<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลหนุนเกษตรกรตัดอ้อยสด ลดฝุ่นพิษ อนุมัติงบช่วยเหลือ 6 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ว่า ครม.อนุมัติโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2563/2564 กรอบวงเงิน 6,056 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาอ้อยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดให้มีรายได้รวมมากกว่าชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยไฟไหม้ ซึ่งเป็นการจูงใจให้เกษตรกรตัดอ้อยสดส่งโรงงานมากขึ้น

สำหรับรายละเอียดการดำเนินโครงการคล้ายคลึงกับฤดูการผลิตปี 2562/2563 ที่ผ่านมา แต่โครงการฤดูการผลิตปี 2563/2564 นี้ รัฐจะให้ความช่วยเหลือเฉพาะเกษตรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีส่งโรงงานเท่านั้น (ประมาณ 300,000 ราย) ในอัตรา 120 บาทต่อตัน ตั้งเป้าหมายอ้อยสดร้อยละ 80 ของปริมาณอ้อยคาดการณ์ทั้งหมด 70 ล้านตัน คิดเป็นอ้อยสด 56 ล้านตัน โดยจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวหลังปิดหีบ (ระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน 2564) ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรทุกรายโดยตรง ทั้งที่เป็นคู่สัญญากับโรงงานและเกษตรกรรายย่อยที่ส่งอ้อยผ่านหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย ส่วนผลการดำเนินโครงการฤดูการผลิตปี 2562/2563 ที่ผ่านมา ได้จ่ายเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดแล้ว 1.33 แสนราย เป็นเงินจำนวน 3,457 ล้านบาท มีปริมาณอ้อยสดส่งเข้าโรงงาน จำนวน 37.58 ล้านตัน และมีปริมาณอ้อยไฟไหม้ลดลงเหลือร้อยละ 49.65 ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด เมื่อเทียบกับปริมาณอ้อยไฟไหม้ในฤดูกาลผลิตปี 2561/2562 อยู่ที่ร้อยละ 61.11 ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด

นอกจากนี้ ครม.รับทราบแผนดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ ดังนี้ 1)ปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ แบ่งเป็น ฤดูการผลิตปี 2564/2565 ไม่เกินร้อยละ 10 ฤดูการผลิตปี 2565/2566 ไม่เกินร้อยละ 5 และฤดูการผลิตปี 2566/2567 เป็นศูนย์ 1) หักเงินชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยไฟไหม้ตันละ 30 บาท 3)กำหนดโทษปรับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้เกินเกณฑ์ที่กำหนด 4)จัดหาเครื่องสางใบอ้อยให้เกษตรกรยืม เพื่ออำนวยสะดวกในการตัดอ้อยสด 5)ส่งเสริมการรับซื้อใบอ้อย เพื่อเพิ่มรายได้และลดการเผาใบอ้อยหลังตัด 6)ขอความร่วมมือโรงงานช่วยประกันราคารับซื้ออ้อยสด ในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการตัดอ้อยสดอย่างน้อย 2 ฤดูการผลิต และให้จัดคิวรับอ้อยสดเข้าหีบเป็นอันดับแรก 7)สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยกู้ยืมเพื่อซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อส่งเสริมการตัดอ้อยสดในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการจูงใจให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดส่งโรงงานมากขึ้น และตอบสนองการแก้ปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5 ตามนโยบายรัฐบาลแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกร มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการประกอบอาชีพและดำรงชีพอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102563</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, ครม., ชาวไร่อ้อย, ฝุ่นพิษ, ไร่อ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a78e805aa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แล้งรุนแรงส่งผลอ้อยเข้าหีบวูบไม่ถึง 70 ล้านตันอ้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย. 2563 นายสิริวุทธิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC)&amp;nbsp;เปิดเผยว่าผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทราย มีความกังวลต่อประเด็นสถานการณ์การเพาะปลูกฤดูการผลิตปีการผลิต 2563/64 ที่หลายพื้นที่เพาะปลูกต้องประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง โดยจากประเมินปริมาณผลผลิตอ้อยในรอบแรกคาดว่าจะมีผลผลิตอ้อยเข้าหีบประจำฤดูการผลิตปี&amp;nbsp;2563/64&amp;nbsp;ไม่ถึง&amp;nbsp;70&amp;nbsp;ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน ส่งผลต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ทั้งนี้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายทั้ง&amp;nbsp;58&amp;nbsp;โรง จึงได้เตรียมสัมมนาประจำปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;เพื่อร่วมกันหารือถึงแนวทางต่างๆ ในการพัฒนาและบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไปสู่ความยั่งยืน โดยในที่ประชุมจะมีการหารือถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำตาลทรายภายในประเทศฤดูการผลิตปี&amp;nbsp;2563/64&amp;nbsp;การกำหนดปริมาณมาตรฐานในการผลิตน้ำตาลทราย การสร้างแรงจูงให้แก่ชาวไร่ปลูกอ้อยและการจัดเก็บผลิตอ้อยสดที่มีคุณภาพส่งมอบให้แก่โรงงานน้ำตาล เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอ้อยไฟไหม้ เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;โดยโรงงานจะให้ความสำคัญอ้อยสะอาดและการพัฒนาประสิทธิภาพการหีบสกัดให้ได้ปริมาณน้ำตาลต่อตันอ้อย&amp;nbsp;(ยิลด์)&amp;nbsp;ให้ได้สูงสุดเพื่อให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้จากการเพาะปลูกที่ดี&amp;nbsp;สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทราย ยังได้เชิญตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมด้วยโดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;ก.ย. นี้&amp;rdquo;นายสิริวุทธิ์&amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77110</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวไร่อ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200911/image_big_5f5ae03ecb6f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2019 08:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2019 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวไร่อ้อยจี้นายกฯดูแลราคาให้ได้ 1,000 บาท/ตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ต.ค. 2562 นายนราธิป อนันตสุข&amp;nbsp;หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และหัวหน้าสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7&amp;nbsp;เปิดเผยว่า&amp;nbsp;วันที่ 21 ต.ค.นี้สถาบันฯและสมาคมชาวไร่อ้อยจะยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเรียกร้องให้ช่วยเหลือราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 62/63ที่คาดว่าจะตกต่ำระดับ 700 บาทต่อตันให้ได้ระดับราคา 1,000 บาทต่อตันที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่เคยระบุไว้

&amp;ldquo;เวลาประมาณ 10.00 น.ของวันที่ 21 ต.ค.เป็นกิจกรรมที่สถาบันชาวไร่อ้อยหรือสมาคมฯชาวไร่อ้อยในจังหวัดต่างๆยื่นผ่านผู้ว่าจังหวัดนั้นๆเพื่อส่งต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลต่างก็เคยระบุที่จะช่วยเหลือยกระดับราคาอ้อยให้ได้ระดับสูง&amp;nbsp;1,000 บาทต่อตัน ซึ่งล่าสุดได้รายงานถึงการดำเนินงานในเรื่องนี้ต่อรัฐมนตรีในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว&amp;rdquo;นายนราธิป กล่าว

ทั้งนี้แนวโน้มราคาอ้อยฤดูผลิตปี62/63 คาดว่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 700 บาทต่อตันเนื่องจากระดับราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลกตกต่ำและค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งถือเป็นราคาที่ตกต่ำต่อเนื่องมา 3 ปีจึงต้องการให้รัฐหามาตรการช่วยเหลือให้ได้ระดับราคา 1,000 บาทต่อตันส่วนจะเป็นมาตรการใดนั้นก็คงอยู่ที่นโยบายรัฐโดยในฤดูผลิตที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยเหลือด้วยการใช้งบประมาณจากรัฐมาช่วยเหลือปัจจัยการผลิต

นายนราธิปกล่าวว่า มาตรการที่จะช่วยเหลือราคาอ้อยเบื้องต้นจากการหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมเองมีแนวนโยบายที่จะสนับสนุนการตัดอ้อยสดเพื่อลดการเผาอ้อยในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ซึ่งหากได้ราคาอ้อยระดับ 1,000 บาทต่อตันก็จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเป็นไปได้ง่ายขึ้นเนื่องจากต้องยอมรับว่ารถตัดอ้อยมีราคาสูงการเข้าถึงของชาวไร่อ้อยยังมีเพียงบางส่วนเท่านั้น&amp;nbsp;ดังนั้นส่วนหนึ่งยังต้องหาศัยแรงงานคนในการตัดด้วย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48485</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวไร่อ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180215/image_big_5a85acbf97df7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2019 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2019 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมชาวไร่อ้อยค้านแบนพาราควอต  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนสมาชิกชาวไร่อ้อยรวม 37 สถาบันในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 4 แสนครัวเรือน รวม 1.2 ล้านราย ร่วมประกาศจุดยืน ค้านการแบนพาราควอตและไกลโฟเซต เนื่องจาก อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สร้างแรงงาน รายได้เข้าสู่ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท การใช้สารออร์แกนิกแทนสารเคมี คงไม่สามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรอุตสาหกรรมได้ ดังนั้น การยกเลิกสารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองคำ เชิงกลัด ประธานสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบสำคัญว่า &amp;ldquo;ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าสารเคมี ค่าแรงงาน รวมทั้งยังเป็นข้อสงสัยเรื่อง สารทดแทนนั้นมีราคาสูงแต่คุณสมบัติไม่แน่ใจว่าทดแทนกันได้ และเครื่องจักรไม่สามารถใช้ได้ในไร่อ้อย โดยเฉพาะวัชพืชที่อยู่ในแถวหรือโคนอ้อย ที่สำคัญ หากมีการตกค้างของพาราควอตจริง วัชพืชคงไม่สามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยฉีดได้ ดังนั้น ในนามของ 4 องค์กรชาวไร่อ้อย เห็นควรให้ใช้สารดังกล่าวต่อไปอย่างมีขอบเขตตามที่ได้จัดอบรมไปก่อนหน้านี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยลุ่มน้ำป่าสัก สมาคมชาวไร่อ้อยเพชรบูรณ์ สมาคมชาวไร่อ้อยเขื่อนป่าสัก สระบุรี สมาคมชาวไร่อ้อยพิจิตร พิษณุโลก สมาคมชาวไร่อ้อยบึงสามพัน นำโดย นายวิชัย เปาวิมาน นายกสมาคมชาวไร่อ้อยลพบุรี กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;ปัจจุบัน ไม่สามารถใช้แรงงานได้เหมือนเมื่อก่อน การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ในทางปฏิบัติ เห็นควรให้อนุญาตใช้สารต่อไปภายใต้การจำกัดการใช้ จนกว่าจะหาสารทดแทนอันเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า &amp;ldquo;การเพาะปลูกอ้อยของไทยในพื้นที่กว่า 11 ล้านไร่ สร้างรายได้สูงกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี &amp;nbsp;เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถผลิตอ้อยได้ตามเป้าหมาย กระทบเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลขาดวัตถุดิบ ต้นทุนผลิตสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดิบ ผลเลวร้ายที่สุด โรงงานน้ำตาลคงต้องทยอยปิดตัวลงในไม่ช้า เหตุเพราะขาดทุน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI &amp;nbsp;เปิดเผยว่า การใช้สารเคมีเกษตร ทำให้ประเทศไทยพัฒนาเกษตรกรรมมาหลายสิบปี จนผลิตได้เกินบริโภคมากมาย ถ้าไม่ใช้สารเคมีเกษตร คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้เคมีเกษตร ไทยจะผลิตอาหารไม่พอกิน ถ้าไม่ใช้เคมีเกษตร แต่ใช้ปุ๋ยเคมี อาจพอกินในภาพรวม แต่บางกลุ่มจะลำบาก เช่น อาจต้องใช้แรงงานใช้จอบเสียมแทน แต่แรงงานก็มีราคาแพงกว่า รัฐบาลจะจัดการปัญหาตามกระแส ตามความรู้สึก ตามการเมือง ไม่ใช่ข้อมูลวิชาการไม่ได้ การแบน DDT ในอดีต คนจะใช้ก็ไปแอบนำเข้า ในสหรัฐอเมริกา เมื่อมีปัญหาสารกำจัดวัชพืช เขาก็มีวิธีควบคุมแก้ปัญหาแบบวิทยาศาสตร์และทำการค้าขายได้ ท้ายสุด เรื่องเหล่านี้ จะมีผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเลือกใช้หรือแบน จะชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร และอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งเหล่านี้ รัฐบาล ต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นผลกระทบกับมูลค่า GDP ภาคการเกษตรจะกระทบมหาศาล เป็นมูลค่าความเสียหายในการส่งออกเฉพาะน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ กว่า 94,618 ล้านบาท จากมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 570,000 ล้านบาท และถ้ารัฐคิดจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ปลูกอ้อย ต้องใช้วงเงินอย่างน้อย 270,000 ล้าน โดยยังไม่รวมค่าชดเชยในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอาจใช้ระยะเวลาในการชดเชยมากกว่า 1 ปีแน่นอน&amp;rdquo; ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48386</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวไร่อ้อย, พาราควอต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191019/image_big_5daa82d28b479.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชาวไร่อ้อย-ข้าวโพดจี้“คลัง”เร่งออกประกันรายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.2562 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจากเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ถึงปัญหาด้านการเกษตรตกต่ำและการสำรวจเหมืองแร่ในพื้นที่ โดยพบว่าชาวไร่อ้อยและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กำลังประสบปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำและผลกระทบจากภัยแล้งอย่างหนัก โดยเฉพาะปัญหาของราคาอ้อยได้ลดลงต่ำกว่าตันละ 700 บาท ซึ่งจะนำเรื่องเสนอให้ รมว.อุตสาหกรรม พิจารณาหาแนวทางในการแก้ไข ขณะที่ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกิดโรคระบาด จะนำเรื่องเสนอถึงนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาความกังวลของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอหนองไผ่ อำเภอบึงสามพัน ที่ออกมาคัดค้านการให้อาชญาบัตรสำรวจเหมืองแร่ทองคำเพราะห่วงว่าอาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น คงต้องนำข้อร้องเรียนและความกังวลที่เกิดขึ้นไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไขลดผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาของเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด ขณะนี้คือปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ลายจุดที่ระบาดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ทำให้เกษตรกรต้องใช้ยาปราบศัตรูพืชมากขึ้น ทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มอีกไร่ละ 1,000 บาท จึงขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือด้วยการประกันราคาข้าวโพดที่กก.ละ 9 บาท และจ่ายเงินชดเชยปัญหาภัยแล้งอีกไร่ 1,000 บาท เพราะปัจจุบันราคาตกลงมาเหลืออยู่แค่ กก. 6-7 บาทเท่านั้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสันติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายถนอม โพธิ์พิกุล นายกสมาคมชาวไร่อ้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาอ้อยตกต่ำมากเหลือแค่ 700 บาทต่อตัน ต่ำกว่าต้นทุนของเกษตรกรที่สูงเกินกว่าตันละ 700 บาท ซึ่งราคาที่คิดว่าเหมาะสมควรไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อตัน นอกจากนี้ยังเกษตรกรยังประสบปัญหาราคาอ้อยไฟไหม้ที่ราคาตกลง 5 -15 % ก็จะทำให้ราคาขายลดต่ำกว่า 700 บาทต่อตันอีก จึงขอให้รัฐบาลเห็นใจและเร่งหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือเป็นการด่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44282</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ชาวไร่อ้อย, ประกันรายได้, รมช.คลัง, สันติ พร้อมพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4cddbae033c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พึ่งม.44 อุตฯจี้โรงงานน้ำตาลกู้เงินไปชดเชยชาวไร่ แก้ปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปิ๊งไอเดียช่วยวิกฤตราคาอ้อยตกต่ำในรอบ 10 ปี จี้โรงงานน้ำตาลกู้เงินสะสมที่เจียดจาดการขายน้ำตาล ของ กท. เดือนละ 800 ล้านบาท เพื่อไปชดเชยชาวไร่อุ้มราคาอ้อยขั้นต้น ไม่ง้อม.44 ดึงดูดให้ชาวไร่ไม่เปลี่ยนใจปลูกพืชอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่4 องค์กรชาวไร่อ้อย ได้แก่ สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรม ขอให้รัฐบาลใช้มาตรา44 มาแก้ไขปัญหาวิกฤติราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2561/62ที่จะเปิดหีบในเดือนพ.ย.นี้ เพราะ4 องค์กรฯ คาดว่า ราคาจะไม่เกิน730 บาทต่อตัน ซึ่งถือเป็นราคาต่ำสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ฤดูปี2551/52 ด้วยการให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.)ไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นให้สูงเกิน 800 บาทต่อตันขึ้นไป เหมือนปีการผลิตที่ผ่านๆมา

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.)ได้ข้อสรุปหลังการหารือร่วมกันระหว่างชาวไร่และโรงงานน้ำตาล ว่า สนอ.ได้เสนอให้นำเงินส่วนหนึ่งที่เกิดจากการจำหน่ายน้ำตาลในประเทศ ที่โรงงานและชาวไร่ทำได้ และกันเงินส่วนนี้ส่งเข้าไปสมทบให้กับ กท. 3-4 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) เป็นรายเดือนที่คำนวณจากการขายส่งน้ำตาลหน้าโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินส่งเข้ากท.เดือนละประมาณ400 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่มีการลอยตัวราคาขายปลีกน้ำตาลเมื่อเดือนม.ค.2560 จนถึงขณะนี้ มีเม็ดเงินสะสมรวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งกท.สามารถนำเงินก้อนนี้ออกมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของชาวไร่อ้อยได้ก่อน ด้วยการให้โรงงานมากู้แบบปลอดดอกเบี้ยหรือคิดดอกเบี้ยอัตราต่ำที่สุด เพื่อนำไปจ่ายค่าอ้อยเพิ่มเติมจากราคาอ้อยขั้นต้นที่จะมีการคำนวณออกมา เหมือนกับค่าเกี๊ยวอ้อย(เงินยืมล่วงหน้า)ที่โรงงานให้ยืมล่วงหน้าไปก่อนแล้วมาหักกลบลบหนี้เมื่อนำอ้อยมาขายก่อนการลอยตัวราคาน้ำตาลซึ่งหากใช้วิธีการนี้ก็จะไม่จำเป็นต้องขอให้รัฐบาลออกมาตรา 44 แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกส่งให้ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรับไปพิจารณาเรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายโรงงานแสดงความไม่เห็นด้วยเพราะไม่ต้องการรับภาระดังกล่าวแต่ สอน.ได้ชี้แจงว่าฝ่ายโรงงานจะต้องให้ความร่วมมือเพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของชาวไร่และโรงงาน เพราะหากโรงงานไม่ช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในระยะยาวชาวไร่อ้อยอาจหันไปปลูกพืชเกษตรอื่นๆแทนเพราะรายได้จากการปลูกอ้อยลดลงแต่หากโรงงานให้ความร่วมมือชาวไร่ก็ปลูกอ้อยตามเดิมโรงงานก็มีอ้อยป้อนเข้าหีบตามปกติ

นอกจากนี้มาตรการดังกล่าว ก็เป็นแผนการรองรับวิกฤตราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต2561/62 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดหีบ และหากเริ่มเปิดหีบอ้อยเดือนพ.ย.นี้ราคาน้ำตาลตลาดโลกในช่วงนั้นไปจนถึงเดือนมี.ค.2562อาจปรับตัวดีขึ้น ก็จะส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นต้นสูงกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ที่ 730 บาทต่อตัน ก็อาจไม่จำเป็นต้อนให้โรงงานไปกู้เงินกท.มาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยก็ได้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15749</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, กู้เงิน, ชาวไร่อ้อย, นายอุตตม สาวนายน, สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย, โรงงานน้ำตาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180215/image_big_5a85acbf97df7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2018 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2018 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรงงานโชว์อ้อยเข้าหีบช่วง 87 วัน ทะลุ 81 ล้านตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงงานน้ำตาลโชว์อ้อยเข้าหีบฤดูการผลิตปี 60/61 ช่วง 87 วัน ทำได้ 81.02 ล้านตัน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.63 ล้านตันอ้อย เผยค่าความหวานและยิลด์ดีขึ้น ส่งผลให้ผลิตน้ำตาลทรายได้แล้ว 8.614 ล้านตัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค. 2561&amp;nbsp; นายสิริวุทธิ์ &amp;nbsp;เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC) เปิดเผยว่าหลังจากที่โรงงานน้ำตาลทรายเปิดรับอ้อยเข้าหีบประจำฤดูการผลิตปี 2560/61 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 60 ถึง 25 ก.พ. 2561 หรือคิดเป็นระยะเวลา 87 วัน พบว่า โรงงานน้ำตาลทรายทั่วประเทศได้รับผลผลิตอ้อยจากชาวไร่เข้าหีบแล้วจำนวน 81.02 ล้านตันอ้อย เพิ่มขึ้น 8.63 ล้านตันอ้อย เมื่อเทียบกับระยะเวลาการหีบอ้อยในช่วงเดียวกันของฤดูการหีบอ้อยปีก่อนที่มีอ้อยเข้าหีบ 72.39 ล้านตันอ้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการเตรียมพร้อมด้านการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบสูงสุดเฉลี่ย 1.21 ล้านตันต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันคุณภาพของผลผลิตอ้อยเข้าหีบเมื่อเทียบระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีค่าความหวานเฉลี่ย 12.20 ซี.ซี.เอส. จากปีก่อนอยู่ที่ 12.05 ซี.ซี.เอส. และมีปริมาณการผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อย (ยิลด์) อยู่ที่ 106.33 กิโลกรัมต่อตันอ้อย เทียบกับปีก่อนที่มียิลด์ 104.77 กิโลกรัมต่อตันอ้อย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.56 กิโลกรัมต่อตันอ้อย ส่งผลให้ช่วงระยะเวลา 87 วันที่มีการเปิดหีบอ้อย สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้แล้วทั้งสิ้น 8.614 ล้านตัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4172</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวไร่อ้อย, น้ำตาล, สิริวุทธิ์  เสียมภักดี, หีบอ้อย, อ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180302/image_big_5a99130b56550.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
