<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ในหลวง&#039; พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯในโอกาสจะพ้นหน้าที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.64 - เวลา 18.56 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ ตามลำดับดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฮาจี &amp;nbsp;อิซมาอิล บิน ฮาจี อับดุล มานัป (Mr. Haji Ismail bin Haji Abd Manap) &amp;nbsp;เอกอัครราชทูตบรูไนดารุสซาลามประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ นางฮาจะฮ์ ไซนับ บินตี อาวัง ฮาจี ตัวะฮ์ (Mrs. Hajah Zainab binti Awang Haji Tuah) ภริยาเอกอัครราชทูต ฯ ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคริสเตียน เรเรน บาร์เกตโต (Mr. Christian Rehren Bargetto) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ นางมาริอา เดล การ์เมน มาร์ติเนซ อะโรเซเมนา (Mrs. Mar&amp;iacute;a del Carmen Mart&amp;iacute;nez Arosemena) ภริยาเอกอัครราชทูต ฯ ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107428</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิลี, บรูไน, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d33e07efd26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2021 07:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2021 07:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผศ.ดร.วรัชญ์&#039;เฉลยวัคซีนที่ใช้เป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในการเปิดประเทศจริงหรือ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.64- ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Warat Karuchit ว่าวัคซีนที่ใช้ เป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในการเปิดประเทศจริงหรือ?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนส่งภาพนี้ของสื่อแห่งหนึ่งมาให้ผมดู ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบสามประเทศ ซึ่งฉีดวัคซีนสามยี่ห้อที่ต่างกัน ซึ่งวัคซีนที่ไทยใช้สองยี่ห้อนั้นเป็นตัวอย่างของการเปิดประเทศไม่สำเร็จ ซึ่งดูแล้วใครๆก็คงตีความได้ว่า ยี่ห้อของวัคซีนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญโดยตรงของความสำเร็จของการเปิดประเทศ และไทยเปิดประเทศไม่สำเร็จแน่นอน เพราะใช้วัคซีนสองยี่ห้อนี้ ผมเลยลองมาวิเคราะห์ดูว่ามันเป็นจริงหรือไม่นะครับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-- เคสของประเทศชิลี -- &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศชิลีฉีด Sinovac เป็นหลัก และเกิดการระบาดระลอกใหม่จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;... แต่สิ่งที่สื่อไม่ได้พูด คือ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า กรณีชิลีนั้นมีหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดการระบาดแม้ว่าจะฉีดวัคซีนระดับสูง นั่นคือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- รัฐบาลชิลีประมาท ที่ยกเลิกการล็อกดาวน์เร็วเกินไป และเปิดประเทศให้ประชาชนท่องเที่ยวได้อย่างไม่จำกัด รวมทั้งเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่เดือน พ.ย. &amp;nbsp;แต่เริ่มฉีดวัคซีนเดือน ธ.ค. ดังนั้นในเดือน ม.ค. และ ก.พ. ที่เป็นวันหยุดยาวของชิลี ประชาชนจำนวนมากจึงเดินทางท่องเที่ยวและไปเยี่ยมญาติทั้งที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- นอกจากนั้น การที่รัฐบาลชิลีรณรงค์ว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยทำให้โควิดหมดไป ทำให้คนที่ฉีดเข็มแรก หรือแม้แต่ยังไม่ได้ฉีด เกิดความประมาท คิดว่าพอเริ่มฉีดวัคซีน ก็จะไม่มีการแพร่ระบาดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ยิ่งไปกว่านี้น ชิลียังโชคร้ายต้องเจอกับการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์บราซิล ที่แพร่ระบาดเร็วกว่าเดิม และลดประสิทธิภาพของวัคซีนด้วย (ส่วนอิสราเอล ไม่มีโควิดสายพันธุ์ของประเทศตัวเอง หรือประเทศใกล้เคียงในภูมิภาค)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-- เคสของประเทศอังกฤษ --&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศอังกฤษฉีด AstraZeneca เป็นหลัก และเกิดการระบาดจนต้องเลื่อนการเปิดประเทศจริง ... แต่สิ่งที่สื่อไม่ได้พูดคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ตั้งแต่เดือน มี.ค. อังกฤษ ก็เริ่มแผนเปิดประเทศ แล้วก็เริ่มเปิดมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ รร. ร้านอาหาร ผับ บาร์ โรงแรม การรวมตัวกัน และใครที่ดูฟุตบอลก็คงเห็นว่านัดสุดท้ายของฤดูกาล ก็อนุญาตให้แฟนบอลจำนวนหนึ่งเข้าไปชมในสนามได้ จนถึงเฟสสุดท้ายที่จะเปิดทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เมื่อเจอสายพันธุ์เดลต้า จึงต้องยืดเวลาเฟสสุดท้ายออกไปอีก 1 เดือน แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศย้อนไปปิดประเทศแต่อย่างใด (แถมนายกบอริส จอห์นสัน ยังยืนยันว่า AstraZeneca ป้องกันสายพันธุ์เดลต้าได้ดี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- แต่บางประเทศใกล้เคียงที่ใช้วัคซีน AZ อย่างไอร์แลนด์ และเวลส์ ก็ยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี ไอร์แลนด์เตรียมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเร็วๆนี้ ส่วนเวลส์ก็สามารถจัดคอนเสิร์ตรวมได้ถึง 14,000 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- และสิ่งที่สื่อไม่ได้พูดอีกข้อคือ ที่อังกฤษ ไม่ได้ฉีดวัคซีน AZ อย่างเดียวตามภาพ แต่ในจำนวนวัคซีนที่สหราชอาณาจักรฉีดไปทั้งหมดประมาณ 70 ล้านโดสนั้น เป็นวัคซีน AstraZeneca 61% ที่เหลือเป็นวัคซีนของไฟเซอร์ 38% และโมเดิร์นน่า 1%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสรุปของโพสต์ผมอันนี้ก็คือ การสรุปว่าชนิดของวัคซีนเป็นปัจจัย &amp;quot;ชี้ขาด&amp;quot; ความสำเร็จของการเปิดประเทศ นั้นน่าจะเป็นการสรุปที่ &amp;quot;ง่ายเกินไป&amp;quot; แน่นอนว่าประสิทธิภาพของวัคซีน ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ แต่ก็คงยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆอีกหลายประการ โดยเฉพาะนโยบายและการบริหารของรัฐบาล และการทำตามมาตรการควบคุมโรคของประชาชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของวัคซีนที่ฉีดอย่างเดียวเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้อ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าทำไมไม่ยกตัวอย่าประเทศจีนด้วยนะครับ ทั้งประเทศฉีดแค่สองยี่ห้อ คือ Sinovac กับ Sinopharm แต่ล่าสุดก็มีผู้ติดเชื้อหลักสิบเหมือนอิสราเอลเลยครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106865</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิลี, ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต, วัคซีนโควิด, อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200817/image_big_5f39f1af87023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบชิลีประท้วงขออาหารปะทะตำรวจช่วงล็อกดาวน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้ชุมนุมชาวชิลีที่เดือดร้อนจากมาตรการล็อกดาวน์ป้องกันไวรัส ประท้วงเรียกร้องขออาหารและความช่วยเหลือ จนปะทะกับตำรวจปราบจลาจลในเขตอาศัยของคนยากจนนอกกรุงซันติอาโกเมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ชุมนุมปะทะกับตำรวจปราบจลาจลขณะชุมนุมประท้วงในกรุงซันติอาโกเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวชิลีที่เดือดร้อนจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ชุมนุมเรียกร้องอาหารและความช่วยเหลือจากรัฐบาลเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม บนถนนในเขตเอลบอสเกที่เป็นย่านคนยากจนและอยู่กันอย่างแออัดนอกกรุงซันติอาโก ประชาชนที่โกรธแค้นมีท่อนไม้เป็นอาวุธ, สร้างสิ่งกีดขวางบนถนนและขว้างก้อนหินใส่ตำรวจปราบจลาจลที่เข้ามาสลายการชุมนุม ตำรวจตอบโต้ด้วยการยิงแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่ผู้ชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวโรนิกา อาบาร์กา ที่อาศัยอยู่ในเขตเอลบอสโก เผยกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่า ที่ชาวบ้านออกมาประท้วงไม่ใช่เพราะเรื่องการกักตัวเพื่อป้องกันไวรัส แต่สิ่งที่เรียกร้องในขณะนี้คือต้องการความช่วยเหลือและอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซาดี เมโล นายกเทศมนตรีเขตให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุท้องถิ่นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่เอลบอสโกมีความซับซ้อน เนื่องจากประชาชนหิวโหยและไม่มีงานทำ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแถลงว่า ได้แจกจ่ายถุงยังชีพให้ประชาชนราว 2,000 ถุง แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชิลีมีรายงานผู้ป่วยโรคโควิด-19 มากกว่า 46,000 ราย เสียชีวิต 478 คน แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นในวันเดียวสูงถึง 60% ทำให้รัฐบาลชิลีประกาศล็อกดาวน์กรุงซันติอาโกอย่างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเซบัสเตียน ปีเญรา ของชิลีแถลงว่าจะจัดส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นมูลค่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับคนยากจนในชิลี และเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลชิลีเผยว่าจะจัดส่งคูปองเงินสดมูลค่าราว 300 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,580 บาท ให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศราว 4.5 ล้านคน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการส่งคูปองนี้ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันเดียวกัน มีรายงานว่า ส.ว.ราว 20 คน และรัฐมนตรี 4 คนของชิลี ต้องกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา หลังจากพวกเขาประชุมกับ ส.ว. 2 คนที่ติดเชื้อไวรัสนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66358</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงซันติอาโก, ชิลี, ชุมนุมประท้วง, มาตรการล็อกดาวน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3bb3144ab4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 20:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 20:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิดการณ์ล่วงหน้า ชิลีขุดหลุมศพใหม่2,000หลุมรอรับเหยื่อโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เตรียมพร้อมไว้ก่อน ชิลีขุดหลุมศพใหม่อีก 2,000 หลุมในกรุงซันติอาโก เผื่อไว้หากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศเลวร้ายลงเหมือนหลายประเทศ ที่ขาดแคลนหลุมฝังศพจนต้องฝังแบบรวมหมู่ ขณะยอดติดเชื้อพุ่งทะยานจากหลักร้อยเป็นวันละหลายพันรายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพมุมสูงที่คนงานกำลังขุดหลุมศพใหม่ในสุสานกลางของกรุงซันติอาโกของชิลี เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ทางการชิลีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2563 ว่าประเทศลาตินอเมริกาแห่งนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากเดิมที่เฉลี่ยวันละ 350-500 ราย กลายเป็นวันละหลายพันราย โดยยอดวันพุธมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มภายใน 24 ชั่วโมงถึง 2,600 คน และยอดในวันพฤหัสบดีก็เกือบเท่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยอดติดเชื้อรายวันที่เพิ่มขึ้นถึง 60% ทำให้รัฐบาลชิลีมีคำสั่งเมื่อวันพุธให้ล็อกดาวน์เมืองหลวงที่มีประชากร 7 ล้านคนแห่งนี้เพื่อกักกันโรค เริ่มตั้งแต่ 22.00 น.ของวันศุกร์เป็นต้นไป โดยจะอนุญาตให้ประชาชนออกนอกบ้านได้เฉพาะกิจธุระจำเป็น เช่น ซื้ออาหารหรือยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลอย่างเป็นทางการถึงวันศุกร์ ชิลีมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคโควิด-19 แล้ว 37,040 รายนับแต่วันที่ 3 มีนาคม เสียชีวิตแล้ว 368 ราย และขณะนี้พนักงานขุดหลุมศพกำลังเตรียมขุดหลุมศพเพิ่มอีก 2,000 หลุมที่สุสานใหญ่สุดของกรุงซันติอาโก เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากเลวร้ายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชิด ซาอุด ผู้อำนวยการสุสานแห่งนี้ กล่าวกับเอเอฟพีว่า พวกเราตระหนักดีว่านี่คือช่วงเวลาประวัติครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่พวกเราอาจต้องใช้หลุมฝังศพเพิ่มเติม เพราะเราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ มาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ใช้หลุมฝังศพรวมขนาดใหญ่ ประเทศที่มีคนตายบนท้องถนนและมีศพเน่าเปื่อยอยู่ในรถบรรทุก นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการหลีกเลี่ยง และหวังว่าเราจะไม่ต้องใช้หลุมเหล่านี้&amp;quot; เขากล่าวถึงหลุมศพที่เพิ่งขุดใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66038</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุดหลุมศพ, ชิลี, สุสานซันติอาโก, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe9abf6b26f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2019 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2019 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กู้ภัยชิลีพบศพ-ซากเครื่องบินทหารสูญหายในทะเลพร้อม 38 ชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้ว่าฯ แคว้นทางใต้ของชิลีเผยว่า ทีมกู้ภัยพบศพผู้โดยสารระหว่างการค้นหาเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศ ที่สูญหายพร้อมนักบินและผู้โดยสาร 38 คนระหว่างบินไปฐานทัพในทวีปแอนตาร์กติกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากกองทัพอากาศชิลี เผยให้เห็นชิ้นส่วนของถังเชื้อเพลิงที่เชื่อว่าเป็นของเครื่องบินลำเลียง ซี-130 เฮอร์คิวลิส ที่สูญหาย / Chilean Air Force / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องบินลำเลียง ซี-130 เฮอร์คิวลิสของกองทัพอากาศชิลี บินจากฐานทัพอากาศเมืองปุนตาอาเรนัสทางใต้ของประเทศเมื่อเวลา 16.55 น.วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อไปฐานทัพเอดูอาร์โดเฟร์ในทวีปแอนตาร์กติกา แต่เครื่องบินหายจากจอเรดาร์เวลา 18.13 น.&amp;nbsp; บนเครื่องมีนักบินและผู้โดยสารรวม 38 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฮเซ เฟอร์นันเดซ ผู้ว่าฯ แคว้นมากายาเนส ทางใต้สุดของชิลี เผยที่เมืองปุนตาอาเรนัสเมื่อวันพุธที่ 11 ธันวาคมว่า ได้รับแจ้งจากกองทัพอากาศว่าพบชิ้นส่วนของเครื่องบินที่สูญหายเพิ่มเติม และพบศพของผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพอากาศชิลียังไม่ยืนยันว่าพบศพของผู้โดยสารเครื่องบินลำนี้ อ้างว่าต้องให้ความเคารพครอบครัวของผู้โดยสาร ข้อมูลทั้งหมดต้องผ่านการวิเคราะห์, ตรวจสอบและสื่อสารจากกองทัพอากาศก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้บัญชาการทหารอากาศชิลีเอดูอาร์โด มอสเกรา แถลงเมื่อวันพุธว่า เรือแอนตาร์กติกเอนเดเวอร์ของชิลีพบชิ้นส่วนที่คาดว่าจะเป็นฟองน้ำของถังเชื้อเพลิงด้านในของเครื่องบินลำนี้ ลอยห่างจากจุดสุดท้ายก่อนเครื่องบินหายจากเรดาร์ราว 30 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล ทวีตว่า เรือของกองทัพเรือบราซิลพบชิ้นส่วนเครื่องบินลำนี้และสิ่งของต่างๆ ห่างจากเมืองอูซัวยาของอาร์เจนตินาราว 280 ไมล์ทะเล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52356</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพชิลี, ชิลี, พบชิ้นส่วนเครื่องบิน, พบศพ, เครื่องบินลำเลียง, เครื่องบินสูญหาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df248c283fc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2019 21:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2019 21:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครื่องบินทหารชิลีสูญหายพร้อม 38 ชีวิต ขณะบินไปแอนตาร์กติกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศชิลีมีลูกเรือและผู้โดยสารรวม 38 คน ขาดการติดต่อทางวิทยุเมื่อวันจันทร์ ระหว่างบินไปที่ฐานทัพในทวีปแอนตาร์กติกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 12 มกราคม 2562 เครื่องบินลำเลียงซี-130 ของกองทัพอากาศชิลี ที่ฐานทัพในแอนตาร์กติกา / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพอากาศชิลีแถลงเมื่อวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคมว่า เครื่องบินลำเลียง ซี-130 เฮอร์คิวลิสของกองทัพอากาศลำนี้ บินจากฐานทัพอากาศเมืองปุนตาอาเรนัสทางใต้ของประเทศ ห่างจากกรุงซันติอาโกราว 3,016 กิโลเมตร เมื่อเวลา 16.55 น. เพื่อไปฐานทัพในทวีปแอนตาร์กติกา แต่นักบินขาดการติดต่อทางวิทยุเมื่อเวลา 18.13 น.&amp;nbsp; เครื่องบินลำนี้มีลูกเรือ 17 คน เป็นทหารอากาศและทหารบก และผู้โดยสาร 21 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพอากาศชิลีแถลงเพิ่มเติมเมื่อวันอังคารว่า เชื่อว่าเครื่องบินลำนี้ตกทะเลบริเวณช่องแคบเดรก ซึ่งเป็นน่านน้ำระหว่างทวีปอเมริกาใต้กับทวีปแอนตาร์กติกา และกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตทั้งทางทะเลและทางอากาศบริเวณที่เครื่องบินขาดการติดต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของกองทัพเผยว่า ช่วงที่นักบินนำเครื่องบินขึ้นสภาพอากาศดี และกองทัพได้ติดต่อกับครอบครัวของผู้ที่อยู่บนเครื่องบินแล้ว โดยส่วนใหญ่เดินทางไปทำภารกิจลำเลียงขนส่งและสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงท่อน้ำมันลอยน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีเซบัสเตียน ปีเญรา ของชิลี ทวีตว่า ตกใจกับการสูญหายของเครื่องบินลำนี้ โดยเขาจะบินไปเมืองปุนตาอาเรนัสกับรัฐมนตรีมหาดไทยอัลแบร์โต บลูเมล เพื่อติดตามภารกิจค้นหาและกู้ภัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52210</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพอากาศชิลี, ชิลี, ซี-130, เครื่องบินลำเลียง, เครื่องบินสูญหาย, แอนตาร์กติกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5defa5e0cb191.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2019 20:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2019 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลเซียไม่เห็นด้วยสหรัฐเสนอจัดซัมมิตเอเปกแทนชิลีปีหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ระดับสูงในวอชิงตันเผย รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลชิลีกำลังหารือกันเรื่องการร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกในเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากผู้นำชิลียกเลิกการเป็นเจ้าภาพเดือนนี้ด้วยเหตุผลความวุ่นวายภายในประเทศ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียระบุ ได้แจ้งต่อสหรัฐไปแล้วว่า &amp;quot;ไม่ใช่ความคิดที่ดี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ไมค์ ปอมเปโอ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐและมาเลเซียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ว่ารัฐบาลสหรัฐและชิลีกำลังหารือเกี่ยวกับการวางแผนจัดการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ใหม่ในเดือนมกราคมปีหน้า โดยจะย้ายสถานที่จากชิลีมาจัดที่สหรัฐ แต่ยังไม่มีการตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมกำหนดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกจะจัดที่กรุงซันติอาโกของชิลี ระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายน แต่ประธานาธิบดีเซบัสเตียน ปีเญรา ของชิลี ประกาศถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากสถานการณ์ชุมนุมประท้วงก่อความไม่สงบภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซฟุดดิน อับดุลลาห์ รัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซีย เปิดเผยกับนักข่าวว่า ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ โทรศัพท์มาหารือกับเขาระหว่างการประชุมอาเซียนที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยปอมเปโออ้างว่า &amp;quot;เพราะชิลีไม่สามารถจัดการประชุมเอเปกเดือนพฤศจิกายนนี้ได้ สหรัฐกำลังคิดว่าจะจัดประชุมเอเปกที่ไหนสักแห่งในสหรัฐเดือนมกราคมปีหน้า&amp;quot; และสหรัฐต้องการทราบความเห็นของมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่า เขาได้แจ้งต่อบรรดาเจ้าหน้าที่สหรัฐที่อยู่ในกรุงเทพฯ เวลานั้นว่า &amp;quot;เราไม่คิดว่าเป็นความคิดที่ดี&amp;quot; แต่เขาไม่ได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้มาร่วมการประชุมอาเซียนซัมมิตที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ด้วยตนเอง แต่ได้ส่งโรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ และวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ นำคณะผู้แทนของรัฐบาลสหรัฐเข้าร่วมการประชุม และในการประชุมสหรัฐ-อาเซียน บรรดาผู้นำชาติอาเซียน 7 จาก 10 ชาติ ตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมเช่นกัน โดยส่งรัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่ระดับล่างมาประชุมแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซฟุดดินกล่าวด้วยว่า เขาทราบว่าทรัมป์ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด &amp;quot;เกี่ยวกับการเชิญไปทำบางสิ่งบางอย่างในสหรัฐ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามวาระนั้น มาเลเซียจะเป็นประธานเอเปกในปีหน้า และจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก 21 ชาติครั้งหน้าที่วางกำหนดการไว้ปลายปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า นักการทูตจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายหนึ่งที่ขอสงวนนามยืนยันว่า สหรัฐกำลังหยั่งเสียงประเทศต่างๆ เกี่ยวกับการจัดประชุมเอเปกเดือนมกราคม และอาจเลือกเมืองลาสเวกัสเป็นสถานที่จัดประชุม แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน มีกำหนดจะพบกันนอกรอบเวทีเอเปกที่ชิลี เพื่อลงนามความตกลงบางส่วน เพื่อยุติสงครามการค้า ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า อีกไม่นานสหรัฐจะประกาศสถานที่ใหม่สำหรับการพบปะกับสีเพื่อลงนามข้อตกลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเกิ้ง ซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะร่วมกับชิลีเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปกว่า พวกเขาได้ติดต่อกับทุกฝ่ายเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ ประเด็นของเอเปกควรเคารพทัศนะของเจ้าภาพและควรปฏิบัติตามหลักของความเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49848</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดประชุมเอเปก, ชิลี, มาเลเซีย, สหรัฐ, เอเปก, ไซฟุดดิน อับดุลลาห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191108/image_big_5dc57200e1f09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
