<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2019 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หึ่ง!ดึงวันนอร์-ตุ๊ดตู่ พปชร.รอคำตอบ/ชง3สูตรให้กกต.เคาะปาร์ตี้ลิสต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; พปชร.เดินเกม ชิงเสียงตั้งรัฐบาล ไม่เอางูเห่า แต่เปิดดีลดอดทาบทั้งพรรค เริ่มเจรจาเพื่อชาติ-ประชาชาติ แต่อยู่ระหว่างรอคำตอบ เงื้อมานาน กกต.อ้างไม่รอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดสูตรปาร์ตี้ลิสต์ในคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เตรียมเดินหน้าลุยเคาะเองเร็ววันนี้ เผยมี 3 สูตร พบทุกสูตรมีผลต่อการชิงเสียงตั้งรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในการพยายามรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลว่า ล่าสุดมีการระบุว่า พปชร.ได้ทาบทามพรรคเพื่อชาติ ที่มีนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีต รมช.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าพรรค ที่คาดว่าจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 ที่นั่ง และพรรคประชาชาติ ซึ่งมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นแกนนำพรรค ที่คาดว่าจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 ที่นั่ง และส.ส.เขต 1 ที่นั่ง ให้มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่า 2 พรรคดังกล่าวที่เคยร่วมลงสัตยาบันร่วมกับพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 27 มีนาคม จะตกลงในเงื่อนไขของ พปชร.หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เรื่องการคำนวณสูตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงได้นั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาการใช้วิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าขณะนี้ทาง กกต.อยู่ระหว่างการพิจารณาวิธีการคำนวณ 2-3 สูตร ซึ่งมีทั้งสูตรที่ทางนักวิชาการเสนอมา และสูตรที่ทางสำนักงาน กกต.เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งเรื่องวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ทาง กกต.จะรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาก่อนหรือไม่นั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า กระบวนการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นไปตามกฎหมาย โดยในระหว่างนี้หากยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาบัญญัติ ทางสำนักงาน กกต.ก็จะเสนอเรื่องดังกล่าวไปยัง กกต. เพื่อประกาศผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ยืนยันว่าทางสำนักงาน กกต.จะเสนอไปตามกฎหมายและกรอบระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนด ทั้งนี้ สูตรที่สำนักงาน กกต.ได้พิจารณาไว้ 2-3 สูตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณี กกต.ใช้ดุลยพินิจประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 พ.ค.แล้ว แต่หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ตรงจะทำอย่างไร พ.ต.อ.จรุงวิทย์ &amp;nbsp;ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ระบุเพียงสั้นๆ ว่า เป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการคำนวณสูตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญและตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. ตามที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นคำร้องผ่านมายังผู้ตรวจการแผ่นดิน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากสำนักงาน กกต.แจ้งว่า วิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่สำนักงาน กกต.เตรียมเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีทั้งหมด 3 วิธีการคำนวณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1.วิธีคำนวณของ กกต. ที่เสนอร่วมกับ กรธ.แจก ส.ส.บัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน จำนวน 27 &amp;nbsp;พรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.วิธีการคิดคำนวณของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. คำนวณออกมา 16 พรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.วิธีคิดคำนวณของนายโคทม อารียา อดีต กกต. ซึ่งคำนวณแล้วออกมาจะได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 16 พรรค เช่นเดียวกันกับของนายสมชัย แต่ 2 วิธีการคำนวณจะไม่แจก ส.ส.ให้กับพรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่า 71,057 คะแนน ซึ่งต่างกันเล็กน้อยตรงที่การคำนวณในส่วนของนายสมชัยรอบ 2 ตัดทศนิยมทิ้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีการมองกันว่า ทั้ง 3 สูตรพบว่ามีผลต่อการชิงเสียง ส.ส.ของขั้วเพื่อไทยและขั้วพรรคพลังประชารัฐในการชิงการจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันทั้งสิ้น หากสุดท้าย กกต.เคาะสูตรใดสูตรหนึ่งออกมา&amp;nbsp;
ปชช.ยังสับสนแม้เลือกตั้งจบไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ความเคลื่อนไหวการเมืองอื่นๆ พบว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา สวนดุสิตโพล &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,107 คน ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจสรุปผลได้ ดังนี้ เมื่อถามว่า สิ่งที่ประชาชนรอคอยหลังจากการเลือกตั้งผ่านมา 1 เดือนเต็มคืออะไร อันดับ 1 &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ 40.71%, อันดับ 2 &amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 32.03%, อันดับ 3 การประกาศผลรับรองการเลือกตั้ง 25.96%, อันดับ 4 การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้น เป็นประชาธิปไตย 17.18%, อันดับ 5 &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการบริหารงานที่ชัดเจน ทำตามนโยบายที่ให้ไว้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;16.62%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามต่อว่า ประชาชนคิดอย่างไรต่อ&amp;ldquo;สถานการณ์ทางการเมือง&amp;rdquo; ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ ประชาชนมองว่า สิ่งที่ดีขึ้น ณ วันนี้คือ อันดับ 1 มีการเลือกตั้ง ประชาชนได้ออกมาใช้สิทธิของตนเอง 38.44%, อันดับ 2 จะได้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp;24.73%, อันดับ 3 ประชาชน กลุ่มคนรุ่นใหม่ตื่นตัว สนใจเรื่องการเมืองมากขึ้น 19.35%, อันดับ 4 ได้นักการเมืองใหม่ๆ เข้ามาทำงาน 11.29%, อันดับ 5 &amp;nbsp; &amp;nbsp;บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย 7.80%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสิ่งที่แย่ลง ณ วันนี้ คือ อันดับ 1 ปัญหาการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ข้อยุติ 36.47%, อันดับ 2 สภาพเศรษฐกิจ ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน 24.27%, อันดับ 3 การโจมตีทางการเมือง ความขัดแย้งของนักการเมือง 21.37%, อันดับ 4 การทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่โปร่งใส 14.40%, อันดับ 5 เสถียรภาพทางการเมือง ทิศทางการเมืองไม่ชัดเจน 12.54%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงความสับสนทางการเมือง &amp;ldquo;ก่อนเลือกตั้ง&amp;rdquo; กับหลังเลือกตั้งเป็นอย่างไร อันดับ 1 สับสนพอๆ กัน &amp;nbsp;47.33% เพราะ กกต.ไม่มีความชัดเจน เกี่ยวข้องกับการตีความตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเข้าใจยาก มีการปล่อยข่าวลวง ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ฯลฯ, อันดับ 2 &amp;ldquo;หลังเลือกตั้ง&amp;rdquo; สับสนมากกว่า 33.98% เพราะการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน การจับขั้วทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ มีการร้องเรียนให้นับคะแนนใหม่ ยังไม่มีข้อสรุปของการหาสูตรคำนวณที่นั่ง ส.ส. ฯลฯ, อันดับ 3 &amp;ldquo;ก่อนเลือกตั้ง&amp;rdquo; สับสนมากกว่า 18.69% เพราะมีกระแสข่าวเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการเลื่อนวันเลือกตั้ง บัตรลงคะแนน ยุบพรรคการเมือง ผู้สมัครย้ายพรรค การแข่งขันของพรรคการเมืองต่างๆ ในการลงพื้นที่หาเสียง ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สิ่งที่ประชาชนอยากบอกกับ &amp;ldquo;นักการเมืองไทย&amp;rdquo; คือ อันดับ 1 เป็นนักการเมืองที่ดี ทำตามหน้าที่ รักษาสัญญา 50.12%, อันดับ 2 ยุติการทะเลาะเบาะแว้ง ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีกันไปมา 31.43%, อันดับ 3 ขอให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ส่วนรวม ร่วมมือกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้า 21.48%, อันดับ 4 เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ดูแลเอาใจใส่ประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;17.51%, อันดับ 5 เคารพกฎหมาย ยึดหลักประชาธิปไตย 9.35%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จุดยืนทางการเมืองของประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,060 ตัวอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.1 ระบุจุดยืนทางการเมืองของตนเองเป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในขณะที่ไม่แตกต่างกันมากนักระหว่างกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 23.3 และกลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 20.6
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ เมื่อแยกออกเป็นกลุ่มคนที่เป็นคอการเมือง และกลุ่มคนที่ไม่ใช่คอการเมือง พบว่า กลุ่มคนที่ไม่ใช่คอการเมืองส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.1 เป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มากกว่ากลุ่มที่เป็นคอการเมืองเล็กน้อยคือร้อยละ 54.4 ที่ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ แต่กลุ่มคอการเมืองร้อยละ 25.2 สนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มไม่ใช่คอการเมืองที่มีอยู่ร้อยละ 20.7 ระบุสนับสนุนรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.0 ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่กลุ่มผู้ชายมีสัดส่วนของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 25.8 มากกว่าหญิงที่มีอยู่ร้อยละ 21.2 และกลุ่มผู้ชายมีสัดส่วนไม่สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 23.5 มากกว่าหญิงที่มีอยู่ร้อยละ 17.8 เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อจำแนกกลุ่มที่ระบุจุดยืนทางการเมืองออกตามกลุ่มอาชีพ พบว่า นักศึกษาเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุดคือ ร้อยละ 2.9 ไม่สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุดคือร้อยละ 37.1 ในขณะที่กลุ่มพนักงานเอกชนสนับสนุนรัฐบาลมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐคือร้อยละ 35.1 ต่อร้อยละ 22.6 อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มนักศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.8 และร้อยละ 60.0 ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า สัญญาณเตือนภัยในความขัดแย้งรุนแรงบานปลายเริ่มก่อตัวขึ้น แต่ยังพอจะควบคุมสถานการณ์ได้ ถ้ารัฐบาลและฝ่ายอำนาจรัฐไม่ปฏิบัติการกับฝ่ายตรงข้ามแบบเหมารวม (Stereotype) ยกเข่งกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพราะข้อมูลจุดยืนทางการเมืองของประชาชนครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังเงียบที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง คนกลุ่มนี้ยังอยู่ตรงกลาง ไม่สนับสนุนและไม่ต่อต้านรัฐบาลชัดเจนโดยเห็นได้ชัดในกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มเกษตรกร ดังนั้น รัฐบาลยังมีโอกาสบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้
&amp;quot;จตุพร&amp;quot;ยันไม่มีเกาเหลานปช.&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ที่ห้องประชุมอภิวันท์ วิริยะชัย ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 ได้มีการจัดงาน สงกรานต์บานฉ่ำ โดยมีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมทั้งนักร้องมาร่วมกันให้ความบันเทิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวระหว่างร่วมงานถึงกรณีความกังวล นปช.เกิดความแตกแยกว่า ได้เคยอธิบายผ่านสื่อสารมวลชนไปแล้วว่าตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ สภาพการณ์ของ นปช.เหมือนทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นทหารประชาชน บาดเจ็บ ล้มตาย ถูกคุมขัง ถูกจับเป็นเชลย สารพัด รวมกระทั่งมีโรคภัยไข้เจ็บ ทุพพลภาพ คือโลกแห่งความเป็นจริง หลังเหตุการณ์ปี 2553 พวกเราก็อยู่ในฐานะจำเลยหลายคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน นปช.กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ คนที่ยังไม่มีคดี ก็มีพื้นที่ที่จะไปต่อสู้มากกว่าคนมีคดี แต่คนมีคดี ก็สามารถขยับได้บางช่วงบางเวลา บางจังหวะ และท้ายที่สุด ต้องสังเวยด้วยอิสรภาพ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องน่ากลัว ถ้ากลัวคงไม่ถูกติดมา 4 รอบ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าภายใต้สังขารและอิสรภาพที่จำกัด เราจะรักษาแนวทาง จุดยืน อุดมการณ์กันได้อย่างไร พี่น้องตนทุกคนแม้ว่าไม่ได้มาในวันนี้ แต่ว่ายังเจอในเวลาขึ้นศาลกันทุกครั้ง ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ เพราะว่าเราเองต่างก็รู้ ไม่ว่าเราจะยืนอยู่ ณ มุมใด เวลานี้คือการแสดงความคิดเห็น ทุกคนยังคงสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนได้ดังเดิม ไม่ว่าจะเป็น นางธิดา ถาวรเศรษฐ, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายแพทย์เหวง โตจิราการ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และคนอื่นๆ ก็ยังเจอพูดคุยกันเป็นปกติ เพียงแต่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ การเมืองก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เราเป็นคณะบุคคล เป็นประชาชนที่รวมตัวกัน &amp;nbsp;เป็นเรื่องของการอาสาสมัครทั้งสิ้น ไม่มีผลประโยชน์ใดที่จะเอื้อให้แก่กัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผูกพันผูกมัดกันอยู่นั้นคือคำว่าจิตวิญญาณประชาธิปไตย ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี เราได้ถูกทำร้ายสารพัด ผมอาจจะโดนหนักมากกว่าคนอื่นหน่อย เรียนกับพี่น้องว่า ไม่มีอะไรที่ไหวหวั่น ทองแท้ไม่แพ้ไฟ เชื่อว่าเราคบกันมานาน เรารู้ว่าทองแท้เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นมั่นใจพี่น้องประชาชนว่าเรารวมกันเพราะเรามีอุดมการณ์เดียวกัน &amp;nbsp;ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราต้องติดตามสถานการณ์บ้านเมืองกันอย่างใกล้ชิด เราได้ต่อสู้กันมากว่า 10 ปีนี้ ยืนยันกับพี่น้องว่า เราจะยังผูกพันกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่ นี่เป็นความผูกพันที่เราจะต้องยืนหยัดกันต่อไป&amp;quot; ประธาน นปช.กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวด้วยว่า ที่ห้องประชุมแห่งนี้เราจะจัดงานเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ใช่ว่าเจ้าของห้างเขาไล่ เพียงแต่เราเองไม่อยากเป็นภาระมากขึ้น ก็ต้องหาสถานที่ให้มันเล็กลง แต่พี่น้องสามารถไปมาหาสู่กันได้เหมือนเดิม ความจริงแล้วเรายิ่งเดินยิ่งสู้ยิ่งลำบาก และความลำบากก็มากยิ่งขึ้น ภายในเดือนมิถุนายน เราก็ต้องย้ายสถานที่ เราจึงจะเดินต่อไปกันได้ ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีนี้นั้น การที่ยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ไม่ว่าด้วยการถูกบีบรัดด้วยเรื่องราวต่างๆ มากมาย เราก็เดินฝ่าฟันกันไปได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้อุปสรรคมากมาย เพียงแต่พร้อมที่จะกลืนเลือดเข้าไป ไม่พร้อมที่จะมาบอกกับพี่น้อง แต่ยังยืนหยัดกับพี่น้องว่า เรายังจะต้องมีภารกิจที่เราจะยังต้องเดินหน้าต่อไป เพียงแต่ว่าเราเองก็ต้องปรับวิธีการให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ แล้วเราจึงจะเดินได้ มิฉะนั้นเราจะล้มลงไป ในเวลาที่มันยังไม่เหมาะสม ไม่ได้บอกว่าองค์กรมันจะต้องอยู่ไป คนจะต้องอยู่ไป เพราะเรามีสิ่งผูกมัดเดียว คืออุดมการณ์ แนวทาง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่บ้าน อยู่หนแห่งใดก็ตาม เราก็ยังเหมือนเดิม เราไม่พบหน้าหรือเราจะพบหน้ากัน เราได้เจอกัน เราไม่เจอกัน เราก็ยังเหมือนเดิมกันอยู่&amp;quot; นายจตุพรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า บรรยากาศการเมืองขณะนี้กลับไปสู่วังวนเดิม มีการโจมตีตอบโต้กันไปมา ใช้วาทกรรมต่างๆ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรกับพี่น้องประชาชน มีแต่สร้างความเบื่อหน่ายและก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว แต่พรรคการเมืองบางพรรคก็ยังออกมาโจมตีพรรคพลังประชารัฐและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่ตลอดเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า สังเกตได้ว่า พรรคพลังประชารัฐไม่เคยออกมาโจมตีให้ร้ายใครเลย มีแต่ถูกพรรคการเมืองบางพรรคคอยดิสเครดิตตลอดเวลา วันนี้บ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้ว น่าจะนำประเทศเดินไปข้างหน้า ปัญหาทุกอย่างก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทุกฝ่ายต้องยอมรับกติกาบ้านเมือง ไม่มีใครไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ เมื่อทุกอย่างยุติก็ต้องยอมรับ ไม่เช่นนั้นสังคมจะไม่ปกติสุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.การคลัง ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี&amp;rdquo; หัวข้อ &amp;ldquo;ภราดรภาพในฝ่ายประชาธิปไตย&amp;rdquo; ระบุว่า สัญลักษณ์หนึ่งที่เรามักเห็นกันอยู่เสมอหลังรัฐประหาร 2557 คือ การยกมือขึ้นแล้วชู 3 นิ้ว เชื่อกันว่า เป็นอิทธิพลที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games ตอน Catching Fire เมื่อประชาชนผู้ยืนหยัดแสดงความไม่เห็นด้วยต่อผู้มีอำนาจ พร้อมใจกันยกมือขึ้นชู 3 นิ้วเพื่อให้กำลังใจแก่ แคทนิส เอเวอร์ดีน บางคนแปลความหมายว่า 3 นิ้วนั้น คือ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ที่ผู้รักประชาธิปไตยใฝ่หา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เสรีภาพ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ความเสมอภาค&amp;rdquo; ได้รับการอภิปรายอย่างกว้างขวางตลอดการรณรงค์เลือกตั้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่น่าเสียดาย &amp;ldquo;ภราดรภาพ&amp;rdquo; ที่เป็น 1 ใน 3 นิ้วนั้น ถูกละเลย มองข้ามความสำคัญทั้งจากการกระทำและคำพูด เราจึงเห็นการระแวงสงสัย การทับถม หรือแม้กระทั่งด่าทอกันเอง ในบางส่วนของฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถูกล่ะ ในการรณรงค์เลือกตั้ง พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต่างต้องทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;มีกระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของการแข่งขัน เพื่อเสนอแนวทางของตนต่อประชาชน แต่เมื่อประชาชนตัดสินใจแล้ว ทุกพรรคการเมืองก็มีหน้าที่สรุปบทเรียน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุรพงษ์ให้ความห็นว่า พรรคที่ผิดพลาดก็ต้องยอมรับแล้วปรับปรุงแก้ไข พรรคที่ประสบความสำเร็จก็ไม่หยิ่งผยองลำพอง แต่กลับต้องถ่อมตนแล้วทำต่อไปให้ดียิ่งขึ้น เพราะ &amp;ldquo;ความสำเร็จ&amp;rdquo; เป็นอนิจจัง มีขึ้นมีลง ไม่ยั่งยืน บนเส้นทางสู่ประชาธิปไตยเต็มไปด้วยขวากหนาม การจับมือกุมมั่นเดินฝ่าข้ามไปก็นับว่า ยากอยู่แล้ว ถ้าแตกคอ ปล่อยมือ ไม่ร่วมกันฟันฝ่า การไปถึงจุดหมายแทบเป็นไปไม่ได้เลย บทเรียนจากมาเลเซียสอนให้เรารู้ว่า การมีแนวร่วมฝ่ายประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้นจึงสามารถนำไปสู่ชัยชนะ สิ่งที่เราต้องการในวันนี้คือ การร่วมคิด ร่วมทำ ลงมือปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นทุ่มเท ไม่ยอมท้อถอย และให้กำลังใจซึ่งกันและกันแก่มิตรร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34653</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 สูตร, กกต., ชิงเสียงตั้งรัฐบาล, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, พปชร., ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190428/image_big_5cc5b1206c945.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
