<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่นเลือก&#039;โยชิฮิเดะ ซูกะ&#039;นั่งเก้าอี้นายกฯ สานต่องาน&#039;อาเบะ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นซึ่งพรรครัฐบาลแอลดีพีครองเสียงข้างมาก เลือก &amp;quot;โยชิฮิเดะ ซูกะ&amp;quot; เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนที่ &amp;quot;ชินโซ อาเบะ&amp;quot; ที่ลาออกอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธ เจ้าตัวให้คำมั่นสานต่อนโยบายของอาเบะโดยเก็บรัฐมนตรีจากรัฐบาลเก่าไว้ราวครึ่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โยชิฮิเดะ ซูกะ ชนะการเลือกตั้งผุ้นำพรรคอย่างถล่มทลายเมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซูกะ วัย 71 ปี ซึ่งทำหน้าที่มือขวาของอาเบะมายาวนาน ชนะการเลือกตั้งในพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) อย่างถล่มทลาย ได้เป็นผู้นำพรรคคนใหม่แทนที่อาเบะเมื่อวันจันทร์ที่่ 14 กันยายน และในวันพุธ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งแอลดีพีครองเสียงข้างมาก จัดการลงมติเลือกเขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามความคาดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาเบะ ซึ่งลงจากเก้าอี้ผู้นำญี่ปุ่นด้วยปัญหาสุขภาพจากโรคลำไส้อักเสบโดยเหลือวาระดำรงตำแหน่งอีก 1 ปี เพิ่งยื่นลาออกอย่างเป็นทางการพร้อมกับคณะรัฐมนตรีของเขาเมื่อเช้าวันพุธ โดยเขาจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ส.ส.ต่อไป ส่วนสมาชิกในคณะรัฐมนตรีของเขาหลายคนได้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม และบางรายโยกย้ายหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซูกะให้คำมั่นไว้ว่า เขาจะสานต่อนโยบายของอาเบะให้ลุล่วง รวมถึงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ &amp;quot;อาเบะโนมิกส์&amp;quot; และจะก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ที่รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบและยุติข้อพิพาทรุนแรงในระบบราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรายนี้ ซึ่งทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลและผู้ประสานงานนโยบายต่างๆ มีงานท้าทายมากมายรออยู่เบื้องหน้า รวมทั้งการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่เข้าสู่ภาวะถดถอยมาตั้งแต่ก่อนวิกฤติไวรัส ไปจนถึงการจัดการกับปัญหาสังคมสูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า ซูกะซึ่งไม่มีประสบการณ์ทำงานโดยตรงทางการทูต ยังต้องรับมือกับการเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐกับจีน, ต้องเตรียมประสานความสัมพันธ์กับผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 3 พฤศจิกายน และต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนให้อยู่ในรูปในรอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราวครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของซูกะเป็นหน้าเดิมจากรัฐบาลอาเบะ โดยมีรัฐมนตรีหญิงเพียง 2 ราย และอายุเฉลี่ยของคณะรัฐมนตรีที่รวมถึงตัวเขาด้วย อยู่ที่ 60 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77651</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชินโซ อาเบะ, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น, โยชิฮิเดะ ซูกะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f20a925656.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 19:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯอาเบะประกาศลาออก อ้างปัญหาสุขภาพรุมเร้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ครองตำแหน่งยาวนานที่สุด ประกาศลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากปัญหาสุขภาพ ภายหลังโรคลำไส้อักเสบกลับมาเล่นงานอีกครั้งทำให้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ โดยเขาจะรั้งเก้าอี้ไว้จนกว่าพรรคจะเลือกผู้นำคนใหม่มาเป็นนายกฯ แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นวัย 65 ปีก่อกระแสคาดเดาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเขาในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังเขาเข้าตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลซ้ำถึง 2 ครั้ง แต่คำประกาศลาออกเมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม ก็ยังคงสร้างความประหลาดใจ และทำให้ตลาดหุ้นโตเกียวดิ่งลงมากกว่า 2% ก่อนปิดตลาดช่วงบ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาเบะแถลงว่า สุขภาพของเขากลับมาแย่ลงอีกเนื่องจากโรคลำไส้อักเสบหวนกลับมาอีกครั้งประมาณกลางเดือนกรกฎาคม และขณะนี้เขากำลังรับการรักษาใหม่ซึ่งต้องได้รับยาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เขาไม่มีเวลาเพียงพอปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคลำไส้อักเสบซึ่งอาเบะเคยเป็นตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น เคยทำให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการดำรงตำแหน่งสมัยแรกเมื่อปี 2550 อาเบะกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เขาไม่อาจทำผิดพลาดในการตัดสินใจที่สำคัญๆ ฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำแถลง อาเบะกล่าวว่า เขาอยากขอโทษจากใจจริงต่อประชาชนชาวญี่ปุ่น ที่ลาออกจากตำแหน่งโดยยังเหลือเวลาในการทำหน้าที่อีก 1 ปี และในขณะที่ประเทศกำลังประสบกับการระบาดของไวรัสโคโรนา แต่เขายืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักแน่นต่อไปจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งน่าจะได้จากการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) คนใหม่ โดยสมาชิกพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามวาระการดำรงตำแหน่งนั้น อาเบะจะเป็นนายกรัฐมนตรีไปจนกว่าจะครบวาระการเป็นผู้นำพรรคแอลดีพีในเดือนกันยายน 2564 โดยมีหลายคนอยู่ในข่ายสืบทอดเก้าอี้ต่อจากเขา อาทิ ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลัง, โยชิฮิเดะ ซูกะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ชิเงรุ อิชิบะ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม และฟูมิโอ คิชิดะ หัวหน้าฝ่ายนโยบายของแอลดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีข่าวลือว่าคิชิดะเป็นบุคคลที่อาเบะเลือกให้สืบทอดตำแหน่ง แต่อาโสะก็คุมกลุ่มก๊วนที่แข็งแกร่งอยู่ภายในพรรครัฐบาลพรรคนี้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่อยู่ในข่ายเหล่านี้ส่วนใหญ่คงจะไม่เปลี่ยนนโยบายต่างจากของอาเบะอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาเบะไม่ยอมแพลมว่าเขาอยากให้ใครรับไม้ต่อจากเขา โดยบอกว่าเขาไม่มีความตั้งใจโน้มน้าวการเลือกตั้งของพรรค และผู้ที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีความสามารถสูงทั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่า กระบวนการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และสภาผู้แทนราษฎรอาจจะเปิดสมัยประชุมใหม่ภายในเดือนตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อครั้งเป็นนายกฯ สมัยแรก อาเบะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกฯ ญี่ปุ่นที่อายุน้อยที่สุด และเมื่อปีที่แล้วเขาก็สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดโดยมีนโยบายเศรษฐกิจอาเบะโนมิกส์เป็นผลงานสร้างชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาเบะกล่าวว่าหนึ่งในความสำเร็จที่เขาภูมิใจที่สุดคือการเชิญประธานาธิบดีบารัก โอบามา มาเยือนเมืองฮิโรชิมา ทำให้โอบามาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่ยังดำรงตำแหน่งคนแรกที่มาเยือนเมืองที่สหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูโจมตี และสิ่งที่เขาผิดหวังที่สุดคือไม่สามารถพาชาวญี่ปุ่นที่โดนเกาหลีเหนือลักพาตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน กลับประเทศได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75841</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชินโซ อาเบะ, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น, โรคลำไส้อักเสบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f48fd36b940c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 20:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่นยกเลิกฉุกเฉินทั่วประเทศแล้ว อินเดียติดไวรัสพุ่งแซงอิหร่านขึ้นที่10</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกฯ ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นยกเลิกภาวะฉุกเฉินครบทั้งประเทศแล้วเมื่อวันจันทร์ แต่เตือนประชาชนระมัดระวังห้ามการ์ดตก ส่วนอินเดียยอดติดเชื้อโควิด-19 พุ่งพรวดวันเดียวเกือบ 7,000 ราย แซงอิหร่านขึ้นอันดับ 10 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นแถลงยกเลิกภาวะฉุกเฉินทั้งประเทศเมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เริ่มต้นประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินในกรุงโตเกียวและอีก 6 ภูมิภาคเมื่อวันที่ 7 เมษายน แล้วต่อมาจึงขยายครอบคลุมทั้งประเทศ ในช่วงที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 รายใหม่ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศนี้เรียกร้องให้ธุรกิจและโรงเรียนปิดทำการ และขอให้ประชาชนอยู่แต่ในเคหสถาน แต่มาตรการล็อกดาวน์ของญี่ปุ่นไม่ได้เข้มข้นเหมือนประเทศส่วนใหญ่ และไม่มีการกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนด้วย กระนั้นชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืออย่างดี ท้องถนนในกรุงโตเกียวที่เคยคลาคล่ำแทบร้างผู้คน จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เคยพุ่งสูงสุดถึงวันละประมาณ 700 ราย ลดลงเหลือไม่กี่สิบราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสั่งยกเลิกภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว แต่ยังยกเว้นกรุงโตเกียวและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดฮอกไกโดทางเหนือที่สถานการณ์รุนแรง กระทั่งวันจันทร์ อาเบะจึงประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินทั่วทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการแถลงข่าวทางโทรทัศน์ อาเบะกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีเกณฑ์ที่เข้มงวดมากในการยกเลิกภาวะฉุกเฉิน ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเข้าเกณฑ์นี้แล้ว เขาเตือนด้วยว่า ประชาชนจะต้องปรับตัวเข้ากับ &amp;quot;ความปกติใหม่&amp;quot; และต้องหลีกเลี่ยง &amp;quot;3 ส&amp;quot; ได้แก่ สถานที่ปิด, สถานที่แออัด และสัมผัสใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเราการ์ดตก การติดเชื้อจะแพร่อย่างรวดเร็วมาก เราต้องระแวดระวัง&amp;quot; เขากล่าว &amp;quot;เราจำเป็นต้องสร้างรูปแบบการใช้ชีวิตแบบใหม่ จากนี้ไปเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันญี่ปุ่นมีผู้ติดเชื้อไวรัสสะสม 16,581 ราย เสียชีวิต 830 ราย เป็นสถานการณ์ที่ยังเบาเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในยุโรป, สหรัฐ, รัสเซียและบราซิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสทั่วโลกตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ขณะนี้อยู่ที่ 5.421 ล้านราย เสียชีวิตแล้ว 345,223 ราย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 1.สหรัฐ 1,643,499 ราย, 2.บราซิล 363,211 ราย, 3.รัสเซีย 353,427 ราย, 4.สหราชอาณาจักร 260,916 ราย, 5.สเปน 235,772 ราย, 6.อิตาลี 229,858 ราย, 7.ฝรั่งเศส 182,709 ราย, 8.เยอรมนี 180,338 ราย, 9.ตุรกี 156,827 ราย และ 10.อินเดีย 139,237 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า เมื่อวันจันทร์อินเดียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเป็นสถิติสูงสุดถึง 6,977 ราย ซึ่งทำให้อินเดียมีผู้ติดเชื้อแซงหน้าอิหร่านซึ่งติดเชื้อแล้ว 135,701 ราย และมากกว่าเปรูที่มียอดติดเชื้อ 119,959 ราย โดยเป็นชาติที่ 12 ที่มีผู้ติดเชื้อเกินแสนราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66916</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชินโซ อาเบะ, ญี่ปุ่น, ยกเลิกภาวะฉุกเฉิน, อินเดีย, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecbc413ce9ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเน็ตญี่ปุ่นถล่ม &#039;อาเบะ&#039; แจกหน้ากากผ้าบ้านละ 2 ชิ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น โดนวิจารณ์และล้อเลียนอย่างหนักทางโลกออนไลน์ หลังประกาศว่าจะส่งหน้ากากผ้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ให้ชาวญี่ปุ่นบ้านละ 2 ชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ขยับหน้ากากผ้าให้เข้าที่ ขณะกล่าวต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกาศเมื่อวันพุธที่ 1 เมษายน ระหว่างการประชุมกับหน่วยเฉพาะกิจของรัฐบาลว่า จะส่งหน้ากากผ้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ให้แก่ทุกครอบครัวในญี่ปุ่น ที่มีมากกว่า 50 ล้านหลังคาเรือน โดยจัดส่งให้ครอบครัวละ 2 ชิ้น เริ่มส่งหลังจากสัปดาห์หน้า พื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น จะจัดส่งหน้ากากผ้าไปให้ก่อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาเบะบอกเมื่อวันพุธว่า เขากำลังสวมหน้ากากผ้า เป็นหน้ากากผ้าที่ไม่ใช่แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เมื่อใช้เสร็จแล้วนำไปใช้สบู่ล้างแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ หน้ากากผ้าแบบนี้เป็นการตอบสนองที่ดีต่อความต้องการหน้ากากอนามัยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนี้ และจะเร่งผลิตหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งในเดือนเมษายนนี้ให้ได้ 700 ล้านชิ้น จากเดือนที่แล้วที่ผลิตได้ 600 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาเบะปรากฏตัวโดยสวมหน้ากากครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และเมื่อวันพุธเขาสวมหน้ากากผ้าแบบหลวมๆ ระหว่างการประชุมกรรมาธิการของรัฐสภา โดยนั่งข้างทาโระ อาโสะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่สวมหน้ากากผ้าแบบใช้แล้วทิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่ชั่วโมงหลังอาเบะประกาศแจกหน้ากากผ้าให้บ้านละ 2 ชิ้น มีการติดแฮชแท็ก &amp;quot;Abenomasks&amp;quot; ที่ล้อเลียนนโยบายเศรษฐกิจ &amp;quot;Abenomics&amp;quot; และติดอันดับต้นๆ ของผู้ใช้ทวิตเตอร์ในญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคนทาโระ อิวาตะ ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยโกเบ ทวีตเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การที่รัฐบาลจะแจกหน้ากากผ้าเป็นเรื่องเสียเงินเปล่า เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลไม่ได้ใช้หน้ากากผ้าแบบที่อาเบะแนะนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวญี่ปุ่นหลายคนสงสัยว่ารัฐบาลแจกหน้ากากผ้าให้บ้านละ 2 ชิ้น แต่ถ้าครอบครัวที่มีสมาชิกมากกว่า 2 คนจะทำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โยชิฮิเดะ ซูกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หน้ากากผ้าต้นทุนอันละ 200 เยน หรือราว 61 บาท โครงการนี้ใช้งบราว 40,000 ล้านเยน หรือราว 12,239 ล้านบาท โดยยังไม่รวมค่าจัดส่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61866</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชินโซ อาเบะ, ญี่ปุ่น, แจกหน้ากากผ้า, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200402/image_big_5e85eee60712f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่ออพยพพลเมือง! นานาชาติเตรียมหนี&#039;อู่ฮั่น&#039; &#039;จีน&#039;สั่งห้ามค้าขายสัตว์ป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนเพิ่มมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะอู่ฮั่นที่คร่าชีวิตผู้ป่วยแล้ว 56 คน ติดเชื้อทั่วโลกมากกว่า 2,000 คน รัฐบาลสั่งห้ามค้าขายสัตว์ป่าที่เชื่อว่าเป็นต้นตอของไวรัสแล้ว สหรัฐ-ญี่ปุ่น-ฝรั่งเศสเตรียมอพยพพลเมืองออกจากอู่ฮั่น ไทยนัดประชุมด่วนที่กระทรวงการต่างประเทศ จ่อส่งซี 130 ไปรับคนไทย เผยไทยพบคนไข้รายที่ 8 แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางจีนแถลงยืนยันเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2563 ว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้ว 1,975 ราย นับข้อมูลถึงวันเสาร์ที่ 25 มกราคม โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 15 ราย รวมเป็น 56 รายจากทั่วประเทศ โดยนครเซี่ยงไฮ้พบผู้เสียชีวิตรายแรก เป็นชายอายุ 88 ปีที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ กระทรวงเกษตร, สำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งรัฐ และสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติจีน ออกคำสั่งห้ามการเพาะเลี้ยง, ขนย้ายและขายสัตว์ป่าเป็นการชั่วคราว นับแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศจะยุติ โดยคำสั่งนี้มีผลครอบคลุมธุรกิจทุกชนิดและการค้าสัตว์ป่าทุกรูปแบบ ไม่ว่าในตลาด, ร้านอาหาร และการค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เช่นร้าน Taobao ของอาลีบาบา ที่มีประกาศขายสัตว์ป่า เช่น งู, นกยูง และจระเข้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสัตว์ป่าเป็นแหล่งฟักเชื้อไวรัสชนิดนี้ที่กลายพันธุ์จนสามารถแพร่สู่มนุษย์ได้ เช่นเดียวกับไวรัสซาร์สที่คร่าชีวิตชาวจีนและฮ่องกงราว 650 คนเมื่อปี 2545-2546 ซึ่งเชื่อว่ามีต้นตอมาจากค้างคาวและส่งผ่านมายังมนุษย์ผ่านการกินเนื้อชะมด อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสาธารณสุขของจีนกล่าวว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ทรงอานุภาพเท่าซาร์ส แต่ศักยภาพในการแพร่เชื้อของมันกำลังแข็งแรงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของไวรัสก่อโรคปอดอักเสบ ซึ่งเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากตลาดขายอาหารทะเลที่ลักลอบขายสัตว์ป่า ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ภาคกลางของจีนเมื่อปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้ทางการจีนสั่งปิดเมืองที่มีประชากร 11 ล้านคนแห่งหนึ่ง เพื่อตัดขาดการคมนาคมกับภายนอกอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และเมื่อวันเสาร์ ทางการอู่ฮั่นยังได้ห้ามยานพาหนะวิ่งภายในเมืองนี้ยกเว้นเฉพาะรถฉุกเฉิน ทำให้สภาพภายในเมืองไม่ต่างจากเมืองร้าง แม้จะเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองตรุษจีน ท่ามกลางความเงียบมีเสียงประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียงเตือนประชาชนว่าอย่าเชื่อข่าวลือและอย่าแพร่ข่าวลือ ผู้ที่รู้สึกไม่ค่อยสบายให้รีบไปโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากเมืองอู่ฮั่น ทางการจีนยังสั่งควบคุมการคมนาคมขนส่งในอีกมากกว่า 10 เมืองในมณฑลหูเป่ย์ และล่าสุด กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้สั่งระงับบริการรถโดยสารทางไกลทั้งขาเข้าและขาออกเมืองตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป มาตรการคล้ายกันจะใช้กับ 2 เมืองใหญ่ของมณฑลชานตงในภาคตะวันออก ซึ่งมีประชากรราว 100 ล้านคนด้วย ส่วนมณฑลกวางตุ้งทางภาคใต้, เจียงซีในภาคกลาง และเมืองหนานจิงในภาคตะวันออก, หม่าอันเฉินในมณฑลอานฮุย และซินหยางในมณฑลเหอหนาน รัฐบาลท้องถิ่นออกกฎบังคับประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนห้ามกรุ๊ปทัวร์เดินทางออกนอกประเทศเริ่มมีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 มกราคม ขณะที่การทัวร์ในประเทศสั่งระงับมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งถูกปิดตั้งแต่หลายวันก่อน เช่น พระราชวังต้องห้าม, กำแพงเมืองจีน และสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ในนครเซี่ยงไฮ้ที่ปิดเมื่อวันเสาร์ ส่วนดิสนีย์แลนด์ในฮ่องกง และสวนสนุกโอเชียนพาร์คเริ่มปิดเมื่อวันอาทิตย์ โดยรัฐบาลฮ่องกงประกาศภาวะฉุกเฉินมาตั้งแต่วันเสาร์ ฮ่องกงยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้ว 5 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวระหว่างประชุมกรมการเมืองเมื่อวันเสาร์ว่า จีนกำลังเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงของการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสชนิดนี้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการป้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐแถลงว่า จะจัดเที่ยวบินอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากสถานกงสุลอู่ฮั่นกลับนครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐวันที่ 28 มกราคม โดยจะมีที่นั่งสำหรับพลเมืองอเมริกันในเมืองนี้อย่างจำกัดจำนวน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐ (ซีดีซี) เพิ่งยืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นรายที่ 3 ของสหรัฐ ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เพิ่มเติมจาก 2 รายก่อนหน้านี้ที่นครชิคาโกและรัฐวอชิงตัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลฝรั่งเศสและบริษัทพีเอสเอ ผู้ผลิตรถยนต์ฝรั่งเศส ซึ่งมีบุคลากรอยู่ที่อู่ฮั่นมากพอสมควร กำลังเตรียมแผนอพยพเจ้าหน้าที่และครอบครัวกลับประเทศ โดยจะเคลื่อนย้ายไปยังเมืองในมณฑลใกล้เคียงเพื่อกักกันเชื้อโรคระยะหนึ่งก่อน ทางการฝรั่งเศสรายงานพบผู้ติดเชื้อรายแรกของยุโรปเมื่อวันศุกร์ เป็นชาวจีน 3 รายจากอู่ฮั่น ซึ่งมาถึงฝรั่งเศสโดยไม่ได้แสดงอาการป่วย และในวันอาทิตย์ แอนน์ อีดัลโก นายกเทศมนตรีกรุงปารีส ประกาศระงับการจัดขบวนพาเหรดฉลองวันตรุษจีนแล้ว เพื่อป้องกันไว้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ แคนาดาประกาศว่ามีผู้ติดเชื้อที่ค่อนข้างจะยืนยันได้แล้ว 1 ราย เป็นชายวัย 50 ปีเศษ เดินทางจากอู่ฮั่นกลับถึงแคนาดาวันที่ 22 มกราคม และเข้าโรงพยาบาลวันถัดมาด้วยอาการป่วยระบบทางเดินทางหายใจ ก่อนหน้านั้นวันเดียวกัน ออสเตรเลียก็ยืนยันพบผู้ติดเชื้อครั้งแรกจำนวน 4 ราย, มาเลเซียพบผู้ติดเชื้อแล้ว 4 รายเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานด้วยว่า นายกฯ ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น แถลงเมื่อันอาทิตย์ว่า รัฐบาลตัดสินใจอพยพพลเมืองญี่ปุ่นทั้งหมดออกจากเมืองอู่ฮั่น และกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนในทุกระดับเพื่อเร่งการอพยพ โดยจะพยายามทุกวิถีทาง รวมถึงการเช่าเที่ยวบินเหมาลำ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นคาดว่ามีชาวญี่ปุ่นอยู่ที่อู่ฮั่น 430 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กงสุลเกาหลีใต้ในเมืองอู่ฮั่นกล่าวว่า พวกเขากำลังทำแบบสำรวจทางออนไลน์ถามพลเมืองเกาหลีใต้ในอู่ฮั่นเพื่อสำรวจความต้องการในการเช่าเหมาลำเครื่องบิน
เล็งส่งซี 130 รับคนไทยในอู่ฮั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวในไทยนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับคนไทยอย่างดีที่สุด โดยรัฐบาลได้เตรียมแผนการช่วยเหลือคนไทย และนักศึกษา ที่เมืองอู่ฮั่นประเทศจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จะจัดการประชุมคณะทำงานศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน (อาร์อาร์ซี) เพื่อเตรียมแผนเผชิญเหตุเพื่อช่วยเหลือคนไทยในจีน กรณีโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค.2563 เวลา 15.00 น. ที่ กต. โดยจะเชิญผู้แทนหน่วยราชการ และทุกหน่วยในอาร์อาร์ซีเข้าร่วมประชุม รวมทั้งผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ที่ประจำอยู่ทุกแห่งในประเทศจีน ผ่านระบบสื่อสารผ่านทางไกล หรือเทเลคอนเฟอเรนซ์ เพื่อสอบถามสถานการณ์ภาพรวมของโรค และจำนวนคนไทยที่อาศัยอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมแจ้งว่า ในการประชุมวันที่ 27 ม.ค.นี้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งฝ่ายความมั่นคงจะเข้าร่วมประชุมด้วย โดยหากคณะทำงานประชุมและสรุปผลว่าสถานการณ์โรคในเมืองอู่ฮั่นมีความรุนแรง รัฐบาลไทยอาจมอบหมายให้กองทัพนำเครื่องบินทหาร ซี 130 บินเข้าไปรับคนไทยที่มีอยู่ในเมืองอู่ฮั่นประมาณ 100 คนกลับไทยทันที เนื่องจากการบินไทยซึ่งเป็นสายการบินพาณิชย์ไม่สามารถทำการบินได้ เพราะรัฐบาลจีนได้สั่งปิดสนามบินอู่ฮั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวว่า ทอ.ได้เตรียมเครื่องบินซี 130 จำนวน 3-4 ลำ และทีมแพทย์ 2-3 ชุดปฏิบัติการ เดินทางไปให้การช่วยเหลือ หากได้รับมอบหมายจากรัฐบาล หรือนายกฯ โดยต้องรอความชัดเจนจากทาง กต.ในการสำรวจยอดจำนวนคนไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวเช่นกันว่า หากรัฐบาลประสานมายังกระทรวงเพื่อให้นำเครื่องบินของการบินไทยไปรับคนไทยในจีนก็พร้อม แต่คงต้องหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับ​ โดยเฉพาะต้องมีสถานที่และบุคลากรแพทย์ เพื่อให้คนไทยที่กลับมาพักเพื่อเฝ้าระวังและสังเกตอาการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่​ บริษัท การบินไทยฯ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากผู้บริหารสายการบินไทยสมายล์ว่า ได้รับการประสานงานจาก กต.ให้เตรียมพร้อม อาจต้องทำการบินไปรับคนไทยที่ตกค้างที่เมืองอู่ฮั่น​ ซึ่งขนาดของเครื่องบินไทยสมายล์มีความเหมาะสมที่จะทำการบินในภารกิจดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยังไม่ได้มีการยืนยันชัดเจนว่าไทยสมายล์​ หรือ​การบินไทยจะทำภารกิจดังกล่าว​ หรือเป็นภารกิจของกองทัพอากาศ เนื่องจากการจะทำการบินไปรับคนไทยนั้น ต้องประสานงานทางการจีนเพื่อให้ได้สล็อต​การบินที่ชัดเจน​ทั้งเที่ยวบินขาไปและขากลับ​ เพื่อให้เกิดความราบรื่นในการปฏิบัติภารกิจ&amp;rdquo; นายสุเมธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า ได้กำชับสถานเอกอัครราชทูตไทยในจีนให้ติดตามสถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรนาระบาดอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นพบนักศึกษาไทยในเมืองอู่ฮั่น 54 คน และคนทำงาน 10 คน ยังปลอดภัยดี ส่วนเรื่องการอพยพนั้นต้องรอดูอีกระยะหนึ่ง
ที่กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ยืนยันว่า ในทางปฏิบัติถือว่ายังควบคุมสถานการณ์ได้ แม้จะพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แต่สามารถรักษาให้หาย หลายรายกลับภูมิลำเนาแล้ว ซึ่งการประชุมเพื่อจัดทำมาตรการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อบริหารจัดการ และอาจยกระดับเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องช่วยกัน และมีอำนาจพิเศษในการบริหารสถานการณ์&amp;nbsp;
ล่าสุดไทยมีผู้ติดเชื้อ 8 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การหามาตรการต้องไม่ใช่แบบกำปั้นทุบดิน ต้องคิดอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนมาเมืองไทยมาก หากเราเจอแค่นี้แล้วปิดกั้นเลย ปิดประเทศไปเลย ก็อาจเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วเกินไป และสถานการณ์ยังไม่ถึงจุดนั้น ส่วนที่จีนปิดเมืองและห้ามการเดินทางได้ในหลายเมือง ขณะที่ฮ่องกงและไต้หวันมีมาตรการหยุดเรียน ห้ามคนเข้าจีน แต่ละประเทศมีเงื่อนไขและวิธีการรับมือแตกต่างกันไป ซึ่งไทยมีประสบการณ์ในการรับมือความเป็นไปได้ในการระบาดของโรคแบบข้ามประเทศมาหลายครั้งและทำได้อย่างดี ดังนั้นขอให้มั่นใจ&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายอนุทินได้แถลงถึงผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาในไทยว่า ข้อมูลล่าสุดไทยมีผู้ติดเชื้อ 8 ราย ซึ่งได้รับเชื้อขณะอยู่ต่างประเทศ และส่งตัวกลับบ้านไปแล้ว 5 ราย และอีก 3 ราย กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลของกระทรวง ซึ่งอาการดีขึ้นตามลำดับ ยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยรายใดรับเชื้อขณะอยู่ที่ไทย ส่วนมาตรการควบคุมโรคใน 5 สนามบินนั้น ได้ทำการตรวจคนเข้าประเทศสะสมมาตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ถึงปัจจุบัน ทั้งหมด 21,522 ราย ซึ่งได้แจกการ์ดคำแนะนำในเรื่องการดูแลสุขภาพให้กับผู้โดยสารทุกคนมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้จุดคัดกรองมีความพร้อม 100% จึงขอประชาชนอย่าวิตกกังวล เนื่องจากทุกรายที่ได้รับการรักษาอาการดีขึ้นและหายเป็นปกติ หากเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้มาตรการใดที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ในแต่ละวัน ทางกระทรวงสาธารณสุขจะไม่รอ หากจะต้องใช้มาตรการรุนแรงก็พร้อมดำเนินการทันที เนื่องจากกระทรวงเห็นความสำคัญของสุขภาพประชาชนเป็นอันดับแรก&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว และว่า ได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคจัดการแถลงข่าว เพื่อเป็นข้อมูลอัพเดตให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์ความเป็นจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีนักศึกษาจากจีนเดินทางมาศึกษายังไทยกว่า 5,000 คน ส่วนใหญ่ศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยเรียนแยกห้องกับนักศึกษาไทยประมาณ 80% ที่เหลือเรียนร่วมกับนักศึกษาไทย ส่วนมหาวิทยาเอกชนมีนักศึกษาชาวจีนทั้งระบบอีกกว่า 7,500 คน โดยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาและความไม่ประมาท อว.จึงมีประกาศให้ดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้ 1.นักศึกษาจีนที่เดินทางกลับบ้านที่จีนในช่วงตรุษจีนและยังไม่ได้เดินทางกลับไทย ขอให้มหาวิทยาลัยติดต่อกับนักศึกษาพำนักอยู่ในจีนต่อไปเป็นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนแจ้งกำหนดการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป 2.นักศึกษาจีนที่พำนักในไทยและไม่ได้เดินทางกลับจีนในช่วงตรุษจีนนั้น ขอให้มหาวิทยาลัยประสานกับนักศึกษาเพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากจีน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.นักศึกษาที่มีไข้ หรือมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ ต้องรายงานพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ไม่ควรรักษาตัวเอง 4.กิจกรรมที่มีการชุมนุมนักศึกษาจำนวนมาก และอาจมีนักศึกษาต่างชาติร่วมด้วย ควรพิจารณาทบทวน 5.ขอให้สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยช่วยเก็บข้อมูลนักศึกษาและเฝ้าระวังตามหลักระบาดวิทยา และ 6.อว.จะติดต่อขอความร่วมมือจาก สธ.เพื่อคัดกรองโรค และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อไป ที่สำคัญ ขอให้สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยรายงานข้อมูลหรือเหตุการณ์ผิดปกติมายัง อว.ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ น.ส.ไตรศุลีได้แถลงประชาสัมพันธ์ว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอรับสมัครล่ามภาษาจีนเพื่อคัดกรองผู้เดินทางที่ท่าอากาศยานนานาชาติ บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินอู่ตะเภา โดยช่วงเวลาปฏิบัติงานจะแบ่งเป็น 2 กะ ระหว่างเวลา 08.00-20.00 น. และ 20.00-08.00 น. ซึ่งคุณสมบัติของล่ามไม่จำกัดเพศ มีอายุระหว่าง 20-45 ปี สามารถเข้าใจศัพท์ทางการแพทย์และสาธารณสุขเบื้องต้น โดยมีค่าตอบแบบเหมาวันละ 5,000 บาท หรือแบบรายชั่วโมง 400-600 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เพจกรมควบคุมโรคแจ้งว่า กรมควบคุมโรคขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและติดต่อเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ขณะนี้ได้ล่ามเต็มจำนวนที่เปิดรับในรอบแรกแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า ได้ลงนามคำสั่งด่วนที่สุดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไปถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ให้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในโรงเรียนตามที่ สธ.แจ้ง และหากพบผู้มีภาวะเสี่ยงต่อโรคให้ประสานและส่งต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขทันที และหากจำเป็นต้องปิดโรงเรียนให้อยู่ในดุลพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชินโซ อาเบะ, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, ดอน ปรมัตถ์วินัย, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, สี จิ้นผิง, สุเมธ ดำรงชัยธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำนาจ วิชยานุวัติ, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d93ffe93b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2019 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2019 20:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนเจ้าภาพจัดซัมมิตกาวใจผู้นำเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดสามฝ่ายพร้อมผู้นำเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่เมืองเฉิงตูเมื่อวันอังคาร เปิดโอกาสให้ &amp;quot;มุน แจอิน&amp;quot; และ &amp;quot;ชินโซ อาเบะ&amp;quot; พบปะทวิภาคีครั้งแรกในรอบ 15 เดือนท่ามกลางความบาดหมางจากอดีต ผู้นำสามชาติประกาศจุดยืนหนุนการรื้อฟื้นเจรจาระหว่างสหรัฐ-เกาหลีเหนือ และทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากซ้าย ประธานาธิบดีมุน แจอิน, นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง และนายกฯ ชินโซ อาเบะ ก่อนเริ่มการประชุมไตรภาคี เมื่อวันอังคาร / Japan Pool via Jiji Press / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ของจีน, ประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ และนายกฯ ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประชุมสุดยอดไตรภาคีที่เมืองเฉิงตูในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเมื่อวันอังคารที่ 24 ธันวาคม หรือหนึ่งวันก่อนวันคริสต์มาส ที่คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเคยขู่ไว้ว่าจะมี &amp;quot;ของขวัญคริสต์มาส&amp;quot; หากรัฐบาลสหรัฐยังไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของเกาหลีเหนือก่อนสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐเชื่อกันว่า ของขวัญคริสต์มาสของคิมอาจเป็นการทดสอบมิสไซล์เชิงยั่วยุอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมสุดยอดที่เฉิงตูครั้งนี้เปิดโอกาสให้มุนและอาเบะเจรจาทวิภาคีกันเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกคู่นี้ตกต่ำถึงขีดสุด สืบเนื่องจากประเด็นทางการค้าและข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีตสมัยที่ญี่ปุ่นยึดครองคาบสมุทรเกาหลียาวนาน 35 ปี ระหว่างปี 2453-2488&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐพยายามเรียกร้องให้พันธมิตรสำคัญของตนสองชาตินี้ระงับความบาดหมาง ด้วยเกรงว่าความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพิ่มความยุ่งยากซับซ้อนต่อการดำเนินการทางการทูตในภูมิภาคเอเชีย แต่สหรัฐกลับไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยโดยตรง ในขณะที่จีนเข้ามาอุดช่องว่างนี้ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดให้ทั้งสองฝ่ายพบปะกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฮารุโกะ ซาโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจีนจากมหาวิทยาลัยโอซากา กล่าวกับเอเอฟพีว่า จีน ในฐานะมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ หวังจะแสดงให้โลกเห็นบทบาททางการทูตของตน ที่ชักพาผู้นำญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มาร่วมโต๊ะเจรจากันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนเดินทางมาจีน อาเบะกล่าวไว้กับผู้สื่อข่าวว่า ความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ยังคง &amp;quot;รุนแรง&amp;quot; แต่เมื่ออยู่ในที่ประชุมที่เฉิงตู อาเบะและมุนต่างยิ้มแย้มจับมือและถ่ายภาพคู่กันก่อนเข้าสู่การเจรจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาเบะกล่าวไว้กับเอ็นเอชเคว่า เขาหวังจะปรับปรุงความสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงเมื่อวันอังคารว่า มุนมองว่าเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่สุดทางภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ถูกปกคลุมจากความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ครั้งที่ญี่ปุ่นปกครองคาบสมุทรเกาหลีอย่างโหดร้าย รวมถึงการบังคับใช้แรงงานและทาสบำเรอกาม ซึ่งชาวเกาหลีใต้ยังเจ็บแค้นถึงปัจจุบัน ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาความขัดแย้งเขม็งเกลียวขึ้นอีก เมื่อศาลเกาหลีใต้สั่งให้บริษัทญี่ปุ่นจ่ายชดเชยการบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีใต้ในสมัยนั้น แต่ญี่ปุ่นยืนกรานว่าปัญหาเหล่านี้แก้ไขแล้วตามสนธิสัญญาปี 2508&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการขู่ถอนตัวจากข้อตกลงแบ่งปันข่าวกรองทางทหาร ก่อนจะกลับลำเมื่อเดือนพฤศจิกายนโดยยอมขยายเวลาข้อตกลงนี้อย่างมีเงื่อนไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการหารือทวิภาคี อาเบะกล่าวว่า เป็นความรับผิดชอบของเกาหลีใต้ที่จะแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการหารือไตรภาคี ผู้นำทั้งสามแถลงว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สนับสนุนการรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ ที่หยุดชะงักมาแต่ต้นปีนี้หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จองอึน ประชุมสุดยอดกันที่เวียดนาม นอกจากนี้ผู้นำสามชาติยังให้คำมั่นว่าจะช่วยส่งเสริมการสานเสวนาเพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดจากคาบสมุทรเกาหลี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53194</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ชินโซ อาเบะ, ญี่ปุ่น, ประชุมสามฝ่ายน, มุน แจอิน, หลี่ เค่อเฉียง, เกาหลีใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191224/image_big_5e02147b0efd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2019 21:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มุน แจอิน&#039; คุย &#039;ชินโซ อาเบะ&#039; นอกรอบอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น พบปะพูดคุยกันนอกรอบการประชุมอาเซียนที่กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นการเจรจากันโดยตรงครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีนับแต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติร้าวฉานอย่างหนักทั้งด้านการเมืองและการค้าสืบเนื่องจากความขัดแย้งกรณีการบังคับใช้แรงงานสมัยอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีมุน แจอิน (ที่ 2 จากขวา) พูดคุยกับนายกฯ ชินโซ อาเบะ (ที่ 2 จากซ้าย) เมื่อวันจันทร์ / YONHAP / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 4 กันยายน 2562 อ้างคำแถลงของโค มินจุง โฆษกหญิงของทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า ประธานาธิบดีมุนและนายกฯ อาเบะ ประชุมหารือกันนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนบวกสามที่กรุงเทพฯ วันเดียวกันนี้ การพูดคุยที่จริงจังและเป็นมิตรอย่างมากใช้เวลา 11 นาที แต่เธอไม่ได้บ่งบอกว่าการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้นำทั้งสองเห็นด้วยกับทัศนะที่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่นมีความสำคัญ และย้ำการยืนยันหลักการที่ว่าประเด็นทวิภาคีควรหาทางออกผ่านการเจรจา&amp;quot; เธอกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โกกล่าวว่า มุนเสนอให้ทั้งสองฝ่ายทบทวนการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงหากจำเป็น ซึ่งผู้นำญี่ปุ่นตอบรับว่า ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองควรพยายามหากทางออกด้วยการใช้ &amp;quot;หนทางทุกทางที่มีอยู่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสถานีเอ็นเอชเคของญี่ปุ่นกล่าวเช่นกันว่า ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความสำคัญ และควรหาทางออกของความขัดแย้งผ่านการเจรจา เอ็นเอชเคบอกอีกว่า อาเบะได้แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของมารดาประธานาธิบดีมุนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างเป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐที่กำลังเผชิญปัญหาท้าทาย 2 ด้านเหมือนๆ กัน ทั้งภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์ กับท่าทีดึงดันมากขึ้นของจีน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองถึงจุดตกต่ำเมื่อปีที่แล้ว สืบเนื่องจากความขัดแย้งประเด็นญี่ปุ่นเคยบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นำไปสู่การตอบโต้กันด้วยการคว่ำบาตรทางการค้าและบานปลายถึงความร่วมมือด้านความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งนี้ทำให้อาเบะและมุนไม่ได้จัดซัมมิตกันอีกเลย แม้ว่าทั้งคู่จะจับมือทักทายกันที่การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศจี 20 ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนมิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะที่กรุงโตเกียวเมื่อเดือนที่แล้ว มุนก็ไม่ได้มาร่วมด้วยตนเอง แต่ส่งนายกรัฐมนตรี ลี นักยอน เป็นผู้แทน พร้อมกับแนบจดหมายส่วนตัวของเขาเพื่อเรียกร้องให้สองประเทศปรับปรุงความสัมพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ประเด็นที่เป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งครั้งนี้ยังไม่คลี่คลาย เอ็นเอชเครายงานว่า อาเบะยังคงย้ำกับมุนว่า ประเด็นการบังคับใช้แรงงานช่วง 35 ปีที่ญี่ปุ่นยึดครองคาบสมุทรเกาหลีระหว่างปี 2453-2488 นั้นได้รับการแก้ไขและชดใช้เรียบร้อยแล้วตามสนธิสัญญาปี 2508 ที่นำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้มาตรการทางการค้าหลายอย่าง เพื่อตอบโต้ที่ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้บริษัทของญี่ปุ่นจ่ายเงินชดเชยการบังคับใช้แรงงานในอดีต เช่นเมื่อเดือนกรกฎาคม ญี่ปุ่นควบคุมการส่งออกสารที่เป็นส่วนสำคัญสำหรับการผลิตสินค้าของบริษัทเกาหลีใต้ รวมถึงของซัมซุง ขณะที่เกาหลีใต้ก็ตอบโต้ด้วยมาตรการแบบเดียวกัน และประกาศจะระงับข้อตกลงความร่วมมือกับด้านการแบ่งปันข่าวกรองทางทหาร โดยข้อตกลงดังกล่าวจะหมดอายุในเดือนนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49526</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยนอกรอบ, ชินโซ อาเบะ, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น, ประธานาธิบดีเกาหลีใต้, มุน แจอิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dc0322e65b04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
