<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษกเพื่อไทย ยกม็อบนักศึกษาพลังบริสุทธิ์ แนะใช้ รธน.2540 เป็นทางออกวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.63 - นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า จากปัญหาในทุกมิติของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เข้าสู่อำนาจตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 ซึ่งหมักหมมไว้เป็นเวลานานนั้น เห็นว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องในประเด็นต่างๆ ของกลุ่มเยาวชนปลดแอก Free YOUTH ในขณะนี้ เป็นเพียงทางออกเดียวของประเทศชาติและประชาชน ที่จะนำสันติสุขกลับคืนมา 7 ปีกว่ามานี้ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าไม่มีกลไกอำนาจใดๆที่ทำให้รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน เหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นเป็นการตกผลึกร่วมกันของสังคมผ่านเยาวชนคนหนุ่มสาวที่มีพลังบริสุทธิ์ ซึ่งต้องการกำหนดอนาคตของเขาเอง ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ,ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐบาลที่ผู้นำใช้อำนาจอธิปไตยแบบรวมศูนย์ แม้รัฐธรรมนูญจะได้แยกอำนาจอธิปไตยไว้ แต่ในทางพฤตินัย อํานาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไปรวมศูนย์อยู่ที่ผู้นำรัฐบาล แม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคที่ประกาศไม่สนับสนุนเผด็จการตั้งแต่แรกเป็นสัญญาประชาคม ก็ยังต้องยอมร่วมรัฐบาลด้วยเงื่อนไขทางการเมือง จึงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ กับพวก มีอำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงไม่ค่อยฟังเสียงประชาชน เปรียบได้กับคำกล่าวของ Lord Acton อดีตนักการเมืองชาวอังกฤษ ที่กล่าวว่า Power tends to corrupt.and absolute power corrupts absolutely แปลความได้ว่า ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นย่อมมีการฉ้อฉล ที่ใดมีอำนาจเหลือล้น ที่นั่นมีการฉ้อฉลสุดประมาณ ทั้งนี้ เพราะมีพฤติการณ์ที่พอจะถือได้ว่า ผู้กุมอำนาจบริหารประเทศ มีอำนาจเหนือการตรากฎหมาย และการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ทำให้สิทธิเสรีภาพ ของประชาชนไม่มีความหมาย การตราและการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามอำเภอใจ ประชาชนเดือดร้อน บ้านเมืองหาความสงบสุขไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุมสายกล่าวว่า กรณีมีสมาชิกวุฒิสภาแสดงท่าทีว่า ยิ่งไล่ก็ยิ่งไม่ออกและไม่ได้สนกระแสผู้ชุมนุมนั้น ตนเสนอว่าขออย่าได้ตั้งเงื่อนไขเช่นนั้น อยากให้เปิดใจพิจารณาถึงที่มาของ รธน.และ ส.ว.ที่สร้างปัญหา ส่วนตัวเห็นว่าอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้คือ การหยิบเอารัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ซึ่งเป็น รธน.ฉบับประชาชน ที่อดีตสสร.ได้ร่างไว้ เพราะเขาศึกษามาดีแล้ว ทันท่วงที สอดคล้องกับสถานการณ์ แม้มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีนักประชาธิปไตยท่านใดปฏิเสธ และน่าจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ ก็จะเป็นการหาทางออกจากวิกฤติ ที่ปลอดภัยที่สุด แต่หากรัฐบาลยังดันทุรังไม่ฟังใคร อาจจะเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72891</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมสาย ศรียาภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c5139f260617.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 12:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 12:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษกพท.ชี้กระบวนการยุติธรรมใกล้ถึงจุดวิกฤติจี้รัฐบาลสังคายนาทั้งระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27ก.ค.63-นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคดีสำคัญในขณะนี้ ว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมาใกล้ถึงจุดวิกฤติศรัทธาแล้ว เพราะผู้คนในสังคมกังขาว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดผัน (abuse) ทำให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศสูญเสียความเชื่อมั่นในฐานะเป็นที่พึ่งสุดท้ายแห่งความยุติธรรมของสังคม เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย และตีความกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ยิ่งกว่าประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความสงบสุขโดยแท้จริง ซึ่งถือว่า เป็นความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
&amp;nbsp;
นายชุมสาย กล่าวว่า ความยุติธรรมตามใบสั่ง เช่นนี้ดำรงอยู่ ในกระบวนการยุติธรรมไทยมาหลายทศวรรษ ที่การบังคับใช้กฎหมายถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือในการ พิทักษ์ประโยชน์แห่งผู้มีอำนาจไม่ใช่ประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับการบังคับใช้กฎหมายในทางการเมืองและการบริหารประเทศ ได้มีการทำรัฐธรรมนูญโดยมีบทบัญญัตินิรโทษกรรมให้ตนเองกับพวกที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างชัดแจ้ง มีการตรากฎหมาย ขึ้นใช้เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้มีอำนาจ มีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะสองมาตรฐานค่อนข้างชัดเจนส่งผลให้ หลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรมพังทลายลง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุมสาย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เรามีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะด้านกระบวนการยุติธรรม ตนจึงขอเรียกร้องให้ ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องเร่งสังคายนาและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจังทั้งระบบ ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศชาติ และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของ ประชาชนอย่างแท้จริง ขอยกคำกล่าว อมตะวาจาของอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา Thomas Jefferson. ว่า &amp;quot;When injustice becomes law resistance becomes Duty &amp;quot; &amp;quot;เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การลุกขึ้นต่อต้านย่อมถือเป็นหน้าที่&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72622</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรม, ชุมสาย ศรียาภัย, หลักนิติรัฐ-นิติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba534307685.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.เย้ย&#039;บิ๊กตู่&#039;หมดมุกเดินสายพบสื่อซื้อเวลา ปรับครม.ไม่พอต้องยุบสภา-ลาออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค. 63 - นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินสายพบสื่อ อ้างว่าเพื่อรับฟังมุมมองในการขับเคลื่อนประเทศว่า พล.อ.ประยุทธ์ หมดแล้วซึ่งหนทางในการบริหารประเทศ ปัญหาที่ก่อไว้ตั้งแต่เข้าสู่อำนาจมีมากมาย เมื่อมาผนวกกับวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 กับความผิดพลาดของรัฐบาล เกินกว่าที่จะปรับ ครม. แล้วไปต่อได้ คงเหลือเพียงการยุบสภาหรือลาออกเท่านั้น หาก พล.อ.ประยุทธ์ มีความจริงใจและตั้งใจที่จะขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการมุ่งมั่นแก้ปัญหาที่ทำให้คนในสังคมยุติขัดแย้ง และปรองดองกัน คือต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายโดยเร่งด่วน ผ่านการพูดคุยกับ ส.ว.และ ส.ส.พรรครัฐบาล โดยให้คณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญมีอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การพบสื่อเพื่อรับฟังปัญหายังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสื่อทุกแขนงเป็นห่วงประเทศชาติและประชาชนซึ่งได้สะท้อนปัญหาให้รัฐบาลดีอยู่แล้ว จึงไม่น่าใช่วิธีการแก้ปัญหาแต่คงเป็นเพียงการซื้อเวลาอายุรัฐบาลให้ทอดยาวออกไปเท่านั้น คนที่ท่านควรพบและคุยมากที่สุดคือผู้แทนประชาชน ซึ่งคือ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะปัญหาต่างๆ ที่ ส.ส.ทุกท่านได้ให้คำแนะนำ ทักท้วง ในฐานะตัวแทนของประชาชนทั้งในและนอกสภา ท่านต้องใจกว้างพอ ข้อมูลเหล่านั้นในหลายๆ มิติล้วนเป็นประโยชน์ในการบริหารประเทศ&amp;nbsp; อย่าคิดว่าพรรคฝ่ายค้านจ้องล้มรัฐบาลเพียงสถานเดียว&amp;quot; รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมสาย ศรียาภัย, บิ๊กตู่, ปรับครม., พท., พบสื่อ, ยุบสภา, รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba534307685.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กเพื่อไทยเพ้อบอก88ปีประชาธิปไตยมีแต่เสื่อมทรุด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.2563 - นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ได้ฉุดรั้งพัฒนาการทางการเมืองและการเมืองภาคประชาชนให้ถอยหลังลงไปมาก และในวันนี้ยังคงเป็นอำนาจเด็ดขาดของรัฐบาลสืบทอดอำนาจในทุกมิติ 88 ปีประชาธิปไตยไทย ยังอยู่ในวังวนอำนาจเดิม ซึ่งขึ้นอยู่กับนายทุน ขุนศึก ซึ่งเป็นชนชั้นนำ ของประเทศ และยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยของประชาชนโดยแท้จริง ซึ่งยังมีการพยายามกระทำเพื่อให้เกิดสภาพดังกล่าวต่อไป เช่น ผู้มีอำนาจในรัฐบาลพยายามใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนเพื่อรักษาอำนาจ ตนเองและพวกพ้อง ผ่านกองทัพ ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมโดยมีรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ และการเอื้อธุรกิจทุนใหญ่ผูกขาด เพียงไม่กี่ตระกูล ไม่ใช่เพื่อประชาชนโดยแท้จริง มีการเอาเปรียบประชาชนในหลายมิติ ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เหลือเพียง 12 ปี จะครบ 100 ปี หรือ 1ศตวรรษ นอกจากประชาธิปไตยยังไม่ดีขึ้น ตรงข้ามกลับมีสภาพเสื่อมทรุดลงกว่าเดิม ห่างไกลที่จะพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นสากล มีผลกระทบด้านโอกาส ความเชื่อมั่น ดังนั้นในวันนี้ จึงต้องร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้เป็นประชาธิปไตยตามที่ควรจะเป็น โดยเร็วที่สุด ซึ่งมีพรรครัฐบาลอย่างน้อย 2 พรรค ให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญในโอกาสแรกที่มีรัฐบาล และว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขของ การเข้าร่วมรัฐบาล จึงอยากเห็นการเร่งผลักดันให้สำเร็จโดยเร็ว&amp;quot;นายชุมสาย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69542</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมสาย ศรียาภัย, ประชาธิปไตย, พท., พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191208/image_big_5dec8ca8485d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ลั่นไม่มีประเทศใดเปิดกิจการเต็มรูปแบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยกลับมามีผู้ติดเชื้อ 2 ราย ตายอีก 1 ราย ทั้งหมดเป็นหญิงล้วน ผู้ป่วยมีทั้งที่ภูเก็ตและสถานกักตัวของรัฐ &amp;ldquo;หมอทวีศิลป์&amp;rdquo; เตือนสถานการณ์โลกไม่น่าไว้วางใจ การ์ดเราต้องไม่ตก &amp;nbsp;เพราะกำลังเข้าสู่เฟส 3 ในอีกสัปดาห์ &amp;ldquo;สธ.&amp;rdquo; ชี้ไม่มีประเทศใดเปิดเต็มรูปแบบ ต้องคุมจัดการความเสี่ยงให้ต่ำที่สุด &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; เจ็บคอไม่ขอพูดเรื่องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน ส่วนฝ่ายค้านโวยเป็นนกแก้วรายวันให้เลิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย โดยเป็นหญิงชาวจีน อายุ 46 ปี เป็นภรรยาของชายชาวอิตาลีที่เป็นผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้เข้ามาที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. พร้อมครอบครัว 5 คน เพื่อพาลูกมาเรียนว่ายน้ำ หญิงคนดังกล่าวไม่มีอาการ สาเหตุที่ตรวจพบเชื้อ เพราะเป็นบุคคลใกล้ชิดสามี ซึ่งเป็นมาตรการสอบสวนโรคที่เราดำเนินการอยู่ อีกรายเป็นหญิงไทย อายุ 55 ปี เป็นพนักงานนวดเดินทางกลับมาจากรัสเซียเมื่อวันที่ 20 พ.ค. และอยู่ในสถานกักตัวของรัฐ ตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 24 พ.ค. เป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเช่นกัน ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 3,042 ราย หายป่วยสะสม 2,928 ราย นอกจากนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 68 ปี มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายระยะสุดท้าย มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 29 มี.ค. มีอาการไข้ หอบเหนื่อย ย้ายเข้าไปอยู่ห้องความดันลบ พบเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 14 เม.ย. อาการแย่ลงเรื่อยๆ แม้ใส่เครื่องช่วยหายใจก็ไม่ดีขึ้น และเสียชีวิตในวันที่ 24 พ.ค. ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 57 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวถึงผู้ป่วยชายไทย อายุ 72 ปี ที่ยืนยันก่อนหน้านี้ว่าเดินทางไปที่ร้านตัดผมย่านประชาชื่น ว่าทีมสอบสวนโรคได้ไปสอบประวัติตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-16 พ.ค. พบว่ามีการเดินทางไปโรงพยาบาลของรัฐ 2 แห่ง ตลาด 1 แห่ง ชายคนนี้สวมหน้ากากเกือบตลอดเวลา มีเพียงบางช่วงเท่านั้นที่ถอดหน้ากากออก และหลังมีอาการก็ได้ไปร้านอาหารและร้านตัดผม ซึ่งทีมสอบสวนโรค ได้ไปตรวจสอบร้านทั้งสองแห่งแล้วมีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้ออย่างดี มีการเว้นระยะห่างและจุดล้างมือ ทำให้มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าจะไม่แพร่เชื้อไปให้ใคร แต่ก็ได้กักตัวพนักงานที่มีความเสี่ยงแล้ว หากใครสงสัยว่าตัวเองเสี่ยงสามารถเข้าตรวจโรคได้ฟรี ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีการตรวจเชื้อไปแล้ว 375,453 ตัวอย่าง แต่เรายังไม่พอใจ ต้องตรวจให้ได้มากกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกยังไม่น่าไว้วางใจ โดยที่เกาหลีใต้พบเด็กอนุบาลที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1 ราย จากโรงเรียนสอนศิลปะก่อนที่เกาหลีใต้จะมีการเปิดโรงเรียนของรัฐ 1 วัน ทำให้ต้องมีการปิดโรงเรียนเอกชนหลายแห่งในกรุงโซล เราจึงต้องระมัดระวังการเปิดเรียน ขณะที่วันที่ 25 พ.ค. จะมีคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศ 5 เที่ยวบิน รวม 395 คน และวันที่ 26 พ.ค. จำนวน 4 เที่ยวบิน รวม 400 คน ตอนนี้เราสามารถรองรับคนไทยที่กลับจากต่างประเทศได้ถึง 400 คนต่อวัน ซึ่งเราก็ทำเต็มพิกัด เพื่อช่วยให้คนไทยได้กลับประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในช่วงเคอร์ฟิวคืนวันที่ 24 พ.ค. ต่อเนื่องเช้าวันที่ 25 พ.ค. มีผู้ออกนอกเคหสถาน 254 ราย ลดลงจากคืนก่อน 67 ราย ชุมนุม มั่วสุม 5 ราย ลดลงจากคืนก่อน 22 ราย อาจเป็นเพราะมีฝนตกลงมา แต่ขอบคุณคนไทยทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ส่วนที่มีเสียงติติงเข้ามากรณีชุดตรวจกิจการ/กิจกรรมใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก ใช้ภาษารุนแรง มีการตรวจซ้ำซ้อนนั้น ที่ประชุม ศบค.วงเล็กได้พูดคุยกัน จะปรับลดขนาดชุดตรวจและปรับท่าทีให้นุ่มนวลขึ้น จะเน้นตรวจตามเบาะแสที่มีการร้องเรียนเข้ามา ในฐานะโฆษก ศบค. ต้องขออภัยที่เกิดเรื่องแบบนี้และจะทำให้ดีที่สุด
เตรียมเข้าสู่เฟส 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีมีผู้เสียชีวิตที่เดินทางกลับจาก กทม.และอยู่ระหว่างกักตัวที่ จ.บุรีรัมย์ มีตรวจสอบหรือยังว่าเป็นโควิด-19 หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เพิ่งทราบจากข่าว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคได้เข้าไปตรวจสอบแล้ว ยังไม่ยืนยันว่าเป็นโควิด-19 แต่ภาพที่เจ้าหน้าที่ใส่ชุด PPE นั้น เป็นเพียงมาตรการป้องกัน ยังไม่มีอะไรน่ากังวลและน่ากลัว ขอให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน เมื่อชัดเจนแล้วจะนำมาเปิดเผยต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้เรายังต้องการความร่วมมือจากทุกคน เพราะสัปดาห์นี้จะเข้าสู่การเตรียมการการประกาศผ่อนปรนในระยะที่ 3 จะผ่านไปด้วยดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เหลืออีกสัปดาห์กว่าๆ อยากให้ทุกคนป้องกันตัวเองเหมือนที่ผ่านมาจนมีตัวเลขผู้ป่วยศูนย์รายหลายวัน ต้องปฏิบัติตามมาตรการหลัก 5 ข้อ การ์ดอย่าตก ต้องทำแบบนี้ตลอดไป&amp;rdquo; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังแถลงถึงผลการลงทะเบียนแพลตฟอร์ม www.ไทยชนะ.com ว่ามีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 106,235 ร้าน มีผู้ใช้งาน 11,757,624 คน แต่พบว่ามีผู้เช็กอินมากกว่าเช็กเอาต์ จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนให้ดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อความชัดเจนของข้อมูล และมีการพบแพลตฟอร์มไทยชนะของปลอม จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง เพราะคนที่ทำปลอมหวังดึงข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ขอให้สังเกตว่าแพลตฟอร์มไทยชนะของจริงจะใช้งานผ่านเว็บไซต์ทันทีโดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แถลงว่า การใช้งานระบบไทยชนะมาแล้ว 1 สัปดาห์ ทีมงานขอโทษประชาชนที่ทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย ซึ่งการเปิดใช้งานมา 8 วัน มีผู้เช็กอิน-เช็กเอาต์กว่า 46 &amp;nbsp;ล้านครั้ง และตอบแบบสอบถาม 11 ล้านครั้ง ถือว่าคนไทยให้การตอบรับเป็นอย่างดี ถ้าเทียบกับอินเดียที่มีแพลตฟอร์มคล้ายกัน มีการใช้งาน 10 ล้านคน แต่ประชาชนกรมีถึง 1,800 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พลวรรธน์ยังกล่าวถึงเว็บไซต์ไทยชนะปลอมว่า มีการปลอมชื่อเว็บมากมาย ขอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการเข้าเว็บไซต์ทางช่องทางกูเกิล ควรพิมพ์เข้าไปเองว่า www.ไทยชนะ.com &amp;nbsp;เพื่อป้องกันความผิดพลาด และในส่วนของเว็บไซต์ปลอมนั้น ต้องมีการดาวน์โหลด เมื่อพบกรณีนี้ให้ปิดทันที ไม่ต้องไปยุ่ง เพราะอาจมีปัญหาตามมา และยืนยันว่าระบบของเราไม่มีส่งเอสเอ็มเอสให้ประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว ดีอีเอสกำลังดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่ง ศบค.ระบุว่าต้องดำเนินการทางการกฎหมายสูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนโรค 3 รายที่ไปร้านตัดผมและห้างสรรพสินค้าว่า ทำให้พบว่ายังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลืออยู่ในไทย แม้ขณะนี้จะมีจำนวนผู้ป่วยรายวันที่ต่ำ แต่ก็ยังเจอผู้ป่วยในลักษณะกระจัดกระจายโดยที่ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุว่าติดเชื้อมาจากที่ใด&amp;nbsp;
ไม่มี ปท.ใดเปิดเต็มรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์ยังกล่าวถึงความเสี่ยงในการว่ายน้ำในช่วงนี้ว่า ไม่แตกต่างกับการออกกำลังกายชนิดอื่นมากนัก โดยหลักที่สำคัญคือต้องรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ดังนั้นสระว่ายน้ำไม่ควรจะแออัดจนเกินไป ผู้บริหารจัดการสระว่ายน้ำควรกำหนดจำนวนผู้ลงสระน้ำ ซึ่งโอกาสเดียวที่จะติดเชื้อในสระว่ายน้ำ คือว่ายน้ำใกล้ชิดกับผู้ป่วย และได้รับละอองฝอยน้ำลายจากผู้ป่วย ซึ่งโอกาสที่แพร่เชื้อในสระ ส่วนกรณีผู้ป่วยลงไปว่ายน้ำแล้วกลับขึ้นมาแล้ว แล้วมีคนอื่นลงไปว่ายน้ำแล้ว โอกาสที่ติดเชื้อมีต่ำมากๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความสามารถที่จะเข้าไปจัดการความเสี่ยงได้มีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้นในระยะต่อไปที่กำลังทยอยเปิดกิจการและสถานที่ให้บริการต่างๆ ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง สิ่งที่จะต้องเข้าใจและต้องช่วยกันคือกิจการที่เปิดอยู่แล้วต้องไม่ลดระดับความเข้มข้นของมาตรการลง ในขณะเดียวกันสถานที่เปิดใหม่ก็จะต้องมีกระบวนการจัดการความเสี่ยงที่ดี ไม่มีประเทศใดที่กลับมาเปิดประเทศแล้วที่เปิดกิจการแบบเต็มรูปแบบทุกกิจการ หลายประเทศยังมีข้อจำกัดและข้อกำหนดว่า สถานที่ ใดที่ไม่อนุญาตให้เปิด ในเวลานี้ ดังนั้นในระยะต่อๆ ไปก็จะมีข้อคิดและข้อกำหนดของการพิจารณาความเสี่ยงและการจัดการกับความเสี่ยงในระดับที่เราคิดว่าจะต้องจัดการอย่างไรให้ความเสี่ยงนั้นต่ำที่สุด&amp;quot; นพ.ธนรักษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เดินลงจากอาคารภายหลังการประชุมสภากลาโหมพร้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ก่อนแยกย้ายกันขึ้นรถประจำตำแหน่งเพื่อเดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสื่อมวลชนได้พยายามสอบถามเรื่องการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต่อออกไปอีก 1 เดือน โดยหลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ไม่ใช่การควบคุมโรค ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;เจ็บคอ ไม่มีเสียง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านไม่อยากให้ขยายเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก ว่าก็มีทั้งอยากและไม่อยาก ก็ต้องไปดู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็รู้อยู่แล้วว่ามีความจำเป็น เพราะถ้าเกิดระบาดมาอีกระลอกใหม่จะยุ่งกันใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์กล่าวว่า พ.ร.บ.ที่ใช้จัดการปัญหาโควิด-19 ในปัจจุบันจะเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อเป็นหลัก โดยผู้มีอำนาจเต็มในการออกประกาศใดๆ คือผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะออกข้อกำหนดว่าสถานที่ใดต้องปฏิบัติอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นร้านทั่วไป หรือห้างสรรพสินค้า ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นประกาศเพื่อให้การบริหารงานแบบบูรณาการระหว่างกระทรวงอื่นๆ ให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น โดยนายกฯ นั่งเป็นผู้ดูแลภาพรวมทั้งหมด เพราะฉะนั้นประกาศดังกล่าวนำมาเสริมในส่วนของการทำงานข้ามกระทรวง และอำนาจบางอย่างที่ พ.ร.บ.โรคติดต่อไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถนำมาใช้ โดยเฉพาะการประกาศเคอร์ฟิว โดยทั้งหมดนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์และจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
โวยรายวันเลิก พ.ร.ก.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การต่อเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉินและคงเคอร์ฟิวเอาไว้ เป็นการกระชับอำนาจ ใช้อำนาจฟุ่มเฟือย ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ การแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 มีความผิดพลาด หลงทาง หลายแนวทาง หลายเรื่องไม่ควรทำกลับทำ เรื่องควรทำกลับไม่ทำ ทุกวันนี้เลยเถียงว่าจะปรับเคอร์ฟิวอย่างไร จะขยับเข้าหรือขยับออกไป ประชาชนมากกว่า 50 จังหวัดอยู่ในพื้นที่ปลอดเชื้อ ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในภาครวมส่วนกลางประเทศบางวันมีผู้ติดเชื้อ 2-3 ราย บางวันไม่มีผู้ติดเชื้อ แต่รัฐบาลเอาสถิตินี้มาขังคนไทย รัฐบาลพยายามทำเพื่อหลบหลังโควิด เพื่อปกปิดการบริหารงานที่ล้มเหลว ลงทุนเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ได้กระชับอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรค พท. กล่าวเช่นกันว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยอาศัยความตระหนกตกใจของประชาชนเป็นปัจจัยหนุนมาถึงระยะที่ 3 ขอถามว่ารัฐบาลมีเจตนารมณ์ ความมุ่งหมาย หรือเพื่อประโยชน์ของใครหรือไม่ เพราะไทยเป็นภาคีที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ในข้อ 4 ระบุการที่รัฐบาลเป็นภาคี การประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็น เมื่อภัยฉุกเฉินพ้นไป รัฐบาลต้องคืนความเป็นปกติ วิถีการค้าขายต้องคืนโดยเร็ว แต่สภาพที่เป็น ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อภาคีเรื่องดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ตอนหนึ่งว่า การกำหนดเคอร์ฟิวระหว่างห้าทุ่มถึงตีสี่นั้น ยังมีเวลาให้รัฐบาลเล่นเกมขยายเวลาเคอร์ฟิวไปได้อีกหลายชั่วโมง พร้อมๆ กับออกมาตรการคลายล็อกมาแลกเปลี่ยน ซึ่งสิ่งนี้รัฐบาลรู้ความต้องการของประชาชนได้ดี จึงสามารถผ่อนปรนความรู้สึกของสังคมมาได้อย่างต่อเนื่อง หากจะขยายเวลาเคอร์ฟิวจากหลังเที่ยงคืนไปถึงตีสี่ ก็ไม่รู้จะไปติดเชื้อได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลได้ขยักเอาไว้ เพราะต้องดึงเวลาให้ไปถึงการมาตรการระยะที่ 4.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66924</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, ชุมสาย ศรียาภัย, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecbc9df5b613.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.จวกรายวัน! ใช้ยอดติดเชื้อบังหน้ายืดพรก.ฉุกเฉินขังคนไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 63 - ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า การต่อเวลาพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และคงเคอร์ฟิวเอาไว้ เป็นการกระชับอำนาจ ใช้อำนาจฟุ่มเฟือย ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ การแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 มีความผิดพลาด หลงทางหลายแนวทาง หลายเรื่องไม่ควรทำกลับทำ เรื่องควรทำกลับไม่ทำ ทุกวันนี้เลยเถียงว่าจะปรับเคอร์ฟิวอย่างไร จะขยับเข้าหรือขยับออกไป ประชาชนมากกว่า 50 จังหวัด อยู่ในพื้นที่ปลอดเชื้อ ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในภาครวมส่วนกลางประเทศ บางวันมีผู้ติดเชื้อ 2-3 ราย บางวันไม่มีผู้ติดเชื้อ แต่รัฐบาลเอาสถิตินี้ มาขังคนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลพยายามทำเพื่อหลบหลังโควิด เพื่อปกปิดการบริหารงานที่ล้มเหลว ลงทุนเพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ ได้กระชับอำนาจ รวมทั้งมาตรการที่ออกมาสับสน เช่น โรงเรียนเปิดไม่ได้ แต่ห้างเปิดได้ ทั้งที่การไปห้างคนมากกว่า และการให้ประชาชนแสกนข้อมูลก่อนเข้าห้าง เป็นการล้วงล้วงข้อมูลประชาชน เป็นการละเมิดสิทธิประชาชนโดยการเข้าถึงข้อมูลประชาชนหรือไม่ การยืด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และคงประกาศเคอร์ฟิว รัฐบาลต้องเข้าใจว่า เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้เราไม่รู้ว่า การคลายล็อกมีกี่เฟส นักวิชาการออกมาบอกว่า วิกฤติโควิดสร้างความเสียหายหนักกว่าวิกฤติช่วงต้มยำกุ้ง วันนี้รัฐบาลเผชิญมรสุม 1.มรสุมวิกฤติโควิด 2.มรสุมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และ3.วิกฤติการเมืองทั้งในและนอกพรรครัฐบาล รัฐบาลต้องสร้างสมดุลสุขภาพ เสรีภาพ และเศรษฐกิจให้ได้ ไม่ใช่เอาทุกปัญหามากลบ หลบหลังโควิด แล้วอธิบายว่า ที่แก้ไม่ได้เพราะโควิด ปัญหาการควบคุมแพร่ระบาดไวรัสโควิด ที่สำเร็จ ไม่ได้สำเร็จเพราะพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือเคอร์ฟิว แต่มาจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชน หากประชาชนกระชับอำนาจฟุ่มเฟือยที่สุด อาจเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับ จนรัฐบาลไม่อาจรับมือได้&amp;quot; โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยอาศัยความตระหนกตกใจของประชาชน เป็นปัจจัยหนุน พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยหลักการ เพื่อป้องกันการก่อความไม่สงบ ความไม่มั่นคงของรัฐ การก่อการร้าย ภัยสงคราม ทั้งที่เรามีพ.ร.บ.โรคติดต่อ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ แต่รัฐบาลเลือกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาถึงระยะที่ 3 ขอถามว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ ความมุ่งหมาย หรือเพื่อประโยชน์ของใครหรือไม่ ขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นภาคีที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ในข้อ 4 ระบุ การที่รัฐบาลเป็นภาคี การประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็น เมื่อภัยฉุกเฉินพ้นไป รัฐบาลต้องคืนความเป็นปกติ&amp;nbsp; วิถีการค้าขาย ต้องคืนโดยเร็ว แต่สภาพที่เป็น ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อภาคีเรื่องดังกล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ พ.ร.ก.เงินกู้ ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินแก้ไขสถานการณ์โควิด โดยมาตรา 7 นั้นน่าห่วงใย ที่ให้อำนาจคณะกรรมการกลั่นกรอง 11คน อย่างมาก การแต่งตั้งข้อราชการ 6 คนไปทำหน้าที่ อาทิ เลขาสภาพัฒน์ ปลัดคลัง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์อีก 5คน ซึ่งเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะไม่มีความผิดปกติในกระบวนการนี้ จะมีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน ความมั่นใจว่า การกลั่นกรองการใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ถึงมือประชาชน เพราะการแจกเงินก่อนหน้านี้ก็มีการลักลั่น เลือกปฏิบัติ และจาก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว จะทำให้ประชาชนเข้าถึงการฟื้นฟู เยียยาได้หรือไม่ ยังไม่มีความขัดเจน นอกจากนี้รัฐบาลอาจกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค3 ที่ต้องให้ ครม.ต้องเรียกประชุมสภาฯ ซึ่งหลายภาคส่วนก็เรียกร้อง เหตุใดไม่เรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ ทั้งที่พรรคเพื่อไทยก็ได้เรียกร้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอตั้งข้อสังเกตว่าการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาบังคับใช้ เหมือนเกินความจำเป็น กับการออก พ.ร.ก.เงินกู้1.9 ล้านล้านบาท ที่ให้อำนาจค่อนข้างจะอุ้มธุรกิจเจ้าสัว เป็นข้อกังขาว่ามีการจัดสรรผลประโยชน์ของรัฐบาลหรือไม่อย่างไร และทั้งการออก พ.ร.ก.เงินกู้ กับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อตั้งข้อสันนิษฐานความเชื่อมโยงว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องบังคับต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อบริหารเงินกู้ และเป็นไปได้หรือไม่ว่า ที่รัฐบาลต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่ออายุยืดยาวไป เพื่อเลี้ยงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค กล่อมคนให้กลัว ทั้งที่สถานการณ์เบาบางลงแล้ว เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวทางการเมือง และที่สำคัญคือป้องกันการบริหารเงินกู้ในช่วงสุดท้ายของรัฐบาลหรือไม่.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66878</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมสาย ศรียาภัย, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พท., อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เพื่อไทย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb7b450d3f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!ขยาย&#039;เคอร์ฟิว&#039; ศบค.ยืนยืดพรก.1เดือน/29พ.ค.เคาะคลายล็อกเฟส3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศบค.ชุดใหญ่เคาะต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน ชงครม.สัปดาห์หน้า ยกเหตุ 3 ข้อ ต้องการเอกภาพ พ.ร.บ.โรคติดต่อไม่เพียงพอ-รองรับการผ่อนปรนระยะ 3-4 และการระบาดทั่วโลกยังไม่สิ้นสุด เล็งขยับเคอร์ฟิว 6 ทุ่มถึงตี 4 นายกฯ กำชับให้ทุกฝ่ายทำงานอย่างรอบคอบ ศบค.ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ ชวนเช็กอินไทยชนะ สธ.เกาะติดผู้เกี่ยวข้องผู้ป่วยใหม่ 2 ราย พท.ดาหน้าซัดต่อ พ.ร.ก.รัฐได้ประโยชน์ &amp;quot;ปิยบุตร&amp;rdquo; เปรียบ &amp;quot;รัฐประหารโควิด&amp;quot; ประยุทธ์รวบอำนาจ &amp;quot;แรมโบ้&amp;quot; โต้กลับต้องเลือกความปลอดภัย &amp;nbsp;ปชช.ไม่เกี่ยวการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม เวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า ขณะนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจถึงการใช้ชีวิตแบบปกติใหม่ หรือ new normal และรู้จักเสียสละ และที่ช่วยสนับสนุนข้าวของช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ได้รับผลกระทบ นอกเหนือจากระเบียบราชการที่ให้การช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาเพิ่มเติมอยู่ ขอบคุณน้ำใจจากคนไทยที่บริจาคสิ่งของช่วยเหลือกัน พร้อมขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันอย่างดี ปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมโรค รวมทั้งการใช้มาตรการทางสังคมในการร่วมกันสอดส่องดูแลการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ จนทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมายืนในอันดับต้นๆ ของประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี ขอชื่นชมการดำเนินการของ ศบค. ทั้งการป้องกัน ควบคุม และการสร้างการรับรู้แก่ประชาชน จนทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เป็นที่น่ายินดีด้วยว่าการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศของไทยได้รับการยอมรับและชื่นชม จนมีหลายประเทศประสงค์จะรับแรงงานไทยเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงการขยายความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน เช่น สินค้าเกษตร จึงขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมแผนงานเพื่อรองรับไว้ด้วย สำหรับการขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องด้วยในสถานการณ์ปัจจุบันยังมีผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวและมั่วสุมอยู่ จึงเห็นควรให้ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุม แต่อาจพิจารณาผ่อนปรนในบางข้อ เช่น ระยะเวลาเคอร์ฟิว โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ว่า ต้องพิจารณาในภาพรวม ใช้ระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นขั้นเป็นตอน รวมทั้งใช้มาตรการทางสังคมร่วมด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เกิดความร่วมมือช่วยเหลือกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศไทย โดยได้ดำเนินการตามมาตรการ State Quarantine และ Local Quarantine อย่างเข้มข้น และมีประสิทธิภาพ เกิดการยอมรับจากสังคม ประชาชน ที่ประชุมได้หารือเรื่องเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ การท่องเที่ยว การเตรียมการเพื่อรองรับการผ่อนปรนตามมาตรการเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้ การเปิดภาคเรียนในการผ่อนปรนระยะ 4 กระทรวงศึกษาธิการ จึงต้องปรับแผนงาน เช่น เด็กปฐมวัย-อนุบาล 3 ที่ยังต้องไปโรงเรียน อาจมีการพิจารณาปรับสัดส่วนครูกับนักเรียนลดลง อาจจะต้องจัดเรียนเป็นผลัด ผลัดละ 20 คน และมีผู้สนับสนุนครูด้วย โรงเรียนนานาชาติซึ่งจะเปิดเรียนในวันที่ 1 มิถุนายน เพราะมีศักยภาพและความยืดหยุ่น สามารถรองรับและบริหารจัดการได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปว่า ให้ทุกส่วนดำเนินการอย่างรอบคอบในทุกประเด็น ในประเด็นที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น การเปิดเรียน เด็กในช่วงวัยต่างกัน การดูแลจะเป็นแบบเดียวกันคงไม่ได้ การเรียนแบบออนไลน์ใช้เฉพาะในช่วงนี้ ช่วงก่อนการเปิดเรียนเท่านั้น เพื่อใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เมื่อเปิดเทอมแล้วจะต้องเร่งพิจารณาดำเนินการเหลื่อมเวลาเรียน พิจารณาในรายละเอียดของการเรียนการสอน ต้องมีหลักสูตรในการอบรมวิชาชีพครูในลักษณะ tailored made เพื่อความเหมาะสม
ไม่มีผู้ติดเชื้อใหม่แต่วางใจไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมยังอยู่ที่ 3,037 ราย หายป่วยสะสม 2,910 ราย อยู่ระหว่างรักษาตัว 71 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังอยู่ที่ 56 ราย การไม่มีรายงานผู้ป่วยในวันนี้ ไม่ได้เป็นศูนย์เสียทีเดียว เพราะขณะนี้ยังรอผลตรวจอย่างเป็นทางการอีก 2 ราย ซึ่งเป็นคนไทยที่กลับมาจากอียิปต์และอินเดีย ที่อยู่ในสถานกักตัวของรัฐ แต่ 2 รายนี้หากยืนยันว่าติดเชื้อก็เป็นเชื้อที่มาจากต่างประเทศ ไม่ได้เป็นการติดเชื้อในประเทศ จะเห็นว่ามีผู้ติดเชื้อภายในประเทศถึง 25 ราย จึงยังเบาใจและวางใจไม่ได้ ถ้าดูจากสถานการณ์โลกวันนี้ กราฟผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้น ไทยเคยมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตขึ้นและลดลง แต่ของโลกยังเป็นขาขึ้น ยังไม่ถึงจุดสูงสุด ศบค.จึงต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณา ส่วนสถานการณ์ที่ประเทศเกาหลีใต้ ภายหลังเปิดเรียนเมื่อวันที่ 20 พ.ค. แต่ต้องปิดเรียนทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง เนื่องจากพบว่านักเรียน 2 รายติดเชื้อ ตนไม่มีคำอธิบายอะไร แต่เรียนให้เห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผลการลงทะเบียนแพลตฟอร์ม www.ไทยชนะ.com มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 81,149 ร้าน จำนวนผู้ใช้งาน 7,470,609 คน ตรงนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใช้ในการติดตามและสอบสวนโรค หากสถานที่ใดพบผู้ติดเชื้อขึ้นมา อย่างกรณีพบผู้ป่วยชายไทยอายุ 72 ปี ที่มีประวัติไปร้านตัดผมย่านประชาชื่น มีคนสอบถามเข้ามามากว่าเป็นร้านใด แต่ผมไม่สามารถบอกได้ แต่หากมีการแพลตฟอร์ม www.ไทยชนะ.com จะทำให้สามารถบอกสถานที่ได้ชัดเจน เพื่อให้ทีมสอบสวนโรคเข้าไปดูแลและซักประวัติได้ ซึ่งขณะนี้ทีมสอบสวนโรคได้ลงพื้นที่ร้านตัดผมย่านประชาชื่นในหลายๆ ร้านเพื่อเข้าไปสอบสวนโรคแล้ว พร้อมกับให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว จึงอยากให้เชิญชวนให้มาลงทะเบียนกันมากขึ้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม นายกฯ ได้แจ้งกับที่ประชุมว่า ทั่วโลกได้ชื่นชมประเทศไทยที่มีการป้องกันการแพร่ระบาดและให้ความรู้กับประชาชนจนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ในระดับต้นๆ ของโลก และนายกฯ ยังได้ถึงกล่าวถึงเรื่องการผลิตวัคซีนว่า ให้ระวังเรื่องการสื่อสารเรื่องการผลิตวัคซีน ที่อาจทำให้เกิดความหวังในประเด็นที่ไม่สอดคล้อง ขณะนี้เราประสบความสำเร็จในการทดลองกับสัตว์ แต่ยังมีการทดลองอีกหลายระดับ ยังใช้เวลาอีกเป็นปี ย้ำว่าไทยเราเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ที่ทำเรื่องวัคซีน 6 เทคโนโลยี ล้วนแล้วแต่เป็นระดับสุดยอดของประเทศไทย และเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการพัฒนาวัคซีนของโลก แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้รายงานถึงผลการตรวจกิจการ/กิจกรรม ตามมาตรการหลัก 5 ข้อ ในช่วงตั้งแต่วันที่ 3-21 พ.ค. โดยตรวจทั้งสิ้น 353,495 กิจการ/กิจกรรม ปฏิบัติตามมาตรการครบ 304,946 กิจการ/กิจกรรม ปฏิบัติตามมาตรการไม่ครบ 43,415 กิจการ/กิจกรรม ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ 5,134 กิจการ/กิจกรรม หรือคิดเป็นเพียง 1.5% ขณะที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เสนอวาระพิจารณาการขยายการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1-30 มิ.ย. ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ 1.ยังคงมีความจำเป็นต้องบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะต้องการเอกภาพ ความรวดเร็ว ความต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก พ.ร.บ.โรคติดต่อไม่เพียงพอ ต้องประกอบกับกฎหมายอีกกว่า 40 ฉบับ ซึ่งต้องมาอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงจะปฏิบัติการป้องกันโรคได้ นายกฯ เน้นย้ำว่าการขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อความมั่นคงด้านสาธารณสุขเป็นจุดหมายหลัก
ต่อ พรก.รองรับผ่อนปรนระยะ 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เป็นการรองรับในระยะต่อไป เพราะประเทศไทยอยู่ระหว่างการกำหนดมาตรการผ่อนปรน ที่จะมีระยะที่ 3 และ 4 จะมีความเสี่ยงสูงกว่าการผ่อนปรนในระยะที่ 1 และ 2 ดังนั้นเมื่อมีความเสี่ยงสูง แต่ตัวกำกับกลับหย่อนลงก็จะลำบาก จะให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่พฤติกรรมเสี่ยงสูงกลับมา จึงไม่สมดุลกัน เราจึงต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องให้มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อกำหนดการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับการผ่อนปรนในระยะต่อไป และ 3.สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคยังไม่สิ้นสุด หลายประเทศยังมีการแพร่ระบาด มีการติดเชื้อสูงอยู่ แม้ไทยจะดำเนินผ่อนปรนครบทั้ง 4 ระยะแล้วก็ยังต้องความพร้อมในการเปิดประเทศ มาตรการทางกฎหมาย แผนบริการจัดการวิกฤติเพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะกลับมาของโรค ถ้าไม่มีกฎหมายควบคุมตัวเลขที่สูงในต่างประเทศจะไหลมาที่ไทยได้ ที่ประชุม ศบค.จึงเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า สำหรับการผ่อนปรนในระยะที่ 3 มีการกำหนดขั้นตอนไว้ โดยวันที่ 29 พ.ค.จะมีการประชุม ศบค.เพื่อขออนุมัติ และวันที่ 1 มิ.ย. จะมีผลบังคับใช้มาตรการผ่อนคลายระยะที่ 3 ส่วนกิจการ/กิจกรรมที่จะได้รับการผ่อนคลายในระยะที่ 3 มีอะไรบ้างนั้น ยังไม่มีการกล่าวถึง แต่เป็นกิจการ/กิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลางไปถึงสูงในการติดเชื้อ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่มารวมกันมากในการผ่อนคลายครั้งนี้ เพราะถ้าหลุดออกจากตรงนี้ต้องไปอยู่ระยะที่ 4 ขณะที่เรื่องการปรับลดเวลาเคอร์ฟิวนั้น ที่ประชุมไม่ได้มีการหารือกัน แต่ ผบ.ทสส.ระบุว่าหากประชาชนให้ความร่วมมือ ไม่มีการดื่ม ไม่มีการชุมนุมในด้านที่ไม่ดี หรือออกจากเคหสถานโดยไม่จำเป็น เหมือนสถิติที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนมากขึ้น ก็มีโอกาสที่ ศบค.จะลดห้วงเวลาของเคอร์ฟิวลงในการผ่อนคลายในระยะที่ 3 แต่จะเป็นเวลากี่ชั่วโมง เมื่อไร คงต้องรอการประชุม ศบค.ครั้งต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนท้าย นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หลายคนเป็นห่วงที่ตนมาทำหน้าที่โฆษก ศบค.ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. ซึ่งมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินวันแรก และ ผอ.ศบค.ได้มีการดำริให้หาคนมาช่วย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ได้เสนอแพทย์หญิงพรรณประภา ยงค์ตระกูล ที่ปรึกษารองนายกฯ ให้มาเป็นผู้ช่วยโฆษก ศบค. ซึ่งจะมาทำหน้าที่และแบ่งเบาตนในวันเสาร์-อาทิตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า ใน ศบค.วันนี้ยังไม่ได้มีการเสนอเรื่องการลดเวลาเคอร์ฟิว แต่ สมช.จะต้องพิจารณาไทม์ไลน์การผ่อนปรนระยะที่สาม ซึ่งนายกฯ ได้มอบให้เลขาฯ สมช. ในฐานะประธานกลั่นกรองไปพิจารณา โดยบอกว่าให้พิจารณาเรื่องท่องเที่ยวชุมชนให้ด้วย ซึ่งรองนายกฯ สมคิดก็สนับสนุน เพราะเรื่องเศรษฐกิจจะได้ฟื้นฟู อยากผ่อนปรนในประเทศให้ได้มากขึ้น และตั้งตุ๊กตาให้เป็นโจทย์ไปพิจารณาเรื่องลดเวลาเคอร์ฟิวลง อาจเป็นเที่ยงคืนถึงตี 4 เพราะเห็นว่าประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และทางการแพทย์ก็มีความคืบหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธาณสุข (สธ.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวถึงสถานที่กักตัวทางเลือกว่า ขณะนี้มีโรงแรมทางเลือกที่ขึ้นทะเบียนไว้จำนวน 4 แห่ง 303 ห้อง เข้าพักแล้ว 172 ห้อง คงเหลือ 131 ห้อง ส่วนสถานที่กักตัวที่เป็นส่วนของรัฐสนับสนุนงบประมาณมีจำนวน 25 แห่ง 7,532 ห้อง เข้าพักแล้ว 5,425 ห้อง คงเหลือ 2,107 ห้อง ทั้งนี้โรงแรมทางเลือก เมื่อผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ประเภทโรงแรมเข้าพัก โดยเมื่อถึงประเทศไทยทางโรงแรมที่ได้จองไว้ก็จะรับแล้วไปดูแลจนครบ 14 วัน และจะต้องมีระบบรายงานกลับมาทุกครั้ง&amp;nbsp;
สธ.เกาะติด 2 รายติดเชื้อใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวถึงความคืบหน้าของผู้ติดเชื้อในชุมชนที่มีประวัติไปร้านตัดผมและห้างสรรพสินค้าว่า ผู้ป่วยชายไทยอายุ 72 ปีที่ได้เข้ารับการรักษาโรคประจำตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แล้วได้ไปร้านตัดผมแถวประชาชื่น เมื่อวันที่ 18 พ.ค. โดยได้มีการตรวจพบเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ซึ่งทีมสอบสวนโรคพบว่าบุคคลดังกล่าวมีความระมัดระวังตนเองค่อนข้างดีมากใส่หน้ากากผ้าเป็นประจำ ขณะที่ไปตัดผมไม่มีลูกค้ารายอื่นเข้าไปใช้บริการในเวลาดังกล่าว แต่ว่ามีพนักงานที่ให้บริการอยู่หลายคน ส่วนสมาชิกในครอบครัวของผู้ติดเชื้อมีอยู่ประมาณ 3 คนที่อยู่ระหว่างการตรวจหาเชื้อ ซึ่งผลตรวจน่าจะออกภายในวันที่ 23 พ.ค. แต่เบื้องต้นไม่พบว่ามีใครที่มีอาการป่วย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังสงสัยคือได้รับเชื้อจากที่ไหน เบื้องต้นบุคคลดังกล่าวเดินทางไปโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยก็มีโอกาสที่จะรับเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งใดบ้าง และกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณกล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยชาวเยอรมัน อายุ 42 ปี มาประเทศไทยตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค. และไปเยี่ยมบ้านภรรยาที่ต่างจังหวัด ซึ่งกรณีนี้พบว่ามีการสวมใส่หน้ากากเป็นบางครั้ง และไม่มีการแสดงอาการ แต่เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ส่วนตัวกำลังจะไปสมัครงานแห่งหนึ่ง จึงได้มีการไปตรวจร่างกาย และพบว่ามีเชื้อโควิด-19 ทีมสอบสวนโรคจึงได้มีการไปตรวจหาเชื้อ ภรรยาและลูก ไม่พบว่ามีการติดเชื้อ ทีมสอบสวนโรคที่จังหวัดชัยภูมิและกรุงเทพฯ กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้รายชื่อที่ครบถ้วน และจะนำทุกคนที่ยังไม่ได้ตรวจเข้าสู่ระบบของการตรวจว่าติดเชื้อหรือไม่ ส่วนสถานที่ติดเชื้อ เนื่องจากผู้ติดเชื้อเป็นหลายจุด และจังหวัดชัยภูมิก่อนหน้านี้ เคยมีผู้ติดเชื้อตั้งแต่เดือน มี.ค.จนถึงเม.ย.เพียงแค่ 3 ราย ซึ่งโอกาสที่จะมีผู้ติดเชื้อหลงเหลืออยู่อาจจะเป็นไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข มีนโยบายปกป้องสุขภาพของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ไม่ให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน อาจจะมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ และไม่ต้องการให้มีการระบาดทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ โดยการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ให้กับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ส.ค.63&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการนำแนวทางปฏิบัติในการเดินทางกลับประเทศของแรงงานชาวเมียนมาผ่านช่องทางในพื้นที่จังหวัดชายแดนซึ่งที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการมาตรการเดินทางเข้า-ออกประเทศและการดูแลคนไทยในต่างประเทศ (ศปก.กต.) ได้ให้ความเห็นชอบและเสนอ ศบค. ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบและให้ความเห็นชอบในหลักการให้แรงงานเมียนมาเคลื่อนย้ายไปยังจังหวัดชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อเดินทางกลับเมียนมาได้ ศบค.มท.ได้เน้นย้ำให้จังหวัดที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการ ทั้งจังหวัดต้นทาง จังหวัดพื้นที่เส้นทางผ่าน และจังหวัดปลายทางซึ่งเป็นที่ตั้งของจุดผ่านแดนถาวร อำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของแรงงานเมียนมา ทั้งการพิจารณาอนุญาตในการเดินทางข้ามเขตจังหวัดของแรงงานผู้มีหนังสือรับรอง การจัดเตรียมสถานที่รองรับและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนด&amp;nbsp;
เปรียบ พรก.เสมือนรัฐประหารโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเห็นต่อการต่อ พ..รก.ฉุกเฉิน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเผชิญกับวิกฤติศรัทธารอบด้านจากการบริหารไร้ประสิทธิภาพในแทบทุกมิติ พยายามเอาจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละคน 2 คน บางวันเป็น 0 มาขังประชาชน 67 ล้านคน ปิดโรงเรียน แต่เปิดห้าง เยียวยาล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ล่าช้าไม่ทันสถานการณ์ ห้ามคนทำมาหากิน ออกมาตรการใดมาประชาชนก็เกิดคำถามและไม่เชื่อมั่น หวาดระแวงกลัวรัฐบาลล้วงข้อมูลส่วนตัว กระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรืออาจนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน รัฐบาลมีแต่ได้กับได้ แต่ความเสียหายเกิดกับประชาชน สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือยุติสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด เพื่อให้บรรยากาศกลับคืนสู่สภาวะปกติ ฟื้นฟูความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลทำเพื่อต่ออายุการบริหารประเทศ จัดระเบียบอำนาจของพรรคร่วมรัฐบาล และกลุ่มการเมืองภายในพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งโอกาสการได้บริหารเงินกู้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ 1.9 ล้านล้านบาท ที่หลายฝ่ายยังมีข้อห่วงใยในการใช้เงิน และการป้องกันการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจากการบริหารงานผิดพลาดในมิติต่างๆ ของนักศึกษาและประชาชนไม่ได้กระทำเพื่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เพราะขณะนี้ปัญหาการแพร่ระบาดมีน้อยมาก การคงบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่กว้างขวางไม่สมเหตุสมผล และไม่ได้สัดส่วนกันกับสถานการณ์ของโรค และอาจใช้อำนาจเกินขอบเขต รัฐบาลจะกอดเชื้อโรคบริหารประเทศ และกล่อมประชาชนให้กลัวเพื่อประโยชน์บางอย่าง แต่ปล่อยให้เศรษฐกิจพินาศย่อยยับไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และแกนนำคณะก้าวหน้า เผยแพร่คลิปวิดีโอชื่อ &amp;quot;พอได้แล้วหรือยัง? สถานการณ์ฉุกเฉิน&amp;quot; โดยเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเป็นการละเมิดเสรีภาพในการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชน และส่งผลกระทบต่อปัญหาปากท้อง ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ และยังเป็นการละเมิดเสรีภาพในการใช้ชีวิต ในการคิด การเขียน และการแสดงออกของประชาชนทุกคนด้วย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเสมือนเป็น &amp;ldquo;รัฐประหารโควิด&amp;rdquo; รวบอำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายลง จนสามารถใช้กฎหมายปกติได้ การคงสถานการณ์ฉุกเฉินไว้จึงไม่มีความจำเป็น ประชาชนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามดังๆ กลับไปว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจำเป็นต่อการจัดการโรคระบาด หรือจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือป้องกันการชุมนุมต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์กันแน่ ประชาชนต้องไม่ยอมให้รัฐบาลทำเรื่องผิดปกติให้เป็นปกติ ร่วมมือกันรณรงค์ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงว่า ข้ออ้างในการต่ออายุ พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคติดต่อโคโรนา 2019 ได้ทุเลาลงไปมากแล้ว จนกลายเป็นการติดเชื้อโดยปกติเหมือนโรคติดเชื้ออื่นๆ ทั่วไปแล้ว เพราะหากจะให้ตัวเลขการติดเชื้อเท่ากับศูนย์อย่างต่อเนื่อง สังคมไทยก็คงต้องรอไปจนถึงชาติหน้าเท่านั้น การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไป จะกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งคนที่เสนอและออกคำสั่ง มิได้มีผลกระทบใดๆ เลย ยังคงได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน และเบี้ยประชุมกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ยิ่งมีการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยิ่งมีการจัดประชุมรับเบี้ยประชุม มีการตั้งด่านตรวจเคอร์ฟิวรับเบี้ยเลี้ยงกันทั่วทุกจังหวัดทั่วประเทศอย่างไม่ละอาย แต่กลับอ้างว่าเสียสละ กลายเป็นแหล่งบ่อเงินบ่อทองให้กับหน่วยงานบางหน่วยไปโดยปริยาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวว่า แม้จะมีตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ลดลง แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสยังมีอยู่ ยังประมาทไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจโดยแท้จริง จึงจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ก่อน เราต้องเลือกชีวิตความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง นายกฯ ได้ประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เชื่อว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ นายกฯ จะพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในที่สุด ขอให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ และเข้าใจว่าทุกอย่างรัฐบาลได้มีการพิจารณาโดยรอบด้าน นายกฯ ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น นอกจากควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด รวมทั้งยังได้ดำเนินการไปพร้อมๆ กับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นขอให้นักการเมืองหรือคนที่จะออกมาคัดค้านการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้เข้าใจตรงนี้ด้วย อย่าเอามาตีเป็นประเด็นเกี่ยวข้องทางการเมือง วันนี้การเมืองเก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน เอาประเทศชาติและชีวิตประชาชนเป็นตัวตั้ง ทุกฝ่ายทุกคนก็ต้องช่วยกันร่วมมือให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จร่วมกัน เพื่อความมั่นคงเติบโตทางเศรษฐกิจในวันข้างหน้าอันใกล้นี้ให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านวิจารณ์วิพากษ์วิจารณ์การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน ทำให้กระทบเศรษฐกิจว่า ก็รู้อยู่แล้ว ซึ่งการที่รัฐบาลยืดการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66657</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมสาย ศรียาภัย, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร, นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์, ปิยบุตร แสงกนกกุล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ศรีสุวรรณ จรรยา, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อิทธิพล คุณปลื้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200522/image_big_5ec7cc4e8edb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
