<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วธ.เปิดเวทีเด็ก-เยาวชนทั่วประเทศประกวดสื่อดี-รู้วิธีต้านข่าวปลอม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลด้านการพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะนโยบายและมาตรการทางด้านวัฒนธรรม ปัจจุบันกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มียุทธศาสตร์การดำเนินงานเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมอย่างมีเป้าหมาย มุ่งเน้นการป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมมากกว่าการแก้ไขพฤติกรรม หรือความเบี่ยงเบนทางวัฒนธรรมต่าง ๆ &amp;nbsp;ยิ่งในยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน สถานการณ์ของสังคมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากเด็กและเยาวชนไม่มีภูมิคุ้มกันในการเลือกรับกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารอาจเกิดผลในทางไม่เหมาะสม อาทิ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้เกิดชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ทั้งเรื่องวิธีคิด วิธีเรียนรู้ วิธีสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ การเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตได้สะดวก ซึ่งอาจได้รับข้อมูลทั้งดีและ&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; ไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งหรือรังแกกันในโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) หรือการเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และต่อภาพลักษณ์ประเทศ  &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปลัด วธ. กล่าวต่อไปว่า ล่าสุด &amp;nbsp;วธ. ได้เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการสร้างและขยายเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ภายใต้โครงการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ : การขับเคลื่อนกิจกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศกว่า 1,150 คน ได้เรียนรู้ข้อมูลด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ประกอบด้วย ๑) การสร้างและขยายเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม 2) การประกวดคลิปวิดีโอ &amp;ldquo;Young เป็นไทย วัฒนธรรมวิถีใหม่ของวัยรุ่น&amp;rdquo; และ 3) การนำผลงานของเด็กและเยาวชนมาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อโทรทัศน์ ถือเป็นการเปิดพื้นที่แสดงออกทางความคิดในมุมมองของคนรุ่นใหม่ สะท้อนถึงปัญหาสังคม วิธีการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจ อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข รวมไปถึงการสืบสานงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง สังคมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ ที่สำคัญเด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมรู้เท่าทันสื่อ สร้างภูมิคุ้มกันของสังคมในมิติทางวัฒนธรรม เกิดการขยายเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่อันจะนำไปสู่การแจ้งเตือนภัยสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การขับเคลื่อนกิจกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในรูปแบบออนไลน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากสื่อไม่สร้างสรรค์ครั้งนี้ วธ.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กและเยาวชน จะมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ การใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ รู้เท่าทันประเด็น ปัญหาเชิงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากสื่อ ฝึกกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ วิพากษ์ ทดลอง เปรียบเทียบการใช้สื่ออย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ ร่วมกันทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมในการใช้สื่อดิจิทัลและเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันของสังคม ที่สำคัญรู้จักใช้สื่อดิจิทัลในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในแต่ละภูมิภาค ในมิติทางวัฒนธรรมให้กับเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ตลอดจนสามารถการขยายเครือข่าย เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในพื้นที่ให้มากขึ้น ก่อให้เกิดสังคมรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง&amp;nbsp; มั่งคั่ง และยั่งยืน&amp;rdquo; ปลัด วธ. กล่าว &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108159</URL_LINK>
                <HASHTAG>Cyber Bullying, Fake News, New Normal, Young เป็นไทย วัฒนธรรมวิถีใหม่ของวัยรุ่น, กระทรวงวัฒนธรรม, การประกวดคลิปวิดีโอ, การเผยแพร่ข่าวปลอม, ชีวิตวิถีใหม่, นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร, ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, รังแกกันในโลกออนไลน์, วธ., หลักสูตรการสร้างและขยายเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc0e5d2e2dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่านหน้าขนส่งสาธารณะตบเท้าฉีดวัคซีน ร่วมเดินหน้าฝ่าวิกฤติโควิด-19 ขณะ “แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังค้างสภาพัฒน์ รอลุ้นรถเมล์ใหม่-ชีวิตวิถีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ (Central Vaccination Center)&amp;rdquo; ณ สถานีกลางบางซื่อ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ มีกลุ่มเป้าหมายฉีดให้กับบุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง ผู้ให้บริการขนส่ง รถรับจ้างสาธารณะและผู้เกี่ยวข้องซึ่งทั้งประเทศมีจำนวน 3.5 แสนคน โดยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 1.3 แสนคน โดยเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันแรก สามารถฉีดได้ 5,000 กว่าคน ขณะที่ภาพรวม 5 วัน 24 -28 พ.ค. 2564 สามารถฉีดไปแล้วกว่า 4 หมื่นคน มีทั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายบุคลากรในระบบคมนาคมขนส่ง และกลุ่ม On Site 4,460 คน และในบางชั่วโมงสามารถฉีดได้ถึง 1,300 คน ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะตามศักยภาพเป้าหมายตั้งจากสมมุติฐาน 900 คน/ชม. ยิ่งในวันที่ 28 พ.ค. นั้น สามารถฉีดได้เกินกว่า 1 หมื่นคน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ต่อวัน โดย&amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีเป้าหมายในการนัดวัคซีนเข็มที่สอง หลังจากนี้ประมาณ 14 วัน ทำให้คาดว่าจะฉีดกลุ่มเป้าหมายบุคลากรด้านคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครบ 1.3 แสนคน ทั้ง 2 เข็ม ภายใน 1 เดือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีสถานที่กว้างขวางและมีการจัดระบบค่อนข้างดี ทำให้สามารถบริการผู้มารับการฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรด้านการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการรถโดยสาธารณะที่พร้อมใจกันมารับการฉีดวัคซีนจำนวนมาก จากการสอบถามบางส่วนพบว่าเหตุผลที่รีบลงทะเบียนตอบรับมาฉีดวัคซีนเมื่อศูนย์ฯ นี้เปิด เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวของพนักงาน ขสมก. ติดเชื้อแทบทุกวัน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลายคนหวาดกลัวเกรงติดเชื้อ ประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการก็มีความกังวลการใช้บริการรถ ขสมก.&amp;nbsp; จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศปูพรมฉีดให้ด่านหน้ากลุ่มขนส่งสาธารณะก็รีบมาฉีดกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวเองและคนรอบข้างรวมถึงผู้โดยสารด้วย&amp;nbsp; โดยนโยบายส่วนไหนที่ช่วยสนับสนุนและพัฒนา ส่งเสริมสวัสดิภาพในการประกอบอาชีพก็ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ หากมีจัดการอย่างรวดเร็วฉับไวมองเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักแบบนี้ก็จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น อย่างตอนนี้ก็รอกันว่าจะมีความชัดเจนเรื่อง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; ว่าจะเป็นอย่างไรแน่ เฉพาะทุกคนต้องก้าวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็น &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; นั้น ข้อมูลล่าสุดขณะนี้เรื่องยังค้างอยู่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; ที่ทุกฝ่ายต่างก็รอความชัดเจน โดยจากการเปิดเผยรายละเอียดใน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน มีการปรับจำนวนเที่ยวการเดินรถ จัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ขณะที่การให้บริการของ ขสมก. ก็ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด อาทิ การให้พนักงานประจำรถและผู้ใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะใช้บริการ การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ภายในรถ ก่อนนำรถออกวิ่ง การติดตั้งขวดเจลแอลกอฮอล์ สำหรับล้างมือบนรถโดยสาร และเพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบนรถโดยสาร เพื่อลดความเสี่ยงการเเพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการสร้างความมั่นใจต่อการปฏิบัติงานโดยการให้พนักงานของ ขสมก. ทยอยฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานนี้จึงได้แต่ลุ้นให้ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่าน &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; โดยเร็ว ส่งให้ ครม. อนุมัติให้ได้เร็วเท่าที่จะเป็นได้ เพราะบุคลากรผู้ให้บริการพร้อมเต็มที่กับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ที่จะให้ประชาชนได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าเร่งผลักดัน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; อย่างเต็มที่เพราะตระหนักว่านี่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง รอแต่ว่าผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อไหร่เท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104751</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กระทรวงคมนาคม, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ขนส่งสาธารณะ, ขสมก., ค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว, ฉีดวัคซีน, ชีวิตวิถีใหม่, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, บุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง, ปฏิรูปรถเมล์, ฝ่าวิกฤติโควิด-19, รถเมล์ใหม่, รฟท., ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, สภาพัฒน์, สศช., สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b44e1a81711.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สามพรานโมเดล&#039; ปลุกพลังขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตสมดุล พร้อมจัดงานสังคมสุขใจ 11-13 ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ไม่หยุดยั้ง &amp;nbsp;สามพรานโมเดล สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ผนึกกำลังร่วมกับ ททท.ทีเส็บ สสส. เซ็นทรัล พีทีที โกลบอล เคมิคอล รพ.มหาชัย 2 เกษตรกรอินทรีย์ และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา &amp;nbsp;เตรียมพร้อมจัดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2563 ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม &amp;nbsp;ภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ชีวิตวิถีใหม่ ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุล
&amp;nbsp;
นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และประธานจัดงานสังคมสุขใจ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้ปลุกให้ทุกคนให้หันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้นตลอดจนให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารที่ปลอดภัย ที่ผลิตในระบบอินทรีย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองและครอบครัว &amp;nbsp;อีกทั้งใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลทำให้งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 ในปีนี้มีความพิเศษกว่าทุกปี ภายใต้คอนเซ็ปต์&amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ชีวิตวิถีใหม่ ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุลโดยมุ่งเน้นให้ทุกคนได้มีเรียนรู้ มีการปรับตัว มีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถมาหาแรงบันดาลใจ องค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์เครือข่าย จากในงานสังคมสุขใจ แล้วกลับไปทำหรือไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการพึ่งพาตนเอง การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ รวมถึงหันมาบริโภคอาหารอินทรีย์ซื้อวัตถุดิบอินทรีย์ตรงจากเกษตรกรตลอดจนมามีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์
&amp;nbsp;
ด้านนายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม &amp;nbsp;กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิดชีวิตวิถีใหม่ ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ &amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน&amp;rdquo;มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของจังหวัด ที่มุ่งส่งเสริมให้นครปฐม เป็นเมืองเกษตรและอุตสาหกรรมปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรมสังคมแห่งความรู้ และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องการพึ่งพาตนเอง การดูแลสุขภาพ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทางจังหวัดจึงยินดีสนับสนุนและขอเชิญชวนให้ประชาชน ในนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงได้มาเที่ยวงานสังคมสุขใจ
&amp;nbsp;
ความพิเศษของงานสังคมสุขใจคือเป็นงานประจำปีที่รวมพลคนอินทรีย์ทั้งห่วงโซ่ คือต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ &amp;nbsp;รวมถึงมีพืชผัก ผลไม้สินค้าอินทรีย์ที่มั่นใจได้จากทั่วประเทศ มาให้ช้อปเปลี่ยนโลกช้อปสุขภาพดี ครบจบในงานเดียว โดยมีบูธสินค้าของเกษตรกรอินทรีย์จากทั่วประเทศ รวมกว่า 150 บูธ ที่พร้อมใจกันนำผลผลิตอินทรีย์ สดใหม่จากฟาร์ม &amp;nbsp;มาส่งมอบให้ผู้บริโภค โดยพื้นที่จัดงานในปีนี้จะใช้บริเวณหมู่บ้านปฐม ออร์แกนิกวิลเลจหมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ ในสวนสามพราน &amp;nbsp;ที่พร้อมเปิดให้ทุกคนได้สัมผัส เรียนรู้และเห็นความเชื่อมโยงของวิถีชีวิตอินทรีย์ทั้งห่วงโซ่ &amp;nbsp;ทั้งการปลูก การแปรรูป การตลาด การทำปัจจัยการผลิต การจัดการขยะ &amp;nbsp;โดยใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน &amp;nbsp;การพึ่งพาตนเอง ที่ทำให้เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย มีสุขภาพดี &amp;nbsp;โดยมีวงจรฟาร์ม ฐานสาธิต ให้ทุกคนในครอบครัว รวมถึงเด็กๆ ได้ทดลองทำสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
&amp;nbsp;
ในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 7 &amp;nbsp;ยังจะมีการเปิดตัวสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทยเป็นครั้งแรกในประเทศไทย &amp;nbsp;(TOCA: Thai Organic Consumer Association)เพื่อเชื่อมโยงคนทั้งห่วงโซ่ คือ เกษตรกรอินทรีย์ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ให้มารู้จักกัน โดยเฉพาะผู้บริโภค ที่ TOCA &amp;nbsp;จะมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้ผู้บริโภคมีความรู้ มีความเข้าใจ และมามีส่วนร่วมเป็น Active Consumers และจะมีการอัพเดทข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์ ตลอดจนช่วยบริหารจัดการเครื่องมือ TOCA Platform &amp;nbsp;ที่จะเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบต้นปีหน้าเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งอาหารอินทรีย์ซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกร หรือจองทริปท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ โดยในงานสังคมสุขใจจะมีการเปิดรับสมัครสมาชิก(ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ) และมีกิจกรรมสนุกๆ พร้อมรับของรางวัล ผ่าน Line @ ของ &amp;nbsp;TOCA
&amp;nbsp;
ในงานสังคมสุขใจ ยังจะมีการเปิดตัวทริปท่องเที่ยววิถีอินทรีย์มากกว่า 20 เส้นทาง เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกไปลงพื้นที่ฟาร์มจริง เยี่ยมบ้านเกษตรกรอินทรีย์ทั้งแบบล่องคลองชมสวน &amp;nbsp;เข้าค่ายเปลี่ยนฝันให้เป็นจริง &amp;nbsp;เก็บผลผลิตตามฤดูกาลสดๆจากสวน &amp;nbsp;เรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน &amp;nbsp;เทคนิคในแปลงอินทรีย์ &amp;nbsp;ทั้งการเพาะ การปลูก การทำปุ๋ยหมักสูตรต่างๆ &amp;nbsp;การทำสมุนไพรไล่แมลง &amp;nbsp;การขยายพันธุ์ &amp;nbsp;การเก็บเกี่ยว และการแปรรูป
&amp;nbsp;
ในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 7 ยังมีทั้งองค์กรและคนต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ คุณโจน จันได ที่พร้อมมาจุดประกายถ่ายทอดองค์ความรู้แบบไม่กั้ก ทั้งวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ การพึ่งพาตนเอง การฝ่าวิกฤติโควิด &amp;nbsp;การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และที่ต้องห้ามพลาดสำหรับองค์กร ที่จะได้เรียนรู้ จากองค์กรธุรกิจชั้นนำ เช่นบริษัทแสนสิริ &amp;nbsp; บริษัทมั่นคงเคหะการ &amp;nbsp;ชีวจิต บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล และ Sukinaที่มาเป็นพันธมิตรกับสามพรานโมเดล โดยสามารถนำโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคมไปขยายผลตอบโจทย์ความยั่งยืนได้ตามบริบทของแต่ละแห่ง &amp;nbsp;เช่นพีทีที โกลบอลเคมิคอลมีการปรับมุมคิดงานซีเอสอาร์ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมพัฒนาเกษตรกรคนต้นน้ำ ให้ทำเกษตรอินทรีย์ โดยมีสามพรานโมเดล ไปให้ความรู้ การทำเกษตรอินทรีย์ในระบบรับรองอย่างมีส่วนร่วม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ปฐม เพื่อแปรรูปผลผลิต ยกระดับให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพแบรนด์พรีเมี่ยม
&amp;nbsp;
ภายในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 7 ยังมีฐานกิจกรรม เวทีเสวนาสร้างสรรค์มากมายตลอด 3 วัน&amp;ldquo;ด้วยแนวคิดของการจัดงาน เราปรับ..โลกเปลี่ยน งานสังคมสุขใจปีนี้ จะเป็นโอกาสของคนไทยที่ห่วงใยใส่ใจสุขภาพ ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคมอินทรีย์ การเกื้อกูลสังคม และมีความสนใจอยากเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ อยากมีส่วนร่วมขับเคลื่อน &amp;nbsp;ได้มาเที่ยว มาเรียนรู้ มาหาแรงบันดาลใจ มาหาเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตนเองโดยตลอด 3 วัน เรามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;มีจุดเช็คอิน &amp;nbsp;เช็คเอ๊าท์ ตรวจวัดอุณหภูมิ &amp;nbsp;กำหนดเว้นระยะห่างทางสังคม &amp;nbsp;ประชาสัมพันธ์ให้มีการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริการทุกจุด &amp;nbsp;พร้อมชวนทุกคนช้อปรักษ์โลกพกถุงผ้า ตระกร้า มาช้อปตลอดงาน
&amp;nbsp;
ท่ามกลางธรรมชาติและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป &amp;nbsp;การสรรหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนได้ทั้ง 4 มิติ คือเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ &amp;nbsp;ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 &amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน จึงเป็นคำตอบที่ผู้สนใจมาได้ตลอด 3 วัน &amp;nbsp;(ไม่มีค่าใช้จ่าย) ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ &amp;nbsp;ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่ &amp;nbsp;เวลา 09.00-17.00 น.
โดยสอบถามข้อมูลการเดินทางได้ที่ โทร 034 322 588-93 หรือติดตามกิจกรรมที่Facebook/งานสังคมสุขใจ สวนสามพราน https://www.facebook.com/SangkomSookjai
&amp;nbsp;
งานสังคมสุขใจครั้งที่ 7 ได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชีวจิต บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล โรงพยาบาลมหาชัย 2 ส่วนราชการจังหวัดนครปฐม แบรนด์ปฐม และสวนสามพราน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83537</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานสังคมสุขใจ, จังหวัดนครปฐม, ชีวิตวิถีใหม่, มูลนิธิสังคมสุขใจ, สวนสามพราน, สามพรานโมเดล, อรุษ นวราช, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fabd49866fef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังเสียงกันและกัน ‘ครู-พ่อแม่-เด็ก’ ทันการเรียนรู้ ชีวิตวิถีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โจทย์สำคัญจากเสียงของเด็กๆ ที่สะท้อนไปยังครู พ่อแม่&amp;nbsp; ผู้ปกครองให้ใส่ใจการเรียนรู้ของบุตรหลานมากขึ้นในวิถีการเรียนรู้แบบใหม่ เพราะเด็กควรมีพัฒนาการตามวัย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สสส.ร่วมกับ Toolmorrow จัดงานเสวนา New Normal, New Education ทันการเรียนรู้ ชีวิตวิถีใหม่ โดยมีตัวแทนจากทั้ง 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายนักเรียน : ศศิณิภา ศรีบัวชุม (น้องขิม) นศ.คณะรัฐศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แดนไท สุขกำเนิด (น้องแดนไท) นักออกแบบบอร์ดเกม ตัวแทนฝ่ายครู : ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล (อ.ฮูก) อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าที่เรือตรีธนวรรธน์ สุวรรณปาล (ครูทิว) ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;ldquo;ครูขอสอน&amp;rdquo; ตัวแทนฝ่ายปกครอง : อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ (สมิธ) นักจิตวิทยาเชิงบวก มิรา เวฬุภาค (คุณแม่บี) ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ &amp;ldquo;MAPPA&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่วิทยากรต่างหยิบยกนำมาพูดกันคือ การเรียนของลูกเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้ปกครองให้ความสนใจ เพราะเป็นส่วนร่วมในเรื่องอัตลักษณ์การพัฒนาตัวตนในเด็ก เด็กแต่ละวัยต้องการความใส่ใจ การเรียนชีวิตไม่จำกัดเรื่องการเรียน วัยเด็กผู้ปกครองตระหนักว่าจะทำอย่างไรให้ลูกมีพัฒนาการปกติในแต่ละช่วงวัย เด็กควรรู้สึกว่ามีพื้นที่ Safe Zone ได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัสกับพ่อแม่ รู้ว่าตรงไหนปลอดภัยและไม่ปลอดภัย เมื่อเด็กเข้าเรียนวัยประถมอยากเล่า อยากใช้ภาษา เมื่อย่างเข้าสู่มัธยมเรื่องที่คุยจะเปลี่ยนแปลง เป็นการเล่าเรื่องชีวิตเพื่อน ความฝันของเขาที่เป็นเรื่องราว เป็นการแลกเปลี่ยนในบริบทที่แตกต่างกันไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเป็นพ่อแม่เด็กต้องมีความใส่ใจลูกตัวเองด้วย แม้วันหนึ่งเมื่อลูกโตแล้วจะรู้สึกได้ถึงความใส่ใจสายสัมพันธ์ที่แม่มีต่อลูก เช่นเดียวกับเราเมื่ออยู่ในวัย 18 ปี ก็ยังรู้สึกที่สายสัมพันธ์อันดีกับพ่อแม่ ช่วงที่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุดคือวัยเด็ก เมื่อลูกเข้าโรงเรียนชั้นประถม พ่อแม่ต้องใช้สายตาสังเกตมองลูกว่าชอบอยู่กับอะไรนานๆ เพื่อจะได้พัฒนาในสิ่งที่เขาชอบ พ่อแม่ส่งเสริมด้วยการตั้งคำถามว่าสนใจจะเรียนรู้เพิ่มเติม แต่เมื่อลูกเข้าวัยมัธยม พ่อแม่จะปฏิบัติแบบเดิมๆ เหมือนที่เขาอยู่ในวัยประถมไม่ได้อีกแล้ว ลูกจะรู้สึกอึดอัด เขาอยากมีห้องส่วนตัว มีโลกของเขา ที่พ่อแม่ไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย ลูกไม่อยากให้พ่อแม่เข้าไปควบคุมทุกอย่างในชีวิตของเขา ลูกอยากมีพื้นที่ส่วนตัว พ่อแม่จึงมีหน้าที่ support ลูกที่เติบโตขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องสนใจหรือใส่ใจกับลูกในช่วงวัยรุ่นเหมือนตอนที่เป็นเด็กๆ บ้านผมพ่อแม่คุยกับลูกตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเวลานั่งรถไปไหนมาไหนด้วยกัน ในช่วงที่เรียนชั้นประถมเรียน รร.ปกติ ความที่บ้านอยู่ไกลจาก รร.ก็มีเวลาคุยกับพ่อแม่บนรถ ผมเรียนเก่งมาก แต่ผมไม่เห็นด้วยกับครูทุกอย่าง ครูพูดถึงวัฒนธรรม ความดีงามที่เติบโต ผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม ส่วนใหญ่ประเด็นที่พูดคุยกันนั้นมีการตั้งหัวข้อมาถกเถียงกัน มีการเริ่มบทสนทนาด้วยการตั้งคำถามตั้งหัวข้อมาถกเถียงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิทยากรท่านหนึ่งนำเสนอว่า ผมเคยเจอปัญหาของเด็กที่ครูหลายท่านบอกว่าเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้แล้ว มันสุดมือเรา เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้ เราจะปล่อยให้เขาเป็นอย่างนี้หรือ เรามีครูมีโรงเรียนไว้ทำไม แต่เราต้องไม่สิ้นหวัง ครูไม่รู้ว่ามีวิธีการอย่างไร ครูต้องปรับ mind set ให้เกิดการพัฒนาได้ การที่เด็กครอบครัวไม่พร้อม เรามีหน้าที่สร้างองค์ความรู้ประสบการณ์ การที่ผู้ปกครองไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มีปัจจัยทางเศรษฐกิจ ภาระหน้าที่เราในฐานะครูต้องทำอย่างสุดความสามารถเพื่อจะสนับสนุนเด็กในวัยนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พ่อแม่ผู้ปกครองเลี้ยงลูกในระหว่างทางเขาเจอปัญหาอะไรมาบ้าง เรียนหนังสือเกรดไม่ดี มีการดุด่า แต่ถ้าเรียนเกรดดี พ่อแม่ก็จะภาคภูมิใจ เรื่องอย่างนี้เราต้องพยายามพูดคุยและมีหัวข้อให้คิดตามตลอด เป็นบทบาทที่ครูจะต้องช่วย support ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

จากใจเด็กหลังห้อง : วอนปฏิบัติต่อเด็กให้เท่าเทียมกัน

&lt;p&gt;ประเด็นที่หยิบยกนำมาเสนอคือ ในระบบการศึกษาบ้านเราครูเชิดชูเด็กเก่ง ทำให้เด็กเก่งได้รับโอกาส ในขณะที่เด็กที่ไม่มีความสามารถไม่เข้าระบบมาตรฐานจะเข้าไม่ถึงครู ครูชอบที่จะให้เด็กเป็นฝ่ายเข้าหาครู ด้วยเหตุนี้เด็กที่ไม่เก่งจะไม่เข้าหาครู และถูกกันออกไป ไม่ค่อยแสดงออก &amp;ldquo;ฉันไม่เก่ง ในสายตาครู ครูไม่สนใจ&amp;rdquo; เด็กเมื่อรู้สึกตัวเองไม่เก่ง นั่งหลบอยู่หลังห้อง ไม่ใช่อาจารย์ไม่เห็นเด็ก แต่บางทีเด็กก็ไม่อยากให้อาจารย์เห็นด้วย เพราะฉันไม่ได้เก่งตามมาตรฐานที่วางไว้&amp;nbsp; ไม่อยากเป็นที่สนใจ เพราะเราโง่ แต่โง่เป็นบางวิชา แต่เพื่อนบางคนโง่เกือบทุกวิชา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่อาจารย์มองว่าครูก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ต้องการให้นักเรียนมีส่วนร่วม เด็กมาพร้อมกับความคาดหวัง พ่อแม่สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกเมื่ออยู่บ้าน ครูมีส่วนสำคัญทำให้เด็กเข้ามาหา เด็กทุกคนต้องการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา การที่ครูแปะป้ายว่าเป็นเด็กหลังห้องทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ การมีวาทกรรมในห้องเรียน การอยู่ร่วมกันในสังคมก็ต้องอยู่ที่มุมมองของครูด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูให้อาหารทางปัญญา ถ่ายทอดความรู้ พ่อแม่เลี้ยงลูกในสังคมมีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลง แต่ทุกวันนี้เด็กเข้าถึงความรู้ด้วยช่องทางต่างๆ ได้มากมาย การสอนเป็นการถ่ายทอดส่งเสริมการเรียนรู้ เด็กหน้าห้อง เด็กหลังห้องเป็นเรื่องของความหลากหลายด้วยประสบการณ์ที่ต่างกัน ทำอย่างไรที่จะออกแบบกระบวนการ ผมมีความเชื่อเรื่องการ share ห้องเรียนต้องมีความสัมพันธ์ในแนวราบ เด็กแชร์กันเอง เด็กเก่ง เด็กอ่อนแชร์ความรู้ด้วยกันได้ ครูที่ดีทำงานด้วยปาก หู และต้องมีความช่างสังเกต ไม่ใช่มาทำงานด้วยตาอย่างเดียว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประสบการณ์คนเป็นแม่ แม่บีมีลูก 2 คน คนหนึ่งเป็นเด็กหน้าห้อง อีกคนหนึ่งเป็นเด็กหลังห้อง บ้านอยู่ในหมู่บ้านใกล้กับโรงเรียน ในหมู่บ้านมีครู เมื่อเด็กมาโรงเรียน ในฐานะคนเป็นแม่รู้สึกว่าเราจะช่วยเหลือเขาอย่างไร เด็กที่เรียนระดับปานกลาง เด็กมีพื้นที่หลบๆ เพื่อไม่ให้ครูเห็น จะปลอดภัยไม่ถูกตัดสิน เพราะเด็กรู้สึกไม่ชอบ เราไม่อยากถูกแปะป้ายว่าเป็นคนไม่โอเค การที่เราเป็นแม่ที่พัฒนาแล้ว อ่านตำรามาเยอะ การทำความเข้าใจลูกยังไม่พอ ต้องทำความรู้จักลูกจริงๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่แดนไทนำเสนอว่าผมเป็นเด็กเก่งที่นั่งหลังห้อง คอยกวนครู สนุกมากเป็นประสบการณ์ที่ดี ผมเคยคุยกับพ่อว่านักเรียนเป็นผู้บริโภค ครูว่านักเรียนไม่ได้ เพราะนักเรียนเป็นลูกค้า แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งทั้งครูและนักเรียนควรเป็นเพื่อนร่วมงาน เวลาทำงานร่วมกัน ชอบที่จะพูดคุยกับครูแม้อายุจะห่างกัน ในห้องเรียนมีการพูดคุยเพื่อจะเปลี่ยนมุมมองในการมองกันและกัน ครูมีสิทธิ์บอกนักเรียนให้เปลี่ยนมุมมองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูสะท้อนว่าการที่ครูใส่หมวกในความเป็นครูมองนักเรียนให้เป็นนักเรียน นักเรียนก็มีความเป็นมนุษย์ ต้องการเติบโตและได้รับการใส่ใจด้วย เด็กหลังห้องครูก็ต้องรับมือด้วยประสบการณ์บางอย่าง ในขณะที่เด็กหน้าห้องครูต้องการพื้นที่ปลอดภัย กลไกสมองในการอธิบายเรื่องนี้ ด้วยรูปแบบทำให้ครูสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ในห้องเรียน ห้องเรียนต้องมีความเสมอภาคระหว่างครูและนักเรียน คนที่ขาดก็จะได้รับการเติมเต็มไปสู่เป้าหมายแบบเดียวกับคนที่ไม่ขาด เป็นบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงด้วยการใส่ใจให้มาก เป็นเทคโนโลยีในการสื่อสาร มองเห็นและรับฟังด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมีอำนาจตัดสินให้คุณให้โทษ ไม่ต้องลดอำนาจลง อยู่ที่ว่าเราจะใช้อำนาจอย่างไร ครูเป็นครูในห้องเรียน มีการแบ่งเด็ก เด็กเก่ง เด็กอ่อน ใช้อำนาจปกป้อง ร่วมรับฟัง ให้โอกาสร่วมตัดสินใจ การเรียนรู้ร่วมกันได้ มีการเลือกปฏิบัติ ต้องยอมรับว่าการที่ครูเอาผิดเด็ก ลดความเป็นครูแบบเดิมๆ แสดงความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ถึงเวลาผู้ปกครองและครูต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น

&lt;p&gt;นักศึกษานำเสนอว่า ชีวิตเด็กครึ่งหนึ่งอยู่ที่บ้าน อีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่โรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การที่มีแม่อยู่ข้างๆ เมื่อเจอเรื่องร้ายๆ มีคนคอย support อยู่ข้างๆ ตลอดเวลาก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้น ในขณะที่เด็ก homeschool เสนอว่าเด็กเรียนมีบุคลิกการแสดงออกเหมือนกับที่โรงเรียนและที่บ้าน ผู้ปกครองครูและนักเรียนเข้าใจกันได้ต้องมีการพูดคุยกัน รับฟัง เห็นภาพในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่เข้าใจเฉพาะเด็กอยู่ที่ รร.หรืออยู่ที่บ้านเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ (สมิธ) : เด็กเป็นมนุษย์คนเดิม เมื่อเข้ามาอยู่ในโรงเรียน ไม่ได้ถอดความเป็นครอบครัวอยู่ที่บ้าน เด็กเดินเข้ามาในโรงเรียนจะแสดงบุคลิกที่แตกต่าง มีปัจจัยที่เป็นตัวเขา ไม่ได้เกิดการ Crash บางอย่าง การจัดการลำบากมากยิ่งขึ้น มีความคาดหวังกับตัวเอง มีการทะเลาะกับตัวเองตลอดเวลา คือเหตุผลหลักที่เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องคุยกันด้วย พ่อเลี้ยงลูกแบบตามใจทำให้ลูกเข้าหาพ่อ แต่หลบแม่ จะเข้าหาแม่เมื่อมีความจำเป็นเพื่อเอาตัวรอด สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด พ่อกลายเป็นเพื่อน ลูกก็จะเล็ดลอดมาทางเพื่อน การทำงานของพ่อแม่ครูต้องร่วมมือกัน แม้จะมีบริบทที่แตกต่างกัน ในช่วงประถมครูจะมีความคาดหวัง เด็กจะคว้าพ่อแม่เพื่ออยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เล่นกันได้คุยกันได้ ครูพูดอย่างไรพ่อแม่ก็คล้อยตาม เป็นการสื่อสารทางเดียว ไม่ได้เป็นการประชุมหารือ บางโรงเรียนจัดให้ครูและผู้ปกครองพบกัน 2 ครั้ง/ปี นอกนั้นพบกันทางออนไลน์ ส่วนใหญ่การประชุมผู้ปกครองก็เป็นเรื่องการแจ้งผลสอบ ควรจะมีการทำโครงการโรงเรียน ครอบครัวในเชิงบวกมากขึ้นด้วย เมื่อมีการประชุม ผู้ปกครองและครู เกิดแรงกดดันซึ่งกันและกัน ต่างคนก็ต่างไม่อยากเจอกัน เพราะมีเรื่องซองผ้าป่าพูดเรื่องนี้ครึ่งชั่วโมง เกิดความรู้สึกว่าแล้วฉันจะมาทำไม อัดวิดีโอมาให้ดูก็ได้ มาเจอกันในช่วงเวลาที่น้อยมากๆ ทำอย่างไรจะทำให้เวลาที่พบกันนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมักจะตั้งคำถามว่า เด็กอยู่ที่บ้านเป็นคนดีไหม อยู่ที่นี่เลวมาก คำถามเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมา ครูไม่มีภาษาอื่นเหมือนกับพจนานุกรม&amp;nbsp; จุดแข็งเชิงบวกของคนดีมี 24 แบบ เป็นเรื่องที่ต้องหยิบยกมาพูดคุยกัน ครอบครัว โรงเรียน มองในตัวลูกให้เหมือนกัน สะท้อนถึงแง่มุมและนำไปขยายตัว เพื่อส่องประกายแสงให้มากขึ้นด้วย โรงเรียนเชียงของวิทยาคมเป็น รร.นำร่องตัวอย่างในการสร้าง little star shining การมีส่วนร่วมของเด็ก ทำอย่างไรให้ครูกับพ่อแม่ทำงานได้ดียิ่งขึ้นด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าที่เรือตรีธนวรรธน์ สุวรรณปาล (ครูทิว) : บางโรงเรียนผู้ปกครองและครูพบกันปีละ 2 ครั้ง 4 ครั้ง ช่วงหลังๆ ที่พบกันก็เรื่องเก็บสตางค์ซองผ้าป่า รวมกับการประชุม มีการฟ้องกัน &amp;ldquo;ลูกคุณพ่ออยู่โรงเรียนไม่ตั้งใจเรียน&amp;rdquo; เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมาเจอกัน &amp;ldquo;ครูคะที่บ้านไม่ได้เป็นอย่างนี้นะคะ&amp;rdquo; &amp;ldquo;ครูช่วยบอกเขาหน่อยให้ช่วยแม่ทำงานบ้านบ้างนะคะ&amp;rdquo; สิ่งที่ควรทำผู้ปกครองกำหนดทิศทางให้เด็ก การที่เด็กอยู่บ้านส่วนใหญ่ก็เป็นการนอน เด็กอยู่ที่โรงเรียนทั้งวันเป็นการใช้ชีวิตวัยเรียนอยู่ที่โรงเรียน ถ้าชีวิตที่โรงเรียนไม่ดี ชีวิตทั้งหมดก็จะแย่ไปด้วย ดังนั้นโรงเรียนจึงเป็นความหวังของเด็กๆ สร้างพื้นที่เพื่อต่อยอดความหวังให้กับเด็กๆ ผู้ปกครองที่อาสาเป็นกรรมการก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ไม่ได้มี M-power เหมือนหนึ่งเป็นที่มาประชุมร่วมรับฟังให้เด็กมีส่วนร่วม เข้าใจในความแตกต่าง โครงสร้างห้องเรียนใหญ่เกินไป ทำให้ครูละเมียดละไมที่จะเข้าใจเด็กอย่างเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

ผนึกกำลังขับเคลื่อนพร้อมยกระดับตำบลสุขภาวะ สร้างพื้นที่ต้นแบบ Digital Life Society

&lt;p&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายตำบลสุขภาวะ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อบต.คูหา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา พร้อมเครือข่าย 15 ตำบล และ อบต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา พร้อมเครือข่าย 15 ตำบล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการแผนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) กล่าวว่า ศูนย์จัดการเครือข่ายสุขภาวะชุมชน (ศจค.) 2 แห่ง คือ เครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลคูหา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และเครือข่ายองค์การบริหารส่วนตำบลลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ครอบคลุม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น เพราะมีความเปราะบางทางการเมืองสูง สสส.และเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ จึงเสนอให้ 4 องค์กรหลักในพื้นที่ ได้แก่ 1.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3.หน่วยงานรัฐในพื้นที่ และ 4.องค์กร ชุมชน และภาคประชาชน มีความแน่นแฟ้น ร่วมมือกันทำงานเพื่อชุมชน และคนในพื้นที่อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความเป็นพื้นที่ที่อ่อนไหวทางความคิด จึงอยากให้ทั้ง 4 องค์กรหลักร่วมกันทำงานในประเด็นที่ไม่ต้องปะทะกันทางความคิดและวัฒนธรรมมากนัก โดยเน้นไปในประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน อาหารปลอดภัย และการลดละเลิกบุหรี่ เป็นหลักการขับเคลื่อนเครือข่ายตำบลสุขภาวะในปี 2563-2564 จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ต้นแบบ Digital Life Society เนื่องจากปัจจุบันทิศทางและกระแสโลกมุ่งไปทางนั้นหมดแล้ว ชุมชนจึงต้องเชื่อมต่อกับความเป็นไปของโลกให้ได้ ซึ่งขณะนี้ได้นำร่องแล้ว 16 ตำบล ทั้ง 16 ตำบลจะเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย รวมถึงให้ความสำคัญกับความสามารถในการปรับตัวหรือความสามารถในการฟื้นคืนสู่ปกติ (Resilience) ของชุมชน สสส.จึงอยากจะเน้นย้ำให้ชุมชนเตรียมแผนรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือโรคระบาด เพื่อลดผลกระทบที่ชาวบ้านจะได้รับให้น้อยที่สุด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปัญญา ศรีทองสุข นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คูหา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา กล่าวว่า การได้ร่วมงานกับสำนัก 3 สสส. ทำให้ อบต.ทำงานเป็นระบบ มีการจัดทำฐานข้อมูลตำบลเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาอย่างตรงจุด ทำให้มองเห็นต้นทุนของชุมชนว่ามีอะไร ซึ่งพบว่า เรามีทุนทางภาคีเครือข่าย 4 องค์กรหลัก ได้แก่ ท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงาน และประชาชนที่พร้อมช่วยเหลือขับเคลื่อนการสร้างตำบลสุขภาวะร่วมกัน โดยเฉพาะชมรมผู้สูงอายุ สภาเด็กและเยาวชน ที่เป็นแกนขับเคลื่อนในภาคประชาชน ซึ่งทำให้เกิดหลายโครงการ เช่น กิจกรรมปลอดอบายมุข และยาเสพติด ซึ่ง อบต.เห็นความเข้มแข็งจึงเข้าไปจุดประกายให้สภาเด็กคิดเรื่องอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เห็นว่า เยาวชนสามารถมีบทบาทและทำอะไรได้อีกหลายเรื่องโดยที่ผู้ใหญ่ให้การยอมรับ เริ่มจากโครงการขยะบุญ นำรายได้ไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั้งยังช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทนง ไหมเหลือง นายก อบต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา กล่าวว่า ตำบลลำพะยาพร้อมขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะ ในฐานะที่เป็นศูนย์จัดการเครือข่ายสุขภาวะชุมชน (ศจค.) และมี อบต.ลูกข่ายอีก 15 แห่ง เพื่อช่วยกันสร้างตำบลสุขภาวะให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน สำหรับ ต.ลำพะยา มีประชากรราว 3,000 คน นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 75 และอิสลามร้อยละ 25 ซึ่งเราเป็นชุมชนพี่น้องอันหนึ่งอันเดียวกัน มีกิจกรรมทำร่วมกันเสมอไม่ว่าจะศาสนาใดทุกคนก็จะไปช่วยกัน ไม่มีแบ่งแยก นี่คือจุดแข็งของพื้นที่ ต.ลำพะยา ทั้งนี้ ในพื้นที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย ดังนั้นจึงมุ่งเน้นการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการขยะ เพราะหากแหล่งท่องเที่ยวหรือชุมชนเต็มไปด้วยขยะ ชุมชนก็ไม่น่าอยู่ ไม่น่ามอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76531</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ชีวิตวิถีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200904/image_big_5f524cef9d419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 22:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2020 06:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทันการเรียนรู้ชีวิตวิถีใหม่ New Normal, New Education</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สสส.เปิดเวทีถกแนวทางการเรียนรู้เชิงบวกบนชีวิตวิถีใหม่ ดึงพ่อแม่-ครู-นักเรียนมีส่วนร่วม พร้อมเปิดตัวคู่มือ &amp;lsquo;พ่อแม่พลังบวก&amp;rsquo; &amp;ldquo;Mappa&amp;rdquo; ระบบนิเวศทางการเรียนรู้ใหม่ (New Learning Ecosystems) สร้างแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์พัฒนาเด็ก สร้างครอบครัวเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานเสวนา New Normal, New Education ทันการเรียนรู้ ชีวิตวิถีใหม่ มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมรับชมผ่านระบบ ZOOM กว่า 700 คน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สสส.โดยแผนสร้างเสริมความเข้าใจสุขภาวะ มุ่งพัฒนาศักยภาพ โดยเฉพาะสถาบันครอบครัวที่ถือเป็นสิ่งสำคัญในการเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤติในชีวิต ให้มีทักษะและพัฒนาการด้านต่างๆ ด้วยกิจกรรมสร้างความเชื่อมั่นและสร้างแรงกระตุ้นให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองทั่วประเทศเลี้ยงลูกเชิงบวก ผ่านกิจกรรม &amp;ldquo;ห้องเรียนพ่อแม่&amp;rdquo; กิจกรรมในครั้งนี้ได้ร่วมกับแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพพ่อแม่ ครอบคลุมไปถึงกลุ่มครู อาจารย์ ให้มีทักษะการถ่ายทอดความรู้แก่เด็ก เยาวชน และนักเรียน ด้วยการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงบวก พร้อมจัดทำคู่มือ &amp;lsquo;พ่อแม่พลังบวก&amp;rsquo; แนะวิธีการปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดของพ่อแม่ ให้เข้าใจธรรมชาติของเด็กวัย 7-15 ปี ทั้งเรื่องพัฒนาการทางสมอง การสื่อสาร การสร้างวินัยเชิงบวก และการสร้างสัมพันธภาพครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สำนัก 4) สสส. กล่าวว่า สสส. โดยแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับ บริษัท ไลฟ์ เอ็ดดูเคชั่น (ประเทศไทย) สร้างชุดความรู้สำหรับครูและผู้บริหารสถาบันการศึกษาในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจการทำงานร่วมกับครอบครัวเชิงบวก พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ Professional Learning Community (PLC) เพื่อต่อยอดการทำงานในการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถทำหน้าที่ในการสนับสนุนสุขภาวะวัยรุ่น และสร้างแพลตฟอร์มใหม่ชื่อว่า &amp;ldquo;Mappa&amp;rdquo; ระบบนิเวศทางการเรียนรู้ใหม่ (New Learning Ecosystems) สำหรับเด็ก เยาวชน ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ดูแลหลัก ครู และบุคลากรที่ทำงานกับเด็ก โดยมีองค์ความรู้ เครื่องมือ และหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีทักษะการเรียนรู้ และทักษะชีวิต ครอบครัวเป็นพื้นฐานของการพัฒนา ครอบครัวเข้มแข็งเป็นรากฐานและต้นทุนที่สำคัญของสังคมในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้าที่หลักของ สสส.ช่วยประชาชนทุกกลุ่มวัยมีสุขภาพที่ดี จากประสบการณ์การทำงาน เราสร้างสุขภาวะเด็ก ครอบครัวให้มีความอบอุ่น ส่งเสริมโรงเรียนที่มีสุขภาวะ แต่ยังไม่ถึงตัวเด็ก เพราะเป็นการทำงานอย่างแยกส่วน เด็กยังไม่มีส่วนร่วมจึงไม่เกิดผลลัพธ์เท่าที่ต้องการ ดังนั้นควรทำงานเป็นทีม บ้าน โรงเรียน สถานศึกษา เพื่อบ่มเพาะเด็กให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ กล้าแสดงออก การทำงานร่วมกัน 3 ฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนกับวงดนตรีออร์เคสตราบรรเลงเพลงเดียวกัน การทำงานไม่ใช่ทำงานเพียงวันเดียวแล้วจบ แต่ต้องเตรียมการวางแผนหลายอย่าง ในอนาคตพ่อแม่มีบทบาทในการต่อยอดตามความต้องการของเด็ก สสส.สนับสนุนให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้นด้วยการทำงานร่วมกัน พัฒนาโมเดลให้เป็น รร.ต้นแบบ การสร้าง รร.ต้นแบบในระดับประถม มัธยมใน 4 ภาค ภาคละ 4 แห่ง จะเห็นภาพครู ผู้ปกครอง นักเรียนทำงานร่วมกัน เพื่อให้เด็กเปล่งประกายความสามารถได้อย่างเต็มที่ โรงเรียนเชียงของวิทยาคม เชียงราย มทร.ล้านนาวิทยาลัยอาชีวะ เชียงใหม่ รร.บดินทรเดชา (2) นวมินทร์ รร.ชุมชนบ้านสี่แยก นครศรีธรรมราช วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี และ รร. 4 แห่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ เรียนรู้ตลอดชีวิต พ่อแม่ลูกช่วยกันสร้างพื้นที่เรียนรู้ มีหนังสือคู่มือสำหรับพ่อแม่ให้มีพลังบวกสำหรับลูกในวัย 7-15 ปี ทำเป็น info graphic ดาวน์โหลดได้ ปรับวิธีคิดจะอยู่กับลูกได้อย่างไร การลงทะเบียนห้องเรียนออนไลน์ด้วยการตั้ง Mind Set ว่าเราไม่สามารถเลี้ยงเด็กด้วยวิธีคิดแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว พ่อแม่มักจะมองว่าหน้าที่ให้เกิดการเรียนรู้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน แต่ทางปฏิบัติครูคนเดียวรับผิดชอบไม่ไหว ต้องได้รับความร่วมมือจากทางบ้านด้วย อาทิ เด็กอยู่ที่ รร.เด็กมีสุขภาพดี เพราะมีการเลือกอาหารการกินที่มีประโยชน์ แต่ในช่วงปิดเทอม หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เด็กมีน้ำหนักมากขึ้น ครูกับพ่อแม่ต้องมีการสื่อสารพูดคุยกัน มิฉะนั้นจะเกิดการลักลั่นในการพัฒนาตัวเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่นก็ต้องสร้างความมีส่วนร่วมว่าเด็กอยากจะมีอาชีพอะไร พ่อแม่ครูคอยสังเกตเด็กและเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากจะเป็นอย่างเต็มที่ เด็กแต่ละวัยรับสารเชิงบวกในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ทำหน้าที่รับฟังเด็ก และสังเกตว่าเด็กสนุกสนานเล่นอะไรได้ครั้งละนานๆ เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่และครูจะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาชอบในแต่ละช่วงวัย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสถานการณ์ช่วงโควิด โรงเรียนปิดเทอม เด็กจำเป็นต้องอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ต้องปรับการเรียนรู้ให้กับเด็ก และในอนาคตแม้จะไม่มีสถานการณ์โควิดแล้ว แต่มีสถานการณ์วิกฤติอื่นในอนาคต ก็ต้องมีแพลตฟอร์มเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่บ้านได้ โดยเฉพาะการเรียนทางออนไลน์ในพื้นที่ สร้างห้องเรียนเพื่อการเรียนรู้ ในช่วงปลายปีจะมีการเปิดตัวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เป็นรูปแบบยั่งยืน พ่อแม่ในทุกครอบครัวสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างดี&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเสวนามีวิทยากรเข้าร่วม ได้แก่ ตัวแทนฝ่ายนักเรียน ศศิณิภา ศรีบัวชุม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แดนไท สุขกำเนิด นักออกแบบบอร์ดเกม พร้อมด้วยตัวแทนฝ่ายคุณครู ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าที่เรือตรีธนวรรธน์ สุวรรณปาล ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;lsquo;ครูขอสอน&amp;rsquo; และตัวแทนฝ่ายผู้ปกครอง อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไลฟ์ เอ็ดดูเคชั่น (ประเทศไทย) มิรา เวฬุภาค คุณแม่โฮมสคูล ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม Mappa สำหรับผู้ที่สนใจคู่มือ &amp;lsquo;พ่อแม่พลังบวก&amp;rsquo; สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://resourcecenter.thaihealth.or.th/knowledge-set/pv8m&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คู่มือ&amp;lsquo;พ่อแม่พลังบวก&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ่อแม่พลังบวก ปรับมุมคิดเปลี่ยนพฤติกรรมเติมเต็มความสัมพันธ์ในครอบครัว สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัย 7-15 ปี บรรณาธิการ : ปรารถนา หาญเมธี ที่ปรึกษา : เบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร สุภาวดี หาญเมธี พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ฐาณิชชา ลิ้มพานิช สุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ สนับสนุนโดย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายในเล่มมีบทนำ พ่อแม่พลังบวก เป็นพ่อแม่พลังบวก หรือพลังลบ คุณเลือกได้ เข้าใจโลกภายในจุดเริ่มการสื่อสารพลังบวก รู้จัก รู้ใจลูกวัยเรียน วัยรุ่น สื่อเสียงบวกสร้างพลังบวกในใจลูกและครอบครัว 4 เทคนิคสร้างวินัยเชิงบวก เปลี่ยนทุกเวลาเป็นเวลาคุณภาพของครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรัก ความปรารถนาดีที่มีต่อลูก หวังให้ลูกปลอดภัย มีความสุข เป็นคนมีคุณภาพที่สังคมยอมรับ คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พ่อแม่ยังคงพร่ำสอน ว่ากล่าวตักเตือน จ้ำจี้จ้ำไช ไปจนถึงตำหนิติเตียนลูก แม้หลายครั้งจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยท้อใจ และคิดวนเวียนอยู่ว่า ทำไมลูกจึงมองไม่เห็นถึงความปรารถนาดีนี้ ทำไมลูกยิ่งโตขึ้นเรายิ่งห่างเหินกัน นับวันเรายิ่งคุยกันไม่รู้เรื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งเล็กๆ ที่เป็นช่องว่างทางความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยเรียนวัยรุ่น คือวิธีการสื่อสาร ทั้งคำพูด การใช้น้ำเสียง ท่าทางที่แสดงออกมีส่วนอย่างมากต่อการยอมรับฟังของลูก หรือกระตุ้นให้ลูกรู้สึกและมีพฤติกรรมต่อต้าน และสิ่งที่คอยกำกับวิธีการสื่อสารเหล่านั้นต่อสถานการณ์ต่างๆ ของเรา คือแบบแผนการดำเนินชีวิต วิธีคิด ทัศนคติมุมมองที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นโลกภายในใจที่ถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต โดยเฉพาะประสบการณ์ในวัยเด็ก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อจะไปสู่การสื่อสารกับลูกอย่างมีประสิทธิภาพ คู่มือพ่อแม่พลังบวก ขอเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครองสำรวจวิธีการสื่อสารที่ผ่านมาของตัวเอง และมองย้อนลึกไปถึงที่มาของการตัดสินใจพูดและแสดงออกเหล่านั้น และค้นลึกลงไปในความปรารถนาที่แท้จริงที่มีต่อลูก จะช่วยให้เราเปิดใจพร้อมสำหรับการปรับใจ ปรับมุมคิด และเริ่มต้นเรียนรู้วิธีการสื่อสารรูปแบบใหม่ &amp;ldquo;เทคนิคสร้างวินัยเชิงบวก&amp;rdquo; ที่จะช่วยตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของลูก เป็นเครื่องมือสอนและฝึกพฤติกรรมที่เหมาะสม และกระชับช่องว่างความสัมพันธ์กับลูกให้แคบลง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าลืมว่าทุกๆ คำพูดและการกระทำของพ่อแม่สัมพันธ์กับพลังงานในใจ พฤติกรรมและการพัฒนาตัวตน บุคลิกภาพของลูก ทั้งยังสัมพันธ์กับสัมพันธภาพและความสุขของครอบครัว ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของพ่อแม่ทุกคน ฉะนั้นมาสื่อ &amp;ldquo;เสียงบวก&amp;rdquo; นำพลังบวกที่เก็บซ่อนอยู่ในหัวใจคุณ สื่อไปให้ถึงใจลูกด้วยเทคนิค &amp;ldquo;วินัยเชิงบวก&amp;rdquo; เริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะคุณคือพ่อแม่พลังบวก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นพ่อแม่พลังบวก หรือพลังลบ คุณเลือกได้ หากมีสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น คุณจะเลือกสื่อสารกับลูกอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทำไมกลับบ้านเอาป่านนี้ ไม่คิดรึไงว่าคนรออยู่บ้านเขาเป็นห่วง&amp;rdquo; &amp;ldquo;วันนี้กลับช้ากว่าทุกวันนะ เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าลูก&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม่ทำให้กินแล้ว ก็ช่วยเก็บช่วยล้างบ้าง จะให้แม่ทำให้ไปถึงเมื่อไหร่&amp;rdquo; &amp;ldquo;ลูกลืมเก็บโต๊ะจ้ะ เก็บโต๊ะก่อน จะได้มีเวลาเตะบอลยาวๆ ไม่ต้องรีบกลับมาเก็บ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าคุณเป็นลูก ได้ยินประโยคเหล่านี้จากพ่อแม่ คุณจะรู้สึกอย่างไรและทำอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เสียเงินติวไปตั้งเท่าไหร่ ทำได้แค่นี้เหรอ&amp;rdquo; &amp;ldquo;ลูกผ่านทุกวิชาเลย มีภาษาอังกฤษที่น้อยกว่าเพื่อน ติดปัญหาตรงไหน เล่าให้แม่ฟังได้มั้ย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นเด็กเป็นเล็ก มีผู้ชายโทร.หาถึงบ้าน พ่อให้ลูกไปเรียน ไม่ได้ไปหาแฟน&amp;rdquo; &amp;ldquo;เพื่อนโทร.มาเสียงหล่อเชียว หนุ่มที่ไหนกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เล่นเกมสะท้อนปัญหาการเรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานเสวนา New Normal, New Education เล่นเกมสะท้อนปัญหาการเรียนรู้ 8 ข้อ โดยแดนไท สุขกำเนิด ดำเนินรายการโดย อ.ชูธรรม ตั้งใจตรง อาจารย์สาขาการจัดการอีเวนต์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แดนไทเป็นนักออกแบบบอร์ดเกมและเรียน homeschool เมื่ออยู่ชั้น ม.1 ปัจจุบันอายุ 15 ปี เรียน กศน.ชั้น ม.4 ก่อนหน้านี้เคยเรียน รร.เพลินพัฒนา เป็น รร.เอกชนทางเลือก อยากเรียนด้านปรัชญา (บิดาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มารดาเป็นนักวิจัย) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ชูธรรมเปิดประเด็นว่า การเล่นเกม Feelinks มาจากคำว่า feel และ links มีความหมายว่า ความรู้สึกเชื่อมโยงกัน เป็นผลงานออกแบบบอร์ดเกมของต่างประเทศ ไม่ใช่เป็นของแดนไทแต่อย่างใด การเล่นเกมผ่าน Zoom 200 คน เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของอาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครอง นิยามว่าตัวเองเป็นใคร ร่วมกัน Vote แต่ละรอบจะมีโจทย์ว่า คุณคิดอย่างไร มีคำตอบให้เลือก 8 อย่าง ถูกใจ เท่ สนุก สงสัย เบื่อ ไม่พอใจ ฯลฯ บางครั้งผู้ปกครองรู้สึกกังวลว่าลูกฉันเรียนประถม 1 จะเลือกเรียนได้ตรงสายหรือไม่ เราให้แต่ละคนได้คิด เพื่อกรอกข้อมูลลงทาง chat zoom การเล่นเกมนี้เหมือนกับการทายใจแต่ละฝ่ายว่าคิดตรงกันหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้อาจารย์ได้เงินเดือนเท่าเดิม แต่ต้องปรับการสอนมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องท้าทาย พ่อแม่ทางบ้านก็ต้องช่วยกันลุ้นคำตอบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนดีขึ้นเพื่อเป็น Case study ในวงการการศึกษา แดนไทกล่าวว่า คำตอบจากนักเรียนมีข้อสงสัย 42% ในขณะเดียวกันผู้ปกครองมีข้อสงสัยและกังวลถึง 38% แม้แต่นักเรียนก็ยังบอกผู้ปกครองว่าตัวเองก็มีความกังวลถึง 54%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ชูธรรมตั้งประเด็นว่า คุณคิดอย่างไรกับการศึกษาภาคบังคับที่กำหนดให้ห้องเรียนมีอัตราส่วนครู 2 : นักเรียน 20 คน จะได้ดูแลนักเรียนได้มากขึ้น แดนไทแสดงความเห็นว่า ในฐานะนักเรียนถือเป็นเรื่องดี เพราะนักเรียนจะได้คุยกับครูมากขึ้น ในขณะที่ อ.ชูธรรมได้คำตอบว่า นักเรียน 40% ถูกใจ ผู้ปกครองก็เดาใจว่านักเรียนถูกใจ ผู้ปกครองถูกใจมากถึง 81% ประเด็นคำถามถ้าผู้ปกครองลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกแบบ homeschool เรียนที่บ้าน จะมีปัญหาการสื่อสารเรียนกับผู้ปกครองหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเรียน homeschool ตอนนี้เรียนชั้น ม.4 มีเนื้อหาที่ต้องเรียนเยอะ ข้อดีของการเรียน homeschool มีเวลาเยอะเกิดความภาคภูมิใจที่พ่อแม่อนุญาตให้ลูกได้เรียนแบบ homeschool&amp;rdquo; แดนไทกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน อ.ชูธรรมระบุว่า กลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มที่เดาใจได้ว่าเด็กๆ รู้สึกอย่างไรที่เรียนแบบ homeschool แต่ขณะเดียวกันครูก็กังวลว่าครูจะเป็นฝ่ายตกงาน ถ้าเด็กเลือกเรียนนอกระบบ ในขณะที่แดนไทมีข้อคิดว่า การที่โรงเรียนและผู้ปกครองร่วมกันทำกิจกรรมเดือนละ 5 วัน ทำให้รู้จักกันมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาจารย์มีนักศึกษาที่ต้องดูแล 400 คน ทุกวันนี้ก็แทบจะไม่ค่อยได้คุยกับลูกศิษย์ อ.อยากคุยกับผู้ปกครองเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่ผู้ปกครองอยากจะคุยกับครูเพื่อพัฒนาการของเด็ก ปัญหาในการเก็บค่าเล่าเรียนสูงขึ้น แต่ละฝ่ายคิดอย่างไร ได้คำตอบที่เหมือนกันว่า ไม่มีใครแฮปปี้กับนโยบายนี้ โดยเฉพาะนักเรียนไม่พอใจ 50%&amp;rdquo; อ.ชูธรรมกล่าวในตอนท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75854</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ชีวิตวิถีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f4924d0e60ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2020 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2020 20:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เชิญร่วมชมนิทรรศการ“ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนพึ่งตนเองได้” วันสุดท้ายยังคงคึกคักประชาชนตบเท้าเข้าชมต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายคือสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปราชญ์ชุมชนและผู้นำด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดลจัดนิทรรศการโดยบรรยากาศบูธนิทรรศการจิตอาสา ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนพึ่งตนเองได้&amp;rdquo; มีประชาชนให้ความสนใจเข้าชมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ซึ่งภายในบูธมีกิจกรรมสาธิต กิจกรรมส่งเสริมความรู้ การส่งเสริมทักษะอาชีพตามภารกิจที่เกี่ยวข้องในประเด็น &amp;ldquo;การบริหารจัดการชุมชน&amp;rdquo; โดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้และการเสริมสร้างความเข้มแข็ง สร้างภูมิคุ้มกันระดับครัวเรือน ชุมชนในสถานการณ์วิกฤต ส่งเสริมและสนับสนุนให้คนในชุมชนใช้วิถีชีวิตในการสืบสาน รักษา ต่อยอด หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันจะส่งผลให้คนในสังคมมีความสุขและเข้มแข็ง ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้สังคมไทยมีเสถียรภาพ สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง ยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งตลอด 4 วัน ได้รับผลการตอบรับจากประชาชนเข้ามาเรียนรู้กิจกรรมกว่า 6,000 คน โดยวันสุดท้ายประชาชนให้ความสนใจกับกิจกรรมสาธิต ให้ความรู้การปลูกผักสวนครัว, โคก หนอง นา โมเดล การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และร่วมสนุกกับการตอบคำถาม กับกิจกรรม &amp;ldquo;ปันสุข&amp;rdquo; ซึ่งทุกคนที่เข้าชมนิทรรศการ เรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ จะได้รับสิ่งของแจกฟรี เช่น เมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว อาหารแปรรูป หน้ากากอนามัยผ้า ผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้ เพียง Scan QR Code Page ปลูกพืช ปลูกผัก ปลูกรัก กับ พช. ประเมินความพึงพอใจ Check Out ไทยชนะ &amp;nbsp;เสร็จแล้วรับของได้ทันที ซึ่งภายหลังจากจบงานได้แจกผักสวนครัวที่ได้นำมาจัดนิทรรศการแก่ประชาชนที่เข้าชมงาน โดยไม่ได้นำกลับเพื่อนำไปเพาะขยายและบริโภคต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนผู้เข้าชมนิทรรศการในครั้งนี้ได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และส่งผลให้ประชาชนมีความรู้และทักษะการจัดการภายในชุมชน มองเห็นอนาคต มีความหวังและมีความสุข สามารถน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้และเสริมสร้างความเข้มแข็งมีภูมิคุ้มกันระดับครั้วเรือน/ชุมชน ในทุกสถานการณ์ต่อไป&amp;hellip;นายสุทธิพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73067</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน (พช.), ชีวิตวิถีใหม่, ชุมชนพึ่งตนเอง, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200731/image_big_5f242307abdee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
