<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชีวิตใหม่ไม่สมหวังบนฝั่งสเปน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อพยพชาวโมร็อกโกโดนควบคุมตัวเมื่อขึ้นฝั่งเมืองเซวตา ดินแดนในแอฟริกาเหนือของสเปน (ภาพจาก infomigrants.net)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพเด็กชายชาวโมร็อกโกใช้ขวดพลาสติกผูกเข้ากับตัวเพื่อเป็นชุดชูชีพอย่างง่ายสำหรับว่ายน้ำข้ามไปยังเมืองเซวตา ดินแดนในแอฟริกาเหนือของสเปน เห็นแล้วน่าเวทนาสงสาร และแทนที่ขึ้นฝั่งแล้วจะมีรอยยิ้ม เด็กชายกลับต้องร้องไห้น้ำตานองหน้า พยายามวิ่งหนีเจ้าหน้าที่สเปนที่ตามจับตัว สุดท้ายเขาก็ถูกหิ้วปีกส่งกลับโมร็อกโก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เซวตา&amp;rdquo; (Ceuta) นครปกครองตนเองของสเปน ประชากรประมาณ 85,000 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่ราว 18.5 ตารางกิโลเมตร แผนที่มีลักษณะเป็นแหลมชี้ออกมาจากแผ่นดินของโมร็อกโก ตั้งอยู่ตรงข้ามกับแคว้นแอนดาลูเซีย ราชอาณาจักรสเปน มีช่องแคบยิบรอลตาร์คั่นกลางระหว่างแอฟริกาและทวีปยุโรป การเข้าถึงเซวตาจึงคล้ายมาถึงยุโรป และอาจเป็นใบเบิกทางเข้าสู่แผ่นดินยุโรปเพื่อชีวิตใหม่ที่ดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีชาวโมร็อกโกที่ต้องการข้ามไปยังเซวตาจำนวนมากรอคอยจังหวะงามๆ อยู่บริเวณด่านชายแดนเมือง &amp;ldquo;ฟนิเด็ค&amp;rdquo; ขวามือของแผนที่คือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เจ้าหน้าที่ด่านได้ยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มผู้ต้องการอพยพให้ออกห่างจากรั้วพรมแดน ทำให้พวกเขาโมโห จุดไฟเผาจักรยานยนต์และถังขยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงกลางสัปดาห์ ผู้อพยพเปลี่ยนแผนที่จะข้ามฝั่งทางบกเป็นลงทะเล นั่งเรือยางขนาดเล็ก หรือใช้อุปกรณ์ชูชีพอย่างง่ายว่ายน้ำอ้อมไปไม่กี่ร้อยเมตรสู่ชายหาด &amp;ldquo;ทาราจาล&amp;rdquo; ของเซวตา โดยเจ้าหน้าที่โมร็อกโกได้แต่ยืนมอง สเปนต้องส่งตำรวจหน่วยพิเศษจากฝั่งยุโรปมาเพิ่มอีก 200 นาย สมทบกับที่มีอยู่แล้วประมาณ 1,200 นาย เพื่อรับมือคลื่นผู้อพยพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเวลา 2 วัน ชาวโมร็อกโกประมาณ 8,000 คนข้ามไปถึงเซวตา ถือเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนมากเป็นผู้ชาย ที่ไปกันเป็นครอบครัวก็มี รวมถึงเด็กที่ไม่มีผู้ปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราว 2 ใน 3 ของทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวแล้วพาไปส่งที่ด่านชายแดนกลับเข้าโมร็อกโก ที่เหลือเป็นเด็กจำนวนประมาณ 1,500 คน ไม่มีพ่อแม่มาด้วย บางคนอายุเพียง 7 ขวบ ถูกคุมตัวอยู่ในโกดังแห่งหนึ่ง ได้รับการดูแลโดยกาชาดท้องถิ่น รอการส่งกลับเช่นกัน มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้แสวงหาชีวิตที่ดีกว่าบางคนมาจากหลายเมืองทั่วโมร็อกโก แม้แต่เมืองท่าสำคัญอย่างแทนเจียร์ ชายหนุ่มคนหนึ่งบอกว่า &amp;ldquo;ผมไม่หมดหวัง ผมมีเพื่อนในเซวตา หากเข้าไปได้ใหม่ก็จะไปอยู่กับเพื่อน แล้วค่อยหาทางข้ามไปยังฝั่งยุโรป&amp;rdquo; อีกคนให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นว่า &amp;ldquo;ผมแค่ต้องการทำงานและช่ปวยครอบครัว เพื่อนของผมทั้งหมด เราต้องการทำงาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เด็กชายร่ำให้เพราะรู้ชะตากรรมว่าต้องถูกจับและส่งตัวกลับโมร็อกโก (ภาพจาก sproutwired.com)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;***********************&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โมร็อกโกของสเปนและฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในยุคที่จักรวรรดิออตโตมันเรืองอำนาจสูงสุด พวกเขาขยายการยึดครองมาถึงแอลจีเรี ยซึ่งประชิดติดกับชายแดนโมร็อกโก แต่โมร็อกโกอยู่รอดปลอดภัยมาได้โดยการปกครองของราชวงศ์อาหรับ-เบอร์เบอร์ของพวกเขาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หมดยุคค้าทาสแอฟริกันมาถึงยุคล่าอาณานิคมของชาติยุโรป โมร็อกโกได้รับความสนใจจากทั้งโปรตุเกส สเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ส่วนมากจะยึดเอาแค่เมืองท่าสำคัญๆ ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปภายใน เวลานั้นโมร็อกโกยังถือเป็นชาติที่ร่ำรวย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังสงครามนโปเลียน (ค.ศ.1803-1815) ออตโตมันถึงยุคขาลง ค่อยๆ เสื่อมอิทธิพลไปจากภูมิภาค &amp;ldquo;มาเกร็บ&amp;rdquo; หรือแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ ฝรั่งเศสข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาตีแอลจีเรียและยึดครองได้สำเร็จในปี 1830 แล้วบุกโมร็อกโกต่อในปี 1844 ผลจบลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศส ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามในสนธิสัญญาแทนเจียร์ มีผลให้โมร็อกโกยอมรับอย่างเป็นทางการว่าแอลจีเรียคือส่วนหนึ่งของจักรวรรดิฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 1856 สุลต่านอัล-รามันของโมร็อกโกลงนามในสนธิสัญญากับอังกฤษ มอบสิทธิพิเศษทางการค้าให้กับอังกฤษหลายอย่าง และเปิดการค้าเสรีกับนานาชาติ ช่วยให้โมร็อกโกยังเป็นชาติเอกราชอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม สเปนบุกโมร็อกโกในปี 1859 โมร็อกโกเป็นฝ่ายปราชัย ต้องกู้เงินจากอังกฤษเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้กับสเปน มูลค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติของชาติที่มีอยู่ในเวลานั้น นอกจากนี้สเปนยังได้ดินแดนบางส่วนของโมร็อกโกด้วย รวมถึง &amp;ldquo;เซวตา&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เมลิยา&amp;rdquo; ที่ยังคงเป็นของสเปนอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝรั่งเศสและสเปนมีอิทธิพลในโมร็อกโกมากขึ้นๆ ขณะที่อังกฤษถอยออกไป ปี ค.ศ.1907 เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรม &amp;ldquo;เอมีล มูชอง&amp;rdquo; ยอดคุณหมอชาวฝรั่งเศสในเมืองมาราเกซ ฝรั่งเศสใช้จังหวะนี้รุกเมือง &amp;ldquo;อุจดา&amp;rdquo; ทางตะวันออกที่มีชายแดนติดกับแอลจีเรีย จากนั้นโจมตี &amp;ldquo;คาซาบลังกา&amp;rdquo; ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเดือนมีนาคม 1912 โมร็อกโกก็กลายเป็นดินแดนในอาณัติของฝรั่งเศสตาม &amp;ldquo;สนธิสัญญาเมืองเฟส&amp;rdquo; และเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันฝรั่งเศสและสเปนก็ลงนามในอีกสนธิสัญญา ฝรั่งเศสแบ่งดินแดนที่เป็นแถบทางเหนือ ตรงข้ามกับแคว้นแอนดาลูเซียให้กับสเปน (ไม่รวมเมืองแทนเจียร์ที่ต่อมาคือเขตการค้าเสรีนานาชาติ) และอีกส่วนเล็กๆ ทางใต้ของโมร็อกโก เรียกว่า &amp;ldquo;เคปจูบี&amp;rdquo; (ก่อนนี้สเปนได้ซาฮาราตะวันตก ดินแดนทางใต้ของโมร็อกโกเป็นอาณานิคมแล้วตั้งแต่ปี 1884)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้สเปนรู้สึกล้างอายได้บ้างหลังจากพ่ายแพ้สงครามกับสหรัฐอเมริกามาอย่างหมดรูปในปี 1898 สูญเสียคิวบา เปอร์โตริโก ฟิลิปปินส์และเกาะกวมให้กับสหรัฐ จนสเปนกลายเป็นแค่ชาติมหาอำนาจแถวสอง สำหรับ &amp;ldquo;โมร็อกโกในอารักขาของสเปน&amp;rdquo; มีเมืองหลวงชื่อ &amp;ldquo;เตตวน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภาพจาก &amp;ldquo;สงครามริฟ&amp;rdquo; (ค.ศ.1921-1926) ทหารโมร็อกโกทำสงครามต่อต้านสเปนและฝรั่งเศสอยู่ได้ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งทานไม่ไหวและประสบความพ่ายแพ้ (ภาพจาก britannica.com) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านฝรั่งเศสได้พื้นที่กว้างใหญ่กลางประเทศ เรียกว่า &amp;ldquo;โมร็อกโกในอารักขาของฝรั่งเศส&amp;rdquo; มี &amp;ldquo;ราบัต&amp;rdquo; เป็นเมืองหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อตกลงในสนธิสัญญายังคงระบุให้องค์สุลต่านเป็นประมุขของประเทศ แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วแทบจะไม่มีอำนาจใดๆ เจ้าอาณานิคมมีสิทธิ์ขาดในการบริหารและปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวฝรั่งเศสเข้ามาทำมาหากินและตั้งรกรากเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลฝรั่งเศสสัญญาจะไม่ให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิปกครองตนเองของโมร็อกโกรบกวนการตั้งถิ่นฐานของพลเมืองฝรั่งเศสได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การก่อกบฏและสงครามต่อต้านเกิดขึ้นบ้าง แต่ฝรั่งเศสเอาอยู่ทุกครั้ง รวมถึงสงครามเพื่อเอกราชของ &amp;ldquo;สาธารณรัฐริฟ&amp;rdquo; (ค.ศ.1921-1926) ซึ่งกองทัพฝรั่งเศสและสเปนร่วมกันปราบได้ในที่สุด แม้ว่าสเปนจะสูญเสียทหารไปเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความสนใจหลักของฝรั่งเศสคือแหล่งแร่ธรรมชาติในโมร็อกโก โดยเฉพาะแร่ฟอสเฟต อีกทั้งยังมุ่งเน้นในด้านเกษตรกรรมเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดฝรั่งเศส การมอบสิทธิ์ในที่ดินดึงดูดให้ชาวอาณานิคมราวครึ่งล้านย้ายเข้ามา โดยส่วนใหญ่อาศัยในเมืองคาซาบลังกา และกลายเป็นประชากรเกือบครึ่งของทั้งเมือง ด้านสเปนก็โชคดีค้นพบแหล่งแร่ธรรมชาติปริมาณมาก โดยเฉพาะแร่เหล็กใกล้เมืองเมลียา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 1936 สงครามกลางเมืองของสเปน (ค.ศ.1936-1939) มีจุดเริ่มจากการก่อกบฏของ &amp;ldquo;กองทัพสเปนแห่งแอฟริกา&amp;rdquo; มีองค์ประกอบของทหารท้องถิ่นชาวโมร็อกโกที่เรียกว่า &amp;ldquo;เรกูลาเรส&amp;rdquo; ภายใต้การนำของ &amp;ldquo;ฟรานซิสโก ฟรังโก&amp;rdquo; เป็นส่วนสำคัญ และต่อมากลายเป็นแกนหลักของ &amp;ldquo;กองทัพคณะรักชาติ&amp;rdquo; ทำการปฏิวัติสู้รบกับรัฐบาล &amp;ldquo;สาธารณรัฐสเปนที่ 2&amp;rdquo; จนยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการต่อสู้เรียกร้องเพื่อเอกราชของโมร็อกโกก่อตัวชัดขึ้นเรื่อยๆ และในช่วงปลายสงครามพรรคเอกราชได้ออกประกาศเรียกร้องเอกราช การรวมชาติ และรัฐธรรมนูญต่อเจ้าอาณานิคม สุลต่าน &amp;ldquo;โมฮัมเหม็ดที่ 5&amp;rdquo; ก็ทรงรับรองคำประกาศ ทั้งยังได้ยื่นให้กับข้าหลวงใหญ่ของฝรั่งเศส แต่คำตอบจากฝรั่งเศสคือจะไม่มีการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะของรัฐในอารักขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์สุลต่านทรงเดินสายกล่าวสุนทรพจน์ในหลายเมือง ทั้งในโมร็อกโกฝรั่งเศส โมร็อกโกสเปน และแทนเจียร์ ซึ่งเป็นเขตนานาชาติ ได้รับการสนับสนุนจากชาวโมร็อกโกทุกหัวระแหง แต่ฝ่ายฝรั่งเศสทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและชาวอาณานิคมต่างไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนธันวาคม ปี 1952 &amp;ldquo;ฟาร์ฮัต ฮาเช็ด&amp;rdquo; ผู้นำสหภาพแรงงานและนักต่อสู้เพื่อเอกราชของตูนิเซียถูกลอบสังหาร (ในตูนิเซีย) ชาวโมร็อกโกที่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคเอกราชของโมร็อกโกทราบข่าวก็ได้ก่อจลาจลขึ้นในเมืองคาซาบลังกา หลังเหตุการณ์สงบลงฝรั่งเศสมีคำสั่งให้พรรคการเมืองทั้งสองเป็นพรรคนอกกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นฝรั่งเศสยังได้เนรเทศองค์สุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 5 ไปยังเกาะมาดากัสการ์ในวันอีด ปี 1953 และตั้งพระนัดดาขึ้นมาแทน ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากชาวโมร็อกโก คริสต์มาสปีเดียวกันนั้นฝ่ายโมร็อกโกรักชาติวางระเบิดตลาดกลางคาซาบลังกา ในเขตเมืองใหม่ของชาวยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีก 2 ปีต่อมา เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ฝรั่งเศสเผชิญสถานการณ์การสู้รบในสงครามเพื่อเอกราชของแอลจีเรีย รัฐบาลฝรั่งเศสก็อนุญาตให้สุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 5 เดินทางกลับโมร็อกโก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเริ่มต้นพูดคุยเจรจาเพื่อเอกราชของโมร็อกโกเริ่มต้นในปีต่อมา วันที่ 7 เมษายน 1956 ฝรั่งเศสประกาศยกเลิกความเป็นรัฐในอารักขาของโมร็อกโก ด้านสเปนเจรจากับโมร็อกโกต่างหาก ก่อนจะให้การรับรองเอกราชของโมร็อกโกในเดือนเดียวกัน (เหลือเซวตาและเมลียาไว้) จากนั้นแทนเจียร์ถูกผนวกกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโมร็อกโกในเดือนตุลาคม 1956 องค์สุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 5 กลับขึ้นครองราชย์ในปีต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**********************&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุโรป ดินแดนห้ามบุกรุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซาฮาราตะวันตก ดินแดนติดมหาสมุทรแอตแลนติก อยู่ทางใต้ของโมร็อกโก ทางเหนือของมอริเตเนีย และทางตะวันตกของแอลจีเรีย หลังสเปนถอยออกจากโมร็อกโก ซาฮาราตะวันตกก็ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนต่อมาจนถึงปี 1975 แล้วจึงถูกผนวกเข้ากับราชอาณาจักรโมร็อกโก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันโมร็อกโกยังมีข้อพิพาทกับชาวซาห์ราวี ชนพื้นเมืองที่ต้องการเอกราช มีแนวร่วมโปลีซารีโอเคลื่อนไหวเรียกร้องและจับอาวุธขึ้นต่อสู้เรื่อยมา ว่ากันว่าได้รับการหนุนหลังจากแอลจีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บราฮิม กาลี&amp;rdquo; ผู้นำของแนวร่วมโปลีซารีโอ ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาธิปไตยอาหรับซาห์ราวี ถูกกล่าวหาจากกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและชาวซาฮาราตะวันตกจำนวนหนึ่งว่ามีส่วนร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฆาตกรรม ก่อการร้าย ทรมานและอุ้มหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่นานมานี้ กาลีใช้หนังสือเดินทางปลอมของแอลจีเรียเดินทางเข้าสเปน และมีข่าวว่ากำลังได้เข้ารับการรักษาโรคโควิด-19 อยู่ในโรงพยาบาลที่เมือง &amp;ldquo;โลโกรโย&amp;rdquo; ทางเหนือของสเปน เป็นสาเหตุให้รัฐบาลโมร็อกโกแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เมื่อผู้อพยพต้ปองการข้ามแดนไปยังเซวตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มาเรีย อารันซาซู กอนซาเลส ลายา&amp;rdquo; รัฐมนตรีต่างประเทศของสเปน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สหภาพยุโรปก็ให้การสนับสนุนมาตรการการจัดการกับผู้อพยพของสเปนเป็นอย่างดี &amp;ldquo;ชาร์ลส์ มีแชล&amp;rdquo; ประธานคณะมนตรียุโรปทวีตข้อความว่า &amp;ldquo;พรมแดนสเปนก็คือพรมแดนของสหภาพยุโรป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มาร์การิติส สคินาส&amp;rdquo; รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า &amp;ldquo;ยุโรปจะต้องไม่ถูกคุกคามจากใครในเรื่องการอพยพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ฆวน เฆซุส วิวาส&amp;rdquo; สมาชิกพรรคฝ่ายค้านของสเปนก็ประสานเสียง บอกกับสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการล่วงล้ำรุกรานอย่างชัดเจน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;////// &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103831</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชีวิตใหม่ไม่สมหวังบนฝั่งสเปน, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
