<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 10:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีสโตน ร่วมโครงการช็อปช่วยชาติ ตอกย้ำทุกผลิตภัณฑ์ มีคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย........นรินทร โชติภิรมย์กุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;จากมาตรการช็อปช่วยชาติ ของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2561-16 ม.ค. 2562 ซึ่งปีนี้กำหนดสินค้าเข้าร่วม 3 ประเภท ได้แก่ หนังสือ สินค้าโอท็อป และยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งผู้ที่ซื้อสินค้า สามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ในส่วนของยางรถยนต์ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ขณะนี้มีภาคเอกชนซึ่งเป็นบริษัทผู้ประกอบการยาง ตกลงซื้อวัตถุดิบยางจาก กยท. เพื่อนำไปผลิตล้อยางแล้วจำนวน 5 บริษัท ได้แก่ บริษัทบริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เอ็น.ดี. รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ดีสโตน จำกัด และบริษัท ยางโอตานิ จำกัด สำหรับคูปองลดหย่อนภาษีที่จัดสรรให้กับบริษัทผู้ผลิตยางล้อ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ คูปองสำหรับยางล้อรถยนต์ ประเภท 4 ล้อ ได้รับคูปองจำนวน 100 ใบ ต่อการซื้อวัตถุดิบ 1 ตัน และคูปองสำหรับยางล้อรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยาน ประเภทรถ 2 ล้อ ได้รับคูปองจำนวน 500 ใบ ต่อการซื้อวัตถุดิบ 1 ตัน ซึ่งปัจจุบันทั้ง 5 บริษัท ได้ซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทางกยท. แล้วกว่า 2,000 ตัน โดยมีการมอบคูปองลดหย่อนภาษีไปให้ผู้ประกอบการเหล่านี้แล้วกว่า 200,000 ใบ เพื่อให้แต่ละบริษัทนำคูปองไปกระจายต่อให้ร้านค้าที่จำหน่ายยางและตัวแทนของบริษัทจำนวนกว่า 1,000 ร้านค้าที่ร่วมโครงการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;สำหรับสินค้ากลุ่มประเภทยางล้อ มีขั้นตอนเพิ่มเติมเข้ามาและไม่สามารถใช้กับยางทุกตราสินค้าได้ ทำให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค หนึ่งในโครงการนี้มีบริษัท ดีสโตน ซึ่งเป็นบริษัทยางทุกประเภทของคนไทยมียอดขายทั้งในต่างประเทศเป็นอันดับ 1 โดยมีสินค้าจำหน่ายครบทุกประเภท ในวันนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูง คุณเกริก วงศาริยวานิช ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีสโตน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เปิดเผยแนวการเข้าร่วมในครั้งนี้ว่า ดีสโตนมีการศึกษาแนวคิดและวัตถุประสงค์ของโครงการแล้ว เป็นการช่วยเหลือและผลักดันให้พี่น้องชาวสวนยางมีโอกาสจำหน่ายยางได้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาดีสโตนมีการสั่งซื้อยางพาราในประเทศไทยเป็นจำนวนมากมาตลอด ที่สำคัญชุมชนสวนยางที่เราซื้อมานั้นมีการทดสอบคุณภาพยางมานานแล้วว่ามีคุณภาพมาตรฐานผ่านการทดสอบ ทำให้ดีสโตนคิดว่าในฐานะเราเป็นบริษัทคนไทยที่มีการผลิตสูงเป็นอันดับ 1 จะต้องมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมจึงได้เข้าร่วมโครงการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ในปีหน้า 2562 ดีสโตนดำเนินธุรกิจผู้ผลิตยางล้อที่มีประสบการณ์มายาวนานถึง 44 ปี ซึ่งดีสโตนสามารถผลิตยางได้เกือบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นยางรถบรรทุกเพื่อการขนส่ง ยางรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ ยางเพื่อการเกษตร ยางเพื่อการอุตสาหกรรม ยางรถยนต์ ยางรถจักรยานยนต์ ยางจักรยาน ทำให้ดีสโตนมีความพร้อมในการเข้าร่วมในทุกกลุ่มสินค้าที่ภาครัฐกำหนด 100% โดยดีสโตนมีจุดจำหน่ายมากกว่า 800 ร้านค้าทั่วประเทศ พร้อมให้การรองรับได้อย่างดี โดยสามารถตรวจสอบสิทธิ์ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ที่ www.facebook.com/deestontyre ผู้บริโภคทำได้ง่ายเมื่อเลือกซื้อยาง DEESTONE หรือ THUNDERER ที่เข้าร่วมโครงการ ย้ำว่าต้องเป็นร้านที่เข้าร่วมโครงการ สามารถที่จะให้ทางร้านค้าออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกหาคูปองจากทางร้านค้าได้ โดยยาง 1 เส้นต่อ คูปอง 1 ใบ จากนั้นก็ส่งหลักฐานการยื่นภาษีประจำปี ให้ทางรัฐเหมือนที่เคยปฏิบัติกันมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ทั้งนี้ ในช่วงโครงการช็อปช่วยชาติ ซึ่งทางผู้บริโภคที่ซื้อยาง DEESTONE หรือ THUNDERER แล้วได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว ทางดีสโตนยังมีของขวัญปีใหม่โดยการจัดแคมเปญการรับประกัน 120 วัน ในกรณีที่ผู้บริโภค ใช้งานสินค้าตามปกติและถูกต้องตามประเภทรถกับยางที่ใช้แล้ว เกิดประสบอุบัติเหตุ บาด บวม เบียด ตำ แตก ทำให้ยางเกิดความเสียหาย ถึงแม้ว่าไม่ใช่ความเสียหายจากการผลิต ทางดีสโตนยินดีดูแล เปลี่ยนยางเส้นใหม่ให้ฟรี หลังจากนั้นจะเป็นการรับประกันคุณภาพของโครงสร้างยาง ถ้ามีความเสียหายที่เกิดจากการผลิต 4 ปี ตาม % ยาง ที่เหลืออยู่ด้วย สิทธิ์นี้จะมีตลอดปี 2562 ด้วยเช่นกัน จึงอยากขอเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้สิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการช็อปช่วยชาติ เพราะผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการมีการการันตีคุณภาพ และการบริการครบถ้วนตามมาตรฐานการผลิตระดับสากล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25206</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช็อปช่วยชาติ, ช็อปยางช่วยชาติ, ซื้อยาง, ดีสโตน, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, รีวิว, เกริก วงศาริยวานิช, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c244dffc359c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2018 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2018 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สรรพากร&quot; แจงตีกรอบช็อปช่วยชาติหวั่นประชาชนเบรกใช้จ่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สรรพากร&amp;quot; แจงตีกรอบสินค้าร่วมโครงการช็อปช่วยชาติ &amp;quot;ยางรถยนต์-หนังสือ-สินค้าโอท็อป&amp;quot; เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนแตะเบรกใช้จ่าย หวั่นเสพติดมาตรการกระตุ้นซื้อ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า มาตรการช็อปช่วยชาติเป็นเรื่องของนโยบายตามที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ได้ชี้แจงไว้ชัดเจนแล้วว่าจะไม่ทำแบบเดิมที่ให้มีการซื้อสินค้าเป็นการทั่วไปเพื่อมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพราะหากดำเนินการแบบเดิม จะให้ประชาชนเกิดอาการเสพติดมาตรการได้ ทำให้คนชะลอการใช้จ่ายเพื่อไปรอใช้สิทธิช้อปช่วยชาติ

สำหรับมาตรการช็อปช่วยชาติใหม่ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 4 ธ.ค. 2561 จะให้ซื้อสินค้าได้ 3 ประเภท คือ ยางรถยนต์ หนังสือ และสินค้าโอท็อป มีจุดประสงค์ต้องการให้เชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายต่อเนื่อง เช่น ยางล้อรถยนต์ก็ต้องการให้เกษตรกรขายน้ำยางพาราได้มากขึ้น เพื่อให้ราคาน้ำยางพาราดีขึ้น

ทั้งนี้ กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลไก จากการซื้อน้ำยางพารามาผลิตเป็นยางรถยนต์ และผู้ที่ซื้อสามารถนำมาหัดลดหย่อนภาษีได้จะต้องดำเนินการอย่างไร เบื้องต้น มีการคำนวนว่า ยางรถยนต์เล็ก 1 เส้น ใช้น้ำยาง 2 กิโลกรัม ยางรถบรรทุกใช้น้ำยาง 12 กิโลกรัม ซึ่งผู้ผลิตยางที่ซื้อน้ำยางไปก็จะได้รับคูปอง เพื่อไปติดกับยางที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งจะเป็นยางรถยนต์ที่ผลิตไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้ เพราะหากต้องใช้น้ำยางที่ซื้อไปผลิตเป็นยางจะไม่ทันออกมาขายในช่วงของมาตรการมีผลบังคับใช้

สำหรับการให้นำรายจ่ายจากการซื้อหนังสือหักลดหย่อนภาษีได้ เป็นนเรื่องโยบายที่กรมสรรพากรประสานกับกระทรวงวัฒนธรรม ที่ต้องการส่งเสริมการอ่านของคนในประเทศ โดยเป็นหนังสือทุกประเภท แต่ไม่ใช่นิตยสารและหนังสือพิมพ์ ส่วนหนังสืออีบุ๊คส์ที่ซื้อจากแพลตฟอร์มเมืองนอก หากออกใบกำกับภาษีไม่ได้ก็ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อยภาษีได้

ขณะที่การให้ซื้อสินค้าโอท็อปมีความชัดเจน คือ ต้องการให้ชุมชนมีรายได้เพิ่ม โดยร้านค้าโอท็อปจะอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) หรือไม่อยู่ก็ได้ สำหรับใบเสร็จของร้านค้าโอท็อปที่ไม่อยู่ในระบบภาษีแวต ก็ขอใบเสร็จรับเงินที่มีชื่อที่อยู่ของเจ้าของร้าน และผู้ซื้อ รายการสินค้าและมูลค่าสินค้า รวมถึงวันที่ซื้อขายสินค้า

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายอภิศักดิ์ ระบุว่า มาตรการช้อปช่วยชาติรอบใหม่ที่จะเสนอ ครม. ให้พิจารณานั้น จะเริ่มมาตรการในวันที่ 15 ธ.ค. 2561-15 ม.ค. 2562 โดยสามารถนำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าที่กำหนดไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23145</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, ช็อปช่วยชาติ, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8e39da3d18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงช็อปช่วยชาติ แตกต่างปีก่อน แนะให้ถึงSME</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คลังเตรียมชง ครม.เคาะมาตรการช็อปช่วยชาติ ยันแนวทางดำเนินงานแตกต่างจากปีที่ผ่านมา นักวิชาการแนะออกมาตรการให้ครอบคลุมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีและประชาชนในต่างจังหวัดด้วย &amp;nbsp;ด้าน ธพว.จ่อผุดของขวัญปีใหม่เอาใจกลุ่มอาชีพอิสระ พร้อมแถลงความชัดเจนสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงมาตรการช็อปช่วยชาติว่า คาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติมาตรการ เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศได้ภายในวันที่ 4 ธ.ค.61 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดของมาตรการอยู่ ซึ่งแนวทางการจัดทำมาตรการจะแตกต่างจากปีก่อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการช็อปช่วยชาติที่รัฐบาลเตรียมนำออกมาใช้นั้น ควรให้ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และสินค้าเกษตรเป็นหลัก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากพิจารณาจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในขณะนี้เริ่มเดินหน้าไปได้ ดังนั้นการผลักดันมาตรการช็อปช่วยชาติเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ควรให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประชาชนในต่างจังหวัด และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากให้สามารถเข้าถึงมาตรการด้วย เพราะมองว่าผู้ประกอบการในเมืองไปจนถึงหัวเมืองหลักๆ ยังมีความสามารถในการประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งอาจจะต่างจากผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ดังนั้นจึงอยากเสนอว่ามาตรการช็อปช่วยชาติที่จะออกมาครั้งนี้ควรเปิดโอกาสให้กลุ่มเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์ไปด้วย&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ โดยยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่จะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้าอย่างแน่นอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหลักการเบื้องต้นของมาตรการที่เตรียมจะมอบเป็นของขวัญปีใหม่นั้น จะเป็นมาตรการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนประมาณกว่า 2 &amp;nbsp;ล้านราย และผู้ประกอบการในกลุ่มคนตัวเล็กให้สามารถเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล้มแล้วลุก และสามารถเดินต่อไปได้ ซึ่งมาตรการที่เตรียมจะออกมานี้จะเป็นมาตรการถาวร ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว &amp;nbsp;และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการได้รับความช่วยเหลืออยู่แล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ไม่ได้ลงทะเบียนกว่า 2 ล้านรายนั้น มีทั้งผู้ประกอบการอิสระที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาด กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ กลุ่มที่ไม่มีสวัสดิการ ซึ่งรวมไปถึงผู้ประกอบการแท็กซี่ด้วย แต่รายละเอียดของมาตรการขอยังไม่ตอบตอนนี้ เพราะต้องรอความชัดเจนทั้งหมดก่อน&amp;quot; นายมงคลกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้มีรายงานจากกระทรวงการคลังระบุว่า ธพว.เตรียมจะออกโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการแท็กซี่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เฉลี่ยภาระค่าผ่อนเพียงวันละ 300 บาท มีระยะเวลา 7 ปี ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าแท็กซี่แบบรายวันตกวันละ 700-800 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าแท็กซี่ที่เข้าโครงการจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เช่นการไม่ปฏิเสธลูกค้า ซึ่งจะมีเครื่องมือตรวจสอบ และหากตรวจสอบพบว่ามีการปฏิเสธลูกค้าก็จะให้ออกจากโครงการทันที เบื้องต้นกำหนดเป้าหมายเป็นแท็กซี่ที่ทะเบียนจะหมดอายุซึ่งมีประมาณ 1 หมื่นคัน สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอสินเชื่อในโครงการนี้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ภายใน 1-2 เดือนหลังจากกระทรวงการคลังและ ครม.เห็นชอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22858</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครอบคลุมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีและประชาชนในต่างจังหวัด, ช็อปช่วยชาติ, หนังสือพิมพ์, อาชีพอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfc0865cfdef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
