<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 19:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 19:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชำนาญ&#039; ยื่นถามคืบหน้า ปปช.สอบ &#039;อนุรักษ์&#039; ถูกร้องล็อบบี้เลือก ก.ต.ในไลน์สภาตุลาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชำนาญ รวิวรรณพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64 - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา&amp;nbsp;กล่าวถึงความคืบหน้า กรณีที่ได้ยื่นร้องเรียนการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐ ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. )ให้ตรวจสอบการกระทำของ นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;กรณีถูกร้องเรียนว่าได้หาเสียงเลือกตั้งก.ต.บุคคลภายนอกในไลน์&amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาตุลาการ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทั้งที่มีหน้าที่เป็น ก.ต. ว่า จากการสอบถามไปครั้งล่าสุด&amp;nbsp;ป.ป.ช. ยังไม่มีการตอบกลับถึงผลการตรวจสอบมาให้ตนทราบ ว่าผลการตรวจสอบออกมาในรูปแบบใด&amp;nbsp;โดยได้ยื่นหนังสือทวงถามไปยังทาง ป.ป.ช.เเล้ว เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ซึ่งตามขั้นตอน ทุกเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญก็ควรต้องพิจารณาโดยเร่งด่วน&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะจะมีผลต่อการประชุม ก.ต. และ การลงมติ พิจารณาในตำแหน่งสำคัญในสำนักงานศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับเรื่องที่ตนได้ยื่นร้องเรียนประธานศาลฎีกา ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุรักษ์นั้นเป็นเรื่องการดำเนินการทางวินัย&amp;nbsp;แต่การยื่นเรื่องที่ป.ป.ช. เป็นกรณีเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;แต่จริงๆแล้ว ป.ป.ช. มีอำนาจสอบทั้งคดีอาญาและคดีวินัยทั้งสองส่วน&amp;nbsp;หากพบว่าเป็นความผิดทางคดีอาญา ก็ส่งให้อัยการดำเนินคดี&amp;nbsp;ส่วนความผิดทางวินัยก็ส่งกลับมาให้สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนขั้นตอนการดำเนินการนั้น เวลาที่ได้ร้องเรียนไปนั้น&amp;nbsp;ป.ป.ช. จะเชิญ นายอนุรักษ์ มาให้ข้อมูลตามที่ถูกร้องเรียนหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะ สิ่งที่ตนทวงถามความคืบหน้ากับ ป.ป.ช. เพียงแค่ต้องการทราบผลการดำเนินการ ส่วนเรื่องอื่นก็ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของ ป.ป.ช. เพราะ ป.ป.ช.คงทราบดี ในเรื่องของขั้นตอนการตรวจสอบ เพราะ ป.ป.ช. ก็เป็นผู้ให้คะแนนองค์กรอื่น ว่าโปร่งใส และการทำงานรวดเร็วแค่ไหน&amp;nbsp;ป.ป.ช.ก็ต้องโปร่งใส และรวดเร็วเช่นเดียวกัน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญ ยังกล่าวว่า ในการประชุม ก.ต. ครั้งหน้าที่จะมีการพิจารณาตำแหน่งสำคัญ เช่นประธานแผนกคดีทุจริตฯในศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ต้องจับตาว่า จะมีการเสนอชื่อ นายอนุรักษ์ บุคคลที่ถูกร้องเรียนให้ดำรงตำแหน่งนี้ หรือไม่ เพราะหากลงมติไปแล้ว จะมีผลย้อนหลังตามมาแน่นอน และ การพิจารณาของ ก.ต.&amp;nbsp;&amp;nbsp;ครั้งนี้จะเป็นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ว่าถ้า ก.ต. ปฏิบัติหน้าที่อย่างไรจะมีผลถึงอนาคตข้างหน้าของโครงสร้าง ก.ต.อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิวัติไชย เกษมมงคล&amp;nbsp;&amp;nbsp;รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช.กล่าวในเรื่องนี้ว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเเละรวบรวมหลักฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เเหล่งข่าวจากกรรมการป.ป.ช.กล่าวเสริมว่า ทราบว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน หากมีมูลก็จะเเต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน หากพบว่ามีมูลก็จะชี้มูลตามขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ห้องประชุมใหญ่ศาลฎีกา สนามหลวง นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการครั้งที่ 21 /2564 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบบัญชีโยกย้ายเเต่งตั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;2บัญชีจำนวน 110 รายชื่อ ยังเหลือบัญชีระนาบเดียวกัน อีก156 รายชื่อ ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในการประชุม ก.ต.ครั้งที่22/2564ต่อไป ในวันที่ 18 ส.ค.นี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งจะมีการพิจารณาตำแหน่งที่จับตา คือ ประธานแผนกคดีทุจริตในศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ก่อนหน้านี้ในบัญชีรายชื่อ มีการเสนอชื่อนาย อนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งถูกร้องเรียนกรณีแชทไลน์หลุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยื่นค้านบัญชีดังกล่าว จากกรณีถูกร้องเรียนว่าได้หาเสียงเลือกตั้งก.ต.บุคคลภายนอกในไลน์&amp;rdquo;สภาตุลาการ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทั้งที่มีหน้าที่เป็น ก.ต.เเละตำเเหน่งที่จะย้ายไปเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะคุมคดีทุจริตในศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีประเด็นการพิจารณาเรื่องมีมติเห็นชอบให้ นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ซึ่งถูกตั้งกรรมการสอบสวนร้ายเเรง ถูกกล่าวหาว่าเเทรกเเซงคดีในศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค1 ให้เป็นู้พิพากษาอาวุโส หรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้ ก.ต.มีมติให้ อนุกรรมการตุลาการไปพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอ ก.ต.เห็นชอบอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113640</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ตุลาการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210814/image_big_611793af94dcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชำนาญ&#039; ค้านตั้ง &#039;อนุรักษ์&#039; ขึ้นปธ.แผนกคดีทุจริตฯศาลอุทธรณ์ ปมถูกร้องล็อบบี้เลือก ก.ต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชำนาญ รวิวรรณพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.64 - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยื่นหนังสือลงวันที่ 13 ส.ค.64 ผ่านเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.)และกรรมการ ก.ต.เรื่องคัดค้านบัญชีรายชื่อการแต่งตั้ง นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ เนื่องจากมีเหตุสงสัยที่จะมีการกระทำผิดวินัยอันมีลักษณะการหาเสียงเลือกตั้ง ก.ต.บุคคลภายนอกครั้งที่ผ่านมาในไลน์ &amp;rdquo;สภาตุลาการ&amp;rdquo; ทั้งที่อยู่ในตำเเหน่ง ก.ต.ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งนายชำนาญได้ร้องไปยังกรรมการ ปปช.ไว้ก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายชำนาญ กล่าวว่า ตำแหน่งประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ ถือเป็นตำแหน่งสำคัญ ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ต้องมีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง คนที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจะเป็นดำรงตำแหน่งนี้ คงไม่เหมาะสม ควรให้ผู้ที่ถูกร้องเรียนไปชี้แจงให้เรียบร้อยก่อน ให้ปราศจากข้อสงสัยก่อนและค่อยมาว่ากันอีกที เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งสำคัญ ที่คดีทุจริตจะไปยุติที่ศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีนี้ ตนเองได้ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ให้ตรวจสอบเรื่องของแชทไลน์ ล็อบบี้ เลือก ก.ต. บุคคลภายนอก จนถึงขณะนี้ ประธานศาลฎีกายังไม่มีการแจ้งความคืบหน้าให้ตนเองทราบว่า ดำเนินการตรวจสอบเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า เรื่องร้องเรียนอื่นนั้นจะช้าหรือเร็วตนเองก็ไม่ขัดข้อง แต่เรื่องนี้ต้องดำเนินการตรวจสอบโดยด่วน เพราะหากสอบสวนแล้วได้ความว่ามีการหาเสียงโดยผิดกฎหมายจริง&amp;nbsp;ก็จะมีผลมากต่อการเข้าสู่ตำแหน่ง ของก.ต.บุคคลภายนอกเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญ ยังกล่าวอีกว่าในการเลือก ก.ต.บุคคลภายนอกครั้งนี้ ผิดไปจากเจตนารมณ์เดิม เพราะเมื่อ 32 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตนเองดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ขณะนั้น มีวิกฤต ก.ต. ผู้พิพากษา ทั่วประเทศไปประชุมกันที่ พัทยา จ.ชลบุรี ตนเองเป็นผู้เสนอโครงสร้าง ก.ต.บุคคลภายนอก ให้มาจาก 3 ส่วน ประกอบด้วย ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน และนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนให้เข้ามาตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของ ก.ต. ถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจการทำงานของ ก.ต.อีกที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น กฎหมายเปลี่ยนให้&amp;nbsp;ก.ต.บุคคลภายนอก มาจากวุฒิสภาก็ยังพอไหว เพราะบุคคลที่วุฒิสภาส่งมา ก็ถือว่าเป็นผู้แทนของประชาชน ก็ยังคงเป็นไปตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม&amp;nbsp;แต่พอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากศาลเห็นว่า&amp;nbsp;ตำแหน่ง ก.ต.บุคคลภายนอก ควรมาจากการเลือกกันเอง ก็ยิ่งไปกันใหญ่ มองว่า ผิดไปจากเจตนารมณ์ดั้งเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญ ยังระบุอีกว่า ตนได้แจ้งความ ดำเนินคดีกับนายอนุรักษ์ เพราะขณะนั้น นายอนุรักษ์ ที่ดำรงตำแหน่งเป็น ก.ต. ได้ร่วมลงมติ เอามติเดิม ที่เห็นชอบให้แต่งตั้งนายชำนาญ &amp;nbsp;เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญการพิเศษและสำนักงานศาลยุติธรรม &amp;nbsp;ส่งหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้วกลับมาทบทวนและกลับมติ ก.ต.เดิมเป็นไม่ให้ความเห็นชอบรวมทั้งลงมติให้นายชำนาญพ้นจากราชการโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมองว่า การกระทำดังกล่าว ถือว่า เป็นเรื่องใหญ่มีความผิดตามมาตรา 112 &amp;nbsp;เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ &amp;nbsp;จึงได้แจ้งความในกรณีนี้ ไว้ที่ สน. ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2562 &amp;nbsp;จากนั้นได้ ยื่นร้องไปที่ ปปช.ให้ตรวจสอบ และฟ้องศาลให้เพิกถอนมติดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามกรณีเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ไปยังนายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;ระบุว่า ไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลและไม่ขอพูดเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113279</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ประธานแผนกคดีล้มละลาย, ศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210814/image_big_611793af94dcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 20:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 20:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศในราชกิจจาฯ &#039;ชำนาญ รวิวรรณพงษ์&#039; พ้นจากตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 64 - &amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง ให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ดำรงตำแหน่ง ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2559 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ข้าราชการตุลาการ พ้นจากตำแหน่ง ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เนื่องจากเป็นผู้ที่มีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมให้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106070</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าราชการตุลาการ, ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, พ้นจากตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_60449eb034253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2020 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2020 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน.ไม่รับคำร้องอดีตปธ.แผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ปมขอวินิจฉัยปธ.ศาลฎีกาออกคำสั่งพ้นราชการขัดรธน. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.63-เว็บไซด์สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ที่ขอให้วินิจฉัยการกระทำของประธานศาลฎีกาที่ออกคำสั่งให้พ้นจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญว่าเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และการที่นำการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากราชการเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ไว้พิจารณาวินิจฉัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุกม.ไม่ให้อำนาจตรวจสอบ แต่ระบุปธ.ศาลฎีกาดำเนินการตามมติก.ต.และขั้นตอนที่กม.กำหนด ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิ ชี้ไม่พอใจสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์-ฟ้องศาลยุติธรรมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุเหตุผลว่า การกระทำของประธานศาลฎีกาที่ถูกร้องเป็นการกระทำในฐานประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) &amp;nbsp;ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่บริหารงานบุคคลเกี่ยวกับผู้พิพากษาของศาลยุติธรรม จึงเป็นการกระทำที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของก.ต. ที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)​ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2561มาตรา 47(6) บัญญัติไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการที่ประธานศาลฎีกานำความกราบบังคับทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้นายชำนาญพ้นจากราชการเป็นผลมาจากคำสั่งซึ่งเป็นไปตามมติของก.ต.ให้พ้นจากราชการอันเป็นกระบวนการที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หากนายชำนาญไม่เห็นด้วยกับมติก.ต. สามารถใช้สิทธิร้องขอให้ก.ต.ทบทวนมติดังกล่าวโดยการอุทธรณ์ ร้องทุกข์ หรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ ซึ่งเป็นระบบการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของก.ต.ที่เป็นระบบการตรวจสอบภายในโดยผู้ออกมติหรือคำสั่ง การกระทำของประธานศาลฎีกาดังกล่าวจึงไม่เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของนายชำนาญตามที่อ้าง &amp;nbsp;จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2561มาตรา 46 วรรคหนึ่ง นายชำนาญจึงไม่อาจยื่นคำร้องกรณีดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่นายชำนาญขอให้วินิจฉัยว่าพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม 2543 ที่ไม่กำหนดสิทธิในการอุทธรณ์มติหรือคำสั่งของก.ต.และมาตรา 83 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 188 วรรคสอง มาตรา 190 และมาตรา 196 นั้น &amp;nbsp;เห็นว่าคำกล่าวอ้างของนายชำนาญสืบเนื่องมาจากคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 1531/2562 ลงวันที่ 27 พ.ย.62ที่ให้นายชำนาญพ้นจากราชการตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม 2543มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส 2542 มาตรา 6 มาตรา 6/1 และมาตรา 7 จึงไม่ใช่กรณีที่นายชำนาญได้รับความเสียหายจาการถูกลงโทษทางวินัยตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม 2543 ที่มาตรา 83 กำหนดขั้นตอน กระบวนการทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัยของก.ต.ไว้ชัดเจน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เป็นกรณีได้รับความเสียหายจากมติอื่นของก.ต.มีสิทธิร้องทุกข์ต่อก.ต.ภายใน2 ปีนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งหรือรับทราบมติ เพื่อขอให้ทบทวนมติได้ และคำวินิจฉัยของก.ต.ให้เป็นที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องเป็นกรณีตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม 2543 มาตรา 84 &amp;nbsp;ที่กำหนดขั้นตอนการใช้สิทธิขอให้ทบทวนโดยการร้องทุกข์ต่อก.ต. &amp;nbsp;แม้จะเป็นการทบทวนโดยผู้ออกคำสั่งหรือมติก็ตาม ก็ถือว่าเป็นไปตามหลักการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของก.ต.แล้ว &amp;nbsp;หากนายชำนาญไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของก.ต. ก็สามารถใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ตามมาตรา 194 ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68235</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งพ้นจากราฃการ, ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ประธานศาลฎีกา, รับบำเหน็จบำนาญ, ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200309/image_big_5e663c6136b52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2020 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ร้องศาลรธน.วินิจฉัยปธ.ศาลฎีกาสั่งพ้นราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค. 63 - ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยการกระทำของประธานศาลฎีกา ที่ออกคำสั่งให้พ้นจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญว่าเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และการที่นำการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากราชการเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญกล่าวว่า ประธานศาลฎีกาทราบดีว่า ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษาตามที่กฎหมายกำหนดให้พ้นจากราชการเมื่ออายุ 70 ปี ซึ่งตนอายุเพียง 65 บริบูรณ์ และการที่รัฐธรรมนูญมาตรา 190 บัญญัติว่า&amp;ldquo;พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตำแหน่ง&amp;rdquo; นั้น มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในทางส่วนตัว เพื่อให้ผู้พิพากษามั่นใจได้ว่า การแต่งตั้งโยกย้าย และการให้พ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากราชการ ต้องเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เนื่องจากต้องนำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ ดังนั้นกรณีนี้ประธานศาลฎีกาจึงไม่อาจนำการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดกล้าโปรดกระหม่อมได้ แต่กลับปรากฏว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 ประธานศาลฎีกาได้ออกคำสั่งให้ตนพ้นจากราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายชำนาญกล่าวว่า นอกจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรียังเคยทักท้วงมาถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกทักท้วงว่า กรณีการให้ตนพ้นจากราชการดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และส่งเรื่องคืนสำนักงานศาลยุติธรรม ส่วนครั้งที่ 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือถึงสำนักงานศาลยุติธรรมว่า การขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตนพ้นจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ โดยไม่ระบุว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตราใดของพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ว่าเป็นการให้ตนพ้นจากราชการตามกฎหมายใด กรณีจึงไม่อาจพิจารณาได้ว่า การให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ แต่ประธานศาลฎีกาก็ยังยืนยันให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯเพื่อให้ตนพ้นจากราชการตามคำสั่งดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่ประธานศาลฎีกายืนยันให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พ้นจากราชการ ทั้งที่มีข้อทักท้วงของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง จึงเป็นการจงใจกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของประธานศาลฎีกาที่ออกคำสั่งให้ตนพ้นจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 32 และการที่นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชโองการให้นายชำนาญพ้นจากราชการ โดยขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 6&amp;quot;นายชำนาญ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59252</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชำนาญ รวิวรรณพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200309/image_big_5e660324a360d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 18:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2019 18:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตปธ.แผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา แจ้งความดำเนินคดี ก.ต. 11 คนหมิ่นเบื้องสูง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชำนาญ รวิวรรณพงษ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย 62 - ที่สน.ชนะสงคราม นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.โชคอำนวย วงษ์บุญฤทธิ์ รองผกก.สอบสวน สน.ชนะสงคราม เพื่อแจ้งความ ดำเนินคดีกับคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) 11 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรายละเอียดตามบันทึกประจำวัน ข้อ 3 สน. ชนะสงคราม นายชำนาญ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษมีใจความระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 มติการประชุม ก.ต.ครั้งที่ 9/2562 ป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ชำนัญฯ ต่อมาเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีหนังสือถึงเลขธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งผู้พิพากษาอาวุโส 135 ราย ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งรวมถึงตนด้วย อันเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 190 ประกอบพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการแต่งตั้งผู้พิพากษาอาวุโส (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 มาตรา 7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจึงเป็นการพ้นอำนาจ ก.ต. ที่จะนำมติดังกล่าวกลับมาทบทวน เนื่องจากเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งไปแล้ว จึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 ก.ต. ได้กระทำการก้าวล่วงพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยการลงมติในการประชุมครั้งที่ 16/2562 ให้นำมติครั้งที่ 9/2562 ที่เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส และได้นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้วกลับมาทบทวน โดยมิได้มีการพระราชทานเรื่องกลับมาทบทวน จากนั้น ก.ต.ลงมติไม่เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส อันเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ฝ่าฝืนมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติว่า &amp;quot;องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้&amp;quot; เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เหตุเกิดที่ห้องประชุม อาคารศาลยุติธรรม ศาลฎีกา แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญ กล่าวว่า วันนี้ตนได้เดินทางมาแจ้งความเอาผิดกับ ก.ต. 11 คน เว้นนายนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาเพื่อให้เกียรติตำเเหน่ง สาเหตุเนื่องจากการที่ ก.ต. นำมติ ก.ต. ครั้งที่ 9/2562 ที่เห็นชอบให้ตนดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส และได้นำความกราบบังคมทูลตามกฎหมายแล้ว ซึ่งพ้นจากอำนาจ ก.ต. แล้ว ซึ่ง ก.ต. นำมติดังกล่าวกลับมาทบทวนในที่ประชุม ก.ต.ครั้งที่ 16/2562 ซึ่งเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 190 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหลายมาตรา ซึ่งหลังจากนี้ตนจะยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพึ่งพระบารมีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตนต้องการให้ปรับปรุงโครงสร้าง ก.ต. ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้สามารถอุทธรณ์มติ ก.ต.ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครสามารถตรวจสอบ ก.ต. ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.ท.โชคอำนวย กล่าวว่า ได้รับคำร้องทุกข์ไว้ ก่อนจะเสนอให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานสอบสวนคดีดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายชื่อ ก.ต. ที่นายชำนาญแจ้งความ 11 คนประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.นายธงชัย เสนามนตรี ปธ.แผนกคดีสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.นางวาสนา หงส์เจริญ ปธ.แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวกลางในศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.นายสมเกียรติ ตั้งสกุล ผู้พิพากษาศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.นายเศกสิทธิ์ สุขใจ ปธ.แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.นายศิริชัย ศิริกุล ปธ.แผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.นายธนรัตน์ ทั่งทอง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.นายสุวิชา สุขเกษมหทัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.นายกำพล รุ่งรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลล้มละลายกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.นายวรสิทธิ์ โรจนพานิช ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่นายชำนาญไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี คือ นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา ก.ต.สัดส่วนจากบุคคลนอก ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในวันนั้น และ ก.ต.เสียงข้างน้อยที่ลงมติให้นายชำนาญเป็นผู้พิพากษาอาวุโสฯ ต่อคือ นายกิจชัย จิตธารารักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายพศวัจณ์ กนกนาก ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา ซึ่งทั้ง 2 เป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิศาลฎีกา รวมถึงนายไสลเกษ วัฒนพันธ์ุ ประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50826</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ชำนาญ รวิวรรณพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181212/image_big_5c10d56948a77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ต.มีมติตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง &#039;ชำนาญ รวิวรรณพงษ์&#039; อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายศาลฎีกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชำนาญ รวิวรรณพงษ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย 62 - ที่ห้องประชุมอาคารศาลยุติธรรม ชั้น 3 ศาลฎีกา นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 16/2562 มีวาระการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษาหลายตำแหน่ง รวมถึงหลักเกณฑ์การจัดตั้งผู้พิพากษาอาวุโส และวาระอื่นๆ ยังมีวาระที่น่าสนใจ คือ ก.ต.ได้มีการลงมติจากที่ คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.)ได้ทำลงมติเสียงข้างมาก 13-4 (อ.ก.ต.เดิมมี 21 คน แต่ช่วงพิจารณาอยู่ในช่วงสับเปลี่ยนตำแหน่งเลื่อนขั้น ทำให้เหลือ 17 คน) พร้อมทำความเห็นเสนอว่า การกระทำของ นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เกี่ยวกับกรณีในคดีมรดกที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีในศาล เห็นควรที่จะถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง โดย ก.ต.ได้พิจารณาแล้วมีมติเสียงข้างมาก 12-2 เห็นควรตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงต่อนายชำนาญ ตามที่ อ.ก.ต.เสียงข้างมากทำความเห็นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุม ก.ต.ยังมีการลงมติทบทวนมติ ก.ต.ครั้งที่ 9/2562 กรณีที่ประชุม ก.ต.มีมติให้นายชำนาญไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยที่ประชุมเสียงข้างมาก 12-2 ให้ ก.ต.ทบทวนมติเรื่องที่จะให้นายชำนาญเป็นผู้พิพากษาอาวุโสฯ และเมื่อมีการทบทวนแล้ว หลังจากนั้น ก.ต.ยังได้มีการลงมติเห็นชอบหรือไม่ ที่จะให้นายชำนาญเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ ผลปรากฎว่า ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 12-2 ไม่ผ่านให้นายชำนาญดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ก.ต.วันนี้มี ก.ต.เข้าประชุม 14 คน ขาดนาย บุญศักดิ์ เจียมปรีชา ก.ต.สัดส่วนจากบุคคลภายนอก สำหรับมติเสียงข้างน้อยในการลงมติให้นายชำนาญเป็นผู้พิพากษาอาวุโสฯ และการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทั้ง 3 รอบ คือ นายกิจชัย จิตธารารักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายพศวัจณ์ กนกนาก ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา ซึ่งทั้ง 2 เป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนายชำนาญนั้น เคยถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่ง ก.ต.ชั้นศาลฎีกา ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 42โดยผู้พิพากษาทั่วประเทศใช้สิทธิลงคะแนนเห็นชอบให้ถอดถอนนายชำนาญออกจากการเป็น ก.ต. ชั้นฎีกา รวมทั้งสิ้น 3,165 คะแนน จากบัตรลงคะเเนน 3,548 ใบ จากกรณีกล่าวหาว่านายชำนาญส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย คุณธรรมและจริยธรรม หรือการกระทำที่น่าสงสัยว่ากระทำผิดวินัย มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ ก.ต. ในกรณีที่อ้างถึงการก้าวก่ายแทรกแซงผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขณะสืบพยานในบัลลังก์ คดีมรดกครอบครัวภรรยาที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และการแสดงกิริยาไม่เคารพกระบวนพิจารณาของศาล ทั้งแสดงตนเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าข่มขู่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50562</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181212/image_big_5c10d56948a77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
