลอยู่อาศัยและทำกินมานานหลายชั่วอายุคน และอยู่มาก่อน &amp;nbsp;แต่ชาวเลส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ &amp;nbsp;ไม่รู้เรื่องกฎหมายจึงไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน&amp;nbsp; อีกทั้งหน่วยงานรัฐได้ประกาศเขตอุทยานทางทะเล&amp;nbsp; ทำให้ชาวเลเข้าไปทำประมงไม่ได้ หรือถูกเจ้าหน้าที่จับกุม&amp;nbsp; ชาวเลจึงได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อผลักดันและเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายชาวเลบอกเล่าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้จากนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องทะเลอันดามัน&amp;nbsp; ประกอบกับชายหาดที่ขาวสะอาด&amp;nbsp; น้ำทะเลสดใส&amp;nbsp; ความงดงามตามธรรมชาติของท้องทะเลและเกาะแก่งต่างๆ&amp;nbsp; ทำให้ชาวเลได้รับผลกระทบหลายด้าน&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่ดินบริเวณชายหาดซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวเลในหลายจังหวัด&amp;nbsp; ถูกนายทุน&amp;nbsp; เจ้าของกิจการโรงแรม&amp;nbsp; รีสอร์ท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; อ้างเอกสารสิทธิ์ครอบครอง&amp;nbsp; และขับไล่พวกเขาออกไป&amp;nbsp; ไม่เว้นแม้แต่การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล&amp;nbsp; ทำให้ชาวเลอยู่อาศัยและเข้าไปทำมาหากินในท้องทะเลไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;.บรรยากาศชายทะเลเกาะหลีเป๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จากการผลักดันของภาคีหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาวเล&amp;nbsp; คณะรัฐบาลในสมัยนายอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 เห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;ตามแนวทางจัดทำพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเล &amp;nbsp;และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ &amp;nbsp;แต่จนปัจจุบันนี้&amp;nbsp; เป็นเวลา 10 ปีแต่ปัญหาของชาวเลส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;7 ปัญหาหลักที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ทะเล&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการรวบรวมปัญหาของชาวเลในพื้นที่ 5 จังหวัดชายทะเลอันดามัน&amp;nbsp; ปัจจุบันพบปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; ดังนี้&lt;/p&gt;


	ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย มี 25 ชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิเป็นของตนเอง ทั้งๆ ที่อาศัยมายาวนาน &amp;nbsp;กลายเป็นที่ดินรัฐหลายประเภท&amp;nbsp; ทั้งป่าชายเลน &amp;nbsp;กรมเจ้าท่า ป่าไม้ เขตอุทยาน &amp;nbsp;กรมธนารักษ์ &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลสะปำ&amp;nbsp; จ. ภูเก็ต &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลเกาะสุรินทร์ จ.พังงา &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลเกาะเกาะพีพี &amp;nbsp;จ.กระบี่ &amp;nbsp;เป็นต้น
	สุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมถูกรุกราน&amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่ากำลังมีปัญหาถึง 15 แห่ง มีทั้งการออกเอกสารมิชอบทับที่ดิน &amp;nbsp;ถูกรุกล้ำแนวเขต &amp;nbsp;ถูกห้ามฝังศพ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;พื้นที่บาราย (พื้นที่ทำพิธีกรรม) ของชาวเลหาด ราไวย์ &amp;nbsp;จ.ภูเก็ต &amp;nbsp;สุสานเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล &amp;nbsp;เป็นต้น
	ถูกฟ้องขับไล่โดยธุรกิจเอกชนออกเอกสารสิทธิ์มิชอบทับชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะ ชุมชนชาวเลหาดราไวย์&amp;nbsp; ชุมชนชาวเลบ้านสิเหร่ ภูเก็ต &amp;nbsp;และชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; ถูกดำเนินคดี&amp;nbsp; รวม 28 คดี&amp;nbsp; มีชาวเลเดือดร้อนมากกว่า 3,500 คน
	&amp;nbsp;ปัญหาที่ทำกินในทะเล จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า&amp;nbsp; แต่เดิมชาวเลหากินตามเกาะแก่งต่างๆ ไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 27 แหล่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ปัจจุบันเหลือเพียง&amp;nbsp; 2 แหล่ง &amp;nbsp;มีชาวเลถูกเจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ จับกุม&amp;nbsp; พร้อมยึดเรือเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; พื้นที่หน้าชายหาดซึ่งทุกคนควรใช้ร่วมกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้หญิงชาวเลใช้หาหอย หาปู&amp;nbsp; วางเครื่องมือประมง และที่จอดเรือ&amp;nbsp; กลายเป็นสิทธิของโรงแรมและนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; เช่น หน้าหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต&amp;nbsp; บริษัทเอกชนพยายามปิดทางเข้า-ออก &amp;nbsp;ชายหาดและที่จอดเรือของเกาะหลีเป๊ะ และเกาะพีพี &amp;nbsp;ชาวเลถูกบีบบังคับกดดันไม่ให้จอดเรือ 


&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	ปัญหาเรื่องการศึกษา&amp;nbsp; ภาษา&amp;nbsp; และวัฒนธรรม &amp;nbsp;กลุ่มชาวเลส่วนใหญ่&amp;nbsp; ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ขาดความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรม &amp;nbsp;ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมกำลังจะสูญหาย 
	ปัญหาเรื่องสุขภาวะ&amp;nbsp; ด้วยปัญหารอบด้านทำให้ชาวเลเกิดความเครียด &amp;nbsp;บางส่วนติดเหล้า &amp;nbsp;มีปัญหาเรื่องสุขภาพต่างๆ ตามมา 
	ปัญหาการไร้สัญชาติ ยังมีชาวเลกว่า 400 คนที่ไม่มีสัญชาติไทย โดยเฉพาะ ชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ &amp;nbsp;จ.พังงา&amp;nbsp; เกาะเหลา &amp;nbsp;เกาะช้าง &amp;nbsp;เกาะพยาม &amp;nbsp;จ.ระนอง 


&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; เนื่องจากปัญหาชาวเลเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานานและเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง&amp;nbsp; ทำให้ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาไม่อาจจะแก้ปัญหาได้โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 เพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถคุ้มครองเขตพื้นที่วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์และเอื้อต่อการแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม &amp;nbsp;และไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังตามนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp; โดยในขณะนี้ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เครือข่ายชาวเล&amp;nbsp; และพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิด พระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; ซึ่งการจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลในครั้งนี้ได้มีการจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดของชาวเลเพื่อนำมาบรรจุในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rsquo; : กฎหมายเร่งด่วน 1 ใน 16 ฉบับของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภินันท์ &amp;nbsp;ธรรมเสนา หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้และเครือข่ายสัมพันธ์&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะคณะทำงานจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp;การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยรัฐบาล
ได้จัดความสำคัญให้เป็นกฎหมายเร่งด่วน 16 ฉบับที่ต้องจัดทำให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งกำหนดไว้ในเอกสารภาคผนวกคำแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 &amp;nbsp;และมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภินันท์กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; การผลักดันให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;มีพัฒนาการสืบเนื่องมาจากความต้องการของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการยกระดับแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 และแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง 3 สิงหาคม 2553 ขึ้นเป็น พ.ร.บ. ซึ่งมีความพยายามในการผลักดันตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนความสำคัญที่ต้องมี พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ประกอบด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก &amp;nbsp;ประเทศไทยมีชาติพันธุ์มากกว่า 70 กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; มีประชากรรวมประมาณ 6.1 ล้านคน หรือร้อยละ 9.68 ของประชากรประเทศ &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยต่างเผชิญกับปัญหาการถูกละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp; ด้วยอคติที่ถูกมองว่าเป็นคนต่างด้าวไม่ใช่คนไทย &amp;nbsp;ทั้งที่จริงแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ต่างอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยมาเป็นเวลาช้านาน &amp;nbsp;การถูกมองว่าเป็นผู้ทำลายป่าไม้&amp;nbsp; ด้วยความไม่เข้าใจในวิถีเกษตรกรรมและภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;ปัญหาการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมือง เพราะยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่มที่ยังได้รับสัญชาติ&amp;nbsp; การตั้งถิ่นฐานในถิ่นทุรกันดารที่ไม่ได้รับการพัฒนาก็ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐที่พึ่งได้รับตามสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญไปกว่านั้นปัญหาสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์คือการสูญเสียอัตลักษณ์และภูมิปัญญา อันเป็นต้นทุนสำคัญในการพึ่งพาตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;ทำให้ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธ์ต้องสูญเสียศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ดังนั้นการมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ&amp;rdquo; นายอภินันท์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง การมี พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์สวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้เพราะ พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่ระบุว่า &amp;ldquo;รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน &amp;nbsp;ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน&amp;nbsp; หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม การมี พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการดำเนินการตามพันธสัญญาระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยได้ให้สัตยาบันไว้ อาทิสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมหลายฉบับ&amp;nbsp; ส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องความคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination - CERD)&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับรองปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples - UNDRIP) อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวมันนิ (ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าภาคใต้/ไม่ควรเรียกว่า &amp;lsquo;เงาะป่า&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ซาไก&amp;rsquo; เพราะถือเป็นการดูถูก) จาก จ.พัทลุงมาร่วมงานชาวเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.การคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;พ.ร.บ.ฉบับนี้ยืนยันในหลักการที่ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;หากแต่มุ่งให้ความคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะเป็นกลุ่มคนด้อยสิทธิและยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ &amp;nbsp;ดังนั้น พ.ร.บ. จึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมอันเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;โดยให้ความคุ้มครอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; (1)การได้รับการดูแลและไม่ถูกเกลียดชัง เหยียดหยามหรือเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม&amp;nbsp; (2) การอนุรักษ์ภูมิปัญญาหรือความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และความเชื่อตามจารีตประเพณี&amp;nbsp; (3) การจัดการชุมชนและพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) การจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนของชุมชน&amp;nbsp; (5) การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการ กิจกรรมหรือกิจการของรัฐหรือเอกชนที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิตหรือชุมชน&amp;nbsp; (6) การเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการบริการสาธารณะของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การสร้างกลไกเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ร.บ ฉบับนี้ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะต้องมีกลไกของรัฐที่จะเข้ามารับผิดชอบแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง &amp;nbsp;เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความเปราะบางและละเอียดอ่อน &amp;nbsp;จึงออกแบบให้มีกลไกคณะกรรมการระดับชาติ &amp;nbsp;เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้ &amp;nbsp;&amp;ldquo;คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo; ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน &amp;nbsp;และสร้างกลไกการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในรูปแบบของคณกรรมการระดับจังหวัด &amp;nbsp;ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บรรยากาศเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในการจัดการตนเอง &amp;nbsp;พ.ร.บ.ฉบับนี้ยึดหลักการสำคัญที่มุ่งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์มีความสามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการตนเองบนฐานภูมิปัญญาวัฒนธรรม จึงได้ออกแบบให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในรูปแบบของสมัชชาชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะประกอบด้วยผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มที่เลิอกกันเองเพื่อเป็นสมาชิกสมัชชา โดยมีหน้าที่ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;(2) ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์อนุรักษ์หรือฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภาษา&amp;nbsp; (3) เสนอนโยบาย มาตรการคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ต่อคณะกรรมการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;(4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการจัดการการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือความหลากหลายทางชีวภาพที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; (4) เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่กลุ่มชาติพันธุ์ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน&amp;nbsp; (5) สนับสนุนการจัดทำข้อมูลและบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ให้สมาชิกสมัชชาเลือกสมาชิกจำนวนหนึ่งเป็น &amp;ldquo;คณะกรรมการบริหารสมัชชา&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4.การจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 70 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็มีวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำฐานข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;(1) เพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; (2) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายในการรับรองสถานะบุคคล&amp;nbsp; (3) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; (4) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการประกาศและเพิกถอนเขตพื้นที่ที่มีกฎหมายกำหนดเพื่อการอนุรักษ์หรือการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การผังเมือง &amp;nbsp;และการดำเนินกิจการอื่นของรัฐที่กระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ&amp;nbsp; การกำหนดให้มีพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีแนวคิดมากจากการประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ อันเป็นความพยายามของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในการผลักดันให้มีการกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมอย่างสมดุลกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;รวมทั้งเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ โดยกำหนดให้ให้ชุมชนจัดทำแผนแม่บทว่าด้วยการจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;และเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;ให้มีคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์บริหารจัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหน้าที่สำคัญในการจัดทำธรรมนูญของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบด้วย &amp;nbsp;สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในพื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;พื้นที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;พื้นที่วัฒนธรรมและจิตวิญญาณ &amp;nbsp;และพื้นที่สงวนและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การทำนุบำรุงรักษาสืบทอดศิลปวัฒนธรรมและภาษา &amp;nbsp;มาตรการบังคับใช้ธรรมนูญ ในพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; โดยต้องไม่ขัดหรือแย้งกับแผนแม่บทที่เสนอต่อคณะกรรมการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บรรยากาศเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายอภินันท์ &amp;nbsp;ธรรมเสนา &amp;nbsp;คณะทำงานจัดทำร่าง พ.ร.บ. กล่าวว่า&amp;nbsp; ในการจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลในครั้งนี้&amp;nbsp; คณะทำงานได้จัดเวทีชี้แจงความเป็นมาและสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; รวมทั้งเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชาวเล &amp;nbsp;โดยชาวเลได้นำเสนอปัญหาต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; ด้านที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ที่ทำกิน&amp;nbsp; ผลกระทบจากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; การประกาศเขตอุทยานทางทะเลทำให้กระทบต่ออาชีพประมง&amp;nbsp; ปัญหาด้านการศึกษา&amp;nbsp; การรักษาพยาบาล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ซึ่งคณะทำงานจะนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับสมบูรณ์&amp;nbsp; และจะจัดเวทีในลักษณะนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์อีก 10 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตามแผนงานคาดว่าภายในเดือนมีนาคม 2564&amp;nbsp; ร่าง พ.ร.บ.ฉบับสมบูรณ์จะแล้วเสร็จ&amp;nbsp; และจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้ความเห็นโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;nbsp; เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป&amp;nbsp; และคาดว่าภายในปี 2565&amp;nbsp; พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะประกาศใช้ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอภินันท์กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปฏิญญาหลีเป๊ะ :&amp;nbsp; &amp;ldquo;เพื่ออนาคตของลูกหลาน ที่มีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;มีสิทธิ์&amp;nbsp; มีความเสมอภาค&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การจัดงาน &amp;lsquo;รวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11&amp;rsquo; ที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล&amp;nbsp; ในวันสุดท้าย (29 พ.ย.) เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; ร่วมกับพี่น้องชาวมันนิ (ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าภาคใต้/ไม่ควรเรียกว่า &amp;lsquo;เงาะป่า&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ซาไก&amp;rsquo; เพราะถือเป็นการดูถูก) และผู้แทนชาวกะเหรี่ยงจากภาคเหนือที่มาร่วมงาน&amp;nbsp; ร่วมกันประกาศ &amp;lsquo;ปฏิญญาหลีเป๊ะ&amp;rsquo;&amp;nbsp; มีเนื้อหาว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่อย่างหลากหลาย &amp;nbsp;ตั้งแต่ภูเขา จรดทะเล ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่า &amp;nbsp;พวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ ได้บุกเบิกอาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินนี้มาแต่เดิม ก่อนมีการกำหนดอาณาเขตประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;มีวิถีเรียบง่าย &amp;nbsp;สอดคล้องกับระบบธรรมชาติที่เราอยู่อาศัย &amp;nbsp;สร้างขนบธรรมเนียม ภูมิปัญญา ความเชื่อ &amp;nbsp;ภาษา วัฒนธรรม &amp;nbsp;ที่เป็นอัตลักษณ์ของเราเอง &amp;nbsp;และปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ความเจริญที่ถาโถมเข้ามา &amp;nbsp;พร้อมกับนโยบายต่างๆ ของรัฐ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การส่งเสริมการท่องเที่ยว &amp;nbsp;การส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงพานิชย์ &amp;nbsp;รวมทั้งการประกาศเขตอนุรักษ์ &amp;nbsp;สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้พวกเราไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย &amp;nbsp;ที่ทำกิน &amp;nbsp;และพื้นที่ทางจิตวิญญาญเท่านั้น &amp;nbsp;แต่ยังทำให้อัตลักษณ์ของพวกเราสั่นคลอนไปด้วย &amp;nbsp;และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;10 ปีของการมีมติคณะรัฐมนตรีในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;มีปัญหาบางประการที่คลี่คลายไป &amp;nbsp;แต่มีอีกหลายประการที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข &amp;nbsp;เพราะปัญหาของพวกเราเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน&amp;nbsp; หลายกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในขณะที่พวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ได้ตระหนักถึงปัญหาข้างต้น จึงได้รวมตัวกันทั้งระดับชุมชนเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย&amp;nbsp; ทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาระดับนโยบายอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พวกเราจึงขอให้ปฏิญญาว่า จะร่วมกันทำงาน &amp;nbsp;ประสานพี่ประสานน้อง &amp;nbsp;เฉกเช่นที่ได้ทำมาต่อไปอย่างเข้มแข็งมากขึ้น และจะร่วมกันผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้สำเร็จ &amp;nbsp;มีผลบังคับใช้ภายในปี พ.ศ.2565 ทั้งนี้เพื่ออนาคตของลูกหลาน ที่มีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;มีสิทธิ์&amp;nbsp; มีความเสมอภาค &amp;nbsp;มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ดำรงวิถีชีวิตภายใต้ประเพณี &amp;nbsp;ภาษา &amp;nbsp;วัฒนธรรม &amp;nbsp;ภูมิปัญญาและความเชื่ออันเป็นอัตลักษณ์ของเราได้อย่างมั่นคงยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85394</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สตูล, ชาวเล, พอช, เกาะหลีเป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc352813e709.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งเขตวัฒนธรรมชาวเล เร่งแก้ไขปัญหาที่ดิน เพิกถอนสิทธิเอกชนเกาะหลีเป๊ะ 222 ไร่แต่เรื่องยังค้างเติ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.63 - นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทและที่ปรึกษาเครือข่ายชาวเล เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้ จะมีการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;งานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rdquo; ประจำปี 2563 ที่ชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล โดยมีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างภาคคีเครือข่ายภาคประชาชน กับตัวแทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เพื่อขับเคลื่อนการผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดกลไกการแก้ไขปัญหาชาวเล และขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาของคนกะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไมตรี กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ เป็นไปตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ที่มีวาระครบรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเลในประเทศไทย ที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงในวิถีชีวิตและสิทธิชุมชน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการหารือและพิจารณาปัญหากรณีเร่งด่วน โดยตั้งคณะกรรมการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อร่วมกันกำหนดขอบเขตพื้นที่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล จากนั้นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จะเข้ามาสนับสนุนทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจะจัดกระบวนการเชื่อมโยงเครือข่ายในการผลักดัน ร่าง พรบ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ชุมชนชาวเลมีปัญหาหนักๆ คือที่หมู่เกาะสุรินทร์ และเกาะพีพี มีการคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ แล้ว ว่า 2 พื้นที่นี้จะตั้งคณกรรมการเพื่อกำหนดเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมฯ ส่วนที่เกาะเหลา มีการลงนามข้อตกลงส่งมอบที่ดินให้ชาวบ้านจำนวน 4 ไร่ ในรูปแบบโครงการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ส่วนที่เกาะหลีเป๊ะพบเอกสารสิทธิ์บวมจาก สค.1 ใบเดียว จาก 50 ไร่ ขยายเป็น 100 ไร่ ทับที่ชุมชน ส่วนที่ชุมชนราไวย์ตอนนี้ยังขยับด้านนโยบายไม่ได้มาก เพราะปัญหาส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการศาลแล้วจึงต้องรอให้เสร็จสิ้นก่อน อย่างไรก็ตามปัญหาของชาวเลยังมีหลายประเด็นที่ราชการยังไม่เข้าใจปัญหา จึงถือโอกาสงานรวมญาติชาวเลให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีด้วย&amp;rdquo; นายไมตรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวลาผ่านไปครบ 10 ปี นับจากมีมติ ครม. 2 มิ.ย. 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล แต่การแก้ไขปัญหาของชาวเลกลับมีความคืบหน้าน้อยมาก ปัญหาสำคัญคือข้าราชการขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชน และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งในยุค คสช.มีนโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งมีการยึดที่ดินชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงการครองครองที่ดิน ชาวเลกับชาวกะเหรี่ยงจึงถูกริดรอนสิทธิมาโดยตลอด ดังนั้นการผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเร่งจัดการสิทธิที่ดินของชาวบ้านให้ชัดเจนก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกสุรินทร์ กล่าวอีกว่า แม้จะจะเป็นพื้นที่ที่ชาวเลอาศัยมาก่อนจริง แต่ถ้าไม่มีการให้สิทธิที่ดินที่ชัดเจน เขตวัฒนธรรมพิเศษก็จะเกิดไม่ได้จริง เพราะชาวเลอยู่กันมาเป็นร้อยปี ก่อนมี พรบ.ออกโฉนดที่ดิน 2479 ดังนั้นจึงเป็นคนที่อยู่มาก่อนมีกฎหมายที่ดินจึงมีสิทธิในที่ดิน อีกทั้งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2509 ระหว่างกรมป่าไม้กับชาวบ้านพิพาทกรณีป่าสงวน ว่าผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนกฎหมายมีสิทธิในที่ดินเหนือกฎกระทรวงและกฤษฎีกาทั้งปวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสมัยสงคราม 9 ทัพ ชาวเลในอันดามัน คือทหารไทยด่านแรกที่ต่อต้านทหารพม่าที่ยกทัพมาทางเรือ เพราะสมัยก่อนภูเก็ตไม่มีคนไทยอยู่ ในประวัติศาสตร์จังหวัดภูเก็ตมีบันทึกไว้ว่าคนพื้นถิ่นดังเดิมคือ ชาวเลกับชาวมันนิ อีกทั้งชื่อเกาะ ชื่ออ่าวหรือทะเล ถูกตั้งจากภาษาชาวเลทั้งหมด พอขึ้นทางเหนือตั้งแต่จังหวัดประจวบฯไปถึงเชียงราย ชื่อภูเขาเป็นชื่อภาษากะเหรี่ยง พวกเขาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างชาติไทยมาจนปัจจุบัน&amp;rdquo; พลเอกสุรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกาญจนพันธ์ คําแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา กล่าวว่า จริงๆแล้วชาวเลกับอุทยานไม่มีปัญหากัน แต่มีปัญหาระหว่างชาวเลกับเอกชนที่อ้างกรรมสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดิน อย่างไรก็ตามทางอุทยานฯได้ทำการตรวจสอบเอกสารสิทธิแล้ว โดยได้ทำเรื่องส่งไปยังกรมที่ดินตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้เพิกถอนเอกสารสิทธิจำนวน 40 แปลง ประมาณ 222 ไร่ เพราะเป็นเอกสารที่ไม่ชอบ แต่การต่อสู้กันยาวนาน ล่าสุดใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรายังไม่สามารถจัดสรรที่ดินให้ชาวเลได้ก็เพราะมีเอกสารสิทธิที่เอกชนบางส่วนแอบอ้าง ส่วนเรื่องหาปลานั้นมีมติครม.อนุญาตชาวเลทำประมงได้ในขอบเขตที่เราหารือร่วมกัน โดยต้องเป็นจุดดั้งเดิมและเครื่องมือเดิม เชื่อว่าหลังจากลงนามจัดตั้งเขตวัฒนธรรมพิเศษ และหลายฝ่ายเข้ามาช่วยกันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจุดไหนที่อุทยานฯแก้ไม่ได้ หน่วยงานอื่นๆก็ได้เข้ามาช่วย&amp;rdquo;หัวหน้าอุทยานฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกาญจนพันธ์ กล่าวว่าสำหรับบรรยากาศการท่องเที่ยวขณะนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวน้อยมาก และส่งผลกระทบกับชาวเลเพราะบางส่วนมีรายได้จากการรับจ้างขับเรือหางยาวรับส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งทางจังหวสัดควรหาอาชีพมาเสริม ขณะนี้นักท่องเที่ยวหายไป 70-80% ซึ่งปกติช่วงปลายปีและต้นปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมากันเยอะ แต่ขณะนี้มีเพียงนักท่องเที่ยวไทยซึ่งไม่มากโดยมักมาในช่วงวันหยุดยาวๆ
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85048</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสตูล, ชาวเล, เกาะหลีเป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbe367fb9a0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 18:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แปลกแต่จริง! ชาวเลสืบสานประเพณีนอนชายคาบ้านริมถนน ตามรอยบรรพบุรุษในเทศกาลสารทเดือนสิบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเทศกาลสารทเดือนสิบของทุกๆปี ที่ชุมชนถนนใหม่เขตเทศบาลเมืองพังงา จะพบเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมาอาศัยกินอยู่หลับนอนอยู่ตามชายคาหน้าบ้านของชาวบ้านในชุมชน ซึ่งเป็นที่รับรู้ของชาวจังหวัดพังงาและใกล้เคียงว่าเข้าสู่เทศกาลสารทเดือนสิบแล้ว แต่ก็เป็นที่แปลกตาของคนต่างจังหวัดที่ผ่านไปมาและไม่เคยรู้ว่าก่อนว่านี่คือ กลุ่มพี่น้องชาวไทยใหม่ หรือชาวเลอุรักลาโว้ย จากพื้นที่จังหวัดภูเก็ต-กระบี่-สตูล ที่สืบสานประเพณีตามรอยบรรพบุรุษของพวกเขา ที่ในอดีตนับร้อยปีได้นำของทะเลต่างๆพายเรือเลียบอ่าวพังงาขึ้นมาแลกกับข้าวสารเสื้อผ้าของชาวบ้านบนแผ่นดินใหญ่ และได้ขออาศัยหลับนอนตามหน้าบ้านของคนในชุมชนแห่งนี้ ซึ่งเป็นชุมชนท่าเรือสำคัญในอดีตของพังงา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นคาดว่าผลิตผลทางทะเลมีน้อยเลยกลับกลายเป็นเป็นการขอบุญจากชาวบ้านแทน จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานโบราณของชาวไทยใหม่หรือชาวเลกับความมีน้ำใจของพี่น้องชาวชุมชนถนนใหม่ จ.พังงา ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาได้สั่งการให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพังงา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา เทศบาลเมืองพังงา นำเจ้าหน้าที่และ อสม.มาตรวจวัดไข้คัดกรองโควิด-19 มอบหน้ากากผ้า พร้อมกับข้าวสารให้ทุกครอบครัวที่มากันรวมกว่า 300 ชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไตรรัตน์ กลับคง รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพังงา กล่าวว่า เป็นเรื่องของความผูกพันมานานกว่า 100 ปี ระหว่างพี่น้องชาวไทยใหม่หรือชาวเลกับพี่น้องชาวชุมชนถนนใหม่ ในช่วงเทศกาลสารทเดือนสิบของทุกปีตั้งแต่วันรับตายาย พี่น้องชาวไทยใหม่ก็จะนำครอบครัวเดินทางมาอาศัยอยู่ตามหน้าบ้านของชาวชุมชนแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นในช่วงกลางวันก็จะพากันออกไปรับบุญจากชาวไทยพุทธ ด้วยการขอข้าวสาร เสื้อผ้า หรือเงินสดตามพื้นที่ต่างๆ ตอนเย็นก็จะกลับมาทำอาหารกินกันหน้าบ้านและหลับนอนอยู่หน้าบ้าน โดยเจ้าของบ้านไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด ทางเทศบาลเมืองพังงาเคยขอจัดที่กินอยู่หลับนอนให้เป็นสัดส่วน แต่พวกเขาก็ไม่ยินยอมและบอกว่าพวกเขาต้องมาขอข้าวสารกินนอนหน้าบ้านทับรอยของบรรพบุรุษของพวกเขา หากไม่ทำตามประเพณี พวกเขาก็จะไม่สบายหรือประสบโชคร้ายมีอันเป็นไปบ้าง โดยพี่น้องชาวไทยใหม่ทุกคนจะไปร่วมรับบุญที่วัดต่างๆในวันสารทเดือนสิบ จากนั้นก็จะกลับมาเก็บของพร้อมเดินทางกลับบ้านทันที&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77426</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพังงา, ชาวเล, ชาวเลอุรักลาโว้ย, ชาวไทยใหม่, วัฒนธรรมชาวเล, สารทเดือนสิบ, สืบสานประเพณี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f5453c0683.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 19:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครบ 10 ปีมติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล หลายฝ่ายเห็นพ้องยังห่างไกลความจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;ครบ 10 ปีมติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลหลายฝ่ายเห็นพ้องยังห่างไกลความเป็นจริง อดีตรมต.วัฒนธรรมเสียดายคืบหน้าน้อย-ปัญหาที่ดินและความไม่มั่นคงในชีวิตยังเป็นปัญหาใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.63 -&amp;nbsp;ได้มีการเสวนาออนไลน์ เรื่อง &amp;ldquo;มองย้อนสะท้อนบทเรียน 10 ปีมติคณะรัฐมนตรีฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล&amp;rdquo; โดยวิทยากรประกอบด้วย 1.ดร.นฤมล อรุโณทัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) 3. &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; เตือนใจ ดีเทศ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4.นายธีระ สลักเพชร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 5.นางปรีดา คงแป้น ผู้แทนมูลนิธิชุมชนไท 6.ครูแสงโสม หาญทะเล ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล 7.น.ส.อรวรรณ หาญทะเล ชาวเลชุมชนทับตะวัน จ.พังงา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ก่อนเสวนา ได้มีการฟังเสียงของชาวเลจากชุมชนทับตะวัน จ.พังงา ชาวเลชุมชนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล และชาวเลชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ตโดยน.ส.อรวรรณ หาญทะเล และชาวบ้านซึ่งรวมตัวกันอยู่ที่ขุมเขียวกล่าวว่าเดิมทีพื้นที่ขุมเขียวเป็นป่าอุดมสมบูรณ์และชาวเลปลูกข้าวแต่ต่อมาได้มีการให้สัมปทานเอกชนทำเหมือนแร่ และเมื่อหมดยุคชาวบ้านก็กลับมาใช้เป็นพื้นที่จอดเรือ แต่ภายหลังเหตุการณ์สึนามิ นายทุนมาปักป้ายบอกว่าเป็นพื้นที่ของเขา บางครั้งมีการเอาหมาเข้ามาปล่อย และมีการดำเนินคดี จนศาลสั่งให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่รัฐก็ยังไม่ได้มาฟันธงว่าพื้นที่นี้เป็นของใคร อย่างไรก็ตามเมื่อมีโควิด 19 ชาวบ้านเห็นความสำคัญของขุมเขียวมากขึ้น เพราะเมื่อตกงานก็ต้องใช้พื้นที่นี้ทำมาหากิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อรวรรณ กล่าวว่า &amp;nbsp;เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ชาวบ้านรู้สึกดีใจมากที่มีมติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล 2 มิ.ย.2553 เพราะไม่คิดมาก่อนว่ารัฐบาลจะให้ความสนใจปัญหาของชาวเลอย่างจริงจัง โดยช่วง 2-3 ปีแรกยังเห็นผลงานการทำงานของรัฐ 1.ชาวบ้านไม่ถูกจับกุม มีการเข้ามาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน 2.ผู้ว่าราชการจังหวัดบางคนเข้ามาทำงานพัฒนาชุมชน เช่น โครงการหน้าบ้านหน้ามอง ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีส่วนร่วมกับชุมชนในหลายด้าน แต่สิ่งที่แก้ไม่ได้เลยคือปัญหาสิทธิที่ดิน เช่น ศาลพ่อตาสามพัน &amp;nbsp;พื้นที่ทำกินบนเขา แม้จะมีคำสั่งให้ชาวบ้านไปทำกินได้ แต่บางคนยังถูกไล่หรือถูกฟันพืชผล ส่วนด้านการศึกษายังไม่มีหลักสูตรที่นำเรื่องวิถีชีวิตชาวเลเข้าไปบรรจุในการเรียนการสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาสถานะบุคคลของชาวเลหมุ่เกาะสุรินทร์ยังไม่ได้รับการแก้ไข มีชาวบ้านจำนวนมากยังไม่มีบัตรประชาชน ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิการรักษาพยาบาล พี่น้องที่ไม่มีบัตรก็ไม่ได้รับการรักษาตามที่ควร บางคนต้องยอมเสียเงิน 2-3 หมื่น บางคนไม่มีเงินจ่ายครั้งหน้าไม่กล้าไปหาหมอต้องยอมทนป่วยอยู่บ้าน รวมทั้งการเข้าไปหากินในเขตอุทยานแห่งชาติ อย่างอย่างน้อยต้องผ่อนปรนให้ชาวเลเข้าไปหากินได้โดยไม่มีการจับกุม&amp;rdquo; &amp;nbsp;นางสาวอรวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูแสงโสม หาญทะเล ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล กล่าวว่า เกาะหลีเป๊ะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ไวรัสโควิท-19 เพราะเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทางจังหวัดจึงมีคำสั่งปิดเกาะ ปกติแม่บ้านจะไปทำงานรับจ้างตามโรงแรม พ่อบ้านขับเรือรับนักท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันกิจการทุกอย่างหยุดหมด จึงทำให้ขาดรายได้ ต้องกลับไปทำประมงแบบร้อยเปอร์เซ็น แต่ต้องประสบปัญหาราคาตกต่ำ เพราะไม่สามารถขนส่งปลาไปขายที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียได้ พอขายที่ท่าเรือปากบาราเถ้าแก่ที่รับซื้อให้ราคาต่ำและรับซื้อปริมาณไม่ต่ำลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูแสงโสม กล่าวต่อว่าก่อนมีมติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ชาวบ้านอยู่ด้วยความกดดันจากคนภายนอกเข้ามาบุกรุก ใช้อิทธิพลข่มขู่เพื่อยึดที่ดินของชาวเล ในอดีตเกาะเหลีเป๊ะอยู่ไกลปืนเที่ยง ชาวบ้านไปร้องเรียนที่ไหนก็ไม่มีหน่วยงานใดให้ความสนใจ ผู้มีอิทธิพลจึงเข้ามากวาดยึดพื้นที่ของชาวบ้านไป ชาวบ้านต้องยอมย้ายบ้านหนี จากเคยปลูกบ้านอยู่อาศัยกันแบบพี่น้อง ไม่เคยไปแจ้งการครอบครองกับรัฐ พอมีออกเอกสารสิทธิ จึงมีคนนอกนำเอกสารมาอ้างสิทธิบนที่ดินชุมชน ชาวบ้านจะทำอะไรต้องขออนุญาติ แม้จะสร้างห้องน้ำยังโดนแจ้งความจับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอมีมติครม. สภาพปัญหาข่มขู่ลดน้อยลงเล็กน้อย แต่ยังแก้ปัญหาของชาวบ้านไม่ได้ คือที่ดินอยุ่อาศัยและที่ดินจิตวิญาณ สุสาน ทางเดินสาธารณะบนชายหาด ชาวบ้านรวบรวมข้อมูลเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องก็เงียบไปเหมือนถูกลอยแพ ชาวบ้านคาดหวังมากที่สุดต้องการให้มี พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo; ครูแสงโสม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิรันดร์ หยังปาน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านชุมชนหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาของชาวบ้านที่เข้าไปจับปลาหากินในเขตอุทยานยังคงถูกจับกุม ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมก็ถูกจับกุมไป 6 ราย พื้นที่ทางจิตวิญาณของชุมชนคือบาไลย์ ที่ชาวเลต้องไปประกอบพิธีกรรมเป็นประจำ และพื้นที่สาธารณะที่ใช้จอดเรือ ซ่อมเรือ ซ่อมเครื่องมือประมงยังมีเอกชนอ้างสิทธิเป็นพื้นที่ของตนเอง ห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปทำกินได้ ที่ผ่านมามีข้อพิพาทและฟ้องร้องกันมาโดยตลอด หลังมีมติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลเมื่อ 10 ปีก่อนปัญหา บัตรประชาชนก็คลี่คลายบ้าง แต่เรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษยังไม่จบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิรันดร์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ยังต้องเจอกระทบสถานการณ์ไว่รัสโควิท-19 ทำให้ ออกทะเลหาปลาได้แต่ขายไม่ได้ เพราะภูเก็ตถูกปิดเมือง ไม่มีนักท่องเที่ยวและไม่มีคนเข้ามาซื้อปลา ซึ่งชาวบ้านใช้แนวคิดและความร่วมมือเครือข่ายชาวบ้านทำโครงการปลาแลกข้าวกับพี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและทางอีสาน ทำให้สังคมไทยเข้าใจวิถีชีวิตชาวเลมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระ สลักเพชร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผู้ผลักดันมติครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล กล่าวว่า ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการระดมสมองแก้ปัญหานี้ เพราะมองว่าชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เปราะบางที่สุด ก่อนได้รับกระทบจากการท่องเที่ยว พอเกิดสึนามิยิ่งกระทบหนัก สิ่งที่ชาวบ้านสะท้อนมาคือปัญหาเรื่องที่ดิน พื้นที่จิตวิญญาณ มองว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องยาก หากพิสูจน์ได้ว่าชาวเลอยู่มาก่อนก็ต้องกันเขตออกมาเป็นโฉนดชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือประกาศเขตวัฒนนธรรมพิเศษขึ้นมา แต่การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่อมาไม่เป็นไปอย่างนั้น จนรัฐบาลตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล ที่มี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน ลงไปแก้ปัญหาในพื้นที่ ส่งข้อมูลให้รัฐบาล มีระเบียบสำนักนายกออกมา แต่กลับไม่มีการแก้ปัญหาต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาไปเป็นภาระของศาล จึงเสียดาย 10 ปีที่ผ่านมาของมติ ครม.นี้ ที่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาน้อยมาก แต่อย่างน้อยทำให้สังคมเริ่มเข้าใจและยอมรับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระ กล่าวต่อว่า เชื่อว่า สังคมจะเป็นส่วนช่วยโอบอุ้มและผลักดัน มติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล เป็นกฏหมาย คือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;แต่สิ่งที่ควรรีบทำมากที่สุด คือการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินแล้วกันเขตให้ชัดเจน ถ้าไม่ทำแล้วรอ พรบ.ฉบับนี้ ที่จะสามารถออกได้ในปี 2565 จะไม่ทัน เพราะศาลจะมีการตัดสินคดีของชาวบ้านเสร็จก่อน แล้วจะทำให้การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษ หรือการคุ้มครองวิถีชีวิตชาวเลทำได้ยาก เพราะไม่สามารถไปเปลี่ยนคำตัดสินของศาลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นฤมล อรุโณทัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาของชาวเลต้องแก้ที่มายาคติของสังคมและการบริหารนโยบายรัฐเป็นสิ่งแรก เรื่องเจตจำนงค์ทางการเมืองสำคัญมากว่ารัฐบาลจะจริงจังกับการแก้ปัญหาหรือไม่ ซึ่งปัญหาชาวเลไม่เป็นเพียงปัญหาเฉพาะชาวเล ต้องมองไปถึงกลุ่มกะเหรี่ยงและชาติพันธุ์อื่นด้วย ส่วนภาควิชาการจะทำอย่างไรให้สังคมใหญ่เข้าใจ 1.ระบบวิธีคิดยังอยู่แบบเดิม เมื่อเปลี่ยนหัวหน้าอุทยานฯ งานต้องเริ่มใหม่ด้วย เปลี่ยนนายอำเภอก็ต้องเริ่มต้นจากศูนย์อีกแล้ว ระบบราชการต้องมีการส่งผ่านงานกันและมีความยึดมั่นว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตชาวบ้านดีขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ฝังอยู่ในระบบวัฒนธรรมราชการ และต้องมีการบริหารมติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลที่ดีกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า 4 ข้อหลักที่จะทำให้ชาวเลมีการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี คือ 1.การยอมรับของสังคมซึ่งเริ่มมีการยอมรับ 2.การรับรองสิทธิให้อยู่ได้ในพื้นที่ 3.คุ้มครองคดี ไม่ใช่การบังคับใช้กฏหมายอย่างเดียว 4.ส่งเสริมวัฒนธรรม ภาษา ส่งเสริมให้ถึงรากเหง้าปรัชญาการใช้ชีวิตให้เข้าไปสู่ระบบการศึกษาพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมาของมติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ทำให้ตัวตนชาวเลได้เป็นที่รู้จักและยอมรับของสังคม มีการวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลทุกปี ทำให้ชาวเลได้สะท้อนสถานกาณณ์ปัญหาและข้อเสนอแนะ การมีนักวิชาการหรือองค์กรประชาสังคมเข้ามาช่วย ทำให้จากเดิมที่ชาวเลไม่มีตัวตนเพราะอยู่ห่างไหลตามเกาะต่างๆ จนเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่หมู่เกาะสุรินทร์ตั้งแต่ก่อนสึนามิ ชาวเลใช้เรือกาบาง ธรรมชาติยังสมบูรณ์ แต่ยังไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร ตอนนี้มีครูที่เป็นชาวเลลงไปสอน แต่ยังขาดตัวแทนชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะไม่มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หรือตัวแทนสมาชิก อบต. จึงไม่มีการพัฒนาหรือการใช้งบประมาณลงมาในพื้นที่ จึงเป็นเป้าหมายที่จะผลักดันให้มีตัวแทนของชาวบ้านขึ้นมาเหมือนที่เกาะหลีกเป๊ะที่มีชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาด้านสัญชาติมีการลงพื้นที่ 3 ครั้ง แต่ยังไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่มีหมอตำแยสามารถเป็นพยานยืนยันการเกิดของชาวบ้านได้ ชาวบ้านจึงควรได้รับการรับรองสัญชาติได้ ทั้งตาม ม.23 และม.7ทวิ กระทรวงมหาดไทยควรเร่งดำเนินการให้สัญชาติแก่ชาวบ้านที่ยังตกหล่นให้เสร็จภายในปีนี้ นอกจากนี้เห็นชาวเลประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษนำร่อง เหมือนที่พี่น้องกะเหรี่ยงภาคเหนือได้ทำ นอกจากนี้เครือข่ายชาวเลควรมีการเก็บข้อมูลจัดทำรายงานสถานการณ์ทุก 4 ปี คู่ขนานกับรายงานด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลที่จะต้องรายงานต่อองค์การสหประชาชาติ จากการไปลงนามเป็นภาคีเกี่ยวกับชาติพันธุ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวว่า 10 ปีที่แล้ว ที่มีการผลักดันมติครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญของก้าวสำคัญที่จะพ้นมายาคติ ที่เคยมองว่าวัฒนธรรมเป็นเรื่องร้องเล่นเต้นรำ จัดแสดง หรือขายได้ แต่วัฒนธรรมของชาวเลถูกหล่อเลี้ยงด้วยจิตวิญาญธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ พอไปตัดรอนสิทธิออกจากธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งบันเทิงสร้างรายได้ จึงเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีในการหนดขชะตาชีวิตของชาเล ควรนำทุนวัฒนธรรมที่ใช้ขับเคลื่อนให้สังคมได้รู้จักความแตกต่าง วิถีที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ รักษาธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์โกมาตร กล่าวต่อว่า การผลักดันครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลที่ดีที่สุดต้องผลักดันเป็นกฏหมาย แต่ที่ผ่านมามีแต่การผลักดันเป็นประเด็นเฉพาะ เช่น ตั้งกองทุนสุขภาพ แต่ไม่มีกฏหมายที่เป็นร่วมใหญ่ในการขับเคลื่อน จึงตั้งเป้าจะให้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ออกเป็นกฏหมายได้ในปี 2563 โดยศูนย์มานุษยวิทยาฯ จะเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนในการผลักดันให้สำเร็จ แต่ยังมีอุปสรรคอีกหลายข้อ โดยเฉพาะการให้นิยามกลุ่มชาติพันธุ์ต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นกลุ่มคนที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะเข้ามาใช้สิทธิ และยังต้องหาทางออกกับข้อกฏหมายอุทยานและกฏหมายที่ดินที่บัญญัติไว้ก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์โกมาตร กล่าวต่อว่า ชาวเลเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด ถูกต้อนจนมุมไม่มีหาทางต่อสู้มากนัก คดีความก็เยอะกว่าจะสิ้นสุดชาวเลก็หมดแรงไม่ต้องทำมาหากิน เป็นตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับคนไร้อำนาจที่แท้จริง จึงต้องเร่งแก้ปัญหาคือ 1.เรื่องที่ดิน กว่าจะมีกฏหมายออกมารองรับชาวบ้านอาจโดยฟ้องจนสูญเสียที่ดินหมด กฏหมายออกมาก็ไม่มีประโยชน์ 2.สถานะบุคคล ต้องทวงสิทธิความเป็นพลเมืองไทย เพราะเรื่องยาก ในการคุ้มครองปกป้องการคุกคามจากทุน หรือความไม่เป็นนธรรมต่างๆ ในกลุ่มเปราะบาง 3.สร้างรากฐานเพื่อพัฒนา พรบ.ฉบับนี้ต่อไป เช่น การทดลองทำตัวอย่างให้เห็นว่าชาวเลสามารถจัดการทรัพยากรที่ดิน หรือรักษาภูมิปัญญาไว้ได้ พยายามกู้สถานะให้กลุ่มชาติพันธุ์มีที่ยืนในสังคมเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปรีดา คงแป้น ผู้แทนมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งที่หน้าสนใจ 2 ด้าน 1.ด้านดี นับตั้งแต่หลังเหตุการณ์สึนามิเป็นต้นมา เห็นพัฒนาการในทุกรัฐบาล มีการตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาระดับชาติ มีงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลทุกปี มีการนำเสนอปัญหาต่อเนื่อง 2.ข้อพิพาทที่ดินชุมชนหาดราไวย์เป็นคดีประวัติศาตร์ที่มีการพิสูจน์สิทธิ์ด้วยดีเอ็นเอ 3.รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศและสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีการเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด 4.รัฐธรรมนูญ ม.470 และในยุทศาสตร์ชาติได้ระบุเรื่องสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ ดังนั้นก้าวต่อไปคือการผลักดันด้านการออกกฏหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเด็นสำคัญคือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง นโยายที่กดทับคือการท่องเที่ยว และประกาศเขตอนุรักษ์ 10 ปีเป็นหัวเลี้ยวที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้แก้ไข ชุมชนมีคดีชาวบ้านถูกฟ้อง 35 คดี ชาวบ้านได้รับผลกระทบ 3 พันกว่าคน ชุมชนชาวเลที่ไม่มีความมั่นคง 37 ชุมชน เพราะอยู่ในที่ดินรัฐ ชาวเลพิพาทเขตอนุรักษ์ทางทะเล ถูกดำเนินคดีมากกว่า 30 ราย ซึ่งมติ ครม.นี้ พอจะเป็นหลักค้ำยันได้ แต่แก้ปัญหาไม่ได้ แต่พี่น้องไม่ได้หยุดนิ่งกับที่เชื่อมโยงกับพี่น้องทั่วประเทศ กฏหมายจึงไม่ควรอยู่ในกระดาษอย่างเดียว พี่น้องต้องได้รับความเข้าใจด้วย 10 ปีนี้จึงมีแนวโน้มที่ดีแต่ปัญหาที่ตามมาก็ใหญ่เกินกว่าจังหวัดจัดการ แต่ไม่ใหญ่พอที่รัฐบาลจะสนใจ พอชาวบ้านไม่ทวงถามก็จะหยุดเงียบไป&amp;rdquo; นางปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจำนงค์ จิตนิรัตน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชาวเลอันดามัน กล่าวว่า มติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลเหมือนใบเบิกทาง แต่ไม่มีการทำให้เข้มข้น เดินเชื่องช้า ขณะที่ปัญหาที่รุกหน้าไปรวดเร็ว เช่น กรณีที่ดินหลีเป๊ะถูกรุกไปเรื่อยๆ เกาะหลีเป๊ะเป็นตัวดึงดูดนับพันล้านต่อปี แต่วิถีชีวิตชาวเลกลับตกต่ำ ทุกพื้นที่ควรร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดผลดีกับชาวเล ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวหรูหรามาก แต่ชีวิตเล็กๆ กลับถูกทอดทิ้ง รวมถึงความขัดแย้งที่ดินรุนแรงจนเกิดเหตุทุบตีฟ้องร้องชาวเลชุมชนราไวย์ จึงอยากเสนอให้แต่ละชุมชนทดลองทำนวัตกรกรรมกำหนดพื้นที่หากิน พื้นที่จิตวิญาณนำร่องเป็นตัวอย่างเพื่อผลักดันมติ ครม.นี้ให้เกิด พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67668</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวเล, ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed646c4d00f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนรักเลกระบี่จี้รัฐดูแลพะยูนเร่งด่วนก่อนสูญพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.62-นายอาหลี ชาญน้ำ นายกสมาคมคนรักเลกระบี่ กล่าวถึงการพบซากพะยูนสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ลอยตายในทะเลกระบี่อย่างต่อเนื่องว่า &amp;nbsp;จากสถานการณ์พะยูนตายในพื้นที่ฝั่งอันดามันท้องที่ทะเล จ.กระบี่ อย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ซึ่งทางสมาคนคนรักเล ได้มีการประชุมเครือข่ายคนรักเล เพื่อหามาตรการเฝ้าระวังป้องกัน ไม่ให้พะยูนถูกทำร้าย โดยได้มีการจัดตั้งเครือข่าย &amp;ldquo;อาสาสมัครพิทักษ์พะยูน&amp;rdquo;ขึ้น พร้อมนำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อจะได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการเฝ้าระวังดูแลพะยูนในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่มีการตัดเขี้ยวของซากพะยูนออกไปนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติในกลุ่มนักเล่นเครื่องประดับที่ทำจากเขี้ยวพะยูน โดยส่วนใหญ่จะนำไปทำเป็นหัวแหวน เมื่อชาวบ้านไปพบ ก็จะตัดเขี้ยวออกไปขาย เนื่องจากเขี้ยวพะยูนมีราคาค่อนข้างแพงมาก เขี้ยว พะยูน 1 คู่ ราคาหลักแสนบาท ทำให้เป็นที่ล่อตาล่อใจ ส่วนกรณีที่นำไปทำเป็นเครื่องรางของขลังนั้น ไม่เป็นเครื่องความจริง เป็นความเชื่อที่ผิด มีเพียงนำไปทำเป็นเครื่องประดับเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พะยูน ที่พบเป็นซากลอยตายในทะเลกระบี่ เมื่อ 3วันที่ ผ่านมา รวม 2 ตัว และมี 1 ตัวเขี้ยวถูกตัดหายไป เชื่อว่ามีการตัดออกไปหลังจากที่พะยูนตายแล้ว ไม่ใช่เป็นการล่าเพื่อเอาเขี้ยวอย่างแน่นอน เพราะหากว่าเป็นการล่าพะยูน จริงคนที่ล่า จะไม่มีการทิ้งตัวพะยูนไว้อย่างแน่นอน คงจะเอาไปทั้งตัว เพราะเชื่อกันว่า ตัวพะยูนทั้งตัว สามารถนำไปทำเรื่องรางของขลัง แม้แต่กระดูก ก็ยังมีค่าตามความเชื่อของคนโบราณ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41001</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.กระบี่, ชาวเล, พะยูน, รัฐบาล, สูญพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190715/image_big_5d2bf7d614102.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
