<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ชุมชนชาวแพสะแกกรัง’  พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ จ.อุทัยธานี                           </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ด้านขวาคือวัดอุโปสถารามหรือวัดโบสถ์ ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาในปี พ.ศ. 2444&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&amp;nbsp; เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวแพริมแม่น้ำน่าน&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&amp;nbsp; ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าทำให้แม่น้ำ สกปรก&amp;nbsp; กีดขวางทางเดินของน้ำ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากใครอยากจะไปดูวิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่านก็ไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ชาวแพ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp; ซึ่งเทศบาลนครพิษณุโลกจัดสร้างขึ้นในปี 2542&amp;nbsp; โดยการสร้างบ่อน้ำแล้วเอาเรือนแพจำลองมาจัดแสดงไว้&amp;nbsp; เสมือนว่าเรือนแพลอยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; แต่ไม่มีชาวแพอาศัยอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพจำลองที่พิษณุโลกดูสวยงาม&amp;nbsp; แต่ไม่มีชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังซึ่งมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ชาวแพเกือบ 300 ชีวิต&amp;nbsp; ยังสามารถดำรงชีวิตต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษได้นานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; แม้ว่าในวันนี้สายน้ำและสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จนดูเหมือนว่าชุมชนชาวแพเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และรอผุพังไปตามกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายน้ำและความทรงจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; มีที่มาจากชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและมีต้นสะแกขึ้นอยู่หนาแน่น&amp;nbsp; มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในจังหวัดกำแพงเพชร&amp;nbsp; ไหลผ่านนครสวรรค์ลงมายังอุทัยธานี&amp;nbsp; และบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร&amp;nbsp; หล่อเลี้ยงผู้คนมานานปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวเรือนแพที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เคยเสด็จมาที่ตลาดและวัดในเมืองอุทัยธานีในปี พ.ศ.2444 โดยเรือกลไฟล่องเข้ามาในคลอง (แม่น้ำ) สะแกกรัง&amp;nbsp; ทอดพระเนตรเห็นบ้านเรือนและแพ&amp;nbsp; หากนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 120 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพสะแกกรัง ภาพถ่ายครั้ง ร.5 เสด็จประพาสเมืองอุทัย&amp;nbsp; มุมด้านบนคือวัดอุโปสถารามหรือวัดโบสถ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายอีกมุมหนึ่ง&amp;nbsp; ด้านซ้ายมือเป็นตลิ่งทางขึ้นไปสู่ตลาดเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; (ภาพจากสมุดภาพเมืองอุไทยธานี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด&amp;nbsp; จุลมุสิทธิ์&amp;nbsp; วัย 79 ปี&amp;nbsp; อาชีพหาปลาและเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แกยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่รุ่นหนุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อก่อนน้ำในแม่น้ำยังใสแจ๋ว&amp;nbsp; ใช้ทั้งกินและอาบ&amp;nbsp; ถ้าใช้กินก็จะตักน้ำใส่โอ่งเอาไว้&amp;nbsp; แล้วเอาสารส้มลงไปแกว่ง&amp;nbsp; ทิ้งให้ตกตะกอนก็เป็นอันใช้ได้&amp;nbsp; ใช้น้ำในโอ่งมาทำกับข้าว&amp;nbsp; ถ้าจะกินก็จะเอาไปต้มก่อน&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ใช้น้ำในแม่น้ำอาบและซักผ้าเท่านั้น&amp;nbsp; น้ำกินต้องซื้อเอา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนลุงยกยอวันนึงจะได้ปลาประมาณ 300-400 กิโลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นปลาสร้อย&amp;nbsp; ปลาแดง&amp;nbsp; เอามาเคล้าเกลือแล้วตากแดด&amp;nbsp; บางทีก็ได้ปลาใหญ่&amp;nbsp; พวกปลาแรด&amp;nbsp; ปลาสวาย&amp;nbsp; ตัวนึงหนักหลายกิโลฯ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้หาปลายาก&amp;nbsp; ได้ปลาวันละ&amp;nbsp; 30-40 โลฯ เท่านั้น&amp;nbsp; เพราะว่าน้ำน้อยลง&amp;nbsp; เริ่มจะเน่าเสีย &amp;nbsp;มีสีดำ&amp;nbsp; อีกอย่างคนหาปลาก็เยอะขึ้น&amp;nbsp; จึงจับปลาได้น้อยลง&amp;rdquo; พรานปลาอาวุโสบอก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ลุงทองหยดมีอาชีพหลักคือเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; มีปลาเทโพ&amp;nbsp; นิล&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; แรด&amp;nbsp; และสังกะวาด&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่เป็นปลาสังกะวาด&amp;nbsp; ปลาในตระกูลปลาสวาย&amp;nbsp; แต่ตัวเล็กกว่า ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน&amp;nbsp; ราคากิโลกรัมละ 70 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; จะมีพ่อค้ามารับซื้อแล้วเอาไปขายทางภาคอีสาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอาไปทำปลาแดดเดียว&amp;nbsp; หรือย่างเกลือ&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; กินกับข้าวเหนียวยิ่งเหมาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรีวภา&amp;nbsp; วิบูลย์รัตน์&amp;nbsp; อายุ 68 ปี&amp;nbsp; เจ้าของแพ &amp;lsquo;ปลาย่าง&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; อุทัยธานีมีทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังจึงมีปลานานาชนิด&amp;nbsp; ที่รู้จักกันดีก็คือ &amp;lsquo;ปลาแรด&amp;rsquo;&amp;nbsp; แต่ก่อนนั้นปลายังชุกชุม&amp;nbsp; มีปลาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น ปลาเทโพ&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; ช่อน&amp;nbsp; ชะโด&amp;nbsp; กราย&amp;nbsp; ปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อจับได้มากชาวแพก็จะนำมาแปรรูปเพื่อเก็บเอาไว้ได้กินนานๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำปลาร้า&amp;nbsp; ปลาส้ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ปลาย่าง&amp;nbsp; ปลากรอบ&amp;nbsp; ปลาป่น&amp;nbsp; น้ำพริกปลาย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป้าเกิดอยู่ในแพนี่แหละ&amp;nbsp; ส่วนปู่ย่าก็อยู่กันมานานตั้งแต่สมัย ร.5 ท่านเสด็จมาที่อุทัยฯ&amp;nbsp; ป้าทำปลาย่างขายมาตั้งแต่สมัยสาวๆ&amp;nbsp; เอาไปขายบนตลาดริมแม่น้ำ&amp;nbsp; พอตอนหลังมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวดูแพ&amp;nbsp; จึงเริ่มทำปลาย่างขายบนแพ&amp;nbsp; ใช้วิธีรมควันแบบโบราณตามที่เห็นพ่อแม่เคยทำมา &amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋วบอกด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนปลาเนื้ออ่อนในแม่น้ำสะแกกรังยังมีชุกชุม&amp;nbsp; ราคาแค่กิโลกรัมละ 5-10 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ปลาเนื้ออ่อนแทบจะหาไม่ได้แล้ว&amp;nbsp; ต้องซื้อมาจากที่อื่น&amp;nbsp; ราคาปลาสดกิโลฯ ละ 500 บาท&amp;nbsp; เมื่อเอามาทำปลากรอบน้ำหนักจะหายไปหลายเท่าตัว&amp;nbsp; ราคาขายปลาเนื้ออ่อนรมควันตอนนี้ตกกิโลฯ ละ 2,000 บาท&amp;nbsp; ถ้าเป็นปลาช่อนหรือปลากดราคากิโลฯ ละ 1,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; โชว์ปลาย่างรมควัน&amp;nbsp; ใช้ไม้ไผ่สานเป็นเสื่อคลุมปลาเพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วถึง&amp;nbsp; ถ้าใช้ไฟแรงไป &amp;nbsp;เนื้อปลาจะมีรสขม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงจากชาวแพในวันที่แม่น้ำป่วยไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายปีมาแล้วที่แม่น้ำสะแกกรังเริ่มป่วยไข้&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากวิกฤตน้ำแล้ง&amp;nbsp; ท้องน้ำหดแคบลง &amp;nbsp;โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง &amp;nbsp;เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้น&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบไม้ไผ่ที่ใช้พยุงแพแตกหักเสียหาย &amp;nbsp;กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้น้ำไม่ไหลเวียน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพหลบลี้ไปอยู่วังน้ำอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด &amp;nbsp;พรานปลา สะท้อนปัญหาว่า&amp;nbsp; คนที่เลี้ยงปลาในกระชังจะได้รับผลกระทบจากน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะทำให้ปลาตาย&amp;nbsp; บางครั้งจึงต้องรีบจับปลาที่ยังโตไม่ได้ขนาดเอาขึ้นมาขายก่อน&amp;nbsp; เพราะหากปล่อยไว้ปลาจะตายหมดกระชังก็จะเสียหายหนัก&amp;nbsp; ส่วนคนที่หาปลาเมื่อก่อนเคยขายได้วันละเกือบพันบาท&amp;nbsp; ตอนนี้หาได้วันละ 300 บาทยังยากเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&amp;nbsp; อายุ 53 ปี&amp;nbsp; อาชีพค้าขายในตลาดเทศบาลเมืองอุทัย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เรือนแพของเธอผูกอยู่ตรงท่าน้ำวัดโบสถ์&amp;nbsp; หากเป็นช่วงปกติ&amp;nbsp; เธอจะต้องใช้เรือเล็กหรือใช้สะพานไม้ไผ่ข้ามไป-มาระหว่างท่าน้ำกับเรือนแพของเธอ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว&amp;nbsp; เพราะแม่น้ำแห้งจนสันทรายโผล่ขึ้นมา&amp;nbsp; เรือนแพที่เคยผูกอยู่ที่ท่าน้ำตอนนี้เกยตื้น&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบแตกหักเสียหาย&amp;nbsp; ต้องหาเงินมาซ่อมใหม่&amp;nbsp; แต่ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; ถ้าไม่หาปลา&amp;nbsp; ก็จะไปรับจ้าง &amp;nbsp;หรือค้าขายเล็กน้อยๆ อยู่ในตลาด&amp;nbsp; ไม่มีเงินจะซ่อมแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าของแพปลาย่างครวญว่า&amp;nbsp; พอแม่น้ำสะแกกรังแล้ง&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวแพก็ลำบาก&amp;nbsp; เพราะผักตบชวาไปขวางเรือ&amp;nbsp; พอเจอโควิดยิ่งแย่&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวหายหมด&amp;nbsp; รายได้จากการขายปลาย่าง&amp;nbsp; ปลากรอบ&amp;nbsp; น้ำพริก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ก็หายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพที่เคยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; เมื่อน้ำแล้งแพจะเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; หากเปลี่ยนลูกบวบทั้งหมดจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นบาท&amp;nbsp; ไม่รวมค่าแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟื้นฟูวิถีชาวแพ &amp;lsquo;พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาความเดือดร้อนของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังมีมาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี&amp;nbsp; พวกเขาร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน&amp;nbsp; และหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; จนในปี 2563 &amp;nbsp;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงให้หน่วยงานในสังกัด&amp;nbsp; คือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; ชลประทานจังหวัด&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จัดทำแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นเริ่มสำรวจข้อมูลชุมชนชาวแพตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; การจัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ถ่ายรูปเรือนแพ&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช. (ซ้าย) ร่วมสำรวจชุมชนชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; พบปัญหาและความต้องการของชุมชนชาวแพทั้งหมด&amp;nbsp; 122 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; โดยจะเร่งซ่อมแซมเรือนแพก่อน&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากก่อสร้างมานาน&amp;nbsp; ลูกบวบที่ใช้พยุงแพซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่ชำรุดแตกหัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.บอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2563 หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวมทั้งส่วนกลางจึงได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อเดินหน้าพัฒนาชุมชนชาวแพร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การซ่อมแซมเรือนแพจำนวน 122 หลัง&amp;nbsp; เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2563 &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมเรือนแพหลังละประมาณ 40,000 บาท&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนไม้กระดานปูพื้นแพที่ผุพัง&amp;nbsp; หลังคาสังกะสี&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่&amp;nbsp; ฯล&amp;nbsp; หากเกินงบสนับสนุนเจ้าของแพจะสมทบเอง&amp;nbsp; โดยมีช่างชุมชนและจิตอาสาจากจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; ประมาณ 80 คนหมุนเวียนมาช่วยกัน&amp;nbsp; ทำให้ประหยัดค่าแรงงานได้หลังละหลายพัน-หลายหมื่นบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; บางหลังรื้อหลังคา&amp;nbsp; ทำฝาบ้านใหม่&amp;nbsp; เพราะแพหลังเดิมผุพังทั้งหลัง&amp;nbsp; ระดมช่างมาช่วยกัน 10 คน&amp;nbsp; หากคิดค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท&amp;nbsp; ช่วยกันทำ 3 วัน&amp;nbsp; จะประหยัดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่างจิตอาสาช่วยกันซ่อมสร้างเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน (มิถุนายน 2564)&amp;nbsp; การซ่อมแพเสร็จไปแล้ว 89 หลัง&amp;nbsp; อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 33 หลัง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีแผนงานปรับภูมิทัศน์เรือนแพเพื่อให้ดูสวยงาม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปลูกต้นไม้ริมชายตลิ่ง (ฝั่งวัดโบสถ์ตรงข้ามตลาดเทศบาล)&amp;nbsp; การสร้างถนนเลียบแม่น้ำและเขื่อนป้องกันตลิ่งพังทลาย&amp;nbsp; การวางท่อประปาเข้าสู่ชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; โดยเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกำจัดผักตบชวา&amp;nbsp; ขุดลอกท้องน้ำ&amp;nbsp; สร้างประตูระบายน้ำเพื่อเติมน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไม่ให้แม่น้ำสะแกกรังแล้ง โดยกรมชลประทาน&amp;nbsp; รวมทั้งการสนับสนุนสีทาเรือนแพ&amp;nbsp; โดยมูลนิธิไทยเศรษฐ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนาชุมชนเรือนแพสะแกกรังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปนั้น&amp;nbsp; ผอ.พอช. บอกว่า&amp;nbsp; หากซ่อมแซมเรือนแพเสร็จแล้ว (ประมาณตุลาคมนี้)&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จะช่วยกันส่งเสริมชุมชน&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;1.กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม&amp;nbsp; ส่งเสริมประเพณีการตักบาตรทางน้ำ&amp;nbsp; งานบุญประเพณี&amp;nbsp; อบรมให้เกิดวิทยากรชุมชน&amp;nbsp; มัคคุเทศก์ชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ&amp;nbsp; ถ่ายทอดความรู้ไม่ให้สูญหายไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; โฮมสเตย์เรือนแพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวแพยังใช้เรือสัญจร&amp;nbsp; แต่บางช่วงต้องฝ่าดงผักตบชวาหนาแน่นทำให้พายเรือลำบาก&amp;nbsp; หรือต้องเปลี่ยนไปใช้รถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.กลุ่มความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาคนรุ่นใหม่ให้อนุรักษ์วิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp; 5.อนุรักษ์ปลาพื้นถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลาแรด&amp;nbsp; 6.การแปรรูปปลา&amp;nbsp; สร้างมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชุมชน&amp;nbsp; 7.เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้&amp;nbsp; ทำเป็นภาชนะใส่ของ&amp;nbsp; ใส่อาหาร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งชาวชุมชนเรือนแพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังที่เป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศเอาไว้&amp;nbsp; ถือเป็น &amp;lsquo;พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและยังมีลมหายใจ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ที่สำคัญคือสนองตอบความต้องการของชาวชุมชนเรือนแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่ &amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าจะช่วยกันขุดลอกคลอง (แม่น้ำ) และเก็บผักตบได้ก็จะดี&amp;nbsp; เพราะน้ำในคลองจะได้ไหลสะดวก&amp;nbsp; ถ้าคลองสะอาดนักท่องเที่ยวก็อยากจะมา&amp;nbsp; จึงอยากให้ช่วยกันดูแลไม่ให้น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ชาวบ้านจะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญโรจน์&amp;nbsp; จันทร์วัด&amp;nbsp; อายุ 64 ปี&amp;nbsp; ช่างสร้างและซ่อมแพฝีมือดีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า &amp;ldquo;อยู่แพมันสบาย&amp;nbsp; อากาศไม่ร้อน&amp;nbsp; ลมพัดเย็นสบาย&amp;nbsp; และยังพอหาผักหาปลาในคลองกินได้&amp;nbsp; ถ้ามีการอนุรักษ์แพก็จะดี&amp;nbsp; เพราะจะได้อยู่กันไปนานๆ&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; จากการล่องเรือดูแพ&amp;nbsp; และผมก็อยากให้มีการแก้เรื่องน้ำเสีย&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกกว่านี้&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก&amp;nbsp; น้ำก็จะไม่เน่า&amp;nbsp; เพราะเดิมน้ำลึกประมาณ 3-4 วา (6-8 เมตร)&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลือประมาณวา กว่าๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวนิยมตักบาตรริมน้ำ&amp;nbsp; บริเวณตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ, กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม, จังหวัดอุทัยธานี, จุติ  ไกรฤกษ์, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง, ชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย, บุญโรจน์  จันทร์วัด, ปลาย่าง  ป้าแต๋ว  อุทัยธานี, ปลาแรด, พม., พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิพิธภัณฑ์ชาวแพ, พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต, พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและยังมีลมหายใจ, ฟื้นฟูวิถีชาวแพ, มูลนิธิไทยเศรษฐ์, ร.5, ลุงทองหยด  จุลมุสิทธิ์, วิกฤตน้ำแล้, วิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่าน, ศรีวภา  วิบูลย์รัตน์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สมคิด  คงห้วยรอบ, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชาวแพ, อาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรัง, เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้, แม่น้ำป่วยไข้, แม่น้ำสะแกกรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d4172e10168.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องเล่าของชาวแพสะแกกรัง  (2)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทยที่เหลืออยู่&amp;nbsp; เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; มีประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรักษาเอาไว้&amp;nbsp; และการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังนี้&amp;nbsp; จะเป็นตัวอย่างในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างรอบด้าน&amp;nbsp; ครบทุกมิติ&amp;nbsp; ทั้งด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เศรษฐกิจ&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; ผู้สูงวัย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ด้อยโอกาส.....&amp;rdquo;&amp;nbsp; สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) 11 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังถ่ายในปี 2449 คราวสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง&amp;nbsp; รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองอุทัยธานี ด้านซ้ายมือปัจจุบันเป็นตลาดเทศบาล&amp;nbsp; ขวามือด้านบนเป็นวัดโบสถ์ (ภาพจากสมุดภาพเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; จัดพิมพ์โดยจังหวัดอุทัยธานี) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนเยียวยาฟื้นฟูแม่น้ำ-ชาวแพสะแกกรัง 127 ครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาปริมาณน้ำในแม่น้ำสะแกกรังลดน้อยลง &amp;nbsp;ทำให้ท้องน้ำหดแคบลง&amp;nbsp; เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้นขึ้นมาอยู่บนชายฝั่ง &amp;nbsp;ทำให้ลูกบวบพยุงแพเสียหาย&amp;nbsp; กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้กระแสน้ำไม่ไหลเวียน&amp;nbsp; เกิดดินตะกอนในท้องน้ำ&amp;nbsp; ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพเริ่มลดน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเดือดร้อนของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังเริ่มปรากฏเป็นข่าวตามสื่อทีวีและสื่อออนไลน์ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2562 &amp;nbsp;เริ่มจากปัญหาผักตบชวาที่หนาแน่นกีดขวางการเดินเรือ &amp;nbsp;ซึ่งขณะนั้นน้ำในแม่น้ำสะแกกรังยังมีปริมาณมาก&amp;nbsp; แต่พอย่างเข้าสู่ช่วงปลายปี&amp;nbsp; แม่น้ำเริ่มลดระดับลง&amp;nbsp; เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพบางส่วนเกยตื้น&amp;nbsp; และเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียติดตามมา &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่ออาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสะแกกรังช่วงใกล้ตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; น้ำเริ่มแห้ง&amp;nbsp; เน่าเสีย&amp;nbsp; มีผักตบชวาหนาแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเรือนแพจึงรวมตัวกันร้องเรียนต่อทางจังหวัดให้การช่วยเหลือ&amp;nbsp; รวมทั้ง &amp;lsquo;มนัญญา ไทยเศรษฐ์&amp;rsquo; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จนเรื่องมาถึง &amp;lsquo;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rsquo;&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดดูแลคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.พม.จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี (พมจ.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดอุทัยธานีเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563&amp;nbsp; โดยทางจังหวัดอุทัยธานีได้แต่งตั้ง &amp;lsquo;คณะทำงานขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือชุมชนชาวแพคลองสะแกกรัง&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีการสำรวจข้อมูลปัญหา&amp;nbsp; ความต้องการของชุมชน&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp; จากนั้นจึงมีการจัดประชุมเพื่อสรุปข้อมูลและร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟูชุมชนชาวแพทั้งระบบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น &amp;nbsp;พบว่ามีเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจำนวน 129 หลัง (ไม่รวมแพที่พักของผู้ประกอบ-แพตากอากาศ) มีผู้อยู่อาศัยประมาณ&amp;nbsp; 300 คน&amp;nbsp; มีชาวเรือนแพที่ได้รับผลกระทบจำนวน 127 ครัวเรือน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลปัญหาและความต้องการของชุมชนจัดทำเป็นแผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวเรือนแพเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; และรัฐมนตรี พม. เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 หน่วยงานหนุนชาวแพแก้ปัญหา 8 ด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากใช้ระยะเวลากว่า 5 เดือน&amp;nbsp; ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; มีพิธี &amp;lsquo;ลงนามความร่วมมือการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวแพสะแกกรังและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบทจังหวัดอุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีนายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธาน&amp;nbsp; พร้อมด้วยผู้บริหาร พอช. และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวม 16 หน่วยงานร่วมลงนาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชาวแพสะแกกรังและผู้แทนชุมชนต่างๆ เข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง 16 หน่วยงานเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามแผนงานจะมีการแก่ไขปัญหาทั้งระบบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ&amp;nbsp; จะมีการสร้างสถานีสูบน้ำ&amp;nbsp; ทำเส้นทางบายพาสน้ำ&amp;nbsp; ขุดลอกคลอง&amp;nbsp; การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน&amp;nbsp; การจัดการผักตบชวาและวัชพืช&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบร่วมกับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; กรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.การจัดการสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;การจัดการน้ำเสียจากในเมืองก่อนลงสู่แม่น้ำ&amp;nbsp; การจัดการขยะในครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกไผ่&amp;nbsp; ไม้ประดับ&amp;nbsp; ผักสวนครัวริมตลิ่ง&amp;nbsp; แพสีเขียว&amp;nbsp; ปลูกไม้ดอก&amp;nbsp; ผักสวนครัว&amp;nbsp; เตย&amp;nbsp; บริเวณแพที่พัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้มีทัศนียภาพสวยงามทั้งลำน้ำ&amp;nbsp; สนับสนุนโดย อบจ.&amp;nbsp; สาธารณสุข&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อาชีพ &amp;nbsp;ส่งเสริมการเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; แปรรูปปลา&amp;nbsp; ร้านค้าชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; นำผักตบชวามาผลิตเป็นเครื่องใช้ต่างๆ &amp;nbsp;สนับสนุนโดยประมงจังหวัด&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; พานิชย์จังหวัด&amp;nbsp; หอการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ส่งเสริมวิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฮมสเตย์ชาวแพ&amp;nbsp; ศูนย์การท่องเที่ยวชาวแพ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยกรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ททท.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; วัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.วัฒนธรรม &amp;nbsp;ส่งเสริมการตักบาตรทางน้ำ&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; งานสงกรานต์&amp;nbsp; แห่เทียนเข้าพรรษา&amp;nbsp; ลอยกระทง&amp;nbsp; ฟื้นฟูเพลงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เกิดศูนย์แสดงวัฒนธรรมชาวแพ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยวัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.พัฒนาคุณภาพชีวิต &amp;nbsp;เด็ก&amp;nbsp; เยาวชน&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนพิการ &amp;nbsp;ส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อพึ่งพาตนเอง&amp;nbsp; และได้รับการดูแลเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พมจ.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; แรงงานจังหวัด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.ความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมกิจกรรมการรวมกลุ่มของชุมชน&amp;nbsp; จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พมจ.&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; กศน.&amp;nbsp; อบจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 8.การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; ซ่อมแพและลูกบวบ&amp;nbsp; ส่งเสริมการซ่อมแซมและอนุรักษ์เรือนแพที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยใช้วัสดุที่กลมกลืนกับสภาพแวดลอม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พอช. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพเรือนแพที่ทรุดโทรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพจะเริ่มได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะเริ่มซ่อมแซมเรือนแพซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากก่อสร้างมานาน&amp;nbsp; ประกอบกับลูกบวบที่ใช้พยุงแพซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่ชำรุดแตกหัก&amp;nbsp; เรือนแพเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 127 ครัวเรือน&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; กายภาพ&amp;nbsp; อุดหนุนการซ่อมแพ&amp;nbsp; การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; เฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท&amp;nbsp; รวมงบประมาณทั้งหมด&amp;nbsp; 7,420,000 บาท&amp;nbsp; ตามแผนงานการซ่อมแพจะแล้วเสร็จบางส่วนในช่วงเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน 16 หน่วยงานที่ลงนามความร่วมมือ MoU. (Memorandum of Understanding)&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; พมจ.อุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ปกครองอำเภอเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; กอ.รมน.จังหวัด&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; โครงการชลประทานจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; ประชาสัมพันธ์จังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; ประมงจังหวัด&amp;nbsp; สหกรณ์จังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด&amp;nbsp; เจ้าท่า (นครสวรรค์) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การร่วมกันพัฒนาชีวิตชาวแพสะแกกรังไม่ใช่จะทำแล้วเสร็จสิ้น&amp;nbsp; แต่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; กรมชลประทานพยายามดึงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไล่น้ำเสียในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; และต่อไปจะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเพื่อดันน้ำเสียออกไป &amp;nbsp;ทำให้แม่น้ำสะแกกรังมีคุณภาพดีขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาเรื่องผักตบชวา&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังจัดเก็บ&amp;nbsp; แต่ชาวชุมชนเรือนแพตั้งแต่ต้นน้ำลงมาจะต้องช่วยกันดูแลเรื่องผักตบชวาและสิ่งแวดล้อมทั้งสองฝั่งแม่น้ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี (กลาง) ในพิธีลงนามความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อยอดภูมิปัญญาชาวเรือนแพ : มรดกทางวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวชุมชนเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรังหากเป็นคนรุ่นเก่าจะเรียกแม่น้ำว่า &amp;ldquo;คลอง&amp;rdquo; เพราะเรียกขานกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม&amp;nbsp; และยังสืบทอดภูมิปัญญาติดต่อกันมาช้านาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การทำประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; การแปรรูปปลาเป็นปลาย่างและปลาแห้ง&amp;nbsp; การสร้างเรือนแพและซ่อมแพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรีวภา&amp;nbsp; วิบูลย์รัตน์&amp;nbsp; อายุ 67 ปี&amp;nbsp; เจ้าของแพ &amp;lsquo;ปลาย่าง&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; อุทัยธานีมีทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังจึงมีปลานานาชนิด&amp;nbsp; ที่รู้จักกันดีก็คือ &amp;lsquo;ปลาแรด&amp;rsquo;&amp;nbsp; แต่ก่อนนั้นปลายังชุกชุม&amp;nbsp; มีปลาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น ปลาเทโพ&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; ช่อน &amp;nbsp;ชะโด &amp;nbsp;กราย &amp;nbsp;ปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อจับได้มากชาวแพก็จะนำมาแปรรูปเพื่อเก็บเอาไว้ได้กินนานๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำปลาร้า&amp;nbsp; ปลาส้ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ปลาย่าง &amp;nbsp;ปลารมควัน&amp;nbsp; นำมาทำปลาป่น&amp;nbsp; น้ำพริกปลาย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; สืบทอดการทำปลาย่างปลากรอบจากรุ่นสู่รุ่น&amp;nbsp; โชว์ปลากรอบทำจากปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ราคากิโลกรัมละ 2,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป้าเกิดอยู่ในแพนี่แหละ&amp;nbsp; ส่วนปู่ย่าก็อยู่กันมานานตั้งแต่สมัย ร.5 ท่านเสด็จมาที่อุทัยฯ&amp;nbsp; ป้าทำปลาย่างขายมาตั้งแต่สมัยสาวๆ&amp;nbsp; เอาไปขายบนตลาดริมแม่น้ำ&amp;nbsp; พอตอนหลังมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวดูแพ&amp;nbsp; จึงเริ่มทำปลาย่างขายบนแพ&amp;nbsp; ใช้วิธีรมควันแบบโบราณตามที่เห็นพ่อแม่เคยทำมา&amp;nbsp; ตอนแรกก็ต้องนำปลามาล้างให้สะอาด&amp;nbsp; ควักเอาไว้พุงออก&amp;nbsp; แล้วไปตากแดดให้แห้ง&amp;nbsp; จากนั้นจึงเอามาย่างบนตะแกรง&amp;nbsp; ใช้ขี้เลื่อยเป็นเชื้อไฟ&amp;nbsp; ย่างไฟอ่อนๆ 3-4 วันจึงจะแห้งจนกรอบดี&amp;nbsp; แล้วต้องเอาเสื่อลำแพนมาคลุมเพื่อให้ความร้อนระอุไปทั่ว&amp;nbsp; ถ้าย่างไม่เป็น&amp;nbsp; หรือใช้ไฟแรงเกินไป&amp;nbsp; จะทำให้เนื้อปลาขม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าศรีวภาหรือ &amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอกเคล็ดลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋วบอกด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนปลาเนื้ออ่อนในแม่น้ำสะแกกรังยังมีชุกชุม&amp;nbsp; ราคาแค่กิโลกรัมละ 5-10 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ปลาเนื้ออ่อนแทบจะหาไม่ได้แล้ว&amp;nbsp; ต้องซื้อมาจากที่อื่น&amp;nbsp; ราคาปลาสดกิโลฯ ละ 500 บาท&amp;nbsp; เมื่อเอามาทำปลากรอบน้ำหนักจะหายไปหลายเท่าตัว&amp;nbsp; ราคาขายปลาเนื้ออ่อนย่างกรอบตอนนี้ตกกิโลฯ ละ 2,000 บาท&amp;nbsp; ถ้าเป็นปลาช่อนหรือปลากดราคากิโลฯ ละ 1,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ช่วงน้ำแล้งและโควิดเกือบ 7 เดือน&amp;nbsp; ป้าขายปลาไม่ได้เลย&amp;nbsp; เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมา&amp;nbsp; ถ้าจะช่วยกันขุดลอกคลอง (แม่น้ำ) และเก็บผักตบได้ก็จะดี&amp;nbsp; เพราะน้ำในคลองจะไหลได้สะดวก&amp;nbsp; ถ้าคลองสะอาดนักท่องเที่ยวก็อยากจะมา&amp;nbsp; จึงอยากให้ช่วยกันดูแลไม่ให้น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าแต๋วบอก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญโรจน์&amp;nbsp; จันทร์วัด&amp;nbsp; อายุ 63 ปี &amp;nbsp;ช่างสร้างและซ่อมแพฝีมือดีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนตอนแกยังเด็กๆ เรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังมีมากกว่านี้&amp;nbsp; ราวๆ&amp;nbsp; 700 หลัง&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ&amp;nbsp; 200 หลัง&amp;nbsp; เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากจะอยู่แพ&amp;nbsp; ลูกหลานปล่อยให้ผุพังหรือทิ้งร้าง&amp;nbsp; บางรายก็ขายเปลี่ยนมือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อก่อนจะใช้ไม้เต็งเป็นไม้เนื้อแข็งสร้างเป็นเรือนแพ&amp;nbsp; เพราะมีความทนทาน&amp;nbsp; อยู่ได้นานเป็นร้อยปี&amp;nbsp; ส่วนลูกบวบพยุงแพจะใช้ไม้ไผ่สีสุก&amp;nbsp; เพราะเนื้อละเอียด&amp;nbsp; ปล้องไผ่ข้อใหญ่&amp;nbsp; น้ำทะลุข้อไม่ได้&amp;nbsp; ใช้งานได้นาน 3-5 ปีจึงเปลี่ยนลำที่ชำรุดออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงบุญโรจน์ (ซ้าย) ช่างแพมือดีนั่งอยู่บนลูกบวบที่มัดเป็นช่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเริ่มทำงานซ่อมแพกับพ่อตั้งแต่อายุได้ 12 ปี&amp;nbsp; ได้ค่าแรงประมาณวันละ 10-15 บาท&amp;nbsp; ตอนนั้นค่าแรงซ่อมแพ&amp;nbsp; เปลี่ยนลูกบวบราคาช่องละ 150 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ค่าแรงขึ้นเป็นช่องละ 5,000 บาท&amp;nbsp; เพราะงานมันลำบาก&amp;nbsp; ต้องดำน้ำลงไปเปลี่ยนลูกบวบใต้น้ำ&amp;nbsp; ใช้ช่างช่วยกัน 3-4 คน&amp;nbsp; แพหลังหนึ่งจะมีลูกบวบประมาณ 4 ช่อง ใช้เวลาเปลี่ยนช่องละ 1 วัน &amp;nbsp;ถ้าเปลี่ยนทั้งหมดจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 วัน&amp;nbsp; เฉพาะค่าแรงตอนนี้ราคา 20,000 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; ลุงบุญโรจน์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงบอกด้วยว่า&amp;nbsp; การสร้างเรือนแพจะต่างจากการสร้างบ้านบนบก&amp;nbsp; เพราะการสร้างบ้านบนบกช่างจะใช้ลูกดิ่งเพื่อวัดแนวตั้งฉาก &amp;nbsp;ทำให้การสร้างบ้านได้ระดับ&amp;nbsp; ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง&amp;nbsp; แต่การสร้างแพจะต้องอาศัยประสบการณ์ด้วย&amp;nbsp; เพราะไม่งั้นเวลาเดินหรืออยู่บนเรือนแพ&amp;nbsp; แพจะเอียงไป-มาตามน้ำหนัก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนขนาดของแพจะสร้างตามความต้องการของเจ้าของแพว่าอยู่กันกี่คน&amp;nbsp; มีตั้งแต่ 6 X 8 ตารางเมตรขึ้นไป&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะมีชานแพเหมือนชานบ้าน&amp;nbsp; เพื่อใช้เป็นที่ซักล้าง&amp;nbsp; ตากผ้า&amp;nbsp; ทำครัว&amp;nbsp; หรือนั่งเล่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้างในเป็นห้องนอน&amp;nbsp; ที่ว่างกลางห้องใช้กินข้าวส่วนหลังคาหากเป็นแพเก่าสร้างตั้งแต่สมัย ร.5- ร.6 จะเป็นทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้อง&amp;nbsp; หรือสร้างเป็นจั่ว&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหลังคาสังกะสีเกือบหมด&amp;nbsp; ส่วนลูกบวบที่ใช้พยุงแพ&amp;nbsp; จะใช้ไม้ไผ่มามัดรวมกัน&amp;nbsp; แบ่งเป็นช่อง&amp;nbsp; ช่องหนึ่งจะใช้ไม้ไผ่ประมาณ 200 ลำ&amp;nbsp; มีตั้งแต่&amp;nbsp; 3-4 ช่องขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือไม้สัก&amp;nbsp; ปัจจุบันยังมีอยู่เกือบ 100 ลำ&amp;nbsp; สมัยก่อนราคาลำละ 600 บาท &amp;nbsp;มีความทนทาน&amp;nbsp; ใช้งานได้หลายสิบปี &amp;nbsp;พ่อค้าจากกำแพงเพชรจะผูกเรือล่องแม่น้ำลงมาขายที่ชุมชนชาวแพสะแกกรัง&amp;nbsp; ตอนนี้ราคาไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันยังนิยมใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นลูกบวบ&amp;nbsp; แม้ว่าจะมีถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร&amp;nbsp; หรือมีทุ่นโลหะมาแทนลูกบวบ&amp;nbsp; แต่ก็สู้ไม้ไผ่ไม่ได้&amp;nbsp; เพราะไม้ไผ่จะมีความหยืดหยุ่นและถ่ายเทน้ำหนักได้ดีกว่า&amp;nbsp; ไม่ยวบยาบหรือโคลงเคลงเหมือนถังพลาสติก&amp;nbsp; หรือผุพังง่ายเหมือนทุ่นโลหะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ลูกบวบไม้ไผ่มีอายุการใช้งานอย่างต่ำ 3-5 ปี&amp;nbsp; เวลาจะเปลี่ยนก็จะเปลี่ยนเฉพาะลำที่ชำรุดเพราะแช่น้ำมานาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราคาไม้ไผ่สีสุกขนาดยาว 8 เมตร&amp;nbsp; ตอนนี้ราคาลำละ&amp;nbsp; 60 บาท&amp;nbsp; หากจะเปลี่ยนลูกบวบทั้งหมดจะต้องใช้เงินซื้อไม้ไผ่ประมาณ&amp;nbsp; 30,000-40,000 บาท&amp;nbsp; ไม่รวมค่าแรงอีกประมาณ 20,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนมีช่างซ่อม-สร้างแพในสะแกกรังเยอะ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 10 คน&amp;nbsp; เพราะค่าไม้ไผ่แพงขึ้น&amp;nbsp; ค่าแรงก็สูงเพราะต้องใช้ช่างหลายคน&amp;nbsp; เมื่องานมีน้อยลง ช่างจึงค่อยๆ หายไป &amp;nbsp;ลูกหลานก็ไม่อยากทำงานนี้&amp;nbsp; เพราะเป็นงานหนักและลำบาก&amp;nbsp; ต้องอาศัยประสบการณ์&amp;nbsp; อีกอย่างคนรุ่นใหม่ก็ไม่อยากจะอยู่แพ&amp;nbsp; เพราะมันไม่สะดวกเหมือนอยู่บนบก&amp;nbsp; พอไปเรียนหนังสือในเมือง&amp;nbsp; เมื่อจบแล้วก็ไปหางานอื่นทำ&amp;nbsp; หรือไปอยู่ที่กรุงเทพฯ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อไปก็ไม่รู้ว่าเรือนแพที่นี่จะเป็นอย่างไร&amp;nbsp; แต่พวกผมก็จะอยู่ต่อไป&amp;nbsp; เพราะอยู่แพมันสบาย&amp;nbsp; อากาศไม่ร้อน&amp;nbsp; ลมพัดเย็นสบาย&amp;nbsp; และยังพอหาผักหาปลาในคลองกินได้&amp;nbsp; แต่ถ้ามีการอนุรักษ์แพก็จะดี&amp;nbsp; เพราะจะได้อยู่กันไปนานๆ&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; จากการล่องเรือดูแพ&amp;nbsp; และผมก็อยากให้มีการแก้เรื่องน้ำเสีย&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกกว่านี้&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก&amp;nbsp; น้ำก็จะไม่เน่า&amp;nbsp; เพราะเดิมน้ำลึกประมาณ 3-4 วา (6-8 เมตร)&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลือประมาณวากว่าๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ลุงบุญโรจน์บอกในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้แผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังกำลังเริ่มต้นแล้ว&amp;nbsp; โดยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน&amp;nbsp; เพื่ออนุรักษ์วิถีชีวิตชาวแพให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; และเป็นชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวนิยมใส่บาตรตอนเช้าที่ท่าน้ำบริเวณตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71621</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง, ที่อยู่อาศัย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f0fe394e11b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องเล่าของชาวแพสะแกกรัง  (1) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แม่น้ำสะแกกรังและเรือนแพในช่วงที่น้ำยังไม่แห้งแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย&amp;nbsp; เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวแพริมแม่น้ำน่าน&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก&amp;nbsp; ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่หลังที่ยังต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิและดำรงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากใครอยากจะไปดูวิถีชีวิตชาวแพแม่น้ำน่านก็ไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ชาวแพ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp; ซึ่งเทศบาลนครพิษณุโลกจัดสร้างขึ้นในปี 2542&amp;nbsp; โดยการสร้างบ่อน้ำแล้วเอาเรือนแพจำลองมาจัดแสดงไว้&amp;nbsp; เสมือนว่าเรือนแพลอยอยู่ในน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังซึ่งมีอยู่กว่า 100 หลัง&amp;nbsp; พวกเขายังสามารถดำรงชีวิตต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ&amp;nbsp; ได้นานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; แม้ว่าในวันนี้สายน้ำและสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จนดูเหมือนว่าชุมชนชาวแพเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และรอผุพังไปตามกาลเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระนั้นก็ตาม&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังยังมีลมหายใจ&amp;nbsp; พวกเขาเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต&amp;nbsp; แม้ว่าปัจจุบันเรือนแพส่วนใหญ่จะทรุดโทรมเพราะอยู่กับสายน้ำมานานปี&amp;nbsp; ทั้งยังเผชิญกับปัญหานานา&amp;nbsp; แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะร่วมมือกันฟื้นฟูมรดกที่ตกทอดมาปู่ย่าตายายให้ดำรงอยู่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพิธภัณฑ์ชาวแพที่พิษณุโลก&amp;nbsp; มีแพจำลอง&amp;nbsp; แต่ไม่มีชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายน้ำและความทรงจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสะแกกรังมีที่มาจากชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและมีต้นสะแกขึ้นอยู่หนาแน่น&amp;nbsp; มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในจังหวัดกำแพงเพชร&amp;nbsp; ไหลผ่านนครสวรรค์ลงมายังอุทัยธานี&amp;nbsp; และบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร&amp;nbsp; หล่อเลี้ยงผู้คนมาเนิ่นนานปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวเรือนแพที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำนี้มานานเพราะหลายครอบครัวอยู่อาศัยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย&amp;nbsp; หากจะนับย้อนไปก็คงจะไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 120 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นในปี 2449&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังถ่ายในปี 2449 คราวสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง&amp;nbsp; รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองอุทัยธานี ด้านซ้ายมือเมื่อขึ้นจากตลิ่งจะเป็นตลาด&amp;nbsp; ขวามือด้านบนเป็นวัดโบสถ์ (ภาพจากสมุดภาพเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; จัดพิมพ์โดยจังหวัดอุทัยธานี) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะว่าไปแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังน่าจะมีอายุเก่ากว่านั้น&amp;nbsp; เพราะวัดอุโปสถาราม&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;วัดโบสถ์&amp;rsquo; ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง (ตรงข้ามกับตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี) ก่อสร้างขึ้นในปี 2324 หรือปลายสมัยกรุงธนบุรี&amp;nbsp; ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีชุมชนตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนที่จะมีการสร้างวัด&amp;nbsp; โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งตรงข้ามกับวัดโบสถ์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นย่านค้าขายบนบก&amp;nbsp; ขณะที่ด้านล่างริมแม่น้ำสะแกกรังจะมีเรือบรรทุกสินค้า&amp;nbsp; และเรือนแพเป็นที่พักอาศัยเรียงรายไปตลอดลำน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงบุญสม&amp;nbsp; พูลสวัสดิ์&amp;nbsp; อายุ&amp;nbsp; 76 ปี&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตัวแกเองไม่ใช่เป็นคนสะแกกรังแต่ดั้งเดิม&amp;nbsp; พ่อแม่เป็นคนอยุธยา&amp;nbsp; มีอาชีพค้าไม้ไผ่&amp;nbsp; โดยใช้เรือกระแชงบรรทุกไม้ไผ่ครั้งละประมาณ 200 ลำ&amp;nbsp; ล่องจากอยุธยาขึ้นมาตามลำน้ำเจ้าพระยาแล้วเข้าสู่แม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; ใช้เวลาขึ้น-ล่องครั้งละประมาณครึ่งเดือน&amp;nbsp; เพราะเรือไม่มีเครื่องยนต์&amp;nbsp; ต้องใช้ถ่อหรือแจว&amp;nbsp; ส่วนไม้ไผ่ที่บรรทุกมาจะนำมาส่งให้ผู้รับซื้อเพื่อนำไปทำโครงงอบ &amp;nbsp;(หมวกทำด้วยใบลาน&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนานิยมใส่ทำงานเพื่อกันแดด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมล่องเรือมาค้าไม้ไผ่กับพ่อแม่ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปอสี่&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 60 ปีก่อน&amp;nbsp; ต้องกินนอนอยู่ในเรือ &amp;nbsp;ล่องจากอยุธยาเข้าอ่างทอง&amp;nbsp; สิงห์บุรี&amp;nbsp; ชัยนาท&amp;nbsp; เข้าปากคลองมโนรมย์&amp;nbsp; จนถึงแม่น้ำสะแกกรัง &amp;nbsp;สมัยนั้นเรือนแพและเรือสินค้าในแม่น้ำสะแกกรังยังมีเยอะ&amp;nbsp; การค้าขายคึกคัก&amp;nbsp; พอโตเป็นหนุ่ม&amp;nbsp; ประมาณปี 2513&amp;nbsp; ผมมีครอบครัวอยู่ที่นั่น&amp;nbsp; จึงปลูกแพอยู่&amp;nbsp; ตอนนั้นใช้เงินปลูกแพประมาณ 6,000 กว่าบาท&amp;nbsp; พอมีครอบครัวแล้วก็ไม่ได้ล่องแพอีก&amp;nbsp; เปลี่ยนอาชีพมาทำก้านธูปขาย&amp;nbsp; ใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นเส้น&amp;nbsp; ส่งขายโรงงาน&amp;rdquo; ลุงบุญสมเล่าประวัติชีวิตแบบย่นย่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกบอกด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนไม้ไผ่ที่ใช้ทำลูกบวบพยุงแพขนาดยาวประมาณ&amp;nbsp; 8 วา (16 เมตร) &amp;nbsp;ลำขนาดเท่าขวดน้ำปลา ราคาลำละไม่กี่บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ราคาลำละ 60 บาท&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 3-5 ปีจะต้องเปลี่ยนลูกบวบที่ชำรุดออก&amp;nbsp; ส่วนไม้ไผ่ที่นิยมใช้คือไผ่สีสุก&amp;nbsp; เพราะมีเนื้อแน่น&amp;nbsp; ลำข้อใหญ่&amp;nbsp; และน้ำไม่ทะลุข้อ&amp;nbsp; ทำให้ใช้งานได้นาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด&amp;nbsp; พรานปลาอาวุโส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงทองหยด&amp;nbsp; จุลมุสิทธิ์&amp;nbsp; วัย 78 ปี&amp;nbsp; อาชีพหาปลาและเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แกยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่รุ่นหนุ่ม&amp;nbsp; ราวๆ 50 ปีมาแล้ว&amp;nbsp; เมื่อก่อนน้ำในแม่น้ำยังใสแจ๋ว&amp;nbsp; ใช้ทั้งกินและอาบ&amp;nbsp; ถ้าใช้กินก็จะตักน้ำใส่โอ่งเอาไว้&amp;nbsp; แล้วเอาสารส้มลงไปแกว่ง&amp;nbsp; ทิ้งให้ตกตะกอนก็เป็นอันใช้ได้&amp;nbsp; ใช้น้ำในโอ่งมาทำกับข้าว&amp;nbsp; ถ้าจะกินก็จะเอาไปต้มก่อน&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ใช้น้ำในแม่น้ำอาบและซักผ้าเท่านั้น&amp;nbsp; น้ำกินต้องซื้อเอา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนลุงยกยอวันนึงจะได้ปลาประมาณ 300-400 กิโลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นปลาสร้อย&amp;nbsp; ปลาแดง&amp;nbsp; เอามาเคล้าเกลือแล้วตากแดด&amp;nbsp; บางทีก็ได้ปลาใหญ่&amp;nbsp; พวกปลาแรด&amp;nbsp; ปลาสวาย&amp;nbsp; ตัวนึงหนักหลายกิโลฯ บางทีได้ตัวละหลายสิบกิโลฯ &amp;nbsp;แต่ตอนนี้หาปลายาก&amp;nbsp; ได้ปลาวันละ&amp;nbsp; 30-40 โลฯ เท่านั้น&amp;nbsp; เพราะว่าน้ำน้อยลง&amp;nbsp; เริ่มจะเน่าเสีย &amp;nbsp;มีสีดำ&amp;nbsp; อีกอย่างคนหาปลาก็เยอะขึ้น&amp;nbsp; จึงจับปลาได้น้อยลง&amp;rdquo; พรานปลาอาวุโสบอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; ปีหนึ่งคนหาปลาจะหยุดจับปลาในช่วงฤดูวางไข่ 3 เดือน&amp;nbsp; คือตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงกันยายน&amp;nbsp; เพื่อให้ปลาได้ขยายพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ลุงทองหยดมีอาชีพหลักคือเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; มีปลาเทโพ&amp;nbsp; นิล&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; แรด&amp;nbsp; และสังกะวาด&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่เป็นปลาสังกะวาด&amp;nbsp; (ปลาในตระกูลปลาสวาย&amp;nbsp; แต่ตัวเล็กกว่า)&amp;nbsp; ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน &amp;nbsp;ราคากิโลกรัมละ 70 บาทขึ้นไป &amp;nbsp;จะมีพ่อค้ามารับซื้อแล้วเอาไปขายทางภาคอีสาน&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านแถบนั้นนิยมกิน&amp;nbsp; เอาไปทำปลาแดดเดียว&amp;nbsp; หรือย่างเกลือ&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; กินกับข้าวเหนียวยิ่งเหมาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สะแกกรังแล้ง-แม่น้ำเริ่มป่วยไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเป็นมนุษย์&amp;nbsp; แม่น้ำสะแกกรังคงผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน&amp;nbsp; แต่เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; อุณหภูมิโลกสูงขึ้น&amp;nbsp; ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล&amp;nbsp; โดยเฉพาะในประเทศไทย&amp;nbsp; น้ำในเขื่อนทางตอนเหนือของประเทศมีปริมาณลดน้อยลง&amp;nbsp; ส่งผลให้แม่สายน้ำหลักเริ่มแห้งแล้ง &amp;nbsp;แม่น้ำสายรองเช่นสะแกกรัง&amp;nbsp; ไม่มีน้ำจากเจ้าพระยาเข้าไปเติมเต็ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้แม่น้ำสะแกกรังกำลังป่วยไข้&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากวิกฤตน้ำแล้ง&amp;nbsp; ท้องน้ำหดแคบลง&amp;nbsp; เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้นขึ้นมาอยู่ชายตลิ่ง&amp;nbsp; กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้น้ำไม่ไหลเวียน&amp;nbsp; เกิดดินตะกอนในท้องน้ำ&amp;nbsp; ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพหลบลี้ไปอยู่วังน้ำอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพบริเวณใกล้ตลาดเทศบาลหนาแน่นไปด้วยผักตบชวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศักดิ์ชัย&amp;nbsp; เต๊ะปานัน&amp;nbsp; ชาวแพวัย 48 ปี&amp;nbsp; อาชีพขับเรือจ้างและเลี้ยงปลา&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แม่น้ำสะแกกรังเริ่มแห้งแล้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 &amp;nbsp;พอเข้าหน้าแล้งปีนี้ยิ่งส่งผลกระทบหนัก&amp;nbsp; เพราะผักตบชวาแพร่พันธุ์ไปทั่วคุ้งน้ำ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงที่ท้องน้ำหดแคบลง&amp;nbsp; ผักตบชวาจะไหลไปรวมกันหนาแน่น&amp;nbsp; เรือเล็กไม่สามารถผ่านได้&amp;nbsp; เห็นได้ชัดเจนบริเวณเหนือวัดโบสถ์ขึ้นไป&amp;nbsp; นอกจากนี้กอผักตบชวาที่มีอยู่เต็มท้องน้ำ&amp;nbsp; ทำให้แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงใต้น้ำ&amp;nbsp; อ๊อกซิเจนในน้ำจึงมีน้อย&amp;nbsp; จึงมีผลทำให้แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; ปลาจึงหนีไปอยู่วังน้ำลึก&amp;nbsp; ส่วนคนที่เลี้ยงปลาในกระชังก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะทำให้ปลาตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&amp;nbsp; อายุ 52 ปี&amp;nbsp; อาชีพค้าขายในตลาดเทศบาลเมืองอุทัย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; เรือนแพของเธอผูกอยู่ตรงท่าน้ำวัดโบสถ์&amp;nbsp; หากเป็นช่วงปกติ&amp;nbsp; เธอจะต้องใช้เรือเล็กหรือใช้สะพานไม้ไผ่ข้ามไป-มาระหว่างท่าน้ำกับเรือนแพของเธอ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว&amp;nbsp; เพราะแม่น้ำแห้งจนสันทรายโผล่ขึ้นมา&amp;nbsp; เรือนแพที่เคยผูกอยู่ที่ท่าน้ำตอนนี้เกยตื้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มันเริ่มแล้งตั้งแต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว&amp;nbsp; แต่ปีนี้หนักสุด&amp;nbsp; เกิดมา 50 กว่าปี&amp;nbsp; ไม่เคยเห็นแม่น้ำสะแกกรังแล้งขนาดนี้&amp;nbsp; พอน้ำแล้ง&amp;nbsp; แม่น้ำก็จะแคบลง&amp;nbsp; ทำให้ผักตบชวาไหลมาอยู่รวมกัน&amp;nbsp; คนใช้เรือก็ลำบาก ส่วนเรือนแพที่เกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบก็จะแตกหักเสียหาย&amp;nbsp; ต้องหาเงินมาซ่อมใหม่&amp;nbsp; แต่ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; ถ้าไม่หาปลา&amp;nbsp; ก็จะไปรับจ้าง&amp;nbsp; หรือค้าขายเล็กน้อยๆ อยู่ในตลาด&amp;nbsp; จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ&amp;rdquo; &amp;nbsp;สมคิดบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพของสมคิดเกยตื้นอยู่หน้าวัดโบสถ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงสะท้อนจากชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังปัจจุบันมีทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 200 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; แพบางหลังเป็นของคนมีเงิน&amp;nbsp; หรืออดีตข้าราชการที่สร้างไว้เพื่อพักผ่อน&amp;nbsp; หรือสร้างไว้เพื่อทำเป็นที่พัก-แพอาหารรองรับรับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; ส่วนที่ป็นแพของชาวบ้านใช้อยู่อาศัยและทำกระชังเลี้ยงปลาตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ&amp;nbsp; 130-140&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเดือดร้อนของชาวแพกลุ่มชาวบ้านได้ถูกร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนในท้องถิ่นและส่วนกลางในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 &amp;nbsp;เริ่มจากปัญหาผักตบชวาที่หนาแน่นกีดขวางการเดินเรือ ซึ่งขณะนั้นน้ำในแม่น้ำสะแกกรังยังมีปริมาณมาก&amp;nbsp; แต่พอย่างเข้าสู่ช่วงปลายปี&amp;nbsp; แม่น้ำเริ่มลดระดับลง&amp;nbsp; เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพบางส่วนเกยตื้น&amp;nbsp; และเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียติดตามมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเรือนแพจึงร้องเรียนต่อทางจังหวัดให้การช่วยเหลือ&amp;nbsp; รวมทั้ง &amp;lsquo;มนัญญา ไทยเศรษฐ์&amp;rsquo; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จนเรื่องมาถึง &amp;lsquo;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rsquo;&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดดูแลคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; รมว.พม.จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดอุทัยธานีเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่จากกระทรวง พม.&amp;nbsp; ทั้ง พอช.&amp;nbsp; พมจ.(พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี)&amp;nbsp; ร่วมกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดได้จัดกระบวนการสำรวจข้อมูลปัญหาของผู้เดือดร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา&amp;nbsp; โดยใช้วิธีการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; สำรวจข้อมูล&amp;nbsp; ถ่ายรูป&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; จัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ทำผังชุมชน&amp;nbsp; สำรวจปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และจัดตั้งคณะทำงาน&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีการจัดประชุมเพื่อสรุปข้อมูลและร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟูชุมชนชาวแพทั้งระบบ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า&amp;nbsp; มีชุมชนชาวแพที่ได้รับผลกระทบและมีความเดือดร้อนจากปัญหาแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&amp;nbsp; ทั้งหมด&amp;nbsp; 127 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยชุมชนชาวแพมีข้อเสนอและความต้องการแก้ไขปัญหารวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตชาวเรือนแพ &amp;nbsp;เรื่องอาชีพ-รายได้&amp;nbsp; การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผอ.พอช.ยกตัวอย่างข้อเสนอของชาวแพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตชาวแพยังใช้เรือพายสัญจรไปมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ติดตามตอนต่อไปวันพฤหัสที่ 16 กรกฎาคม)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71425</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดอุทัยธานี, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200714/image_big_5f0d6ff531a2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2020 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2020 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.-พมจ.จับมือจังหวัดอุทัยธานีช่วยเหลือชุมชนชาวแพสะแกกรัง  ซ่อมลูกบวบเฟสแรก 123 ครัวเรือน-พัฒนาคุณภาพชีวิตครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บริหาร พอช.สำรวจชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุทัยธานี/ พอช.-พมจ.จับมือจังหวัดอุทัยธานีช่วยเหลือชุมชนชาวแพสะแกกรังที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำแล้งหนักในรอบ 50 ปี&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทาง&amp;nbsp; การทำมาหากิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยชุมชนชาวแพจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำแผนแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; พัฒนาชุมชน &amp;nbsp;และคุณภาพชีวิตรอบด้าน&amp;nbsp; ขณะที่ พอช.จะสนับสนุนการซ่อมแพเฟสแรก 123 ครัวเรือน&amp;nbsp; และเสนอ รมว.พม.เพื่อชงเรื่องการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพเป็นตัวอย่างการลดความเหลื่อมล้ำเข้าสู่ ครม.ต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ชุมชนชาวแพที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; กว่า 100 ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง&amp;nbsp; เนื่องจากแม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณลดน้อยลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพที่ปลูกอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบแพที่ใช้พยุงแพได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสัญจรทางเรือลำบาก&amp;nbsp; การเลี้ยงปลาในกระชังได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; การทำมาหากินลำบาก&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; และผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนชาวแพที่ได้รับความเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพแพที่เกยตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ (7 มีนาคม)&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี (พมจ.) และทีม&amp;nbsp; One Home&amp;nbsp; ได้จัดประชุมร่วมกับผู้แทนชุมชนชาวแพที่วัดอุโปสถาราม (วัดโบสถ์)&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; เพื่อสรุปข้อมูลการสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาของชุมชนชาวแพก่อนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ&amp;nbsp; 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&amp;nbsp; ผู้แทนชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; อายุ 51 ปี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เดิมชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรังมีมากกว่า&amp;nbsp; 200 แพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่อาศัยในเรือนแพติดต่อกันมานานนับร้อยปี&amp;nbsp; ครอบครัวของตนอยู่อาศัยตั้งแต่รุ่นปู่ย่า&amp;nbsp; ปลูกแพอยู่ตรงหน้าวัดโบสถ์&amp;nbsp; แต่ในช่วงหลายสิบปีมานี้ชาวแพส่วนหนึ่งได้โยกย้ายขึ้นไปอยู่บนบก&amp;nbsp; เพราะเรือนแพจะต้องซ่อมแซมลูกบวบ(ทำด้วยไม้ไผ่เพื่อใช้พยุงแพ) ทุก ๆ 3-5 ปี&amp;nbsp; ทำให้มีภาระค่าใช้จ่าย&amp;nbsp; เพราะการซ่อมหรือเปลี่ยนลูกบวบแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 20,000 บาท&amp;nbsp; ประกอบกับช่างซ่อมลูกบวบมีน้อย&amp;nbsp; ค่าแรงก็แพง&amp;nbsp; คนที่พอจะมีเงินจึงย้ายขึ้นไปหาที่อยู่บนฝั่ง&amp;nbsp; เพราะมีความมั่นคงถาวรกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้คนที่อยู่ในเรือนแพ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ น้อยอยู่ในตลาด&amp;nbsp; และรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; เมื่อเจอกับปัญหาความแห้งแล้งในแม่น้ำสะแกกรังที่คนแก่คนเฒ่าบอกว่าแล้งมากที่สุดในรอบ 50 ปี&amp;nbsp; จึงทำให้เกิดผลกระทบไปทั่ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เพราะทำให้แพเกยตื้น&amp;nbsp; จากที่เคยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; ต้องมาอยู่บนบก&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบที่ทำด้วยไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; การเดินทางด้วยเรือก็ไม่สะดวกเพราะน้ำแห้ง&amp;nbsp; ต้องจ้างรถสามล้อ&amp;nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ มาให้ความช่วยเหลือ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนชุมชนชาวแพยกตัวอย่างปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่จากกระทรวง พม.&amp;nbsp; ทั้ง พอช.&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; และทีม One Home ร่วมกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดได้จัดกระบวนการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนตั้งแต่วันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยใช้วิธีการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; การสำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; การจัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ถ่ายรูป&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมีการจัดประชุมเพื่อสรุปข้อมูลในวันนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีปัญหาและความต้องการของชุมชนชาวแพทั้งหมด&amp;nbsp; 123 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; อาชีพ-รายได้&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทยที่เหลืออยู่&amp;nbsp; เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; มีประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรักษาเอาไว้&amp;nbsp; ดังนั้น พอช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนชาวแพจัดทำแผนปฏิบัติการทั้ง 8 ด้านขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อเสนอแผนไปยัง &amp;lsquo;คณะทำงานขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือชุมชนชาวแพสะแกกรัง&amp;rsquo; ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธานเพื่อแก้ไขปัญหาในเร็วๆ นี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.พอช.กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวแพนั้น&amp;nbsp; พอช.สามารถสนับสนุนการแก้ไขปัญหาได้โดยตรง&amp;nbsp; โดยเน้นให้ชาวชุมชนมีส่วนร่วม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนงบประมาณ&amp;nbsp; และให้ชาวชุมชนช่วยกันซ่อมหรือเปลี่ยนลูกบวบไม้ไผ่&amp;nbsp; เบื้องต้นมีทั้งหมด 123 ครัวเรือน&amp;nbsp; นอกจากนี้ชาวชุมชนจะต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งขึ้นมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งคณะกรรมการเป็นกลุ่มย่อยเพื่อช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนแก้ปัญหาระยะยาว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เพื่อใช้ซื้อลูกบวบหรือซ่อมแซมบ้าน&amp;nbsp; และเมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งแล้วก็จะสามารถรวมกลุ่มกันไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกลุ่มอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่มชาวชุมชนแออัดในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีที่ พอช.จะมีโครงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังนี้&amp;nbsp; จะเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาของชุมชนต่างๆ อย่างรอบด้าน&amp;nbsp; ทั้งด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ความยากจน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; ผู้สูงวัย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp; ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp; โดย พอช.จะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อพิจารณานำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี&amp;nbsp; เพื่อเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าวในตอนท้าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการแก้ไขปัญหาชาวชุมชนเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรังที่ได้รับผลกระทบทางด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พอช.จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงชนบท&amp;rsquo; ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นมีผู้ได้รับความเดือดร้อนรวมทั้งหมด 123 ครัวเรือน&amp;nbsp; คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้หลังจากที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; (ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้) เพื่อความสะดวกในการซ่อมหรือเปลี่ยนลูกบวบใหม่&amp;nbsp; เพราะหากน้ำแล้งหรือแพเกยตื้นอยู่บนบกจะไม่สามารถเปลี่ยนลูกบวบได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน&amp;nbsp; 25,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59099</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง, ซ่อมลูกบวบ, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, พมจ, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., อุทัยธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200307/image_big_5e63680c06e7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
