<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวกะเหรี่ยงทำพิธี &#039;เรียกขวัญข้าว&#039; ก่อนส่งมอบชาวเลราไวย์ เผยไม่ใช่ความโรแมนติกแต่เป็นการต่อสู้เอาตัวรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวกะเหรี่ยงลำเลียงข้าว 7 ตันแลกปลาชาวเล เผยไม่เน้นมูลค่าแต่แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูล ชาวเกาะพีพีหาปลาร่วมแลก &amp;ldquo;หมอโกมาตร&amp;rdquo; แนะขยายกว้างแนวทาง เป็นทางเลือกของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63 - ที่เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีการนำข้าวที่รวบรวมได้จากชาวบ้านบนดอยต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก จำนวน 7 ตันขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปมอบให้ชาวเลในชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะถึงในวันที่ 27 เมษายน โดยก่อนเคลื่อนย้ายข้าว ชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเรียกขวัญข้าว เพื่อขอบคุณข้าว และขอเทพแห่งข้าวให้ดูแลและส่งข้าวให้ถึงพี่น้องชาวเลอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ &amp;nbsp;หรือ &amp;ldquo;ชิ สุวิชาน&amp;rdquo; ศิลปินปกาเกอะญอ หนึ่งในทีมงานที่รวบรวมข้าวเพื่อนำไปแลกปลาครั้งนี้ กล่าวว่าความเชื่อของคนกะเหรี่ยงคือข้าวมีความสำคัญกว่าเงิน และการส่งข้าวไปที่อื่นคนปกาเกอะญอเชื่อว่าแม้เม็ดข้าวส่งไปแต่ขวัญข้าวยังต้องอยู่กับเรา ซึ่งระหว่างที่ระดมข้าวนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ย้ำเตือนว่า ก่อนส่งข้าวไปควรทำพิธีเรียกขวัญข้าวก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งข้าวครั้งนี้เราไม่ได้มองกันเรื่องมูลค่า แต่เป็นการส่งความดี ส่งชีวิตไป เพื่อให้ทุกคนได้กินอิ่ม ชาวบ้านที่มอบข้าวครั้งนี้ทุกคนต่างรู้สึกดีใจ เขารู้สึกว่าข้าวที่ตัวเองปลูกได้ทำหน้าที่ให้ชาวเล โดยข้าวจำนวนมากมาจากการทำไร่หมุนเวียน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า ไร่หมุนเวียนไม่ใช่แค่ปลูกข้าวสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อแบ่งปันด้วย การนำข้าวมารวมกันครั้งนี้เหมือนเอาข้าวสารหลายๆ เม็ดมารวมกันแล้วไปเต็มหม้อที่ชุมชนราไวย์&amp;rdquo; นายสุวิชาญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร กล่าวว่าขอบคุณข้าวทุกเม็ด คนทุกคนที่รวบรวมข้าวครั้งนี้ กิจกรรมนี้จะส่งถึงพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยากหลายพื้นที่ ข้าวจะเป็นสื่อกลางมิตรภาพระหว่างชาวเลและชาวดอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่จะได้กินข้าวจากภาคเหนือ โดยชาวเลได้เตรียมปลาแห้งไว้กว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งนี้ข้าวที่ได้มานอกจากเอามาแจกจ่ายให้ชาวบ้านราไวย์แล้ว จะนำไปแจกจ่ายให้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ตามเกาะต่างๆ ซึ่งกำลังประสบความลำบาก เช่น เกาะพีพี เกาะหลีเป๊ะ เกาะเหลา เกาะช้าง เกาะสุรินทร์ เกาะลันตา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พวกเราชาวเลต่างร่วมกันลงแรงลงขันกันหาปลา รวมๆ แล้วเราหาปลามาได้หลายตัน ปลาตัวใหญ่เราเอาเป็นปลาสดไปขาย ส่วนปลาเนื้อบางเราก็เอามาทำปลาเค็ม เรากำลังคิดกันอยู่ว่าอนาคตจะอยู่กันได้อย่างไร หากไม่ใช้เงินตรา ในอดีตบรรพบุรุษของเราก็ไม่ใช้เงิน โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปที่ไหนกะเอาปลาไปแลกผัก-ผลไม้-ข้าว&amp;rdquo; นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลเกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่า ชาวเลแหลมตง เกาะพีพีได้รับข้าวจากเครือข่ายชาวเลราไวย์ และมีการลำเลียงกันทางทะเลโดยขนส่งกันคนละครึ่งทาง เนื่องด้วยการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของทั้ง 2 จังหวัด ที่ไม่สามารถข้ามเขตระหว่างจังหวัดได้ โดยพวกเราได้เดินทางไปรับข้าวกันกลางทะเล และเมื่อข้าวถึงเกาะพีพี ได้มีการนำไปแจกจ่ายให้ครอบครัว 38 ครอบครัวๆละ 10 กิโลกรัม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้พวกเราได้ออกเรือหาปลา และนำมารวบรวมกัน ช่วยกันผ่าปลาเพื่อทำเค็ม วันนี้ฟ้าเปิด ท้องฟ้าแจ่มใสเหมาะแก่การตากปลา โดยปลาที่แหลมตง ส่วนใหญ่ก็จะได้จากการตกเบ็ด และการลากปลา จึงได้ปลาไม่มากเท่าที่ราไวย์&amp;rdquo; น.ส.พรสุดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่าการแลกข้าวกับปลาระหว่างชาวเลกับชาวกะเหรี่ยง ว่าท่ามกลางวิกฤติต่างๆ ที่มนุษย์เจอเป็นผลผลิตของทุนนิยมที่บริโภคนิยมกันเกินแล้ว นอกจากทำให้ทุนนิยมโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกด้านหนึ่งก็ได้เบียดเบียนและทำลายสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม เมื่อมนุษย์ได้ไปสัมผัสกับสัตว์เหล่านั้น จนเกิดเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ รวมทั้งเกิดภัยพิบัติต่างๆ มากมาย ระบบของโลกยังมีการแลกเปลี่ยนอยู่ระบบเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบของการแลกเปลี่ยนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งทุนนิยมอย่างเดียว บางคนเสนอให้ใช้เงินตราท้องถิ่น หรือเครดิตของชุมชน ซึ่งข้าวแลกปลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โกมาตร กล่าวว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ระบบเงินตราไม่สามารถใช้ได้ เช่นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรค หรือกรณีเกิดน้ำท่วมใหญ่ เราเห็นได้ว่าร้านดังๆ ซุปเปอร์เก็ตต่างๆ ปิดกันหมด เหลือแต่ร้านของคนท้องถิ่นที่ยังเปิดอยู่ และร้านเหล่านี้กลายเป็นที่พึ่งพายามยากและช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ที่เดือดร้อน เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีมิติเรื่องทุนเอย่างเดียว เช่นเดียวกับการน้ำข้าวไปแลกปลา เป็นตัวอย่างของกระบวนการที่ชุมชนใช้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือการสร้างระบบเครดิตของชุมชนขึ้น และสามารถโอนให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือชาวบ้านภาคต่างๆ ที่มีผลผลิต ขยายระบบเครดิตเหล่านี้ให้มีทางเลือก จะได้ไม่ต้องไปฝากได้กับระบบทุนนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้มะม่วงออกเต็ม ทุเรียนก็เยอะ ชาวสวนต้องเอามาขายราคาถูก ราคาถูกแบบนี้พวกเขาอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องหาทางออก&amp;nbsp;เช่นเดียวการการนำข้าวไปแลกกับปลา มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนกันเฉยๆ แต่เป็นเรื่องของการการท้าทายวิธีคิด เพราะระบบเดิมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเวลาที่เอาข้าวไปแลก มันไม่ใช่แค่ข้าว แต่ข้าวที่นำไปแลกเปลี่ยนมันมีตัวตันของเราติดตัวไปด้วย คนที่ได้รับก็ไม่ใช่ได้รับแค่ข้าวหรือแค่กินแล้วอิ่ม ไม่ใช่แค่ยาไส้ แต่มันเป็นการยาใจด้วย เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามลำบาก ผมเชื่อว่าวิธีการนำข้าวไปแลกปลาแบบนี้ มันทดแทนระบบการกระจายแบบทุนนิยมได้ ผมว่าควรขยายความคิดแบบนี้ออกไปมากๆ&amp;rdquo; นพ.โกมาตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า วิธีการนำข้าวไปแลกกับปลาถูกบางคนมองว่าโรแมนติกเกินไปหรือไม่ นพ.โกมาตร กล่าวว่า ชีวิตคนเราบางทีก็ต้องมีความโรแมนติกกันบ้าง แต่การแลกเปลี่ยนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเล่นสนุก แบบชนชั้นกลางที่ประคองตัวเองอยู่รอดได้ แต่ในโลกของประชาชนชาติพันธุ์ เช่น ชาวเล &amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยง พวกเขาไม่ได้มีทุนสะสม หรือมีทางเลือกอื่น การนำข้าวแลกปลาเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เช่นเดียวกับเรื่องการดับไฟป่าโดยชุมชน แม้จะเป็นเรื่องที่บางคนมองว่าโรแมนติก แต่เป็นโรแมนติกที่น่าเศร้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64229</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ชาวเลราไวย์, เครือข่ายชาวเลอันดามัน, เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ, โครงการข้าวแลกปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200425/image_big_5ea4193d12131.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 18:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวกะเหรี่ยงทำพิธี &#039;เรียกขวัญข้าว&#039; ก่อนส่งมอบชาวเลราไวย์ เผยไม่ใช่ความโรแมนติกแต่เป็นการต่อสู้เอาตัวรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวกะเหรี่ยงลำเลียงข้าว 7 ตันแลกปลาชาวเล เผยไม่เน้นมูลค่าแต่แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูล ชาวเกาะพีพีหาปลาร่วมแลก &amp;ldquo;หมอโกมาตร&amp;rdquo; แนะขยายกว้างแนวทาง เป็นทางเลือกของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63 - ที่เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีการนำข้าวที่รวบรวมได้จากชาวบ้านบนดอยต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก จำนวน 7 ตันขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปมอบให้ชาวเลในชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะถึงในวันที่ 27 เมษายน โดยก่อนเคลื่อนย้ายข้าว ชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเรียกขวัญข้าว เพื่อขอบคุณข้าว และขอเทพแห่งข้าวให้ดูแลและส่งข้าวให้ถึงพี่น้องชาวเลอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ &amp;nbsp;หรือ &amp;ldquo;ชิ สุวิชาน&amp;rdquo; ศิลปินปกาเกอะญอ หนึ่งในทีมงานที่รวบรวมข้าวเพื่อนำไปแลกปลาครั้งนี้ กล่าวว่าความเชื่อของคนกะเหรี่ยงคือข้าวมีความสำคัญกว่าเงิน และการส่งข้าวไปที่อื่นคนปกาเกอะญอเชื่อว่าแม้เม็ดข้าวส่งไปแต่ขวัญข้าวยังต้องอยู่กับเรา ซึ่งระหว่างที่ระดมข้าวนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ย้ำเตือนว่า ก่อนส่งข้าวไปควรทำพิธีเรียกขวัญข้าวก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งข้าวครั้งนี้เราไม่ได้มองกันเรื่องมูลค่า แต่เป็นการส่งความดี ส่งชีวิตไป เพื่อให้ทุกคนได้กินอิ่ม ชาวบ้านที่มอบข้าวครั้งนี้ทุกคนต่างรู้สึกดีใจ เขารู้สึกว่าข้าวที่ตัวเองปลูกได้ทำหน้าที่ให้ชาวเล โดยข้าวจำนวนมากมาจากการทำไร่หมุนเวียน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า ไร่หมุนเวียนไม่ใช่แค่ปลูกข้าวสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อแบ่งปันด้วย การนำข้าวมารวมกันครั้งนี้เหมือนเอาข้าวสารหลายๆ เม็ดมารวมกันแล้วไปเต็มหม้อที่ชุมชนราไวย์&amp;rdquo; นายสุวิชาญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร กล่าวว่าขอบคุณข้าวทุกเม็ด คนทุกคนที่รวบรวมข้าวครั้งนี้ กิจกรรมนี้จะส่งถึงพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยากหลายพื้นที่ ข้าวจะเป็นสื่อกลางมิตรภาพระหว่างชาวเลและชาวดอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่จะได้กินข้าวจากภาคเหนือ โดยชาวเลได้เตรียมปลาแห้งไว้กว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งนี้ข้าวที่ได้มานอกจากเอามาแจกจ่ายให้ชาวบ้านราไวย์แล้ว จะนำไปแจกจ่ายให้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ตามเกาะต่างๆ ซึ่งกำลังประสบความลำบาก เช่น เกาะพีพี เกาะหลีเป๊ะ เกาะเหลา เกาะช้าง เกาะสุรินทร์ เกาะลันตา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พวกเราชาวเลต่างร่วมกันลงแรงลงขันกันหาปลา รวมๆ แล้วเราหาปลามาได้หลายตัน ปลาตัวใหญ่เราเอาเป็นปลาสดไปขาย ส่วนปลาเนื้อบางเราก็เอามาทำปลาเค็ม เรากำลังคิดกันอยู่ว่าอนาคตจะอยู่กันได้อย่างไร หากไม่ใช้เงินตรา ในอดีตบรรพบุรุษของเราก็ไม่ใช้เงิน โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปที่ไหนกะเอาปลาไปแลกผัก-ผลไม้-ข้าว&amp;rdquo; นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลเกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่า ชาวเลแหลมตง เกาะพีพีได้รับข้าวจากเครือข่ายชาวเลราไวย์ และมีการลำเลียงกันทางทะเลโดยขนส่งกันคนละครึ่งทาง เนื่องด้วยการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของทั้ง 2 จังหวัด ที่ไม่สามารถข้ามเขตระหว่างจังหวัดได้ โดยพวกเราได้เดินทางไปรับข้าวกันกลางทะเล และเมื่อข้าวถึงเกาะพีพี ได้มีการนำไปแจกจ่ายให้ครอบครัว 38 ครอบครัวๆละ 10 กิโลกรัม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้พวกเราได้ออกเรือหาปลา และนำมารวบรวมกัน ช่วยกันผ่าปลาเพื่อทำเค็ม วันนี้ฟ้าเปิด ท้องฟ้าแจ่มใสเหมาะแก่การตากปลา โดยปลาที่แหลมตง ส่วนใหญ่ก็จะได้จากการตกเบ็ด และการลากปลา จึงได้ปลาไม่มากเท่าที่ราไวย์&amp;rdquo; น.ส.พรสุดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่าการแลกข้าวกับปลาระหว่างชาวเลกับชาวกะเหรี่ยง ว่าท่ามกลางวิกฤติต่างๆ ที่มนุษย์เจอเป็นผลผลิตของทุนนิยมที่บริโภคนิยมกันเกินแล้ว นอกจากทำให้ทุนนิยมโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกด้านหนึ่งก็ได้เบียดเบียนและทำลายสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม เมื่อมนุษย์ได้ไปสัมผัสกับสัตว์เหล่านั้น จนเกิดเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ รวมทั้งเกิดภัยพิบัติต่างๆ มากมาย ระบบของโลกยังมีการแลกเปลี่ยนอยู่ระบบเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบของการแลกเปลี่ยนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งทุนนิยมอย่างเดียว บางคนเสนอให้ใช้เงินตราท้องถิ่น หรือเครดิตของชุมชน ซึ่งข้าวแลกปลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โกมาตร กล่าวว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ระบบเงินตราไม่สามารถใช้ได้ เช่นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรค หรือกรณีเกิดน้ำท่วมใหญ่ เราเห็นได้ว่าร้านดังๆ ซุปเปอร์เก็ตต่างๆ ปิดกันหมด เหลือแต่ร้านของคนท้องถิ่นที่ยังเปิดอยู่ และร้านเหล่านี้กลายเป็นที่พึ่งพายามยากและช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ที่เดือดร้อน เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีมิติเรื่องทุนเอย่างเดียว เช่นเดียวกับการน้ำข้าวไปแลกปลา เป็นตัวอย่างของกระบวนการที่ชุมชนใช้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือการสร้างระบบเครดิตของชุมชนขึ้น และสามารถโอนให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือชาวบ้านภาคต่างๆ ที่มีผลผลิต ขยายระบบเครดิตเหล่านี้ให้มีทางเลือก จะได้ไม่ต้องไปฝากได้กับระบบทุนนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้มะม่วงออกเต็ม ทุเรียนก็เยอะ ชาวสวนต้องเอามาขายราคาถูก ราคาถูกแบบนี้พวกเขาอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องหาทางออก&amp;nbsp;เช่นเดียวการการนำข้าวไปแลกกับปลา มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนกันเฉยๆ แต่เป็นเรื่องของการการท้าทายวิธีคิด เพราะระบบเดิมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเวลาที่เอาข้าวไปแลก มันไม่ใช่แค่ข้าว แต่ข้าวที่นำไปแลกเปลี่ยนมันมีตัวตันของเราติดตัวไปด้วย คนที่ได้รับก็ไม่ใช่ได้รับแค่ข้าวหรือแค่กินแล้วอิ่ม ไม่ใช่แค่ยาไส้ แต่มันเป็นการยาใจด้วย เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามลำบาก ผมเชื่อว่าวิธีการนำข้าวไปแลกปลาแบบนี้ มันทดแทนระบบการกระจายแบบทุนนิยมได้ ผมว่าควรขยายความคิดแบบนี้ออกไปมากๆ&amp;rdquo; นพ.โกมาตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า วิธีการนำข้าวไปแลกกับปลาถูกบางคนมองว่าโรแมนติกเกินไปหรือไม่ นพ.โกมาตร กล่าวว่า ชีวิตคนเราบางทีก็ต้องมีความโรแมนติกกันบ้าง แต่การแลกเปลี่ยนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเล่นสนุก แบบชนชั้นกลางที่ประคองตัวเองอยู่รอดได้ แต่ในโลกของประชาชนชาติพันธุ์ เช่น ชาวเล &amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยง พวกเขาไม่ได้มีทุนสะสม หรือมีทางเลือกอื่น การนำข้าวแลกปลาเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เช่นเดียวกับเรื่องการดับไฟป่าโดยชุมชน แม้จะเป็นเรื่องที่บางคนมองว่าโรแมนติก แต่เป็นโรแมนติกที่น่าเศร้า &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64228</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ชาวเลราไวย์, เครือข่ายชาวเลอันดามัน, เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ, โครงการข้าวแลกปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200425/image_big_5ea4193d12131.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชาวเลอันดามัน&#039; ตื่นตัวร่วม &#039;ข้าวแลกปลา&#039; เตรียมทำปลาตากแห้ง 1 ตันส่งให้ชาวกะเหรี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าในวันนี้ชาวเลจากชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ได้นำข้าวสารจำนวน 375 กิโลกรัมที่ได้จากโครงการข้าวแลกปลา บรรทุกใส่เรือนำไปมอบให้ชาวเลจากเกาะพีพี โดยมีจุดนัดพบริมเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเลริมน่านน้ำจังหวัดภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการข้าวแลกปลามีจุดเริ่มต้นจากการขาดแคลนข้าวของชาวเลชุมชนราไวย์ เนื่องจากผลกระทบในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวหายไป แต่ชาวเลยังคงหาปลาได้จำนวนมากแต่ไม่มีที่ขาย ขณะเดียวกันในภาคเหนือของไทยโดยเฉพาะบนดอยต่างๆ ชาวกะเหรี่ยงมีความมั่งคั่งเรื่องข้าว แต่ปลาทะเลกลับเป็นอาหารที่หายาก ซึ่งทั้งชาวเลและชาวกะเหรี่ยงต่างเคยทำงานเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ ดังนั้นจึงมีแนวคิดแลกเปลี่ยนทรัพยากรกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเดือดร้อนของชาวเลราไวย์ที่ขาดแคลนข้าวเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง ชาวนาจากจังหวัดยโสธรจึงได้ร่วมโครงการข้าวแลกปลาด้วยเช่นกันโดยได้นำข้าวสารจำนวน 9 ตันมามอบให้ชาวเลในชุมชนราไวย์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ขณะที่ชาวเลได้มอบปลา 1.5 ตันกลับคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าวสารล็อตแรกถูกนำไปแบ่งปันให้ครอบครัวชาวเลในชุมชนราไวย์ และบางส่วนได้นำไปมอบให้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆ ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลบนเกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่าปัจจุบันบนเกาะพีพีไม่มีนักท่องเที่ยวหลงเหลืออยู่เลย ทำให้เรือที่เคยเป็นเรือท่องเที่ยวทุกลำต้องหันกลับมาทำประมงตกปลา เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องมือหาปลา เช่น ลอบ หรือไซดักปลาเหมือนที่อื่น เพราะไม่มีใครกล้าตัดไม้ในเขตอุทยานฯมา ทำ เราจึงจับปลาได้ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรามีปลากิน ไม่อดแน่ แต่ที่ลำบากคือข้าวสารเพราะต้องใช้เงินซื้อ แต่ทุกวันนี้พวกเราไม่มีรายได้เลย เดือนนี้ยังประคับประคองเอาเงินที่พอเหลือเก็บไปซื้อข้าวได้ แต่เดือนหน้าลำบากแน่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรสุดา กล่าวว่าโครงการข้าวแลกปลามีประโยชน์สำหรับชาวเล ตอนนี้บางบ้านไม่มีเรือ ผู้หญิงก็มาช่วยกันทำปลา ผู้ชายก็ไปลงเรือช่วยคนที่มีเรือหาปลา เพื่อเอามาทำเค็มแลกข้าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันชาวเลชุมบนเกาะพีพีมีด้วยกันประมาณ 130 คน และมีเรือประมาณ 35 ลำ โดยกว่า 20 ลำช่วยกันออกหาปลา นอกจากชาวเลที่ชุมชนราไวย์และบนเกาะพีพีแล้ว ยังมีชาวเลในอันดามันพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ต่างตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากไม่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูแสงโสม หาญทะเล ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล กล่าวว่าเมื่อถูกปิดเกาะป้องกันไว้รัสโควิดแพร่ระบาด ทำให้อาชีพต่างๆซึ่งส่วนใหญ่ต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวต้องหยุดหมด ชาวเลผู้ชายที่เคยพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำ หรือชาวเลผู้หญิงที่มีอาชีพแม่บ้านทำความสะอาด ต่างตกงาน ทำให้ไม่มีรายได้และต้องหันกลับไปประกอบอาชีพเดิมคือหาปลาและจับหอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนแรกๆก็ยังมีเถ้าแก่จากปากบารามารับซื้อปลา แต่เมื่อเขารับซื้อไปก็ส่งขายใครไม่ได้ เขาจึงชะลอการรับซื้อ ที่นี่เรามีทรัพยากรอยู่เยอะ แต่ขายไม่ได้ ตอนนี้ปลาเลยราคาตกต่ำมากกว่า 50 % ปลาบางชนิดเคยขายได้กิโลกรัมละ 100 บาทตอนนี้เหลือ 20 บาท เราจึงต้องหาปลาแค่เท่าที่ขายได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูแสงโสม กล่าวว่าได้รับการประสานงานให้ร่วมโครงการข้าวแลกปลา ซึ่งชาวบ้านต่างให้ความสนใจ เพราะเป็นทางเลือกในการได้ข้าวมากิน เพราะในอนาคตหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป ตอนนี้ยังมีข้าวสารขายบนเกาะ แต่ชาวบ้านจะหาเงินมาซื้อได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เดือนนี้ทุกครอบครัวอยู่กันอย่างประหยัดก็ยังพอถูๆไถๆไปได้ แต่เดือนหน้าคงลำบาก ถ้ามีโครงการข้าวแลกปลามาเราก็อยากทำ เพียงแต่ยังห่วงเรื่องการขนส่งเพราะที่นี่มันไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เกาะหลีเป๊ะมีชาวเลประมาณ 1,200 คน ซึ่งขณะนี้มีการรวมกลุ่มกันหาปลาประมาณ 30 กลุ่มๆละประมาณ 5-15 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ กล่าวว่าโครงการข้าวแลกปลาได้สร้างความคึกคักให้กับชุมชนในหลายพื้นที่ที่ทราบข่าว แม้ขณะนี้ชาวบ้านยังรับรู้ไม่ทั่วถึง แต่ก็ได้สอบถามกันเข้ามามาก คาดว่าภายในกำหนดส่งมอบข้าว จะได้รับข้าวตามเป้าหมายกว่า 4 ตัน ซึ่งมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนและตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรายังเข้าไม่ถึงอีกหลายพื้นที่เพราะอยู่ในช่วงปิดหมู่บ้านป้องกันไวรัสโควิด แต่โครงการนี้เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งผู้อาวุโสได้บอกกับพวกเราว่าไม่เน้นเรื่องมูลค่าหรือการแลกเปลี่ยน แต่ให้เน้นในเรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในอนาคตเราก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะมีสถานการณ์อะไรอีก ดังนั้นการผูกมิตรกันไว้ดีที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้าวสารชุดแรกของชาวบ้านจากบนดอยจะขนใส่รถบรรทุกมาจากเชียงใหม่ในวันที่ 25 เมษายน โดยจะถึงชุมชนราไวย์ในช่วยสายๆของวันที่ 26 และจะบรรทุกปลากว่า 1,000 กิโลกรัมกลับไปให้ชาวดอย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63955</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดภูเก็ต, ชาวเลราไวย์, เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ, เครือข่ายชาวเลอันดามัน, โครงการข้าวแลกปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea02dad51ae7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2019 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2019 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชาวเลราไวย์&#039; ชุมนุมทวงถามคืบหน้าแก้ปัญหาข้อพิพาทนายทุนรุกที่ดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.62 - เวลา 10.45 น. นายนิรันดร์ หยังปาน ตัวแทนชุมชนชาวเลราไวย์ นายสุภาพ บู่ทอง ผู้ประสานงานเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต และ ชาวเลราไวย์ กว่า 50 คน รวมตัวกันที่สนามชัยภูเก็ตและเดินทางไปร่วมชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดภูเก็ต&amp;nbsp;เพื่อยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณะหน้าหาดราไวย์ และขอติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบคลองหลาโอนหน้าหาดราไวย์ และขอคัดค้านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการโรงแรม ซาเทรียม โฮเต็ล ราไวย์บีช ของบริษัท บารอน เวิลด์เทรด จำกัด ในที่ดินข้อพิพาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีว่าที่ร้อยตรีวิกรม จากที่ นายอำเภอเมืองภูเก็ต รับหนังสือ&amp;nbsp;พร้อมขอตัวแทนชาวบ้านจำนวน 10 คนเข้าประชุมเสนอปัญหาข้อเรียกร้องเพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยมีนายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุม&amp;nbsp; มีนายอำเภอเมืองภูเก็ต เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต ร่วมประชุมกับตัวแทนชาวเลราไวย์และตัวแทนเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต&amp;nbsp;ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิรันดร์&amp;nbsp;หยังปาน ตัวแทนชุมชนชาวเลราไวย์ กล่าวว่าพื้นที่หน้าหาดราไวย์ ขณะนี้มีการรื้อแนวเขื่อนกันคลื่นออกแล้ว เป็นพื้นที่มีข้อพิพาทกับเอกชน จึงขอให้ทางจังหวัดทำการตรวจสอบและรังวัดพื้นที่สาธารณะหน้าหาดราไวย์ เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะ&amp;nbsp;รวมทั้งการถมคลองหลาโอน พบว่า บริเวณปากคลองหลาโอน เอกชนได้ขุดปากคลองให้ลึก แต่ถมพื้นที่เข้าไปบริเวณริมคลองมากขึ้นจึงขอให้ตรวจสอบเร่งด่วน&amp;nbsp;และ ขอคัดค้านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ของโครงการ โรงแรม ซาเทรียม โฮเต็ล ราไวย์บีชภูเก็ต โดย บริษัท บารอน เวิลด์ เทรด จำกัด ที่ดำเนินการในพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างมีข้อพิพาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุภาพ บู่ทอง ผู้ประสานงานเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต กล่าวว่าเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต&amp;nbsp;มีสมาชิกหลายกลุ่ม กรณีปัญหาพื้นที่ชายหาดหน้าหาดราไวย์พบว่า เอกชนถมคลองหลาโอน จึงขอให้รังวัดให้เป็นที่สาธารณะชัดเจนมากขึ้น&amp;nbsp;กรณีชุมชนสระต้นโพธิ์ ถูกไล่รื้อและจังหวัดรับปากจัดหาพื้นที่อยู่อาศัยให้ทางชุมชนฯได้งบประมาณจาก พอช.มาแล้วแต่ยังไม่มีพื้นที่อยู่อาศัย ตามที่จังหวัดรับปากไว้ ชุมชนพื้นที่หลังสะพานหินถูกขับไล่จากเทศบาลนครภูเก็ต พื้นที่ชุมชนธนิตธุรกิจ ถูกฟ้องร้องบุกรุกป่าชายเลน ชุมชนมะลิแก้ว มีพิพาทกับเอกชนและชาวบ้านขอให้รังวัดพื้นที่ให้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอให้จังหวัดนัดประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องต่างๆเหล่านี้ ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯภูเก็ตรับปากว่าจะให้มีการประชุมทุก 2 เดือน แต่ไม่มีการประชุมแต่อย่างใด จึงมาทวงถามจากจังหวัดเรียกคณะกรรมการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมและแจ้งให้ชาวบ้านรับทราบว่าขั้นตอนถึงไหนอย่างไร และขั้นตอนต่อไปจะดำเนินการอย่างไรเพื่อได้รับทราบความคืบหน้า&amp;quot;นายสุภาพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่ากรณีพิพาทชุมชนราไวย์กับเอกชน อยู่ในความดูแลของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) และ มาตรการการแก้ไขผู้ถูกร้องคดี ป่าชุมชน ส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้แก้ปัญหาตามอำนาจหน้าที่และกรอบกฏหมาย บางเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการ บางเรื่องอยู่ในคำพิพากษาของศาล ทางจังหวัดไปก้าวล่วงศาลไม่ได้ โดยชุมชนต่างๆที่เดือดร้อนได้ขอให้เร่งติดตามความคืบหน้าของเรื่องต่างๆเหล่านี้&amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ชายหาดที่ทางชุมชนราไวย์มีข้อพิพาทกับบริษัทบารอนฯ ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่โฉนดของบริษัทบารอนฯ และชาวบ้านกล่าวว่า ที่บารอนทับที่ศาสนสถาน&amp;nbsp;ทางที่ดินจังหวัดภูเก็ต อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนการถมคลองหลาโอน ได้มอบให้นายอำเภอเมืองภูเก็ตไปตรวจสอบ และ จะมีการประชุมติดตามเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 5 กันยายน 2562&amp;quot;นายสุพจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมประชุมกับทางจังหวัดได้แจ้งผลการประชุมแก่ผู้มาร่วมชุมนุมต่างพอใจสลายการชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44316</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อพิพาทชาวเลกับนายทุน, จ.ภูเก็ต, ชาวเลราไวย์, ถมคลองหลาโอน, นายทุนออกโแนดทับสุสาน, หาดราไวย์, เครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d639a4930454.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซัด &#039;กรมที่ดิน&#039; เมินแก้ปัญหาชาวเลราไวย์ ออกโฉนดมิชอบเอื้อนายทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค.61 -&amp;nbsp;นายนิรันดร์ หยังปาน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และตัวแทนชาวเลชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ตนและชาวบ้านได้เดินทางไปประชุมร่วมกับตัวแทนของบริษัทบารอน เพื่อเจรจาถึงข้อพิพาทเรื่องที่ดิน โดยทางตัวแทนบริษัทบารอน เวิล์ดเทรด จำกัด ได้ยื่นข้อเสนอที่จะทำโครงการพัฒนาชุมชนโดยซื้อที่ดินจำนวน 2 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้าน 30 หลังอาศัยอยู่ในชุมชน ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่บริษัทบารอนอ้างกรรมสิทธิ์ และที่ดินผืนดังกล่าวมีข้อพิพาทกับเอกชนอีกรายหนึ่งที่อ้างกรรมสิทธิ์ โดยบริษัทบารอนขอแลกกับการย้ายบาไล (พื้นที่พิธีกรรมชาวเล) มาไว้ในที่ดิน 2 ไร่นี้พร้อมทั้งขอเส้นทางสาธารณะหน้าหาดที่ชาวบ้านใช้เดินไปสู่บาไล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิรันดร์ กล่าวว่า บริษัทบารอนยังยื่นข้อเสนอที่จะให้เงินสนับสนุนจัดตั้งกองทุนของชุมชนอีก 5 แสนบาท และซื้อรถเก็บขยะและรถพยาบาลให้อีกอย่างละ 1 คัน นอกจากนี้ยังจ่ายค่าหลักจอดเรือบริเวณหาดทรายให้อีกหลักละ 3 หมื่นบาทเพื่อแลกกับการย้ายพื้นที่จอดเรือออกมาจากบริเวณหน้าหาดในที่ดินที่บริษัทอ้างกรรมสิทธิ์ อย่างไรก็ตามภายหลังจากได้มีการจัดประชุมชาวบ้านเพื่อพิจารณาข้อเสนอ ที่ประชุมมีมติไม่รับข้อเสนอดังกล่าวเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังต้องการเส้นทางสาธารณะที่เดินไปสู่บาไล และไม่ต้องการให้มีการย้ายบาไลไปไว้ที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชาวบ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารับไม่ได้ที่จะต้องย้ายบาไล และไม่เอาด้วยกับโครงการที่บริษัทบารอนเสนอมา พวกเราพร้อมสู้คดีกันในศาลต่อไป แต่ได้ยินว่าเขาจะชวนชาวบ้านไปเจรจาอีกครั้งโดยมีนายกเทศมนตรีราไวย์ร่วมด้วย&amp;rdquo;นายนิรันดร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสนิท แซ่ซั่ว ผู้ประสานงานชาวเลชุมชนราไวย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีคดีที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้องและเป็นผู้ฟ้องอยู่ทั้งหมด 27 คดี ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องที่ดิน มีเพียง 2 คดีที่เป็นเรื่องแผงขายปลาหน้าหาดถูกเอกชนอ้างกรรมสิทธิ์และขับไล่ และคดีชาวบ้านถูกจับเนื่องจากออกไปหาปลาแต่ถูกตั้งข้อหาว่าจับปลาในเขตหวงห้าม ส่วนคดีที่ดินนั้นศาลฎีกาได้พิพากษาไปแล้ว 2 คดี 9 รายโดยชาวบ้านแพ้เพราะไปจ่ายค่าเช่าให้กับผู้อ้างกรรมสิทธิ์เนื่องจากไม่รู้หนังสือ แต่กรณีที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านอีกหลายครอบครัวเพราะที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นทางเข้า-ออกของหลายบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางสมพอง แซซั่ว แม่ค้าปลาชาวอูรักลาโว้ย ซึ่งถูกฟ้องขับไล่ กล่าวว่าตนขายปลาและหอยให้นักท่องเที่ยวอยู่ที่หาดราไวย์มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนปัจจุบันอายุ 52 ปี ซึ่งบริเวณที่ขายนั้น ในอดีตชาวบ้านต่างก็เอาปลามาขายได้ โดยตนได้เอาปลาจากเรือประมงที่สามีและลูกหามาได้ออกมาวางขาย แต่ถ้าได้มากก็ส่งขายพ่อค้าคนกลาง ซึ่งไม่เคยเสียค่าเช่าแผงให้ใครเพราะเป็นพื้นที่ของชุมชน แต่ปลายปี 2559 ได้มีเอกชนมาเรียกเก็บค่าเช่าเพราะเขาอ้างกรรมสิทธิ์บนที่ดินที่ยังมีปัญหากับชาวบ้านซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเรียบหาด ซึ่งแม่ค้าที่เป็นคนนอกบางแผงก็ยอมจ่ายค่าเช่า แต่ในส่วนของพวกตนที่มีอยู่ 5 แผงไม่ยอมจ่ายเพราะเราเห็นว่าเป็นที่ดินเดิมที่เราเคยขายมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พวกเราขายกันมานาน จู่ก็จะมาเก็บค่าเช่า พวกเราที่เป็นแม่ค้าชาวเลทั้ง 5 คนคุยกันแล้วว่าจะไม่ยอมและต้องสู้ มันพื้นที่ที่เราขายกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม ถ้าเรายอมแล้วต่อไปลูกหลานจะเอาพื้นที่ที่ไหนขายปลาที่จับมาได้ ทุกวันนี้เราแทบไม่เหลือที่วางขายปลาอยู่แล้ว เพราะถูกจับจองมีเจ้าของหมด เราได้อาศัยพื้นที่ที่เหลืออยู่ ใครหาปลามาได้ก็มาวางขาย&amp;rdquo;นางสมพอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าปัญหาและข้อพิพาทคดีที่ดินของชาวเลชุมชนราไวย์นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบเนื่องจากเจ้าของที่ดินเดิมอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองโดยมิชอบ ที่ผ่านมาทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คณะกรรมการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ (กบร. )และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงไปตรวจสอบและมีข้อเสนอถึงรัฐบาลหมดแล้ว เพียงแต่รัฐบาลไม่ยอมแก้ไขเพราะหน่วยงานรัฐคือ กรมที่ดินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารโฉนดมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พูดง่ายๆคือมีการทุจริตคอรัปชั่นกันในพื้นที่ ปัญหาแบบนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลจะใช้ระบบราชการในการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่ควรให้ผู้ที่ออกเอกสารสิทธิ์ ผู้ที่ตรวจสอบและผู้ที่เพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นคนๆเดียวกัน ควรต้องรีบแก้กฎหมายประมวลที่ดิน มิเช่นนั้นชาวบ้านมากมายที่กำลังเดือนร้อนจะไม่ได้รับการแก้ปัญหา ท้ายสุดเรื่องก็ไปจบลงที่ศาล และศาลก็พิจารณาแต่ในเอกสารโดยมิได้ลงเดินสำรวจ&amp;rdquo;นายคมสัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ได้เกิดการประทะกันระหว่างคนงานราว 100 คนของบริษัทบารอนเวิล์ดเทรดจำกัดและชาวเลในชุนชนราไวย์ ภายหลังจากที่บริษัทบารอนฯนำรถแบ๊กโฮเคลื่อนย้ายก้อนหินมาปิดทางเข้า-ออกเส้นทางที่ชาวราไวย์ใช้เดินไปประกอบพิธีกรรมที่บาไล โดยบริษัทบารอนฯอ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินบริเวณดังกล่าวและเตรียมพัฒนาให้เป็นโรงแรม แต่ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นเส้นทางสาธารณะของชุมชนที่ใช้กันมานาน ซึ่งทุกวันนี้ข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21021</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมที่ดิน, ข้อพิพาทชาวเลกับนายทุน, จังหวัดภูเก็ต, ชาวเลราไวย์, นายคมสัน โพธิ์คง, นายนิรันดร์ หยังปา, ออกโฉนดที่ดินมิชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd82696013db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
