<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำไมหนี้ครัวเรือนไทยจึง ติดอันดับ 10 ของโลก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สังคมไทยกับ &amp;quot;หนี้ครัวเรือน&amp;quot; กำลังจะกลายเป็น &amp;quot;ของคู่กัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือประเด็นที่ควรจะต้องเป็นห่วง...เพราะยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดมีนโยบายชัดเจนที่จะแก้ปัญหานี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรายงานล่าสุดว่าด้วย &amp;quot;ภาวะสังคมไทยปี 2562&amp;quot; ตอกย้ำว่าหนี้ครัวเรือนของคนไทยได้พุ่งสูงถึงขั้นติดอันดับ 10 ของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นอีกตำแหน่ง &amp;quot;ระดับโลก&amp;quot; ที่คนไทยไม่ควรจะมีความภาคภูมิใจแม้แต่น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายละเอียดของข่าวชิ้นนี้ควรจะได้รับความสนใจมากกว่าเพียงอ่านพาดหัวแล้วก็ข้ามไปสนใจกับข่าว &amp;quot;ดรามา&amp;quot; ประจำวันอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงขอนำมาเสนอให้ได้อ่านกันอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมด้วยนางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ เปิดเผยถึงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี &amp;nbsp;2562 ซึ่งมีความเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญได้แก่ การจ้างงาน รายได้ และผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น การเกิดอุบัติเหตุทางบกลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ หนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยระบุว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไตรมาสสี่ ปี 2561 หนี้สินครัวเรือนเท่ากับ 12.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 และคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เท่ากับร้อยละ 78.6 เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเทียบกับต่างประเทศพบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในอันดับที่ 10 &amp;nbsp;จาก 89 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในเอเชีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับไตรมาสหนึ่งปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวร้อยละ 10.1 สูงสุดในรอบ 5 &amp;nbsp;ปี นับตั้งแต่ไตรมาสสองปี 2557 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลจาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (LTV) เมื่อวันที่ 1 &amp;nbsp;เมษายน 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากคุณสมบัติของรถรุ่นใหม่ และมาตรการส่งเสริมการขายรถยนต์จากงานมหกรรมยานยนต์ (Motor Show 2019)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การส่งเสริมการขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่จูงใจ และคุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังคงทรงตัว แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในไตรมาสหนึ่ง ปี 2562 หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ขยายตัวร้อยละ 9.0 &amp;nbsp;เทียบกับร้อยละ 9.1 ในไตรมาสก่อน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.75 ต่อสินเชื่อรวม และสัดส่วนร้อยละ &amp;nbsp;27.8 ต่อ NPLs รวม ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสหนึ่งปี 2559 เป็นต้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และส่งผลให้มีสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในประเภทธุรกิจอื่นๆ ด้านสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับยังคงมีมูลค่ารวมอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ยอดสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 &amp;nbsp;เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตปรับตัวลดลงร้อยละ 3.6 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 0.3 ในไตรมาสที่ผ่านมา &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 2561 และภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีที่แล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน ทำให้มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) การก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยของครัวเรือนภายหลังการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อใหม่ โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง และทำให้หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัว เนื่องจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 49.9 ของสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) การขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ รวมถึงบัตรเครดิตอาจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแนะของ สศช.บอกว่า นอกจากนี้ภาครัฐยังควรให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อกำกับดูแลและควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น อาทิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-การออกแบบมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ให้กลุ่มที่มีภาระหนี้สูง โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-การออกมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากคุณภาพของสินเชื่อรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-การติดตามมาตรการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและมีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-การเร่งประชาสัมพันธ์โครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-การกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้รายเดิมและรายใหม่ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการก่อหนี้ครัวเรือนมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถึงวันนี้เรายังไม่เห็นพรรคการเมืองไหนแสดงวิสัยทัศน์ถึงแนวทางการแก้ปัญหา &amp;quot;หนี้ครัวเรือน&amp;quot; &amp;nbsp;อย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องคอยดูว่านโยบายของ &amp;quot;รัฐบาลผสม&amp;quot; ที่กำลังก่อร่างสร้างขึ้นมาจะมีทิศทางแก้ปัญหาที่หนักหน่วงนี้อย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38701</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ, ทศพร ศิริสัมพันธ์, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้ครัวเรือนพุ่ง แห่กู้ซื้อรถ-บ้าน อ้างเศรษฐกิจดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สศช.&amp;quot; แจงหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/61ขยายตัว 5.7% ชี้ส่วนใหญ่กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ ระบุเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น การชำระหนี้ไม่น่ากังวล &amp;nbsp;แค่ต้องติดตามผลกระทบจากภายนอกอย่างใกล้ชิดเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนว่า ในไตรมาส 2/2561 มีมูลค่ารวม 12.34 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.7% ส่วนหนึ่งภาระหนี้ครัวเรือน รถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ รวมทั้งขณะนี้ความต้องการซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เร่งตัวขึ้นตั้งแต่กลางปี 60 ภายหลังสิ้นสุดเงื่อนไขการถือครองรถยนต์ครบ 5 ปี ตามโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางชุตินาฏกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ครัวเรือนมากกว่า 50% กู้เพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวรหรือที่อยู่อาศัย โดยข้อมูลของธนาคารพาณิชย์พบไตรมาส 3/61 สัดส่วนอยู่ที่ 73% ของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ให้ครัวเรือน เพื่อกู้ยืมซื้อที่ดินอยู่อาศัย นอกจากนี้ แม้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ความสามารถชำระหนี้ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากไตรมาส 3 ปี 61 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น 7.8% แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลงจาก 10.3% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สศช.พบว่าหนี้ครัวเรือนยังมีประเด็นต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากตัวเลขภาระหนี้ขณะนี้ หากมีปัจจัยภายนอกมากระทบอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถชำระหนี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาหนี้สินครัวเรือนยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมูลค่าหนี้สินครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากมีปัจจัยภายนอกมากระทบอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนได้ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งสัดส่วนหนี้เสียทรงตัวอยู่ในระดับสูง และสินเชื่อซื้อ/เช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อเพื่อการบริโภคบุคคลอื่นๆ ที่ค่อยๆ เร่งตัวขึ้น ตามมาตรการส่งเสริมการขายที่จูงใจผู้บริโภคและอาจทำให้เกิดการก่อหนี้เพิ่ม&amp;rdquo; นายชุติมากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาฯ สศช.กล่าวว่า เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี พบมีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ จากสูงสุด 80.8% ในปี 58 มาอยู่ที่ 77.5% ในไตรมาส 2/61 ส่วนปัจจัยอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลกระทบการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือไม่นั้น ต้องติดตามภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ซึ่งจะสามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการชำระหนี้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าการแถลงข่าวด่วนวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นคำสั่งจากรัฐบาลให้ชี้แจงเรื่องนี้ เพราะปกติเดือน ธ.ค.จะมีตัวเลขภาระหนี้ออกมาจากหลายสำนักจึงต้องสร้างความชัดเจน ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องตระหนักและสร้างวินัยการใช้จ่าย พร้อมต้องปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เยาวชนไม่ให้มีค่านิยมใช้จ่ายเกินรายได้ หรือนำเงินอนาคตมาใช้โดยไม่จำเป็น&amp;rdquo; รองเลขาฯ สศช.กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c126328cb75e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
