<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2019 07:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2019 07:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชุติมา ฝากรมว.พาณิชย์คนใหม่สานต่อแผนผลิตข้าวครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2562 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าสานต่อแผนการผลิตข้าวแบบครบวงจร ที่ใช้การตลาดนำการผลิต&amp;nbsp;(Demand Driven)&amp;nbsp;เหมือนที่รัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการมาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 2558-62 เพราะทำให้อุตสาหกรรมข้าวของไทยมีการพัฒนาที่ดีขึ้น ข้าวไทยมีคุณภาพดีขึ้น มีหลากหลายพันธุ์มากขึ้น และสามารถสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าไทยและต่างประเทศ เช่น ข้าวกข 43&amp;nbsp;,&amp;nbsp;ข้าวอินทรีย์&amp;nbsp;,&amp;nbsp;ข้าวสีต่างๆ อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้ช่วยเหลือในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับชาวนา ช่วยเหลือการลดต้นทุนการผลิต สร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว รวมถึงส่งเสริมให้นำข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่น น้ำนมข้าว อาหารเด็ก อาหารผู้สูงอายุ เครื่องสำอาง ส่งผลให้ข้าวมีเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น และยังทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศมีเสถียรภาพ ราคาข้าวส่งออกมีเสถียรภาพ และส่งออกได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 11 ล้านตัน

&amp;ldquo;ถ้ารัฐบาลใหม่สานต่อแผนการผลิตข้าวครบวงจรแล้ว หากจะมีมาตรการใหม่ๆ เข้ามาเสริม เพื่อพยุงราคาก็สามารถทำได้ อย่างการประกันรายได้ ที่เป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่การใช้มาตรการ ต้องไม่บิดเบือนกลไกตลาด และต้องกำหนดแนวทางดำเนินการที่รอบคอบ รัดกุมที่สุด ทั้งการลงทะเบียนชาวนา กำหนดราคาอ้างอิง และราคาข้าวในแต่ละช่วง ซึ่งการกำหนดราคาจะต้องไม่สูงเกินไปจนกลายเป็นภาระของรัฐบาลเหมือนการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา&amp;rdquo;น.ส.ชุติมากล่าว

น.ส.ชุติมากล่าวว่า ยังต้องการให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน ช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอย ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคขณะนี้ แทบไม่มีการขอปรับขึ้นราคา เพราะกรมการค้าภายในได้ดูแลเรื่องนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ขณะที่ด้านการส่งออก ยอมรับว่า ปีนี้การส่งออกของทั่วโลกลดลงหมด เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากผลกระทบของสงครามการค้า แต่ไทยได้พยายามหาตลาดใหม่ ที่ยังมีศักยภาพนำเข้าสินค้าไทย รวมถึงหาตลาดเมืองรองในตลาดหลัก ซึ่งมั่นใจว่า มูลค่าการส่งออกของไทยยังคงขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 3%&amp;nbsp;

สำหรับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลใหม่ควรเดินหน้าเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ให้มากขึ้น เพราะจะช่วงขยายการค้า การลงทุนของไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการปกป้องการค้าที่มีมากขึ้น โดยเอฟทีเอแรกต้องทำให้เสร็จในปีนี้ คือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป)

ส่วนกรณีที่ รมว.พาณิชย์คนใหม่ มีชื่อของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นนั้น เชื่อว่า จะทำงานได้ เพราะกระทรวงพาณิชย์มีทีมงานที่เก่ง อย่างในเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ทีมข้าราชการทำงานมานานแล้ว และมีความเชี่ยวชาญมาก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของรมว.พาณิชย์ได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40137</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์, ชุติมา บุณยประภัศร, รมว.พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190429/image_big_5cc6e607804b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2019 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2019 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์รุกเจาะตลาดครึ่งปีหลัง ดันส่งออกโตตามเป้า 3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์กางแผนเจาะตลาดช่วงครึ่งปีหลัง โฟกัสเป็นรายภูมิภาค รายประเทศ และรายเมือง เตรียมจัดกิจกรรมถี่ยิบ ทั้งจัดทีมบุกเจาะเป็นรายสินค้า เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จับมือห้าง ผู้นำเข้าจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้าไทย และส่งเสริมการค้าบริการ และผลักดันการลงทุน มั่นใจดันยอดทั้งปีโตตามเป้าหมาย 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ก.ค. 62 - นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดทำแผนขับเคลื่อนการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 เพื่อผลักดันให้การส่งออกของไทยในปี 2562 เป็นไปตามที่ได้ตั้งไว้ที่ 3% โดยการดำเนินการจะเน้นการบุกเจาะตลาดเป็นรายภูมิภาค รายประเทศ และลงลึกถึงรายเมือง และเมืองรองที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าไทย การขยายตลาดการค้าบริการ และการผลักดันให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภูมิภาคอเมริกา จะเน้นการขยายตลาดเป็นรายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากสงครามการค้า การเจาะตลาดทางผู้นำเข้ารายกลางและเล็ก ที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนราย การเจาะตลาดเป็นรายกลุ่ม การเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้า บริการ และแบรนด์ไทย เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมในหมู่ผู้บริโภค สำหรับตลาดจีน จะเน้นการส่งเสริมสินค้าเป้าหมายที่ตลาดต้องการ สินค้าสุขภาพและความงาม และธุรกิจบริการ การเจาะตลาดเมืองรอง ด้วยการจัดกิจกรรมร่วมกับผู้นำเข้า และห้างสรรพสินค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการทำตลาดให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะตลาดอาเซียน จะเน้นการสร้างเครือข่ายกับธุรกิจจากจีนที่ย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน เพื่อสนับสนุนสินค้าไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain ส่งเสริมการลงทุนของธุรกิจไทยในอาเซียน โดยเฉพาะ CLMV เพื่อใช้ประโยชน์จาก GSP ในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เจาะตลาดเมืองรอง เพื่อผลักดันสินค้าท้องถิ่นเจาะตลาดอาเซียน ส่งเสริมการค้าชายแดน ผลักดันส่งออกสินค้าใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตลาดเอเชียใต้ จะเร่งสร้างความสัมพันธ์ในระดับสูง เพื่อผลักดันความร่วมมือ การใช้ FTA ลดอุปสรรคและภาษี การเจาะตลาด 8 รัฐ 8 เมือง ที่เป็นเมืองรองของอินเดีย ด้านตลาดลาตินอเมริกา จะเน้นแลกเปลี่ยนการเยือนของคณะผู้แทนการค้าระดับสูง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าการลงทุน ตลาดเอเชียตะวันออกและทวีปออสเตรเลีย มีแผนจะเชื่อมโยงความร่วมมือระดับจังหวัดไทยกับญี่ปุ่น ตลาดตะวันออกกลาง จะเน้นการจัดคณะผู้แทนการค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การหาทางลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ตลาดแอฟริกา จะเน้นการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ การเจาะเข้าสู่ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดยุโรป จะเน้นการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสผลักดันสินค้า SMEs เข้าสู่ตลาด ประชาสัมพันธ์อาหารไทยผ่านบล็อกเกอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ ผลักดันสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดผ่านห้างโลตัส ร่วมมือพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรม และการเจาะกลุ่มเฉพาะ และ ตลาดรัสเซีย และ CIS จะสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ผลักดันความร่วมมือภาครัฐและเอกชน สร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและโลจิสติกส์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40087</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุติมา บุณยประภัศร, ตลาดจีน, พาณิชย์, ยุดรป, สงครามการค้า, อาเซียน, อเมริกา, เอเชียใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190429/image_big_5cc6e607804b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2019 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2019 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”รับต้องปรับเป้าส่งออกหลังจากพิษสงครามการค้าป่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค. 2562 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบใหม่เป็น 25% และจีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นการตอบโต้ จะมีผลทำให้เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของโลก ชะลอตัวลงมาก และยังทำให้ตลาดเงิน ตลาดหุ้นโลกผันผวนหนัก ผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงสหรัฐฯ และจีน แต่ทุกประเทศได้รับผลกระทบหมด รวมถึงไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในด้านการส่งออก คาดว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ น่าจะลดลงจากเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าขยายตัวที่ 8% เพราะสงครามการค้า ทำให้เศรษฐกิจและกำลังซื้อทั่วโลกลดลง และจะกระทบต่อการส่งออกของไทย ส่วนจะลดลงเท่าไร หรือจะมีการปรับเป้าหมายการส่งออกลงหรือไม่ ต้องรอผลการประเมินสถานการณ์ร่วมกับทูตพาณิชย์ปลายเดือนพ.ค.นี้ก่อน ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และทำแผนผลักดันการส่งออกอย่าละเอียดและลงลึกให้มากที่สุดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการผลักดันการส่งออก เพื่อชดเชยการส่งออกที่จะลดลง กระทรวงพาณิชย์จะเน้นการบุกเจาะตลาดเมืองรอง และมณฑลรองๆ ของจีน , รัฐใหม่ๆ และรัฐที่มีศักยภาพรองลงไปของสหรัฐฯ และอินเดีย รวมถึงตลาดอื่นๆ ที่มีศักยภาพทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุติมา บุณยประภัศร, ปรับเป้าส่งออก, สงครามการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190106/image_big_5c31e1f5d51ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 00:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 07:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”จับมือ ปตท. เปิดปั๊มให้เกษตรกรนำผลไม้วางจำหน่าย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เมษายน 2562 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และกรมการค้าภายใน ร่วมมือในการเร่งระบายผลผลิตผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด โดยใช้กลไกที่ตัวเองมีอยู่ เพื่อดูแลให้เกษตรกรจำหน่ายผลไม้ได้ในราคาที่เหมาะสม และแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ เนื่องจากปีนี้ ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกเพิ่มขึ้นทุกชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมพร้อมรับมือผลผลิตผลไม้ที่จะออกสู่ตลาดแล้ว โดยได้หารือกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับในหลักการที่จะจัดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้กับเกษตรกรนำผลไม้มาจำหน่ายในปั๊มน้ำมัน ซึ่งขณะนี้พาณิชย์จังหวัดกำลังสำรวจและชี้เป้าว่าจะเป็นปั๊มตรงไหน แต่จะเน้นปั๊มที่เป็นจุดพักรถ จุดแวะระหว่างเดินทางที่มีคนมาใช้บริการมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้ทำการเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดการจับคู่ทำธุรกิจระหว่างที่พัก โรงแรม รีสอร์ท กับสวนผลไม้ ในการโปรโมตให้นักท่องเที่ยวที่เข้าพัก ได้เดินทางไปชมและชิมผลไม้ถึงในสวน ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการโปรโมตให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมและชิมผลไม้ในสวน การเร่งระบายผลไม้จากแหล่งผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ และร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น จัดแพ็กผลไม้ขนาดเล็ก เพื่อให้สะดวกแก่การซื้อของผู้บริโภค ซึ่งปีนี้จะเน้นมังคุดและทุเรียน หลังจากปีที่แล้ว ทำกับลำไย ซึ่งได้ผลมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรมการค้าภายใน ได้มอบหมายให้ไปเจรจากับห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า เช่น เซ็นทรัล เดอะมอลลื บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส แม็คโคร และผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ใช้ผลไม้เป็นวัตถุดิบ ให้ช่วยรับซื้อผลไม้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยระบายผลผลิตผลไม้ได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มั่นใจว่าปีนี้ ผลไม้ไม่วิกฤต ไม่มีปัญหาด้านราคา เพราะได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว ทั้งการเร่งกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต การหาตลาดในประเทศ และการผลักดันการส่งออก ซึ่งทุกแผนได้เตรียมการมาล่วงหน้าก่อนที่ผลไม้จะออกสู่ตลาด&amp;rdquo;นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33948</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ชุติมา บุณยประภัศร, รับมือผลไม้ล้นตลาด, สถานีบริการน้ำมัน ปตท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180311/image_big_5aa4a1697d599.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ ร่วมประชุมอาร์เซ็ปปิดจุดอ่อนสรุปผลการเจรจาทั้งหมดให้ได้ในปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชุติมา&amp;quot;เผยรัฐมนตรี 16 ชาติอาร์เซ็ป ปิดจุดอ่อนการเจรจาโค้งสุดท้าย หลังหลายประเทศมีเลือกตั้ง เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ หวั่นถ่วงการเจรจาให้ล่าช้า วางเกณฑ์เข้ม ย้ำจากนี้ไปการเจรจาต้อง หวังให้บรรลุผลทุกเรื่องในสิ้นปีนี้ที่ไทยเป็นประธานอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;05 มี.ค. 62 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 7 ระหว่างอาเซียนและคู่เจรจา 16 ประเทศ ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยการประชุมครั้งนี้รัฐมนตรีอาร์เซ็ปยืนยันความตั้งใจของผู้นำอาร์เซ็ปที่จะสรุปผลการเจรจาทั้งหมดให้ได้ในปีนี้ แม้จะมีความกังวลต่อความท้าทายต่างๆ รวมถึงความท้าทายจากท่าทีการเจรจาที่แข็งกร้าวและความต้องการปกป้องอุตสาหกรรมภายในของบางประเทศ ที่อาจทำให้อาร์เซ็ปไม่สามารถหาสมดุลของผลประโยชน์ระหว่างสมาชิกได้ตามเป้าหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้ร่วมกันวางแผนงานที่ชัดเจนสำหรับการเจรจา และให้ความเห็นชอบแผนการทำงานของปี 2562 รวมทั้งเน้นย้ำให้คณะทำงานเร่งเจรจาให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยการเจรจารอบบาหลีเมื่อเดือนก.พ.2562 ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าทั้งเรื่องการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุน รวมถึงเรื่องกฎเกณฑ์ ซึ่งได้มีการตั้งเป้าให้ทุกระดับของการเจรจาเร่งดำเนินการเจรจาอย่างเข้มข้น ก่อนที่รัฐมนตรีอาร์เซ็ปจะพบกันอีกครั้งในเดือนส.ค. นี้ ซึ่งรัฐมนตรีอาร์เซ็ปเน้นย้ำให้ทุกประเทศเพิ่มความพยายามในการใช้กลไกให้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในระหว่างการประชุมครั้งนี้ ไทยได้หารือสองฝ่ายกับจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งรัฐมนตรีแต่ละประเทศต่างเน้นย้ำถึงเป้าหมายการเจรจา และพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนไทยในฐานะประธานอาเซียนผลักดันการเจรจาให้สำเร็จในปีนี้ โดยไทยได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทุกระดับในปีนี้ หากประเทศสมาชิกไม่พร้อมเป็นเจ้าภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกอาร์เซ็ปได้เร่งผลักดันการเจรจาให้คืบหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30564</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุติมา บุณยประภัศร, พาณิชย์, อาร์เซ็ป, อาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8c7a46bfc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2019 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2019 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”ออกกฎห้ามนำเข้ารถมือสองเข้าประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ยกร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้รถยนต์ที่ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้าม หรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรพ.ศ. ... เพื่อป้องกันปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน แก้ไขปัญหาการหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมเพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศ รวมถึงแก้ปัญหารสวมสิทธิ์ใช้ชื่อผู้อื่นนำเข้าแทน และปลอมแปลงเอกสาร ที่สำคัญเป็นการบริหารงานที่สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การนำเข้ารถยนต์มือสองอยู่ภายใต้การควบคุมการนำเข้าของกระทรวงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2496 มี 9 ประเภท ซึ่งระเบียบที่แก้ไขใหม่ จะห้ามนำเข้ารถยนต์ที่ใช้แล้วเพื่อใช้เฉพาะตัว หรือรถยนต์ส่วนบุคคล ส่วนใหญ่เป็นรถหรู ขณะที่รถอีกอีก 8 ประเภท จะถ่ายโอนให้หน่วยงานอื่นอนุญาตการนำเข้าแทน&amp;rdquo;น.ส.ชุติมากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประกาศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเปิดประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th จนถึงวันที่ 14 มี.ค.2562 จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา หากไม่มีการแก้ไข รัฐมนตรีพาณิชย์จะลงนามออกประกาศต่อไป และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอีก 6 เดือน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ปรับตัว เพราะในระหว่าง 6 เดือนอาจมีรถยนต์ส่วนบุคคลมือสองที่อยู่ระหว่างการนำเข้ามาในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ชุติมากล่าวว่า รถยนต์ที่ใช้แล้ว เป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการนำเข้าของกระทรวงพาณิชย์มี 9 ประเภท ประกอบด้วย รถยนต์นั่งที่ใช้แล้วเพื่อใช้เฉพาะตัว , รถลักษณะพิเศษที่ใช้แล้วเพื่อใช้ในกิจการของตน เช่น รถกวาดถนน รถเครน , รถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่ได้รับการยกเว้นหรือชดเชยภาษี เช่น รถยนต์ขององค์กรระหว่างประเทศ , รถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การสาธารณกุศล เช่น รถดับเพลิง รถพยาบาล, รถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดเป็นการชั่วคราว , รถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดเพื่อเป็นต้นแบบในการผลิตหรือการศึกษาวิจัย, รถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดเพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก , รถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และรถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดโดยใช้ประโยชน์สุทธินำกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันรถยนต์นำเข้ามือสอง ประเภทรถยนต์ส่วนบุคคล 95% เป็นรถหรู ที่เหลือเป็นรถยนต์บ้านทั่วไป ในแต่ละปีมีการนำเข้าโดยขออนุญาตจากกรม 100 กว่าคัน และยังมีการลักลอบนำเข้าโดยไม่ขออนุญาตหรือถอดชิ้นส่วนแล้วมาประกอบในประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย และจะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ยาเสพติด เห็นได้จากในแต่ละเดือน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งหนังสือมายังกรมฯ ไม่ต่ำกว่า 100 ฉบับ เพื่อให้ปากคำเกี่ยวกับประเด็นกฎหมายการนำเข้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องถึง 15 ครั้ง เพื่อพิจารณาทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้ารถยนต์ที่ใช้แล้ว โดยที่ประชุมมีมติห้ามนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพราะมีปัญหามากมาย นอกจากการนำเข้าจะเพิ่มปริมาณรถเก่าในประเทศ ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้อีก จึงเห็นว่าไม่ควรให้มีการนำเข้าอีกต่อไป&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรถยนต์ประเภทอื่น กรมฯ จะถ่ายโอนอำนาจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแล เช่น รถยนต์ขององค์กรระหว่างประเทศ ให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ออกใบอนุญาต รถเก่าที่นำมาแสดงในพิพิธภัณฑ์ ให้กรมศิลปากรอนุญาต เป็นต้น โดยกรมฯ ยังคงเป็นผู้ออกใบอนุญาตการนำเข้ารถยนต์ลักษณะพิเศษเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง เช่น รถเครน และรถยนต์ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การสาธารณกุศลได้รับบริจาค เช่น รถพยาบาล รถดับเพลิง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30135</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ชุติมา บุณยประภัศร, นำเข้ารถมือสอง, รถหรู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180416/image_big_5ad45a54dfe9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2019 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2019 10:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ย้ำถ้าพบสารเร่งเนื้อแดง ทำลายสุขภาพคนไทยจะไม่เปิดนำเข้าหมูจากสหรัฐแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ. 2562 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการระหว่างสหรัฐฯ และไทย ที่พิจารณาเรื่องการส่งออกเนื้อหมูและเครื่องใน ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนในการเลี้ยงมายังไทย ได้ประชุมทางไกล (เทเล คอนเฟอเรนซ์) ร่วมกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) เพื่อชี้แจงความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว โดยฝ่ายไทยยืนยันว่าผลการศึกษาและวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการบริโภคเนื้อหมูและเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างตามมาตรฐานของโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (โคเดกซ์) จะแล้วเสร็จในเดือนมี.ค.2562 ตามกำหนด ซึ่งหากผลออกมาว่าการบริโภคหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงดังกล่าว เป็นอันตรายกับคนไทย รัฐบาลจะไม่อนุญาตให้นำเข้าโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากผลการทดสอบออกมาว่าการบริโภคเนื้อหมูและเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนตกค้างตามมาตรฐานของโคเดกซ์เป็นอันตรายกับคนไทย รัฐบาลก็จะไม่อนุญาตให้นำเข้าโดยเด็ดขาด และที่สำคัญ ในไทยมีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงปศุสัตว์ และห้ามมีตกค้างในอาหารโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ผู้เลี้ยงและผู้ค้าจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา ไทยห้ามคนในประเทศใช้ แล้วจะยอมให้สินค้านำเข้ามีสารตกค้างได้อย่างไร&amp;quot;น.ส.ชุติมากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ มีความพยายามที่จะให้ไทยยอมรับมาตรฐานโคเดกซ์ที่กำหนดให้มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อหมูและเครื่องในได้ในระดับเล็กน้อยนั้น ยืนยันว่า ในการประชุมของโคเดกซ์เมื่อหลายปีก่อน เพื่อให้สมาชิกพิจารณายอมรับการตกค้างของสารเร่งเนื้อแดงนั้น ที่ประชุมในครั้งนั้นได้มีการล็อบบี้กรรมการให้เห็นด้วย รวมถึงมีการล็อบบี้กรรมการจากไทย และการลงคะแนนในกลุ่มที่เห็นด้วยมีมากกว่าไม่เห็นด้วยเพียง 1 คะแนนเท่านั้น ไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ชุติมากล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ยูเอสทีอาร์ต้องการให้ไทยแก้ไขกฎหมายแรงงานตามที่สหรัฐฯ ต้องการใน 7 ประเด็น ไม่เช่นนั้นอาจมีผลต่อการต่ออายุโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่สหรัฐฯ ให้กับไทยนั้น จนถึงขณะนี้ ไทยได้ปรับปรุงแก้ไขหมดแล้ว ส่วนหนึ่งเพื่อให้กฎหมายแรงงานของไทยทันสมัยมากขึ้น แต่มี 2 ประเด็นที่ไทยไม่ได้แก้ไข คือ การให้แรงงานต่างชาติจัดตั้งสหภาพแรงงาน และให้มีอิสระในการพูดและแสดงความคิดเห็น โดยล่าสุด การแก้ไขกฎหมายแรงงานของไทยได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยูเอสทีอาร์ถามถึงการแก้ไขกฎหมายแรงงาน โดยเฉพาะใน 2 ประเด็นหลัก ซึ่งได้ชี้แจงว่า กฎหมายนี้ผ่านครม. ไปแล้ว คงแก้ไขอะไรไม่ได้อีก เค้าก็แสดงความผิดหวัง แต่ก็บอกไปว่าถ้าจะให้ไทยแก้กฎหมายแรงงานตามที่เค้าเสนอ สหรัฐฯ ก็ต้องให้เสรีภาพกับแรงงานเม็กซิกันให้ได้ก่อน ซึ่งเค้าจะไม่พอใจถึงขั้นตัดสิทธิจีเอสพีหรือไม่ ยังไม่รู้ แต่ยูเอสทีอาร์บอกว่า ล่าสุดพิจารณาการต่ออายุโครงการใหม่เสร็จแล้ว แต่ที่ยังไม่ได้ประกาศผล จากปกติต้องประกาศช่วงเดือนก.พ. เพราะช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ จึงทำให้การทำงานของรัฐบาลล่าช้า&amp;rdquo;น.ส.ชุติมากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (ทิฟา) เมื่อกลางปี 2561 ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อศึกษาเรื่องการส่งออกเนื้อหมูและเครื่องใน ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนในการเลี้ยงมายังไทยให้แล้วเสร็จใน 8 เดือน หรือประมาณเดือนมี.ค.2562 และตกลงว่า ผลทางวิทยาศาสตร์ออกมาอย่างไร ก็จะปฏิบัติตามนั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29537</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุติมา บุณยประภัศร, นำเข้าหมูสหรัฐ, หมูมีสารเร่งเนื้อแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c20a743c10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
