<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2019 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2019 15:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>19 ชุมชนหลากเชื้อชาติ   ใต้ร่มพระบารมี 237 ปีรัตนโกสินทร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้จัดกิจกรรม &amp;ldquo;ใต้ร่มพระบารมี 237 ปี กรุงรัตนโกสินทร์&amp;rdquo; โดยกรุงรัตนโกสินทร์ หรือครบรอบ 237 ปีของการสถาปนากรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็นเมืองหลวงของประเทศ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยและใช้ศักยภาพด้านมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาติอันทรงคุณค่าภายในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ให้เป็นที่รู้จัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า รูปแบบในการจัดงานปีนี้มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาก โดยเน้นการให้องค์ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และชุมชน ประชาชนที่อยู่ใต้ร่มพระบารมีของราชวงศ์จักรี ซึ่งภายในงานก็จะมีชุมชนอยู่ 2 รูปแบบ คือชุมชนดั้งเดิมที่เกิดขึ้น ที่อาจจะอพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาและชุมชนใหม่ ที่เกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หรือชุมชนชนชาติอื่นอย่าง ชุมชนคนจีน แขก มอญ ลาว หรือแม้แต่ชุมชนใหม่ที่สุด นั่นก็คือ ชุมชนเกาหลี ซึ่งทุกคนได้อยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยให้อยู่อย่างร่มเย็น มีความสุขมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแถลงข่าวครั้งนี้ รมว.วธ.ได้กล่าวบรรยายพิเศษในเรื่องคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์กับงานศิลปวัฒนธรรมว่า ในสมัยรัชกาล 4 ที่ทรงมีความเชี่ยวชาญในภาษา ทำให้มีความสะดวกในการเจรจากับต่างประเทศในเรื่องต่างๆ หรือในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่พระองค์เสด็จประพาสต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ทำให้พระองค์ทรงมีแนวคิดในการพัฒนาบ้านเมือง โดยการวางผังเมืองให้มีความสวยงาม และตัดถนนเพื่อรอการเติบโตของเมืองในอนาคต หรือการสร้างถนนราชดำเนินให้มีความคล้ายคลึงถนนฌ็องเซลิเซ ประเทศฝรั่งเศส &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ในด้านศิลปวัฒนธรรมก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่เรายังคงรักษาไว้ หากประเทศไทยตกเป็นอาณานิคมอาจจะรักษาไว้ไม่ได้ อย่างวัฒนธรรมในสมัยทวารวดีที่ได้รับอิทธิพลมากจากประเทศอินเดีย อย่างศาสนาพุทธ ซึ่งไทยยังคงรักษามาจนถึงปัจจุบัน ได้รับการทำนุบำรุงอย่างดีจากพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งไม่แค่ศาสนาพุทธ แต่ทุกศาสนาที่มีในไทย หรือเทศกาลลอยกระทงในสมัยสุโขทัย หรือประติมากรรม การสร้างพระพุทธชินราช เรียกได้ว่าเป็นยุคที่งานศิลปะของไทยรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้&amp;quot; รมว.วธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในงานแถลงข่าวยังมีกิจกรรมการสาธิตอาหารประจำท้องถิ่นหรือชาติของตนเอง การจำหน่ายสินค้าของชุมชนต่างเชื้อชาติ และชุมชนโบราณที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นของดั้งเดิม จำนวน 19 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนญี่ปุ่นจากย่านสุขุมวิท ก็มีการนำข้าวปั้นกับซุปมิโซะมาให้ได้ลิ้มรส, ชุมชนอินเดีย (พราหมณ์/ฮินดู/ซิกข์) จากย่านพาหุรัด/สีลม/วังบูรพา ที่มีการนำข้าวผัดและขนมหวานมาให้ได้ชิม, ชุมชนเกาหลีจากย่านโคเรียนทาวน์ (Korean Town) ที่มีการสาธิตการทำกิมจิ และให้ลองชุดฮันบก ชุดประจำชาติ, ชุมชนมอญบางกระดี่จากย่านบางกระดี่ (เขตบางขุนเทียน) ก็มีการจำหน่ายผ้าไหมและสินค้าพื้นบ้าน ชุมชนลาว (ชุมชนบางไส้ไก่ บ้านสมเด็จ) จากย่านธนบุรี ที่มีการสาธิตการทำหัวโขนเล็ก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของชุมชนอื่นๆ ก็มีชุมชนชาวจีนจากย่านสำเพ็งและเยาวราช, ชุมชนมุสลิมบ้านครัวจากเขตปทุมวัน (บ้านครัวใต้) และเขตราชเทวี (บ้านครัวเหนือ), ชุมชนเวียดนาม (ญวนพุทธ) จากย่านบางซื่อ, ชุมชนเขมรจากย่านสามเสน, ชุมชนตะวันตก อาทิ ชุมชนบางรัก ชุมชนกุฎีจีน และย่านบางรัก (โปรตุเกส/เยอรมนี/อิตาลี) ย่านธนบุรี (โปรตุเกส/มอญ/ญวน), ชุมชนคลองสานจากย่านคลองสาน, ชุมชนเมียนมาจากย่านพระโขนง, ชุมชนชวาจากย่านสาทรใต้, ชุมชนบ้านบาตรจากย่านป้อมปราบศัตรูพ่าย และชุมชนบางลำพูจากย่านพระนคร และกิจกรรมการแสดงต่างๆ เป็นสีสันให้ทุกคนที่ได้เข้าร่วมงานได้เข้าใจวัฒนธรรมและประเพณีของชนชาติอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาร์ซัน ซิงห์ นารัง รองนายกสมาคมศิรีคุรุสิงห์สภา ที่ได้นำข้าวผัดพื้นถิ่นของคนซิกข์มาทำให้ได้ทาน เล่าว่า ชุมชนอินเดียที่อาศัยอยู่พาหุรัดเป็นชาวซิกข์ ย้ายเข้ามาอยู่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยคาดว่ามีทหารจากอินเดียที่ปฏิบัติการอยู่มาเลเซีย และตอนนั้นก็มีสงครามในอินเดีย ซึ่งพ่อของตนก็เห็นว่าไม่ปลอดภัย รัชกาลที่ 5 ทรงเชิญให้มาอยู่ประเทศไทย ตนคิดว่าอาจจะเพราะทหารอินเดียมีความแข็งแรง สู้รบเก่ง ในตอนนั้นทหารผู้ติดตามคือคนในครอบครัวเข้ามาด้วย ในการใช้ชีวิตแรกๆ แม้จะมีความยากลำบากอยู่บ้าง แต่เราก็ยังได้ที่อาศัยที่ย่านพาหุรัด และมีข้าวกิน ได้เรียน ซึ่งในตอนนั้นด้วยความที่เป็นทหารม้า จึงนำม้าพร้อมกับผ้าแพร ผ้าไหมอินเดีย มามอบให้กับไทย และพระองค์พระราชทานช้างเป็นของขวัญกลับไป ซึ่งนับตั้งแต่ตอนนั้นผ้าอินเดียก็เริ่มได้รับความนิยมและดังขึ้น และกลายเป็นย่านค้าผ้าไหมอินเดียในพาหุรัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ในพื้นที่มีวัดคุรุดาวารา ซึ่งเป็นวัดซิกข์ ที่เป็นจุดศูนย์กลาง ในตอนนี้ก็มีชาวฮินดูอาศัยอยู่บ้างประปราย สำหรับผมตั้งแต่มาอยู่เมืองไทย สิ่งที่ได้รับรู้คือ ความปลอดภัย และประเทศนี้ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร มีความอิสรเสรี ไม่มีเหยียดเชื้อชาติ ทำให้คนอินเดียในสมัยนั้นที่เดินทางมาอาศัยอยู่ไทยไม่อยากกลับไป แต่ผมก็กลับไปเยี่ยมญาติบ้าง แต่ตัวผมเกิดเมืองไทย เรียนที่ไทย และรักเมืองไทย ในส่วนของขนมหวานที่ทำมาให้ทานกัน ก็เป็นส่วนผสมที่ง่ายๆ อย่างนมกับมะพร้าว หรือข้าวผัด และผักที่ทอด ทุกอย่างเป็นมังสวิรัติ ซึ่งเป็นอาหารที่หาทานได้ง่ายและทำง่าย โดยที่วัดคุรุดาวาราก็มีแจกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนชุมชนที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างชุมชนเกาหลีในย่านสุขุมวิท จู ยองซอน ผู้จัดการโครงการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี บอกว่า ในการตั้งชุมชนเกาหลีขึ้นนั้นยังไม่ได้เกิดการก่อตั้งอย่างเป็นทางการ เพียงแต่ในย่านสุขุมวิทที่เป็นห้างสรรพสินค้าโคเรียนทาวน์ ก็เป็นจุดที่มีการเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลี อย่างอาหาร ผู้คน ความบันเทิงต่างๆ แต่เมื่อกว่า 30 ปีก่อน คนเกาหลีก็เริ่มมีการเดินทางเข้ามาธุรกิจที่ไทย แต่หลังๆ มานี้วัฒนธรรมเกาหลีเริ่มเข้ามาแพร่หลายมากขึ้น ไม่ใช่เพียงด้านอุตสาหกรรมเคป๊อป แต่ยังมีการแต่งงานกับคนไทยมากขึ้นด้วย อย่างครอบครัวของตนก็มีการย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ไทย และเพื่อให้ผู้คนได้รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับเกาหลีมาขึ้น ก็มีการสาธิตการทำกิมจิ ซึ่งเป็นเครื่องเคียงในโต๊ะอาหารที่ขาดไม่ได้ หรือชุดประจำชาติฮันบก ที่เอามาลองส่วมใส่กันด้วย. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29632</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.), ชุมชนดั้งเดิม, ชุมชนโคเรียลย่านโคเรียนทาวน์, นายวีระ โรจน์พจนรัตน์, มรดกศิลปวัฒนธรรม, มอญบางกระดี่, ใต้ร่มพระบารมี 237 ปี กรุงรัตนโกสินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190221/image_big_5c6e597af3b04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
