<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกภัยแล้งวาระแห่งชาติ วอนชะลอการเพาะปลูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ยกภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ สั่งภาครัฐเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เตรียมประสานทำฝนหลวงพื้นที่โคราชแก้วิกฤติ &amp;quot;กรมชลฯ&amp;quot; วอนเกษตรกรชะลอเพาะปลูกจนกว่าฝนตกสม่ำเสมอ &amp;quot;สทนช.&amp;quot; ปรับแผนลดการระบายน้ำหลายเขื่อนหลักบรรเทาภัยแล้ง &amp;quot;ผบ.ทบ.&amp;quot; ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์เป็นการเฉพาะ เสริมรถน้ำเข้าช่วยเหลือ ปชช. &amp;quot;อำนาจเจริญ&amp;quot; ลำห้วยแห้งขอด ชาวนาต้องยอมปล่อยต้นข้าวแห้งตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.เกษตรและสหกรณ์) ลงพื้นที่ชุมชนวัดท่าตะโก เขตเทศบาลนครนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและปริมาณน้ำในลำตะคอง ตั้งแต่ชุมชนวัดท่าตะโก-ชุมชนวัดสุสาน ระยะทาง 3 กม. พร้อมหารือกับนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯ นครราชสีมา ในเรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนลำตะคองที่ไหลผ่าน 5 อำเภอ คือ สีคิ้ว, สูงเนิน, ขามทะเลสอ, เมืองนครราชสีมา &amp;nbsp;เขตเทศบาลนครนครราชสีมา และ อ.เฉลิมพระเกียรติ โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ใน จ.นครราชสีมา &amp;nbsp;พร้อมสั่งการลงมาให้ตนมาตรวจงานราชการและรับฟังปัญหาของทุกภาคส่วน เพราะสิ่งที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างยิ่งในเวลานี้คือวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งได้รับทราบจาก ส.ส.พื้นที่เขต 8 ที่เวลานี้เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถือเป็นวิกฤติและเป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนท่านนายกฯ ตัวแทน รมว.เกษตรฯ มาบอกทุกภาคส่วนว่าขอให้เอาจริงเอาจังกับปัญหาของประชาชน ผมได้เดินทางไปตรวจราชการการบริหารจัดการน้ำหลายจังหวัดภาคเหนือ อาทิ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก, เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.พะเยา เวลานี้วิกฤติรุนแรง การแก้ปัญหาเราจะได้ 2 ทาง ทางแรกทางเร่งด่วนตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปยัง ผบ.เหล่าทัพและสำนักงาน ตร. ผมจะกลับไปคุยกับฝนหลวงในการทำฝนหลวงพื้นที่ที่แห้งแล้ง ซึ่งในพื้นที่ จ.นครราชสีมามีหลายอำเภอได้รับผลกระทบวิกฤติรุนแรง จะได้สั่งการให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อที่จะมาทำฝนเทียมให้ประชาชนชาว จ.นครราชสีมา ถือเป็นเรื่องแรก ส่วนเรื่องที่สอง นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ &amp;nbsp;ประสานไปยังกรมทรัพยากรธรณีให้มีการเจาะน้ำบาดาล ผมจะประสานให้อธิบดีสั่งการให้มาทำน้ำบาดาลที่ จ.นครราชสีมา&amp;quot; ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า หลังจากไปตรวจเยี่ยมจังหวัดทางภาคเหนือ ได้สั่งให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เอาจริงเอาจังในการทำฝนเทียม เชื่อหรือไม่ว่าจนถึงวันนี้ฝนตกทั้งหมด 11 จังหวัดภาคเหนือ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าถ้าหากภาครัฐเอาจริงเอาจัง ดูแลทุกข์สุขของประชาชนจริงๆ ปัญหาต่างๆ จะถูกคลี่คลายไปทางที่ดี ฉะนั้นขอฝากทุกภาคส่วนของ จ.นครราชสีมาในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งให้โครงการชลประทานทุกแห่งประชาสัมพันธ์เกษตรกรที่ยังไม่ได้เพาะปลูกให้ชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อน จนกว่าจะมีฝนตกสม่ำเสมอ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่าฝนจะเริ่มตกอีกครั้งปลายเดือน ก.ค.-ก.ย. อีกทั้งคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนอย่างน้อย 1 ลูกเข้าสู่ประเทศไทยในเดือน ก.ย. ส่งผลให้สถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลาย รวมทั้งจะมีน้ำไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ซึ่งกรมชลประทานจะได้นำมาวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูแล้ง 2562/2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรักษากติกาการรับน้ำตามรอบเวรและใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้อย่างทั่วถึง&amp;quot; อธิบดีกรมชลประทานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 38,665 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 47 และมีศักยภาพน้ำบาดาล 1,228 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ถือว่ามีปริมาณน้ำต้นทุนมากกว่าปี 2558 จำนวน 2,293 ล้านลูกบาศก์เมตร เราจึงต้องจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้พื้นที่การเกษตรมากกว่า จนหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบเกิดภัยแล้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติกล่าวว่า ตามคาดการณ์ฝนจะตกประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย. แต่ตกน้อยบริเวณชายขอบ ส่งผลกระทบให้น้ำเติมอ่างเก็บน้ำภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนไม่ดี เช่นเดียวกับช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.ฝนตกน้อยและเสี่ยงขาดแคลนน้ำ จึงให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง ทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนหลักและพื้นที่เกษตรกรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่สำคัญให้ปรับลดแผนการระบายน้ำจากเขื่อนลง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ &amp;nbsp;เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อให้สามารถส่งน้ำช่วงฤดูฝนนี้ได้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศแหล่งน้ำได้รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงฤดูแล้ง&amp;quot; เลขาฯ สทนช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก &amp;nbsp;กองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนทุกภาคส่วนในการแก้ไขวิกฤติฝนทิ้งช่วงอย่างเต็มที่และเร่งด่วน เน้นการช่วยเหลือในลักษณะแบบรวมการในพื้นที่วิกฤติ ด้วยการระดมศักยภาพของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเครื่องมือและข้อมูล เพื่อเร่งจัดหาแหล่งน้ำและส่งน้ำจากแหล่งน้ำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดือดร้อน ทั้งด้านอุปโภคบริโภค และพื้นที่ทางการเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกได้จัดตั้ง ศูนย์ติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาภัยแล้งเป็นการเฉพาะตั้งแต่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในขณะนี้ และเป็นส่วนประสานการปฏิบัติกับทุกส่วนราชการ ในการนำนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมมาสู่การปฏิบัติให้เกิดผลโดยทันที และตรงกับความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งได้จัดเตรียมรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 279 คัน ที่ประจำอยู่ในหน่วยทหารของกองทัพบกทั่วประเทศ พร้อมให้การสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อร่วมปฏิบัติการกับรถน้ำจากภาคส่วนต่างๆ ออกแจกจ่ายน้ำช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้งเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.อำนาจเจริญ ภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลาร่วม 2 เดือนในพื้นที่ อ.ชานุมาน ซึ่งเป็นอำเภอชายแดนมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน ระดับน้ำลดลงอยางต่อเนื่อง คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาประมาณ 1 เดือน น้ำโขงก็จะถึงขั้นวิกฤติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางชูใจ สำเริง อายุ 40 ปี ชาวนาบ้านเมืองเก่า ต.คำเขื่อนแก้ว อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาฝนตกดีทำนา 15 ไร่ ปลูกข้าวเหนียวทั้งหมด ขายข้าวกำไรดี ส่วนหน้าฝนปีนี้แรกๆ ฝนตกลงมาดีจึงรีบทำนาหว่านและนาดำสลับกัน จนฝนทิ้งช่วงเกือบ 2 เดือนทำให้ต้นข้าวแห้งตายหมด &amp;nbsp;ครั้งนี้ทำนารอบสองลดจำนวนปลูกข้าวลงเหลือแค่ 1 ไร่ พอได้มีข้าวกินเท่านั้น ซึ่งลำห้วยน้ำก็เริ่มแห้งหมดแล้ว หากน้ำในลำห้วยแห้งไม่รู้จะเอาน้ำที่ไหนหล่อเลี้ยงต้นข้าว ถ้าอีกหนึ่งเดือนฝนยังไม่ตกลงมา &amp;nbsp;ต้นข้าวจะต้องแห้งตายรอบสองแน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41657</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูใจ สำเริง, ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, สมเกียรติ ประจำวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d35cbb21a47a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
