<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83436</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คนละครึ่งใช้จ่ายคึกคัก เล็งเพิ่มแผนกระตุ้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่ง ครม.เร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม&amp;nbsp; เป็นปลื้มประชาชนชื่นชมคนละครึ่ง ฟุ้งยอดใช้จ่ายคึกคัก ทะยานแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท อวดผลมาตรการชิมช้อปใช้เมื่อปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 ช่วยกระตุ้นจีดีพีโตเพิ่ม 0.1-0.3% เข็นเงินเข้าระบบ 2.88 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยให้ทุกหน่วยงานไปเร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มเติม หลังจากขณะนี้ประชาชนชื่นชมโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างดี จึงอยากให้ทุกหน่วยงานไปช่วยกันคิดว่า จากนี้จะมีการออกมาตรการหรือแคมเปญอะไรให้ประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับรายละเอียดของมาตรการว่าจะทำอะไร อย่างไรบ้าง&amp;nbsp; หรืออาจจะขยายโครงการคนละครึ่งหรือไม่นั้น ตอนนี้ขอให้หน่วยงานต่างๆ ไปพิจารณาถึงความเหมาะสมกันอีกครั้ง ก่อนนำมาเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาต่อไป&amp;quot; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2563 ได้รับทราบสรุปผลการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ &amp;quot;ชิมช้อปใช้&amp;quot; ช่วงปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยสรุปในภาพรวมของการดำเนินงานมาตรการชิมช้อปใช้ ได้ส่งผลบวกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.1-0.3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ความพึงพอใจของประชาชนนั้น จากการสำรวจพบว่า มีความพึงพอใจต่อเงินสนับสนุน 1,000 บาท 74.6% พึงพอใจต่อความปลอดภัยในการใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง 74.2% และมีความพึงพอใจต่อความสะดวกในการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง 73.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการดำเนินมาตรการในช่วงระหว่างวันที่ 27 ก.ย. 2562-31 ม.ค.2563 มีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 14,354,159 คน มีผู้ใช้สิทธิ์จำนวน 11,802,073 คน มีร้านค้าที่มีผู้ไปใช้สิทธิ์จำนวน 103,053 ร้าน มียอดการใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (g-Wallet) รวม 28,819 ล้านบาท แยกเป็น ช่องที่ 1 จำนวน 11,671 ล้านบาท และช่องที่ 2 จำนวน 17,148 ล้านบาท กระทรวงการคลังจ่ายเงินชดเชยรวม 12,930 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผลประเมินความคุ้มค่าและความพึงพอใจพบว่า ยอดการใช้จ่ายของร้านชิมช้อปใช้ รวมกันมีมูลค่ามากกว่าร้านค้าทั่วไป 7.8 เท่า และการใช้จ่ายส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับร้านโอท็อปและร้านธงฟ้าประชารัฐ แสดงให้เห็นว่าร้านค้ารายย่อยได้รับรายได้จากมาตรการมากกว่าร้านค้ารายใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการกระจายตัวของการใช้จ่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และลงไปถึงร้านค้ารายย่อย รวมทั้งได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนให้มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การผลักดันให้ประเทศเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ล่าสุด ณ เวลา 12.00 น. วันที่ 10 พ.ย.2563 พบว่า มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 5.7 แสนร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิจำนวน 7,387,647 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 11,021.55 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 5,618.27 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 5,403.28 ล้านบาท และเป็นยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 212 บาทต่อครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83436</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นจีดีพี, กระตุ้นเศรษฐกิจ, คนละครึ่ง, ชิมช้อปใช้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201110/image_big_5faaa4f3ee9de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาประชุม ศบศ.คืนชีพ&#039;ชิมช้อปใช้-ช้อปช่วยชาติ&#039;ไพรินทร์ประเมินจีดีพีไตรมาส3ติดลบ8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค. 2563 นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ศบศ.กล่าวว่า ในวันที่ 7 ต.ค.&amp;nbsp;จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ศบศ. ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พิจารณา โดยจะเน้นกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน จะดำเนินการผ่าน 2 มาตรการสำคัญ คือ มาตรการชิมช้อปใช้ ซึ่งจะเน้นไปยังประชาชนทั่วไป และมาตรการช้อปช่วยชาติ ที่จะเน้นกระตุ้นให้กลุ่มที่มีเงินออมจำนวนมาก นำเงินดังกล่าวออกมาใช้จ่าย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะมีมาตรการใน 2 ส่วน คือมาตรการชิมช้อปใช้ จะใช้กับกลุ่มประชาชนทั่วไป ส่วนอีกมาตรการคือช้อปช่วยชาติ จะเน้นไปที่กลุ่มที่มีเงินออม เงินเก็บ เพราะต้องการดึงสภาพคล่องของคนในกลุ่มนี้ออกมา โดยแนวทางการดำเนินการ หรือรายละเอียดทั้งหมดนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน กำลังพิจารณาอยู่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและบริโภคในประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้&amp;quot; นายไพรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการคนละครึ่ง ที่ได้เปิดให้ร้านค้าที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหลักการของมาตรการดังกล่าวคือการต้องช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่แผงลอยให้ยังสามารถค้าขายได้ จึงจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 3,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) วงเงินดำเนินการทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายคือประชาชน 10 ล้านคน โดยรัฐบาลมองว่าหากสามารถช่วยให้รายย่อยยังอยู่ได้ ก็จะส่งผลดีมาถึงกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพรินทร์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ศบศ. อยู่ระหว่างประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 3/2563 โดยเบื้องต้นคาดว่าจะติดลบ 8% ซึ่งฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจติดลบถึง 12.2% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยแนวทางการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะต้องเน้นดูแลฐานรากเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เตรียมมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านมาตรการชิมช้อปใช้ และมาตรการช้อปช่วยชาติ ให้ที่ประชุม ศบศ. พิจารณา โดยชื่ออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ขณะนี้กำลังสรุปว่าจะเรียกชื่อมาตรการว่าอะไร &amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าหลังผ่านการพิจารณาของ ศบศ. และเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบแล้ว จะสามารถดำเนินโครงการได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดมาตรการกำลังพิจารณา ซึ่งมีหลายวิธี เช่น มาตรการชิมช้อปใช้อาจจะเป็นการให้ร่วมจ่าย ไม่ใช่รัฐให้เงินฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมา ส่วนมาตรการช้อปช่วยชาติ ก็จะดูว่าจะให้นำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อยภาษีเงินได้ หรือ จะคืนเป็นเงินสด หรือเป็นแคชแบ็ค ซึ่งผลที่จะออกมาเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นให้แรงจูงใจจากมาตรการภาษี หรือ มาตรการทางการเงิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79722</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิมช้อปใช้, ช้อปช่วยชาติ, ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร, ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c6de9acb20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังลุยกู้เงินเต็มเพดาน 5แสนล.เบิกจ่ายตค.-พย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เตรียมชง &amp;quot;ศบศ.&amp;quot; พิจารณาฟื้นชีพ &amp;quot;ชิมช้อปใช้-ช้อปช่วยชาติ&amp;quot; หนุนใช้จ่ายภายในประเทศ ดึงเงินออมหมุนเวียนในระบบช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ &amp;quot;คลัง&amp;quot; ลุยกู้เงินเต็มเพดานตุนเงิน 5 แสนล้านรองรับเบิกจ่ายเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 หรือ ศบศ. กล่าวว่า วันที่ 7 ต.ค. จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ศบศ. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมพิจารณา โดยจะเน้นกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนจะดำเนินการผ่าน 2 มาตรการสำคัญคือ มาตรการชิมช้อปใช้ ซึ่งจะเน้นไปยังประชาชนทั่วไป และมาตรการช้อปช่วยชาติ ที่จะเน้นกระตุ้นให้กลุ่มที่มีเงินออมจำนวนมากนำเงินดังกล่าวออกมาใช้จ่ายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะมีมาตรการใน 2 ส่วน คือมาตรการชิมช้อปใช้ จะใช้กับกลุ่มประชาชนทั่วไป ส่วนอีกมาตรการคือช้อปช่วยชาติ จะเน้นไปที่กลุ่มที่มีเงินออม เงินเก็บ เพราะต้องการดึงสภาพคล่องของคนในกลุ่มนี้ออกมา โดยแนวทางการดำเนินการหรือรายละเอียดทั้งหมด นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน กำลังพิจารณาอยู่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและบริโภคในประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้&amp;quot; นายไพรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการคนละครึ่ง ที่ได้เปิดให้ร้านค้าที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งหลักการของมาตรการดังกล่าวคือการต้องช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่แผงลอยให้ยังสามารถค้าขายได้ จึงจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 3,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) วงเงินดำเนินการทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายคือประชาชน 10 ล้านคน โดยรัฐบาลมองว่าหากสามารถช่วยให้รายย่อยยังอยู่ได้ ก็จะส่งผลดีมาถึงกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพรินทร์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ศบศ.อยู่ระหว่างประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 3/2563 โดยเบื้องต้นคาดว่าจะติดลบ 8% ซึ่งฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจติดลบถึง 12.2% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยแนวทางการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะต้องเน้นดูแลฐานรากเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เตรียมมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านมาตรการชิมช้อปใช้ และมาตรการช้อปช่วยชาติ ให้ที่ประชุม ศบศ. พิจารณา โดยชื่ออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ขณะนี้กำลังสรุปว่าจะเรียกชื่อมาตรการว่าอะไร ซึ่งคาดว่าหลังผ่านการพิจารณาของ ศบศ. และเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบแล้ว จะสามารถดำเนินโครงการได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายละเอียดมาตรการกำลังพิจารณา ซึ่งมีหลายวิธี เช่น มาตรการชิมช้อปใช้ อาจจะเป็นการให้ร่วมจ่าย ไม่ใช่รัฐให้เงินฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมา ส่วนมาตรการช้อปช่วยชาติ ก็จะดูว่าจะให้นำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อยภาษีเงินได้ หรือจะคืนเป็นเงินสด หรือเป็นแคชแบ็ก ซึ่งผลที่จะออกมาเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นให้แรงจูงใจจากมาตรการภาษี หรือมาตรการทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลังว่า ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2563 หรือก่อนสิ้นเดือน ก.ย.2563 กระทรวงการคลังได้กู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุล 4.69 แสนล้านบาท และกู้เงินกรณีที่รายจ่ายมากกว่ารายได้อีก 2.14 แสนล้านบาท ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เต็มจำนวนทั้งสองวงเงิน ทำให้เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 มีสูงกว่า 5 แสนล้านบาท สามารถรองรับการเบิกจ่ายปีงบประมาณ 2564 ใน 2 เดือนแรก คือเดือน ต.ค.และ พ.ย. ได้อย่างไม่มีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ไม่สามารถใช้ได้ทันตามกำหนด 1 ต.ค.2563 ทำให้การกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุลของปีงบประมาณ 2564 จำนวน 6.23 แสนล้านบาท ยังไม่สามารถทำได้ และในช่วงต้นปีงบประมาณการเก็บรายได้ของรัฐบาลยังมีเข้ามาน้อย ทำให้กระทรวงการคลังต้องแก้ปัญหาและป้องกันความเสี่ยงกรณีเงินไม่พอเบิกจ่าย โดยการกู้เงินในปีงบประมาณ 2563 ในส่วนที่กู้ได้ใส่ไว้ในเงินคงคลัง เพื่อรองรับการเบิกจ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่างบประมาณ 2564 จะเริ่มใช้ได้อย่างช้าในเดือน พ.ย.2563 ซึ่งไม่กระทบกับการเบิกจ่ายของรัฐบาล เพราะเมื่องบประมาณมีผลบังคับใช้ กระทรวงการคลังก็สามารถเริ่มกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุลได้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุอีกว่า มีความเป็นไปได้ที่งบประมาณปี 2564 จะต้องมีการขอ ครม.กู้เงินกรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้อีกครั้ง เนื่องจากคาดว่าการเก็บรายได้ยังจะต่ำกว่าเป้าหมายหลายแสนล้านบาท เหมือนปีงบประมาณ 2563 ที่การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยเพดานการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลหรือกู้กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2564 เหลืออยู่ประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทเท่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, ชิมช้อปใช้, ชิมช้อปใช้-ช้อปช่วยชาติ, ช้อปช่วยชาติ, ศบศ., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินออมหมุนเวียนในระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c6e49d4c15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 12:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 12:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลปัดเอื้อทุนใหญ่ แจก3พัน15ล้านสิทธิ์ประชาชน-ผู้ค้ารายเล็กได้ประโยชน์จริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ย.63- น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่สื่อออนไลน์บางสำนักรายงานโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ประชาชน 15 ล้านสิทธิ์ รับ 3,000 บาท เพื่อจับจ่ายใช้สอย เป็นการเอื้อทุนใหญ่ เงินเข้ากระเป๋าห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อนั้น ขอชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ที่ต่อยอดจากโครงการชิมช้อปใช้ โดยร้านค้าที่เข้ามาโครงการจะยังเหมือนเดิม แต่วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ เพื่อขยายร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายคือกลุ่มร้านค้าหาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วย ร้านขายข้าวแกง ร้านขายอาหารและเครื่องมือตามตลาดหรือตลาดนัด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อกระจายรายได้ลงสู่ผู้ประกอบการรายเล็กให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถึงมือผู้ประกอบการรายเล็กมากที่สุด โครงการดังกล่าวจึงได้กำหนดหลักการเบื้องต้น ให้สามารถใช้จ่ายได้วันละ 100 บาท โดยรัฐออกค่าใช้จ่ายให้ 50 เปอร์เซ็นต์ ผู้ได้รับสิทธิ์ออกเอง 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องในการจับจ่ายใช้สอยกับผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น การซื้ออาหาร เครื่องดื่ม ตามร้านค้าหาบเร่แผงลอง หรือร้านโชห่วย โดยภาครัฐจะพยายามช่วยให้ผู้ค้ารายเล็กรายน้อย ได้เข้าร่วมโครงการให้ได้มากที่สุด เพื่อจะเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับโครงการดังกล่าว รัฐบาลต้องการช่วยเรื่องค่าครองชีพของประชาชน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจให้ลงไปสู่ผู้ค้ารายเล็กรายน้อย หลังจากที่ได้ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่ได้ตั้งเป้าให้เงินเข้ากระเป๋าทุนใหญ่แต่อย่างใด แม้โครงการดังกล่าวจะมีห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อเข้าร่วมก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์การใช้จ่ายนั้น เอื้อให้มีการซื้อของกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยจริงๆ&amp;quot; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76488</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, ชิมช้อปใช้, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f353a827e82b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบศ.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง แจกรายละ 3 พัน กระตุ้นใช้จ่ายวงเงิน 4.5 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานว่า ศบศ.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท โดยรัฐจะให้เงินสนับสนุนการใช้จ่ายคนละไม่เกิน 3,000 บาท เพื่อเอาไปใช้จ่ายซื้อของในร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่เป็นรายย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมาลงทะเบียนรับสิทธิ์ในลักษณะเดียวกับชิมช้อปใช้ คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มภายในเดือนต.ค.นี้ โดยมาตรการนี้มีชื่อว่า &amp;quot;โครงการคนละครึ่ง&amp;quot; ดำเนินการผ่าน&amp;nbsp;www.คนละครึ่ง.com&amp;nbsp;กลุ่มเป้าหมายคือ ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป จำกัดไว้ 15 ล้านคน ส่วนกลุ่มร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการจะมุ่งเน้นไปที่ร้านค้ารายย่อยทั่วไปครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการหาบเร่ แผงลอย ประมาณ 80,000 ร้านค้า ครอบคลุมอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้า ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ มีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนต.ค. - ธ.ค.63&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดนุชา กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ต้องจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่น เป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย โดยรัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่าย 50% ของเงินที่ใช้ซื้อสินค้า เบื้องต้นจำกัดไว้ว่า จะให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินวันละ 100-250 บาท ภายใต้วงเงินที่ได้รับคนละไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งวงเงินที่ประชาชนจ่ายไปให้ร้านค้านั้นจะจ่ายเพียง 50% ส่วนที่เหลือ 50% ร้านค้าจะได้รับจากรัฐในวันถัดไป คาดว่าจะมีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 9 หมื่นล้านบาท กระตุ้นจีดีพีได้ 0.25% ขั้นตอนจากนี้ กระทรวงการคลังจะไปจัดทำรายละเอียดเสนอ ศบศ.ครั้งหน้า เพื่อให้เริ่มโครงการได้ภายในเดือนต.ค.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76294</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิมช้อปใช้, ดนุชา พิชยนันท์, สศช., โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200820/image_big_5f3e74982a554.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เราเที่ยวด้วยกัน’คึกคัก ลงทะเบียนวันแรก2ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; วันแรกคึกคัก! ลงทะเบียนร่วม 2ล้านคน คลังโวหยิบบทเรียนชิมช้อปใช้-เยียวยาเราไม่ทิ้งกัน ปรับระบบไร้ปัญหาเว็บล่ม กมธ.สอบงบโควิดแฉ &amp;quot;เที่ยวปันสุข&amp;quot; ส่อทุจริต เรียก รมว.ท่องเที่ยวฯ-สธ.แจง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม เป็นวันแรกที่&amp;nbsp; w ww.เราเที่ยวด้วยกัน.com เปิดให้ประชาชนที่สนใจจองสิทธิที่พักโรงแรม สายการบิน เพื่อไปเที่ยวต่างจังหวัด ตามมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย โดยพบว่าตั้งแต่เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนมีประชาชนเข้าไปลงทะเบียนจองสิทธิ์ไม่ได้จำนวนมาก ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างลงทะเบียน อาทิ ระบบล่าช้า เว็บไซต์อืด เลข OTP ไม่มา ทำให้การลงทะเบียนไม่สำเร็จ เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวที่พบจากมาตรการเราเที่ยวด้วยกันได้ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน หลักการเบื้องต้นรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าที่พัก 40% หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคืน เป็นเวลา 5 คืนต่อคน และร่วมจ่ายค่าเครื่องบิน 40% ไม่เกิน 1,000 บาท รวมถึงให้วงเงินเพื่อร่วมจ่ายค่าอาหารในโรงแรมที่พัก หรือการแสดงที่ต้องซื้อบัตรเข้าชมอีกวันละ 600 บาท ขณะที่เงื่อนไขการลงทะเบียนใช้สิทธิ สำหรับประชาชนที่มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทยอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน ประชาชนจะได้รับสิทธิเมื่อลงทะเบียนสำเร็จ และใช้จ่ายในโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว ในจังหวัดที่ไม่ใช่ทะเบียนบ้านของผู้ใช้สิทธิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง สนับสนุนการสร้างงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในองค์รวม ใช้งบ 2 หมื่นล้านบาท มีสิทธิให้ประชาชนได้จอง 5 ล้านห้อง หรือ 5 ล้านคืน ใครจองก่อนได้ก่อน หมดแล้วหมดเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เว็บไซต์ w ww.เราเที่ยวด้วยกัน.com ที่ดูแลโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีความพร้อมเต็มที่ในการรองรับการลงทะเบียน ซึ่งสามารถรองรับการเข้าลงทะเบียนของประชาชนพร้อมกันได้ถึง 1 ล้านราย เพราะได้มีการพัฒนาระบบที่ได้ประสบการณ์จากมาตรการชิมช้อปใช้และการลงทะเบียนเพื่อรับเงินเยียวยาจากผลกระทบโควิด-19 จำนวน 5,000 บาทมาแล้ว ดังนั้นไม่มีระบบล่มแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประชาชนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิในโครงการเราเที่ยวด้วยกันได้ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. โดยระบบจะตรวจสอบข้อมูลและแจ้งผลการลงทะเบียนทาง SMS ภายใน 3 วัน เมื่อได้รับ SMS แจ้งผลแล้ว จึงสามารถเริ่มยืนยันตัวตนบนแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ได้ ซึ่งการจองห้องพักสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 18 ก.ค.2563 เป็นต้นไป โดยจะต้องจองล่วงหน้า 3 วันก่อนเข้าพัก ทั้งนี้ การได้รับสิทธิจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจองห้องพักและชำระเงิน (60%) เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถดูจำนวนสิทธิคงเหลือที่กำหนดไว้ 5 ล้านสิทธิได้แบบ real-time ที่หน้าเว็บไซต์ w ww.เราเที่ยวด้วยกัน.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงเวลา 13.00 น. มีผู้มาลงทะเบียนแล้วกว่า 1.7 ล้านราย ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนตามเป้าหมาย แม้มีบางช่วงที่ประชาชนอาจไม่ได้รับความสะดวกในการรอรับ OTP บ้างจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บางเครือข่าย แต่ในภาพรวมถือว่าดำเนินไปอย่างราบรื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยอดการลงทะเบียน &amp;quot;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;quot; ณ เวลา 18.00 น. มีผู้ลงทะเบียนกว่า 1.9 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท กล่าวว่า เรามีเงินกู้ที่ได้ผ่านการพิจารณาไปแล้วเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. จากยอด 4 แสนล้านบาท ซึ่งคือเงินกู้ 2.4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลนำไปใช้เงินในโครงการ &amp;ldquo;เที่ยวปันสุข&amp;rdquo; ที่รัฐบาลปรารถนาดีต้องการให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งเป็นนักรบเสื้อขาวสู้โควิด-19 แต่ละพื้นที่ได้ไปท่องเที่ยว โดยสนับสนุนเงิน&amp;nbsp; 2,000 บาทต่อคนนั้น ปรากฏว่าพบการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น จ.เชียงราย มีบริษัททัวร์จะให้ไปเที่ยว จ.เชียงใหม่ 2 วัน 1 คืน และนำเงินที่เหลือมาแบ่งกัน โดยประธานชมรม อสม. แบ่ง 1,000 บาทต่อหัว อสม.ที่ไปจะแบ่งคืนให้ 200 บาท และแบ่งพิเศษให้ชมรม อสม. แต่ละอำเภออีกรายละ 100 บาท ส่วนเงินที่เหลือล็อกสเปกบริษัททัวร์ ทั้งนี้ ในวันที่ 20 ก.ค. จะขอให้ กมธ. เชิญ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะดูแลงบประมาณดังกล่าว และ รมว.สาธารณสุข มาชี้แจง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71571</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิมช้อปใช้, ระบบไร้ปัญหาเว็บล่ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เราเที่ยวด้วยกัน, เราไม่ทิ้งกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200715/image_big_5f0f0e4a24c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2020 03:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอดมรสุม5ลูกกระหนํ่าศก. เงินเฟ้อม.ค.เพิ่มขึ้น1.05%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สมคิด&amp;quot; โอดมรสุม 5 ลูกกระหน่ำเศรษฐกิจไทย &amp;nbsp;มั่นใจฝ่าไปได้อย่าตื่นกลัว เชื่อจีดีพีปีนี้ยังโตได้ 2% สวดยับ &amp;quot;กนง.&amp;quot; ลดดอกเบี้ยช้า บี้ทุกแบงก์หั่นช่วย ศก. คลังเตรียมชง ครม.เคาะ &amp;quot;ชิมช้อปใช้&amp;quot; เฟส 4 ขณะที่เงินเฟ้อเดือน ม.ค.เพิ่ม 1.05% สูงสุดรอบ 8 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานฉลองครบรอบ 17 ปี โพสต์ทูเดย์ หัวข้อ ถอดรหัสเศรษฐกิจปี 2020 ว่า การบริหารเศรษฐกิจของประเทศต้องมุ่งมั่น มั่นคง ไม่วอกแวก ไม่หวั่นเกรง ทำให้คนไม่ตื่นกลัว ไม่ตระหนก เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ผ่านมาประเทศผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง โรคซาร์ส ไข้หวัดนก ตอนนั้นแรงกว่านี้ แต่ไม่กระทบ เพราะไม่มีโซเชียลมีเดียใส่ไข่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีการเลือกตั้งมาถึงวันนี้ 1 ปีเต็ม ประเทศเจอมรสุมทีละลูก แต่ไม่ต้องตื่นกลัว จะผ่านไปได้ ลูกแรกกว่าจะตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ใช้เวลา 7 เดือน ตั้งรัฐบาลได้เดือน ก.ค.2562 รักษาการ 11 กระทรวง เวลารักษาการการขับเคลื่อนงบประมาณทำได้ยาก เกียร์ว่างมาก เพราะรอว่าใครมาเป็นรัฐบาล โครงการใหญ่ต้องรอคนใหม่ ตัวเลขการลงทุนภาครัฐชะลอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนลูกที่สองคือสงครามการค้า สหรัฐอเมริกา จีน ไทย และทุกประเทศได้รับผลกระทบ แต่ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย หนักกว่าเพื่อน เพราะไทยส่งออกมาก รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมี ต้องการพึ่งส่งออก เศรษฐกิจภายในอ่อนแอ เกษตรรายได้ไม่ดีจนทำให้เราพึ่งการส่งออก ไม่ได้ไปพัฒนารากหญ้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;20 ปีที่ผ่านมา มีแต่จำนำข้าว เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครลงไปทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ตอนนี้การส่งออกแย่ รถยนต์ไม่ดี ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงช้า ก็ต้องสู้เต็มที่ ต้องมีสินค้าออกมากขึ้น หลีกเลี่ยงซัพพลายเชนไม่กี่ตัว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แรงมาก ต้องมีสมดุล&amp;quot; นายสมคิดกล่าว และยืนยันว่าเศรษฐกิจไม่ถดถอย และมีความสมดุลในและนอกมาตลอด รัฐบาลทำมาตลอด หากไม่ทำ วันนี้เศรษฐกิจโลกตก เศรษฐกิจไทยแย่ สิงคโปร์เหลือไม่ถึง 1% ของไทยโตได้ 2% ก็ถือว่าดีแล้ว อย่าไปเทียบเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นคนละเรื่อง ไทยผ่านการเติบโตในลักษณะนี้มาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมรสุมลูกที่ 3 ค่าเงินบาท ใครคิดว่าเป็นระเบิดลูกใหญ่ เมื่อพอเศรษฐกิจดีขึ้น เกินดุลบัญชีสะพัด เงินสำรองระหว่างประเทศมาก เป็นสวรรค์ของนักลงทุนที่นำเงินลงทุนเข้ามาแสวงหากำไรในประเทศ ที่ผ่านมาคลังให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาท แต่มีประเทศใหญ่จ้องว่าไทยแทรกแซงค่าเงินบาท วันนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เป็นผลดีต่อผู้ส่งออก แต่ผู้ประกอบการก็ไม่ควรหวังค่าเงินบาทอย่างเดียว ต้องพัฒนาตัวเองด้วย ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่จะเร่งลงทุนเครื่องจักร เพราะหักลดหย่อนภาษีได้ 2.5 เท่า หากไม่ลงทุนอีกอย่าโวยวาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มรสุมลูกที่ 4 เรื่องไวรัสโคโรนา อย่าไปตกใจ ตอนเกิดซาร์ส ขอให้เชื่อใจสาธารณสุข คนไทยผ่านมาทั้งซาร์สและไข้หวัดนก ผ่านมาได้ หากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มา คนไทยต้องเที่ยวไทย โดยกระทรวงการคลังจะออกมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 4 หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก็จะออกมาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลูกสุดท้ายลูกที่ 5 เรื่องงบประมาณ 2563 ตั้งแต่เดือน ต.ค. ยังไม่ได้ใช้ ศาลรัฐธรรมนัดเดือน ก.พ. แต่คาดว่างบประมาณจะใช้ได้เดือน พ.ค.2563 ทำให้มีเวลาใช้เงินแค่ 4 เดือนเท่านั้น ได้สั่งให้ส่วนราชการเตรียมการไว้เลย หากมีปัญหาให้เตรียมกู้เงินหรือออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขายให้รายย่อย ซึ่งทำได้กระทรวงการคลังเตรียมไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% เป็นการตัดสินใจที่ช้าไปหรือไม่ ถ้าไม่มีปัญญาให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ย กนง.ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย ไม่มีประโยชน์ จะลดทำไม อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไปทุบธนาคารพาณิชย์ให้ลดดอกเบี้ย โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ กระตุ้นให้การลงทุนขยายตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากวันนี้ถึงครึ่งปี งบใช้ได้ไม่เต็มสูบ ต้องประคองรวมกัน ไม่ได้ชี้ว่าใครผิด ทำให้ประชาชนสิ้นหวัง ทุกอย่างจะผ่านพ้นไป เศรษฐกิจโตได้ 2% ถือว่าทำได้ดีพอสมควรแล้ว รัฐบาลต้องทำอีอีซีให้เกิด เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค เชื่อว่าการลงทุนจะมา เพราะมีรถไฟความเร็วสูง มีสนามบินรับนักท่องเที่ยวปีละ 10 ล้านคน มีท่าเรือท่องเที่ยว มีรถไฟความเร็วไปกรุงเทพฯ-ระยองได้ภายใน 1 ชั่วโมง ที่มีโรงงานเป็นพันโรงงาน เศรษฐกิจของไทยจะขยายเติบโตขึ้นมาก&amp;quot; รองนายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า มาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 4 จะเสนอ ครม.ภายในเดือน ก.พ.นี้ ตอนนี้ผู้เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบ และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศ การบริโภค และการท่องเที่ยว ส่วนการกู้เงิน และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน คลังเตรียมไว้หมดแล้ว สามารถกู้ได้ แต่จะต้องรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าจะพิจารณางบประมาณ 2563 อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือน ม.ค.2563 ดัชนีอยู่ที่ 102.78 เพิ่มขึ้น 0.16% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2562 และเพิ่มขึ้น 1.05% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค.2562 เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันในอัตราสูงที่สุดในรอบ 8 เดือน นับจากเดือน พ.ค.2562 ที่ขยายตัว 1.15% และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของประเทศอีกครั้ง ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณ ดัชนีอยู่ที่ 102.82 เพิ่มขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2562 และเพิ่มขึ้น 0.47% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่เงินเฟ้อเดือน ม.ค.2563 เพิ่มขึ้น 1.05% เพราะหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่ม 1.82% เช่น ข้าว เนื้อสัตว์ ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า ไข่และผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เครื่องประกอบอาหาร อาหารบริโภคในบ้าน-นอกบ้าน ส่วนผักสดลดลง ขณะที่หมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.62% เช่น น้ำมัน ค่าโดยสาร เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เคหสถาน การรักษาและบริการส่วนบุคคล การบันเทิง การอ่าน การศึกษา แต่การสื่อสาร ยาสูบ เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เงินเฟ้อเดือน ม.ค.ที่เพิ่มขึ้น เพราะมีเทศกาลตรุษจีน ที่มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น รวมถึงได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ราคาสินค้าเกษตรบางรายการสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวสารเหนียว และการกลับมาขยายตัวอีกครั้งในรอบ 9 เดือนของหมวดพลังงาน รวมทั้งได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล จากโครงการประกันรายได้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้เกษตรกรและประชาชนมีรายได้มาจับจ่ายเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; ผอ.สนค.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากพิจารณา 422 รายการที่คำนวณเงินเฟ้อ พบว่า มีสินค้าที่ราคาสูงขึ้น 238 รายการ เช่น ข้าวเหนียว ข้าวสารเจ้า เนื้อสุกร ไข่ไก่ กับข้าวสำเร็จรูป น้ำมันดีเซล ค่าโดยสารรถประจำทาง เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง 106 รายการ เช่น ผักสดชนิดต่างๆ นมผง เป็นต้น และสินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 78 รายการ
สำหรับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา เดือน ม.ค.2563 ยังไม่เห็นชัดเจน น่าจะเห็นผลชัดในเดือน ก.พ. เพราะจะทำให้การบริโภคอาหารนอกบ้านลดลง จากการที่ประชาชนไม่อยากออกไปนอกบ้าน และอาจจะฉุดให้ราคาลดลงตาม แต่ยังคาดว่าไตรมาสแรกปีนี้น่าจะขยายตัวใกล้เคียง 1% ส่วนทั้งปียังคงยืนยันเป้าหมายที่ 0.4-1.2% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 0.8% โดยอาหารสดและน้ำมันจะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดเงินเฟ้อ รวมถึงสินค้าเกษตรบางรายการจะสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56513</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., จีดีพี, ชิมช้อปใช้, ชิมช้อปใช้เฟส4, ลดดอกเบี้ย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินเฟ้อ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200206/image_big_5e3c193a59333.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
